หมวดหมู่: มุมความรู้

ปัจจัยแห่งความสำเร็จ และความยั่งยืนของ R2R

(Key Success Factors )
คือ ประโยชน์ของผลงาน R2R ที่มีต่อผู้รับบริการ และองค์กรอย่างแท้จริงส่งผลให้ผู้ปฏิบัติงานมีความสุข สนุกกับงานที่ไม่ได้ทำไปวันๆ อีกต่อไปจน R2R กลายเป็นวิถีชีวิตและวัฒนธรรมองค์กร

ลักษณะงานประจำที่ทำให้เกิดความเบื่อหน่าย

  • การแบ่งงานกันทำเป็นส่วน ๆ
  • งานถูกลดคุณค่าเหลือเพียงแค่ที่มาซึ่งเงิน
  • เป็นงานที่คนอื่นสั่งให้ทำ
  • ทำลายความคิดสร้างสรรค์ 

“สยบงานจำเจด้วยการวิจัย   สู่โลกใหม่ของงานประจำ”

เอกสารอ้างอิง

  • เคล็ดไม่ลับ R2R บริบทคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล  : โครงการพัฒนางานประจำสู่งานวิจัย คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล พิมพ์ครั้งที่ 1 สำนักพิมพ์ยูเนียน ครีเอชั่น จำกัด
  • เคล็ดไม่ลับคุณอำนวย ฟันเฟืองขับเคลื่อน R2R  : โครงการสนับสนุนการพัฒนางานประจำสู่งานวิจัยระดับประเทศ สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข ร่วมกับ โครงการพัฒนางานประจำสู่งานวิจัย คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล พิมพ์ครั้งที่ 1 สำนักพิมพ์ยูเนียน ครีเอชั่น จำกัด
  • 10 ขั้นง่ายๆ วิจัยเชิงคุณภาพ : นพ.โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์. พิมพ์ครั้งที่ 1 สำนักพิมพ์สุขศาลา สำนักวิจัยสังคมและสุขภาพ  
  • R2R Newsletter ฉบับปฐมฤกษ์ : โครงการสนับสนุนการพัฒนางานประจำสู่งานวิจัยระดับประเทศ สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข
  • การประเมินประสิทธิผลเทคโนโลยีสุขภาพจิต : สำนักพัฒนาสุขภาพจิต กรมสุขภาพจิต. พิมพ์ครั้งที่ 1 บริษัท เบสท์ สเต็ป แอ็ดเวอร์ไทซิ่ง จำกัด

R2R มีบุคคลใดที่สำคัญเกี่ยวข้อง

R2R มีบุคคลที่สำคัญเกี่ยวข้องกันอยู่  3 กลุ่ม คือ…

ผู้วิจัยR2R, คุณอำนวย, และผู้บริหาร

1.   ผู้วิจัย R2R : ควรเริ่มจากใจ ที่มุ่งหมายหรือต้องการพัฒนางานประจำ รู้จักค้นหาคำถามวิจัยที่เป็นกุญแจสู่การพัฒนาการบริการ การทำงาน ผลลัพธ์จากการทำ R2R คือ ส.ป.ก. ( ส. คือ ความสุข สนุกในการทำงาน / ป. คือ ปัญญาเก่งขึ้น ฉลาดขึ้น / และ ก. คือ ความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน )

2.   คุณอำนวย : ไม่ใช่ครู ไม่ใช่วิทยากร ไม่ใช่เจ้าของโครงการด้วย แต่เป็นผู้อำนวยความสะดวกต่อกิจกรรม R2R โดยใช้แนวคิด KM (Knowledge Management) เริ่มต้นจากความสำเร็จของกลุ่มคนจำนวนน้อยมาเล่า มาแลกเปลี่ยน และต่อยอด (Success Story telling) มีการสนับสนุนกิจกรรม R2R เชิงรุก มีการวิพากษ์งานวิจัยอย่างสร้างสรรค์

3.   ผู้บริหาร : ต้องมีความรู้ ความเข้าใจถึงแนวคิดและปรัชญา R2R อย่างแท้จริง ให้การสนับสนุนการทำกิจกรรม R2R อย่างเหมาะสม ใช้ R2R เป็นเครื่องมือในการพัฒนาคน เพื่อพัฒนางานประจำ และนำพาองค์กรสู่องค์กรแห่งการเรียนรู้(Learning Organization)

“ R2R กับ KM เขาจึงเป็นแฟนกัน… เพราะเขาช่วยกันขับเคลื่อนองค์กร… สู่องค์กรแห่งการเรียนรู้”

เอกสารอ้างอิง

  • เคล็ดไม่ลับ R2R บริบทคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล  : โครงการพัฒนางานประจำสู่งานวิจัย คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล พิมพ์ครั้งที่ 1 สำนักพิมพ์ยูเนียน ครีเอชั่น จำกัด
  • เคล็ดไม่ลับคุณอำนวย ฟันเฟืองขับเคลื่อน R2R  : โครงการสนับสนุนการพัฒนางานประจำสู่งานวิจัยระดับประเทศ สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข ร่วมกับ โครงการพัฒนางานประจำสู่งานวิจัย คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล พิมพ์ครั้งที่ 1 สำนักพิมพ์ยูเนียน ครีเอชั่น จำกัด
  • 10 ขั้นง่ายๆ วิจัยเชิงคุณภาพ : นพ.โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์. พิมพ์ครั้งที่ 1 สำนักพิมพ์สุขศาลา สำนักวิจัยสังคมและสุขภาพ  
  • R2R Newsletter ฉบับปฐมฤกษ์ : โครงการสนับสนุนการพัฒนางานประจำสู่งานวิจัยระดับประเทศ สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข
  • การประเมินประสิทธิผลเทคโนโลยีสุขภาพจิต : สำนักพัฒนาสุขภาพจิต กรมสุขภาพจิต. พิมพ์ครั้งที่ 1 บริษัท เบสท์ สเต็ป แอ็ดเวอร์ไทซิ่ง จำกัด

R2R ใช้ระเบียบวิธีวิจัยอะไรได้บ้าง

R2R ใช้ระเบียบวิธีวิจัย (Research methodology) แบบไหน ?

