หมวดหมู่: พัฒนาคุณภาพ

KPI คืออะไร

ตัวชี้วัดผลการดำเนินงานหลัก หรือ KPI (Key Performance Indicator) เป็นการวัดความก้าวหน้าของการบรรลุปัจจัยหลักแห่งความสำเร็จ หรือผลสัมฤทธิ์ขององค์กรRead More

CQI คืออะไร ทำได้อย่างไร

CQI = Continuous Quality Improvement 
คือการพัฒนาคุณภาพอย่างต่อเนื่อง อธิบายง่ายๆดังนี้
CQI เป็นลักษณะปรับปรุงให้ดีขึ้น อาจพูดได้ว่าเป็นการพัฒนาปรับปรุงไปเรื่อยๆ เทียบเป็นกราฟค่อยๆขึ้น
ถ้าเทียบกับการ reengineering จะเป็นการเปลี่ยนแปลงไปเลยทันที Read More

R2R ต่างกับ CQI ตรงไหน

หลายคนคงมีปัญหาสงสัยว่างานที่ทำอยู่เป็นงานวิจัย R2R หรือยัง? หรือหลายคนยังเข้าใจคลาดเคลื่อนว่างานที่ทำอยู่เป็นงานวิจัย R2R แล้วและอกหลายคนกลับยังไม่รู้ตัวว่างานที่ทำอยู่เป็น R2R ได้แล้วหรือเพียงแค่ปรับเปลี่ยนเล็กน้อยเท่านั้น Read More

ไคเซ็น (Kaizen) คืออะไร

ไคเซ็น (Kaizen) เป็นศัพท์ภาษาญี่ปุ่น หมายถึง การเปลี่ยนแปลง การเปลี่ยนแปลงในที่นี้ต้องเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ทำให้ดีขึ้น จะเรียกว่าเป็น การปรับปรุงให้ดีขึ้น ก็ว่าได้ หลักการง่าย ๆ ที่เป็นคีย์เวิร์ดสำคัญของการทำไคเซ็นมีอยู่ 3 ข้อ นั่นก็คือ เลิก ลด และ เปลี่ยนRead More

4 ข้อปฏิบัติก่อนเลือกซื้ออาหารนอกบ้าน

ชีวิตในเมืองที่รีบเร่ง ทำให้ต้องพึ่งพาร้านจำหน่ายอาหารสำเร็จรูปนอกบ้านมากขึ้น และเพื่อเพิ่มความปลอดภัยในการบริโภค มีข้อแนะนำ 4 ข้อที่ควรปฏิบัติก่อนการซื้ออาหารนอกบ้าน ดังนี้

1. อ่านฉลากก่อนซื้อ ดูคุณค่าของสารอาหารในฉลากโภชนาการ ชื่ออาหาร ชื่อผู้ผลิต สถานที่ผลิต วันเดือนปีที่ผลิต วันเดือนปีที่หมดอายุ และต้องมีเครื่องหมาย อย. ซึ่งแสดงว่าอาหารนั้นผ่านการตรวจสอบคุณภาพ และได้รับมาตรฐานจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา

2. สังเกตลักษณะของภาชนะบรรจุ ต้องอยู่ในลักษณะที่ดีและสะอาด เช่น เครื่องดื่มอยู่ในภาชนะที่ปิดสนิท กระป๋องอยู่ในสภาพดี ไม่บุบ ไม่บวม

3. สังเกตลักษณะของอาหาร สี กลิ่น และรส ต้องไม่มีความผิดปกติจากธรรมชาติ หรือเปลี่ยนแปลงจากลักษณะเดิม เช่น กลิ่นหืนหรือเหม็นเปรี้ยว หรือสีสันฉูดฉาด ควรเลือกซื้ออาหารที่ ใช้สีจากธรรมชาติ หรือไม่มีส่วนผสมของสีเลย

4. สังเกตความสะอาด ขั้นตอนการเตรียมอาหาร สถานที่เตรียมอาหาร การล้าง การปรุง และความสะอาดของผู้ขาย

ก่อนการทานอาหารทุกมื้อ ฝากไว้สักนิดว่า อย่าลืม! ล้างมือก่อนทานและใช้ช้อนกลางตักแบ่งอาหาร