ใช้ได้ทั้งการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) การวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) หรือการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) ที่มีความเหมาะสมและเชื่อถือได้

“แต่ที่สำคัญต้องเริ่มจากระเบียบวิธีคิด… ก่อนที่จะเลือกใช้ระเบียบวิธีวิจัย… การทำวิจัย R2R ก็จะง่ายกว่าที่คิด”

องค์ประกอบที่สำคัญของ R2R คืออะไร?

R2R  มีองค์ประกอบที่สำคัญ  4 อย่าง คือ …

1.      โจทย์วิจัย R2R : ต้องมาจากปัญหาหน้างาน มาจากงานประจำที่ทำกันอยู่และต้องการพัฒนาให้ดีขึ้น

2.      ผู้วิจัย : ต้องเป็นผู้ทำงานประจำนั้นเอง และต้องทำหน้าที่ หลักในการวิจัยด้วย

3.   ผลลัพธ์ของงานวิจัย : ต้องวัดผลได้จากตัวผู้รับบริการจากเรา หรือผู้ป่วยโดยตรง เช่น ด้านการทำงานบริการ จะช่วยลดขั้นตอนการทำงาน, การบริการดีขึ้น, แก้ปัญหาภาระงานที่ทำอยู่ได้  ส่วนด้านการดูแลผู้ป่วย ผลการรักษาจะดีขึ้น, ภาวะแทรกซ้อนหรือระยะเวลาในการพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลลดลง เป็นต้น

4.       การนำผลการวิจัยไปใช้ : สามารถนำไปปรับปรุงการทำงานและการบริการให้ดีขึ้นในบริบทของแต่ละองค์กร

“ ควรพัฒนา R2R จากงานที่ทำอยู่ … ไม่ควรเปิดหน้างานเพิ่มภาระให้ตนเอง ”

เอกสารอ้างอิง

  • เคล็ดไม่ลับ R2R บริบทคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล  : โครงการพัฒนางานประจำสู่งานวิจัย คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล พิมพ์ครั้งที่ 1 สำนักพิมพ์ยูเนียน ครีเอชั่น จำกัด
  • เคล็ดไม่ลับคุณอำนวย ฟันเฟืองขับเคลื่อน R2R  : โครงการสนับสนุนการพัฒนางานประจำสู่งานวิจัยระดับประเทศ สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข ร่วมกับ โครงการพัฒนางานประจำสู่งานวิจัย คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล พิมพ์ครั้งที่ 1 สำนักพิมพ์ยูเนียน ครีเอชั่น จำกัด
  • 10 ขั้นง่ายๆ วิจัยเชิงคุณภาพ : นพ.โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์. พิมพ์ครั้งที่ 1 สำนักพิมพ์สุขศาลา สำนักวิจัยสังคมและสุขภาพ  
  • R2R Newsletter ฉบับปฐมฤกษ์ : โครงการสนับสนุนการพัฒนางานประจำสู่งานวิจัยระดับประเทศ สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข
  • การประเมินประสิทธิผลเทคโนโลยีสุขภาพจิต : สำนักพัฒนาสุขภาพจิต กรมสุขภาพจิต. พิมพ์ครั้งที่ 1 บริษัท เบสท์ สเต็ป แอ็ดเวอร์ไทซิ่ง จำกัด

23 พ.ค.

R2R(Routine to Research) คืออะไร มารู้จักกันสักหน่อย

R2R คืออะไร  ? … ทำไมต้อง R2R
R2R   ชื่อเต็ม คือ  “Routine to Research”  R2R   คือ “การพัฒนางานประจำสู่งานวิจัย” ผลลัพธ์ของ R2R ไม่ได้มุ่งหวังเพียงแค่ได้ผลงานวิจัยเท่านั้น แต่มีเป้าหมายที่จะนำผลงานวิจัย R2R ไปใช้พัฒนางานประจำนั้นๆ ด้วย
o     พัฒนางานประจำที่ทำทุกวัน… ให้เป็นผลงานวิจัย
o     เปลี่ยนปัญหาหน้างาน… ให้เป็นผลงานวิจัย
R2R  จึงเป็นเครื่องมือในการพัฒนาคน  เพื่อพัฒนางานขับเคลื่อนองค์กร สู่องค์กรแห่งการเรียนรู้ (Learning Organization)

ความหมายของ R2R
การทำวิจัยในงานประจำ หมายถึง กระบวนการแสวงหาความรู้ด้วยวิธีการอย่างเป็นระบบของผู้ปฏิบัติงานประจำในการแก้ปัญหา และยกระดับการพัฒนางานที่รับผิดชอบดำเนินการอยู่ตามปกติ โดยมีผลลัพธ์เป็นการพัฒนาตนเองและเพื่อนร่วมงาน อันส่งผลกระทบในการบรรลุเป้าประสงค์สูงสุดขององค์การ

หัวใจของ R2R
คือ การพัฒนางาน พร้อมกับการพัฒนาคนไม่หลงติดกับคำว่า วิจัย
R2R เป็นเครื่องมือ ไม่ใช่เป้าหมาย

วัตถุประสงค์

  •  เพื่อสนับสนุนให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ประสบการณ์จากการทำงานประจำสู่งานวิจัยในแวดวงบุคลากรสาธารณสุข
  • เพื่อการขับเคลื่อนให้บุคลากรเห็นคุณค่าของงาน ประจำ
  •  ส่งเสริมและสนับสนุนให้มีนักวิจัยหน้าใหม่ในระบบสุขภาพ

ที่มาของ R2R

  • นิยามโดย ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช  (ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมการจัดการความรู้เพื่อสังคม)
  • เพื่อส่งเสริมให้เจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการ (routine work) ได้เกิดความกล้า ได้มีโอกาส หรือได้รับคำชื่นชมจากการที่สร้างความรู้ขึ้นมาพัฒนางานของตัวเอง
  • เพื่อปฏิวัติกระบวนการเรียนรู้และการสร้างความรู้ โดยมุ่งทำลายมายาคติ 3 เรื่อง– งานวิจัยเป็นเรื่องยาก, ต้องเป็นโครงการ เขียนขอทุน, เป็นเรื่องของนักวิจัย/นักวิชาการ
  • ใช้การวิจัยเป็นเครื่องมือการเรียนรู้
  • เปลี่ยนสถานะจากเดิมเป็นผู้เสพความรู้ เป็นผู้สร้างความรู้

 


เอกสารอ้างอิง

  • เคล็ดไม่ลับ R2R บริบทคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล  : โครงการพัฒนางานประจำสู่งานวิจัย คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล พิมพ์ครั้งที่ 1 สำนักพิมพ์ยูเนียน ครีเอชั่น จำกัด
  • เคล็ดไม่ลับคุณอำนวย ฟันเฟืองขับเคลื่อน R2R  : โครงการสนับสนุนการพัฒนางานประจำสู่งานวิจัยระดับประเทศ สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข ร่วมกับ โครงการพัฒนางานประจำสู่งานวิจัย คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล พิมพ์ครั้งที่ 1 สำนักพิมพ์ยูเนียน ครีเอชั่น จำกัด
  • 10 ขั้นง่ายๆ วิจัยเชิงคุณภาพ : นพ.โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์. พิมพ์ครั้งที่ 1 สำนักพิมพ์สุขศาลา สำนักวิจัยสังคมและสุขภาพ
  • R2R Newsletter ฉบับปฐมฤกษ์ : โครงการสนับสนุนการพัฒนางานประจำสู่งานวิจัยระดับประเทศ สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข
  • การประเมินประสิทธิผลเทคโนโลยีสุขภาพจิต : สำนักพัฒนาสุขภาพจิต กรมสุขภาพจิต. พิมพ์ครั้งที่ 1 บริษัท เบสท์ สเต็ป แอ็ดเวอร์ไทซิ่ง จำกัด

 

ประวัติความเป็นมาของคลื่นวิทยุ และความเป็นมาในประเทศไทย

                 
 ความเป็นมาของวิทยุนั้นเริ่มตั้งแต่ Whetstone ได้คิดสัญญาณทางไกลโดยอาศัยแม่เหล็กไฟฟ้า เมื่อ ค.ศ. 1836 ต่อมาเมื่อปีค.ศ. 1944 Samual Morse ได้คิดเครื่องส่งรหัสทางเครื่องส่งสัญญาณทางไกลแม่เหล็กไฟฟ้า (หรือเรียกว่าโทรเลข) จากWashington  และ Boltimore  ได้สำเร็จความจริงแล้วนั้นการค้นคว้าของ Morseได้สำเร็จเรียบร้อยตั้งแต่ปี ค.ศ. 1832 แต่เกิดอุปสรรคในการเผยแพร่และคุณภาพยังไม่ดีพอ

                        อย่างไรก็ตาม James Clerk Maxwell ชาวอังกฤษได้พบคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเมื่อ ค.ศ.1864 และต่อมาได้มีนักวิทยาศาสตร์ที่สนใจได้ค้นคว้าเพิ่มเติมและเอาคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าในอากาศมาใช้งาน

                        ต่อมาชาวแฮมเบริก เยอรมันตะวันตกชื่อ  Hertz ซึ่งเป็นนักวิทยาศาสตร์ได้ผลิตเครื่องมือที่สามารถนำคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าในอากาศมาใช้ประโยชน์ในการสื่อสาร และประกาศให้ชาวโลกได้รับทราบเมื่อ ค.ศ. 1885 ผลงานของเขาได้รับการยกย่องเรียกเป็นคลื่นวิทยุ “เฮิร์ส “ ต่อมานักวิทยาศาสตร์ชาวอิตาลีชื่อ Guglielmo Marconi อายุ 21 ปี ได้ค้นคว้าสร้างวิทยุขึ้นสำเร็จ โดยเริ่มส่งคลื่นโดยไม่ต้องใช้สายและนำความคิดในการสร้างคลื่นวิทยุของ”เฮิร์ส”มาใช้ในการดำเนินงาน