ที่มา : นิตยสารชีวจิต

3 เทคนิคฝึกสมองให้คิดเก่ง

เมื่อนั่งทำงานนานๆ สมองถูกใช้งานอย่างหนัก คงต้องมีบ้างที่เราจะเจอกับภาวะ “คิดอะไรก็คิดไม่ออก”

หนังสือเรื่อง “ศาสตร์ชีวิต” เขียนไว้ว่า สมองของมนุษย์มีระบบการทำงานที่เชื่อมโยงซับซ้อน ซึ่งการเรียนรู้ของมนุษย์เกิดจากการรับข้อมูล และการนำข้อมูลเหล่านั้นผ่านเข้าสู่กระบวนการจดจำ ดังนั้น การที่เราคิดอะไรไม่ค่อยออก จึงอาจแปลว่าสมองไม่ได้ทำงานเชื่อมโยงกันอย่างเต็มที่ หรือข้อมูลที่ได้รับการบันทึก มีแต่ข้อมูลเดิมๆ

ถ้าอย่างนั้น คงถึงเวลาที่เราต้องมาลับสมองกันสักหน่อย โดยใช้ 3 เทคนิคดังนี้ค่ะ

1. คิดแล้วทำ การลงมือทำเป็นผลลัพธ์ของการคิด หากคิดแล้วทำอย่างต่อเนื่อง จะทำให้สมองได้จดจำวิธีการที่เป็นรูปธรรมจากการลงมือทำ และสามารถหาแนวทางพัฒนากระบวนการคิดและการทำของตัวเองให้ดียิ่งขึ้นต่อไปได้

2. ลองทำในสิ่งที่ไม่เคยทำ หลังจากทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งจนชำนาญแล้ว ลองออกไปทำในสิ่งที่ไม่เคยทำบ้าง เพื่อเปิดมุมมอง และฝึกสมองให้ได้เรียนรู้ทักษะใหม่ๆ

3. บริหารสมอง 2 ซีก ตามปกติ สมองซีกซ้ายและซีกขวาซึ่งมีหน้าที่ต่างกัน จะทำงานประสานเชื่อมโยงกันโดยอัตโนมัติ การฝึกบริหารสมองทั้ง 2 ซีกบ่อยๆ จึงช่วยให้สมองทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ผลลัพธ์ที่ได้จากการคิดจึงมีคุณภาพมากขึ้นด้วย

วิธีง่ายๆในการบริหารสมองซีกขวา (การใช้จินตนาการ ความรู้สึก) และซีกซ้าย(การใช้เหตุผล) ที่อยากแนะนำคือ ให้ฝึกขีดๆเขียนๆอะไรก็ได้ โดยใช้ทั้งมือข้างที่ถนัดและไม่ถนัด สมองจะประสานงานกันได้ดีขึ้น

นอกจากฝึกคิดแล้ว อย่าลืมเติมอาหารดีๆให้สมองด้วยนะคะ

นิตยสารชีวจิต ปีที่ : 15 ฉบับที่ : 351 
16 พฤษภาคม 2556

“เงื่อนไขของ R2R” หากจะเป็น R2R ต้องมีอะไรบ้าง


“เงื่อนไขของ R2R”  หากจะเป็น R2R ต้องมีอะไรบ้าง

  1. ต้องเริ่มต้นจากปัญหา/คำถามวิจัยที่ได้จากหน้างาน หรือ    งานประจำที่ตนเองทำและรับผิดชอบดำเนินการอยู่ 2. 
  2. ต้องเป็นการวิจัยจริง ๆ ที่มีความน่าเชื่อถือ 3. 
  3. ต้องมีเป้าหมายชัดเจนว่าจะแก้ไขปัญหา/พัฒนา/ต่อยอด/ขยายผล งานที่ทำอยู่อย่างไร
  4. ไม่ควรจะเน้นที่งบประมาณในการดำเนินการเป็นการเฉพาะ  มากนัก ควรใช้โอกาสและงบประมาณที่ใช้ทำงานประจำอยู่แล้ว
  5. ต้องเริ่มต้นที่ใจอยากทำ มีทัศนคติที่ดีต่อการทำวิจัย ไม่ควรใช้วิธีการบังคับให้ทำ
  6. ควรจะเห็นวิธีการเรียนรู้เพื่อพัฒนาตนเองและทีมงานในกระบวนการทำ R2R
  7. ต้องไม่รู้สึกว่าเป็นภาระงานที่เพิ่มขึ้น 8. ต้องพิจารณาที่ “งานประจำ” เป็นหลัก เพราะแต่ละคนที่ทำ R2R ทำงานต่างตำแหน่ง บทบาท หรือต่างหน้าที่กัน 9. การทำวิจัยในงานประจำน่าจะเป็นการคิดแบบ initiation, creation หรือ innovation