                        ความสนใจจากการค้นคว้าของ Marconi   ทำให้ขุนนางผู้หนึ่งชื่อ Lord  Kelvin ส่งวิทยุซึ่ง Marconi เป็นผู้คิดค้นจัดตั้งขึ้น ระหว่างเกาะ Wight และ    Bornemouth เมื่อปี 1898 และต่อจากนั้นอีกไม่นานก็ได้ใช้วิทยุสื่อสารจาก Kingstown แก่หนังสือพิมพ์  Daily Express ของกรุงดับลิน และต่อมาอีกไม่นาน Duoretet และ Roger  ก็ได้ทดลองใช้ติดต่อระหว่างหอ  Eiffel และ Panheon ที่กรุงปารีส

                        และในวันที่ 27 มีนาคม 1899 ได้เป็นวันที่จารึกในประวัติศาสตร์ของวงการวิทยุเมื่อ Marconi  ทำการส่งวิทยุข้างช่องแคบอังกฤษได้เป็นผลสำเร็จ จากการส่งวิทยุครั้งนี้ทำให้มีการตื่นเต้นกันทั่วอังกฤษและทำให้เขาจดทะเบียนลิขสิทธิ์ทันที

                        ทางด้านเครื่องรับวิทยุในระยะแรกก่อนที่จะใช้ระบบทรานซิสเตอร์นั้นเป็นวิทยุแร่ ซึ่งคล้ายๆกับการใช้ถ่านไฟฉาย คือเมื่อแร่ยังมีกำลังก็สามารถฟังได้ชัดแต่เมื่อคุณภาพของแร่ใกล้หมดลงคุณภาพการรับก็ลดลง คุณภาพเสียงก็เบามาก เครื่องรับแต่ละเครื่องต้องมีเครื่องฟังเสียงครอบหูในระยะแรกแม้ไม่มีคลื่นส่งวิทยุหลายคลื่น แต่ผู้รับก็จำต้องหาคลื่นโดยต้องรับคลื่นตามกระแสลม ซึ่งเป็นปัญหาทางด้านการรับฟัง

                        และในปี 1907 ชาวอเมริกันชื่อ  ได้คิดสร้างหลอดวิทยุชนิดมีกำลังรับส่งดีขึ้น ทำให้คุณภาพของวิทยุได้เพิ่มประสิทธิภาพขึ้น

                        ในเมื่อเครื่องรับเครื่องส่งวิวัฒนาการดีขึ้นเป็นลำดับ การเสนอข่าวและรายการต่างๆก็เพิ่มมากขึ้นเช่นปี 192 ในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ ถึง 6 มีนาคม สถานีวิทยุ  Chelmsford ของอังกฤษได้ออกอากาศในรายการข่าวและดนตรีโดยใช้เวลาครั้งละไม่นาน ในเดือนมิถุนายนสถานีเดียวกันนี้ได้ร่วมกับหนังสือพิมพ์ Daily Mail   ถ่ายทอดเพลงจากวงดนตรีดุริยางค์แห่งหนึ่ง และในวันที่ 2 กันยายนปีเดียวกัน วันที่ 7 พฤศจิกายน สถานี  K.D.K.A.ของบริษัท Westinghouse  ที่เมือง Pittsburgh  สหรัฐอเมริกา ได้เปิดการส่งวิทยุกระจายเสียงโดยเร่งกระจายข่าวเกี่ยวกับการเลือกประธานาธิบดี Harding และในปี ค.ศ. 1920 นี้เหมือนกัน รัสเซียก็ได้เริ่มมีสถานีวิทยุ ส่วนฝรั่งเศษนั้นในเดือนกันยายน 1921 ฝรั่งเศษได้ส่งกระจายเสียงทางวิทยุจากสถานีซึ่งตั้งที่หอ Eiffel ทั้งนี้โดยส่งเป็นข่าวสั้นๆ

                        ต่อมาในปี 1924 สถานวิทยุกระจายเสียงชื่อ Radiola  แห่งกรุงปารีส ได้ส่งกระจายเสียงเป็นประจำทุกวัน และการส่งกระจายเสียงเหมือนเป้นการถ่ายทอดเสียงในนอกสถานที่ก็ได้ปรากฏขึ้นเป้นครั้งแรกที่ประเทศอังกฤษ เมื่อวันที่ 21 มกราคม 1930 ได้มีการถ่ายทอดพระราชดำรัสเปิดประชุมทหารเรือที่ลอนดอน โดยมีพระเจ้ายอร์ชที่ 5 ของอังกฤษเป็นผู้ประทานพระราชดำรัส โดยมีวิทยุกระจายเสียงถึง 242 สถานีเป็นผูถ่ายทอด จากจำนวนวิทยุกระจายเสียง 242 สถานีนั้น เป็นสถานีที่ตั้งอยู่ในยุโรป 125 สถานี

                        ส่วนสถานีวิทยุ BCC ( British Broadcast Corparation ) ได้เริ่มส่งกระจายเสียงเป็นทางการเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 1922 และได้เป็นแม่แรงสำคัญในการถ่ายทอดพระราชดำรัสเปิดการประชุมทหารเรือที่ลอนดอน ในวันที่ 21 มกราคม 1930 ด้วย

ประวัติความเป็นมาของวิทยุแห่งประเทศไทย

                   วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2473 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวประชาชนต่างพากันตื่นเต้นและปีติยินดีเป็นที่สุด เมื่อได้รับฟังกระแสพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยตรงจากเครื่องรับวิทยุหรือเครื่องแร่ที่ใช้หูฟัง ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน เพราะในยุคนั้นน้อยครั้งที่สามัญชนจะได้รับฟังกระแสพระราชดำรัสจากพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวโดยตรง

                        พิธีเปิดวิทยุกระจายเสียง

                      เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2473 เป็นวันที่ทางราชการได้ทำพิธีเปิดสถานีวิทยุกระจายเสียงขึ้นเป็นครั้งบแรกในประเทศไทย ซึ่งตรงกับวันพระราชพิธีฉัตรมงคลในรัชกาลที่ 7 พิธีเปิดสถานีวิทยุได้กระทำโดยอันเชิญกระแสพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจากที่นัางอัมรินทร์วินิจฉัยในพระบรมมหาราชวัง แล้วถ่ายทอดไปตามสายเข้าเครื่องวิทยุกระจายเสียงที่ตั้งอยู่ที่พญาไท ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่มีการถ่ายทอดเสียงทางวิทยุในประเทศไทยด้วย ทั้งนี้อยู่ในความควบคุมโดยตลอดของ พลเอก พระบรมวงศ์เธอพระองค์เจ้าบูรฉัตรไชยากร กรมพระกำแพงเพชรอัครโยธิน นายทหารช่างผู้นำวิชาวิทยุกระจายเสียงเข้ามาในประเทศไทย และได้ทรงริเริ่มงานนี้ด้วยพระองค์เองตั้งแต่งานด้านช่างวิทยุจนกระทั่งงานผู้ประกาศ

                        การออกอากาศเป็นทางการ

                                    สถานีวิทยุกระจายเสียงที่ได้ออกอากาศเป็นทางการครั้งแรกนี้ใช้ความยาวคลื่น 363 เมตร หรือความถี่ 826.41 กิโลเฮิตซ์ เครื่องส่งบริษัทฟิลลิปส์มีกำลังออกอากาศ 2.5 กิโลวัตต์ เสาอากาศสูง 40 เมตร ใช้สัญญาณเรียกขาน (CALL-SIGH)ว่า HSP1 อยู่ภายใต้การดำเนินงานของกรมไปรษณีย์โทรเลข ส่งกระจายเสียงเป็นประจำทุกคืนเว้นคืน

                                    ก่อนหน้าที่จะมีการเปิดสถานีวิทยุกระจายเสียงเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ได้มีการทดลองส่งวิทยุกระจายเสียงเป็นลำดับมา ตั้งแต่ปี 2471 ซึ่งขณะนั้น พลเอก พระบรมวงศ์เธอพระองค์เจ้าบูรฉัตรไชยากร กรมพระกำแพงเพชรอัครโยธิน ทรงดำรงตำแหน่งเสนาบดี กระทรวงคมนาคม ทรงฝักใฝ่พระหฤทัยงานด้านวิทยุ อันเป็นวิวัฒนาการใหม่ของโลกในยุคนั้นอย่างจริงจัง เทื่อพระองค์เสด็จกลับจากการศึกษาด้านคมนาคมในต่างประเทศแล้วทรงดำริตั้งสถานีวิทยุกระจายเสียงขึ้น โดยส่งคลื่นสั้นขนาด 37 เมตร มีกำลังออกอากาศ 200 วัตต์ มาทำการทดลอง เริ่มทดลองที่ตึกไปรษณีย์วัดเสียบปากคลองโอ่งอ่าง ตั้งแต่วันที่ 31 พฤษภาคม 2471 ใช้ชื่อสถานีว่า “สถานี 4 พีเจ “

ต่อมาได้ย้ายไปดำเนินงานใหม่ที่ศาลาแดง และได้เปลี่ยนคลื่นเป็น 29.5 เมตร เพิ่มกำลังส่งเป็น 500 วัตต์ ใช้ชื่อใหม่ว่า “2 พี เจ “แต่การส่งคลื่นสั้นไม่เป็นผลดีต่อการรับฟังภายในประเทศเจ้าหน้าทีช่างวิทยุที่ศาลาแดงจึงเปลี่ยนไปใช้ขนาดกลางหรือที่เราเรียกกันติดปากว่าคลื่นยาว ขนาด 320 เมตร หรือตรงกับความถี่ 937 กิโลเฮิตซ์ พร้อมทั้งเพิ่มกำลังส่งเป็น 1 กิโลวัตต์ ได้มีการทดลองเรื่อยมา ประชาชนก็นิยมสร้างเครื่องรับชนิดแร่ที่ใช้หูฟังมากขึ้นจนถึงกับมีการตั้งร้านค้า เครื่องรับวิทยุขึ้น ทางราชการเห็นประโยชน์และความสำคัญจึงได้มีการสั่งเครื่องส่งวิทยุกระจายเสียงจากบริษัทฟิลลิปส์ประเทศฮอลันดา เข้ามาอีกเครื่องหนึ่ง