การเริ่มดำเนินการ R2R ควรเริ่มจากอะไร


การเริ่มดำเนินการ R2R ควรเริ่มจาก
  • ปัญหา/คำถามวิจัยที่ได้จากหน้างานหรืองานประจำที่ตนเองทำและรับผิดชอบดำเนินการอยู่ 
  • มีเป้าหมายชัดเจนว่าจะแก้ไขปัญหา พัฒนา ต่อยอด หรือขยายผลงานที่ทำอยู่อย่างไร
  • ใช้กระบวนการพิสูจน์หาคำตอบของคำถามนั้นด้วยวิธีการที่มีความน่าเชื่อถือ เพื่อให้ข้อมูลที่ได้เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ใช้สำหรับการตัดสินใจในการพัฒนาคน พัฒนางานในระบบสุขภาพ
  • เป็นงานเสรีทางวิชาการและสามารถประยุกต์ใช้กับ งานประจำ
  • เป็นเครื่องมือการพัฒนาคนให้รู้จักพัฒนาฐานข้อมูล   รู้จักใช้ข้อมูลและสามารถคิดเชิงระบบ
  • ไม่ควรยึดติดรูปแบบการวิจัย แต่ควรถูกต้องตามหลักวิชาการ
  • เป็นเครื่องมือในการเปิดพื้นที่สำหรับแนวคิดใหม่ๆ ในการทำงาน
  • เป็นเครื่องมือในการสร้างเสริมศักยภาพ ทำให้เข้าใจสภาวะแวดล้อมที่เกิดขึ้นโดยรอบตัวมากขึ้น
  • ไม่จำเป็นต้องทำเรื่องที่เป็นองค์ความรู้ใหม่ทั้งหมด แต่ต้อง เป็นการค้นคว้าแล้วมาประยุกต์ใช้ให้เข้ากับบริบท
  •  ควรมีผลงานที่ตีพิมพ์เผยแพร่เพื่อทำให้ผู้อื่นร่วมเรียนรู้ได้
  • เป็นเครื่องมือในการสร้างระบบพี่เลี้ยงในการทำวิจัย และเอื้อเฟื้อกันในการทำงาน
  • เป็นเครื่องมือที่ช่วยคนงานในการสร้างความรู้ และสามารถ ย้อนกลับมาช่วยงานประจำที่ทำอยู่

        แนวทางปฏิบัติของ R2R อาจเริ่มจากคนเดียว สามารถได้ แต่จะมีพลังมากขึ้นหากร่วมกันทำเป็นทีม   แต่ที่สำคัญคือ ต้องมีใจ มีภาวะผู้นำและมีคนช่วยย่อยความรู้ ให้เกิดการถ่ายทอดความรู้