                        ส่งวิทยุคลื่นสั้นและเอฟ.เอ็ม.เป็นครั้งแรก

                                    ปี 2495 ได้รับงบประมาณให้ซื้อเครื่องส่งวิทยุกระจายเสียงคลื่นสั้นสำหรับใช้ในการกระจายเสียงภาคต่างประเทศ มีกำลังออกอากาศ 50 กิโลวัตต์ 1 เครื่อง ความถี่ 11910 กิโลเฮิตซ์ติดตั้งที่ซอยอารี ถนนพหลโยธิน และออกอากาศเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2496 นอกจากนั้น ยังได้สั่งซื้อเครื่องส่ง ระบบเอฟ.เอ็ม. อีก 2 เครื่อง แรกได้ใช้ถ่ายบทอดรายการแทนสายโทรศัพท์จากห้องส่งกระจายเสียงไปยังเครื่องส่งที่ซอยอารีในบางครั้งเมื่อสายเคเบิ้ลเสีย หรือมีการรบกวน จนกระทั่ง 2499 จึงได้มีระบบ เอฟ.เอ็ม. ออกอากาศจริงจัง ซึ่งเป็นการเริ่มส่งกระจายเสียงด้วยระบบ เอฟ.เอ็ม.เป็นครั้งแรกในประเทศไทย

                                    ปี 2506 กรมประชาสัมพันธ์ ได้รับงบประมาณให้จัดซื้อเครื่องส่งกำลังสูง 100 กิโลวัตต์  2 เครื่อง เป็นเครื่องคลื่นขนาดกลางสำหรับกระจายเสียงภาคในประเทศของสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย 1เครื่อง และเครื่องคลื่นสันสำหรับส่งกระจายเสียงในต่างประเทศอีก 1 เครื่อง เครื่องส่งคลชื่นขนาดกลางหรือคลื่นยาวตั้งอยู่ที่ตำบลศาลายา จ. นครปฐม ออกอากาศเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2508 ด้วยความถี่ 830 กิโลเฮิตซ์ ซึ่งเป็นความถี่ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันส่วนเครื่องส่ง 100 กิโลวัตต์ คลื่นสั้นไปตั้งที่ตำบล คลองห้า จ.ปทุมธานี ออกอากาศเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2510 ประมาณปี 2510 ด้วยเหตุผลจาการเสนอแนะทางด้านเทคนิค ได้มีการสับความถี่กันเพื่อผลทางด้านการฟังนอกประเทศ

                                    นอกจากการปรับปรุงขยายงานด้านเครื่องส่งของสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยซึ่งเป็ฯสถานีวิทยุกระจายเสียงในส่วนกลางแล้ว กรมประชาสัมพันธ์ยังได้ขยายงานการจัดตั้งสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย ไปสู่ส่วนภูมิภาคด้วย ด้วยความมุ่งหมายให้ประชาชนทั่วทุกภ่คทุกท้องถิ่นสามารถรับฟังสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยทั่งถึงกัน รวมทั้งด้วยเหตุผลทางด้านรายการที่สามารถดำเนินงานสอดคล้องกับสภาวะทางเศรษฐกิจ สังคม การอาชีพ และความต้องการของประชาชน ในแต่ละท้องถิ่นด้วย และกรมประชาสัมพันธ์ก็ได้รับการสนับสนุนด้านงบประมาณในการจัดตั้งสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยในส่วนภูมิภาคทุกภาคเป็นลำดับมา จนกระทั่งปัจจุบันกรมประชาสัมพันธ์มีสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย ทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาคทั่วราชอาณาจักร

                                                ภาคกลาง

                        สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย กรุงเทพมหานคร

                        ความถี่ เอ.เอ็ม. 830  920  4830  6070  7115 กิโลเฮิตซ์

                        เอฟ.เอ็ม. 93.5 เมกกะเฮิตซ์

                        สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย กรุงเทพมหานคร

                        ภาค เอฟ.เอ็ม. สเตอริโอมัลติเพล็กซ์ 92.5 เมกกะเฮิตซ์

                        สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย ภาคต่างประเทศ

                        ความถี่ เอ.เอ็ม.920  9655  11905 กิโลเฮิตซ์

                        เอฟ.เอ็ม 97.0 เมกกะเฮิตซ์

                        สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยภาคพิเศษ ถ่ายทอดการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ

                               

                               

สถานีเครื่องส่งวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย 1000 กิโลวัตต์

                                    ตามปกติสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยภาคปกติที่กรุงเทพมหานคร ใช้เครื่องส่งกระจายเสียงที่มีกำลังออกอากาศ 100 กิโลวัตต์  โดยมีสถานีเครื่องส่งอยู่ที่ตำบล ศาลายา อำเภอ นครชัยศรี จังหวัด นครปฐม ไม่สามารถกระจายเสียงครอบคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศไทย คณะรัฐมนตรีชุดนายธานินทร์ กรัยวิเชียร เป็นนายกรัฐมนตรี ได้อนุมัติให้กรมประชาสัมพันธ์ดำเนินการจัดซื้อเครื่องส่งกระจายเสียงความถี่ขนาดกลาง กำลังออกอากาศ 500 กิโลวัตต์ จำนวน 2 เครื่อง พร้อมด้วยอุปกรณ์ส่วนประกอบมาใช้แทนเครื่องส่งเดิม และคณะรัฐมนตรีในรัฐบาลชุดพลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ เป็นนายกรัฐมนตรี ได้อนุมัติให้มีการประชาสัมพันธ์ดำเนินการจัดซื้อจาก บริษัท NEC ตามที่คณะกรรมการประกวดราคาเสนอ เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2522 การดำเนินงานก่อสร้างและติดตั้งเสร็จเรียบร้อยใช้ส่งออกอากาศได้เมื่อวันที่  2 ธันวาคม 2524 ด้วยงบประมาณทั้งสิ้น 126,172,580- บาท