          การทำให้เกิดวัฒนธรรมขององค์กรในเรื่องการสร้างความรู้ อาจเริ่มจากกลุ่มคนเล็กๆ  ต้องทำให้ง่าย และเกิดความเป็นมิตร เปิดช่องทางการสนับสนุนที่เป็นช่องที่คนเข้าถึงได้ง่าย
          กระบวนการ R2R
          ในการทำกิจกรรม R2R สามารถใช้การจัดการความรู้ (Knowledge Management) เป็นเครื่องมือ
          เรียนรู้เทคนิคต่าง ๆ ด้านการวิจัย โดยจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้เทคนิคด้านการวิจัย
          เรียนรู้วิธีการปรับปรุงการดูแลผู้ป่วย หรืองานอื่นๆ
          การค้นหาโจทย์วิจัยมาจากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และวิเคราะห์ปัญหาที่มาจากการทำงานประจำของตนเองและหน่วยงาน
            องค์ประกอบของ R2R มี 4 ส่วน
            1.  โจทย์วิจัย  ต้องมาจากงานประจำ เป็นการแก้ปัญหาหรือพัฒนางานประจำ   
            2.  ผู้ทำวิจัย ต้องเป็นผู้ทำงานประจำนั้นเอง
            3.  ผลลัพธ์ของการวิจัย ต้องวัดผลที่เกิดต่อตัวผู้ป่วยหรือบริการที่มีผลต่อผู้ป่วยโดยตรง ไม่ใช่ตัวชี้วัดทุติยภูมิเท่านั้น
            4.  การนำผลการวิจัยไปใช้ประโยชน์  ผลการวิจัยต้องวนกลับไปก่อผลเปลี่ยนแปลงต่อการให้บริการผู้ป่วยโดยตรง หรือต่อการจัดบริการผู้ป่วย
            ผลลัพธ์ R2R
            •  คุณภาพการบริการ เช่น การดูแลผู้ป่วยมีผลสัมฤทธิ์ดีขึ้น
            •  คนทำงานประจำเก่งขึ้น (คิดเก่ง + สื่อสารให้คนอื่นฟังดีขึ้น) มีความสุขมากขึ้น
            •  รายงานผลการวิจัย 
            ความสำคัญของ R2R
            •   สนับสนุนให้เกิด Evidence based decision making  (EBD) ลดความขัดแย้งในกระบวนการตัดสินใจที่ยึดความเชื่อส่วนตัว และนำไปสู่การพัฒนาองค์การอย่างต่อเนื่อง
            •   สนับสนุนการพัฒนาระบบข้อมูลข่าวสารเพื่อการตัดสินใจ
            •   พัฒนาศักยภาพบุคลากรในระบบ
            ปัจจัยที่เป็นอุปสรรคต่อการขยาย R2R
            1.  ความเข้าใจ/ความเชื่อผิดๆ เช่น มองเรื่องการวิจัยเป็น   เรื่องยาก
            2.  การขาดความรู้/ผู้สนับสนุนทางวิชาการที่จำเป็น
            3.  ผู้บริหารบางหน่วยงานไม่เห็นความสำคัญ/ไม่สนับสนุน
            ความคาดหวัง R2R ในอนาคต
            •  สร้างความเข้มแข็งของบุคลากร R2R : ผ่านการจัดประชุม  การประกวดและมอบรางวัล การสังเคราะห์บทเรียน
            •  จัดตั้งเครือข่ายการเรียนรู้ R2R
            •  พัฒนาเป็นเครือข่าย R2P (Research to Policy)

            จดลิขสิทธิ์กับกรมทรัพย์สินทางปัญญา ไม่ได้ยุ่งยากอย่างที่คิด

            การจดลิขสิทธิ์กับกรมทรัพย์สินทางปัญญา ไม่ได้ยุ่งยากอย่างที่คิด

            โดยมีขั้นตอนและเอกสารประกอบการจดลิขสิทธิ์ดังนี้

            1.มีผลงานที่สร้างสรรด้วยตัวเองเสร็จสมบูรณ์ 1 ชิ้น ปริ๊นออกมาเป็นฮาร์ก็อปปี่ แล้วนำไปเย็บรูปเล่มให้เรียบร้อย โดยจะเย็บสันกาว ใส่กระดูกงู หรืออื่น ๆ ทำเองก็ได้ เน้นว่าให้ทำเป็นรูปเล่มเพื่อใช้เป็นหลักฐานประกอบ


            2.เข้าไปในเว็บของกรมทรัพย์สินทางปัญญาเพื่อดาวโหลด แบบฟอร์ม ลข.01 ซึ่งเป็นแบบฟอร์มที่ใช้กรอกเพื่อยื่นขอจดลิขสิทธิ์ ผ่านเว็บไซต์  http://www.ipthailand.go.th

            พอได้แบบฟอร์มมาแล้วก็ปริ๊นออกมากรอกรายระเอียดให้เรียบร้อย ถูกต้อง จำนวน 2 ชุด

            3.สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน เซ็นต์สำเนาถูกต้องด้วย จำนวน 1 ชุด

            4.ส่งเอกสารทั้งหมดไปที่

            สำนักลิขสิทธิ์    กรมทรัพย์สินทางปัญญา
            เลขที่ 44/100    ถ.สนามบินน้ำ
            ต.บางกระสอ   อ.เมือง
            จ.นนทบุรี  11000