                                    สถานีเครื่องส่งตั้งอยู่ที่ หมู่ 4 ตำบล หนองโรง อำเภอ หนองแค จังหวัด สระบุรี ในที่ดินราชพัสดุเนื้อที่ 300 ไร่ ใช้งบประมาณในการถมที่เพื่อสร้างอาคาร ถนน เป็นเงิน 2,389,600- บาท

                                    กรมโยธาธิการเป็นผู้ออกแบบอาคารสถานีฯ เป้นอาคาร 2 ชั้น ตั้งอยู่บนพื้นที่ 300 ตารางวา ชั้นล่าง เป็นที่ติดตั้งเครื่องส่ง 500 กิโลวัตต์ จำนวน 21 เครื่อง พร้อมด้วยอุปกรณ์ส่วนประกอบต่างๆ และยังใช้เป็นสำนักงานที่ทำการของสานีฯ ซึ่งประกอบด้วยห้องทำงานของเจ้าหน้าที่ห้องพักสำหรับผู้อยู่เวรประจำ ห้องเตรียมอาหาร ห้องเก็บพัสดุ ห้องประชุม ห้องควบคุม ห้องปฐมพยาบาล และห้องสำหรับเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย  ส่วนชั้นที่ 2 เป็นที่ติดตั้งเครื่องระบายความร้อนของเครื่องส่ง

                                    การจัดหากระแสไฟฟ้า การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคเป็นผู้จัดกระแสไฟฟ้าแรงสูง 22000 โวลท์ เข้าไปยังสถานีฯ โดยมีสถานีลดลงเหลือ 6600 โวลท์ จ่ายให้กับเครื่องส่ง 500 กิโลวัตต์ 2 เครื่อง

                                    ด้านการส่งวิทยุกระจายเสียง 500 กิโลวัตต์ 2 เครื่อง พร้อมด้วยอุปกรณ์ประกอบต่างๆ บริษัทนิปปอนอีเลคทริค ลิมิเต็ด (NEC) เป็นผู้ผลิตเครื่องส่งรวมทั้งอุปกรณ์รวมและการติดตั้งทดสอบ ทดลอง

                                    ระบบของเครื่องส่ง เป็นเครื่องระบบ เอ.เอ็ม.ความถี่ในการส่งออกอากาศ 891 กิโลเฮิตซ์ หรือความยาวคลื่น 336.7 เมตร ประกอบด้วยเครื่องส่งขนาดกำลังส่ง 500 กิโลวัตต์ หรือแยกส่งเพียงเครื่องใดเครื่องหนึ่งให้มีกำลังส่ง 500 กิโลวัตต์ โดยอีกเครื่องหนึ่งต่อตรงไปยังสายอากาศจำลองเพื่อการซ่อมแซมบำรุงรักษาก็ได้ การควบคุมการทำงานของเครื่องส่งรวมทั้งการกำหนดกำลังในการส่งออก อากาศและวงจรป้องกันควบคุมไม่ได้เกิดการผิดพลาด ใช้วงจรคอมพิวเตอร์ 3 ชุด ควบคุม เครื่องส่งได้ออกแบบไว้ให้มีประสิทธิภาพในการทำงานสูง ส่วนประกอบเกือบทั้งหมดจึงใช้วัตถุกึ่งตันนำ มีส่วนที่ใช้หลอดเพื่อการขยายในวงจรขยายกำลังเพียง 3 ภาคเท่านั้น

                                    ระบบสายอากาศ ประกอบด้วยสายอากาศจำนวน 3 ต้น และวงจรควบคุม กำหนดทิศทางในการส่งคลื่นวิทยุให้ครอบคลุมพื้นที่ได้ในรูปแบบต่างๆ 5 รูปแบบ คือ

1)     ออกแบบให้ขอบเขตบริการสามารถครอบคลุมพื้นที่ประเทศไทยมากที่สุด

2)     กำลังส่งส่วนใหญ่จะพุ่งไปทางทิศใต้ สามารถครอบคลุมได้ถึงประเทศอินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์

3)     กำลังส่งส่วนใหญ่จะพุ่งไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ สามารถครอบคลุมพื้นที่ได้ถึงประเทศกัมพูชา และเวียดนาม

4)     กำลังส่งส่วนใหญ่จะพุ่งไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ สามารถครอบคลุมพื้นที่ได้ถึงประเทศลาว เวียดนาม ฮ่องกง และจีน

5)     กำลังส่งสูงสุดจะพุ่งไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ สามารถครอบคลุมพื้นที่ได้ถึงประเทศพม่า จีน บังคลาเทศ ปากีสถาน เนปาล และบางส่วนของประเทศอินเดีย

                      สำหรับห้องส่งกระจายเสียง ซึ่งอยู่ในปัจจุบันใช้อาคารกรมประชาสัมพันธ์ ได้รับอนุมัติจากสำนักงบประมาณให้ดำเนินงานจัดสร้างอาคารห้องส่งกระจายเสียงแห่งประเทศไทยขึ้นใหม่ โดยกรมโยธาธิการเป็นผู้ออกแบบให้ตามความต้องการของกรมประชาสัมพันธ์ อาคารนี้มีลักษณะเป็นศูนย์กระจายเสียงของสถานีกระจายเสียงแห่งประเทศไทย โดยจัดสร้าง ณ ที่ดินข้างโรงเรียนเสนาธิการทหาร และวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร ถนนวิภาวดีรังสิต มีห้องแสดงขนาดใหญ่ 2 ห้อง ห้องผู้ประกาศ และห้องผู้บรรยาย สำหรับการออกอากาศได้พร้อมๆ กัน 4 รายการ ทั้งภาคในประเทศ และภาคต่างประเทศ กับมีศูนย์ผลิตรายการวิทยุกระจายเสียงอยู่ในอาคารศูนย์กระจายเสียงนี้ด้วย