            หมายเหต กรณีจดทะเบียนในนามองค์กรเช่นมหาวิทยาลัย ฯลฯ ให้ยื่นผ่านหน่วยบริหารทรัพย์ทางปัญหาของหน่วยงานตัวเองก่อน และหน่วยงานจะทำการส่งต่อ กรมทรัพย์สินทางปัญญา

            5. หากมีข้อสงสัย โทรถามเจ้าหน้าที่ได้ที่เบอร์ 02-547-4621-3

            เมื่อทางสำนักลิขสิทธิ์รับเรื่องแล้วจะออกเลขรับรองเรื่องให้ โดยส่งให้เราเองถึงบ้าน จากนั้นจึงเข้าสู่ขั้นตอนการจดลิขสิทธิ์ ซึ่งจะมีตามมาทีหลัง หลังจากเราจดลิขสิทธิ์เรียบร้อยแล้วทางสำนักลิขสิทธิ์จะส่งตัวลิขสิทธิ์รับรองมาให้เราถึงบ้านมีหน้าตาคล้าย ๆ กับโฉนดที่ดิน ซึ่งจะทำให้งานที่เราคิดค้นเป็นของเราเพียงคนเดียวใครลอกเลียนแบบสามารถฟ้องร้องได้เต็มที่ โดยไม่ต้องหาหลักฐานมาอ้างอิงให้วุ่นวาย

            ทรัพย์สินทางปัญญาคืออะไร

            ทรัพย์สินทางปัญญา หมายถึง ผลงานอันเกิดจากความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์ ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นทรัพย์สินอีกชนิดหนึ่ง นอกเหนือจากสังหาริมทรัพย์ คือ ทรัพย์สินที่สามารถเคลื่อนย้ายได้ เช่น นาฬิกา รถยนต์ โต๊ะ เป็นต้น และอสังหาริมทรัพย์ คือ ทรัพย์สินที่ไม่สามารถเคลื่อนย้ายได้ เช่น บ้าน ที่ดิน เป็นต้น

            ประเภทของทรัพย์สินทางปัญญา     โดยทั่วๆ ไป คนไทยส่วนมากจะคุ้นเคยกับคำว่า “ลิขสิทธิ์” ซึ่งใช้เรียกทรัพย์สินทางปัญญาทุกประเภท โดยที่ถูกต้องแล้วทรัพย์สินทางปัญญาแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ที่เรียกว่า ทรัพย์สินทางอุตสาหกรรม และลิขสิทธิ์

            ทรัพย์สินทางอุตสาหกรรม ไม่ใช่สังหาริมทรัพย์และอสังหาริมทรัพย์ที่ใช้ในการผลิตสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ทางอุตสาหกรรม แท้ที่จริงแล้ว ทรัพย์สินทางอุตสาหกรรมนี้ เป็นความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์ที่เกี่ยวกับสินค้าอุตสาหกรรม ความคิดสร้างสรรค์นี้จะเป็นความคิดในการประดิษฐ์คิดค้น การออกแบบผลิตภัณฑ์ทางอุตสาหกรรม ซึ่งอาจจะเป็นกระบวนการ หรือเทคนิคในการผลิตที่ได้ปรับปรุงหรือคิดค้นขึ้นใหม่ หรือที่เกี่ยวข้องกับตัวสินค้า หรือผลิตภัณฑ์ที่เป็นองค์ประกอบและรูปร่างสวยงามของตัวผลิตภัณฑ์ นอกจากนี้ยังรวมถึงเครื่องหมายการค้าหรือยี่ห้อ ซื่อและถิ่นที่อยู่ทางการค้า ที่รวมถึงแหล่งกำเนิดสินค้าและการป้องกันการแข่งขันทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม ทรัพย์สินทางอุตสาหกรรม จึงสามารถแบ่งออกได้ดังนี้

            • สิทธิบัตร (Patent)
            • เครื่องหมายการค้า (Trademark)
            • แบบผังภูมิของวงจรรวม (Layout – Designs Of Integrated Circuit)
            • ความลับทางการค้า (Trade Secrets)
            • สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (Geographical Indication)