                        รายการที่ใช้ในการส่งออกอากาศ เป็นรายการจากสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยภาคปกติ จากกรุงเทพฯ การถ่ายทอดรายการผ่านระบบไมโครเวฟ จากกรมประชาสัมพันธ์ ไปยังสถานีทวนสัญญาณซึ่งติดตั้งไว้ที่สถานีรับของวิทยุเอเชียเสรี จังหวัดปทุมธานี แล้วถ่านทอดสัญญาณต่อไปยังสถานีเครื่องส่ง 100 กิโลวัตต์ ระหว่างห้องส่งที่กรมประชาสัมพันธ์และสถานีเครื่องส่ง 1000 กิโลวัตต์ จะมีวิทยุติดต่อ วีเอชเอฟ ใช้ติดต่อประสานงานได้ตลอดเวลา จึงไม่มีอุปสรรคในการปฏิบัติงานเแต่ประการใด

ประวัติความเป็นมาของ โทรศัพท์มือถือ

ประวัติความเป็นมาของ โทรศัพท์มือถือ

“โทรศัพท์มือถือ หรือ โทรศัพท์เคลื่อนที่ เป็นอุปกรณ์สื่อสารอิเลคทรอนิคส์ลักษณะเดียวกับโทรศัพท์บ้านแต่ไม่ต้องการ สายโทรศัพท์จึงทำให้สามารถพกพาไปที่ต่างๆได้ โทรศัพท์มือถือใช้คลื่นวิทยุในการติดต่อกับเครือข่ายโทรศัพท์มือถือโดยผ่าน สถานีฐาน โดยเครือข่ายของโทรศัพท์มือถือแต่ละผู้ให้บริการจะเชื่อมต่อกับเครือข่ายของ โทรศัพท์บ้านและเครือข่ายโทรศัพท์มือถือของผู้ให้บริการอื่นๆ

โทรศัพท์ มือถือในปัจจุบันนอกจากจะมีคุณสมบัติในการสื่อสารทางเสียงแล้วยังมีความ สามารถอื่นอีกเช่นสนับสนุนการสื่อสารด้วยข้อความ เช่น SMS ,การเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ต, การสื่อสารด้วยแบบ Multimedia เช่น MMS, นาฬิกา, นาฬิกาปลุก, นาฬิกาจับเวลา, ปฏิทิน, ตารางนัดหมาย, สเปรดชีต, โปรแกรมประมวลผลคำ, รวมไปถึงความสามารถในการรองรับแอปพลิเคชันของจาวาเช่น เกมส์ต่างๆได้

โทรศัพท์มือถือ หรือ โทรศัพท์เคลื่อนที่ เป็นอุปกรณ์สื่อสารอิเลคทรอนิคส์ลักษณะเดียวกับโทรศัพท์บ้านแต่ไม่ต้องการ สายโทรศัพท์จึงทำให้สามารถพกพาไปที่ต่างๆได้ โทรศัพท์มือถือใช้คลื่นวิทยุในการติดต่อกับเครือข่ายโทรศัพท์มือถือโดยผ่าน สถานีฐาน โดยเครือข่ายของโทรศัพท์มือถือแต่ละผู้ให้บริการจะเชื่อมต่อกับเครือข่ายของ โทรศัพท์บ้านและเครือข่ายโทรศัพท์มือถือของผู้ให้บริการอื่นๆ
โทรศัพท์มือถือในปัจจุบันนอกจากจะมีคุณสมบัติในการสื่อสารทางเสียงแล้วยังมีความสามารถอื่นอีกเช่นสนับสนุนการสื่อสารด้วยข้อ ความ เช่น SMS ,การเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ต, การสื่อสารด้วยแบบ Multimedia เช่น MMS, นาฬิกา, นาฬิกาปลุก, นาฬิกาจับเวลา, ปฏิทิน, ตารางนัดหมาย, สเปรดชีต, โปรแกรมประมวลผลคำ, รวมไปถึงความสามารถในการรองรับแอปพลิเคชันของจาวาเช่น เกมส์ต่างๆได้

วิวัฒนาการของโทรศัพท์มือถือ

ยุค 1G (1st Generation) เริ่มตั้งแต่ยุคแรก ระบบยังเป็นระบบอะนาล็อก (Analog) และมีการแบ่งความถี่ออกมาเป็นช่องเล็กๆ ในยุคนี้เราสามารถใช้งานทางด้าน Voice ได้เพียงอย่างเดียว แต่อย่างไรก็ตาม ในยุคนี้ผู้ใช้ก็ยังไม่ได้มีความต้องการที่จะใช้บริการประเภทอื่น

ยุค 2G (2nd Generation) เนื่องจากผู้ใช้มีความต้องการและความหลากหลายด้าน การบริการมากขึ้น จึงได้มีการพัฒนาการส่งคลื่นทางคลื่นวิทยุจากแบบอะนาล็อกมาเป็นแบบ digital ทำให้ผู้ใช้สามารถใช้งานทางด้านข้อมูลได้นอกเหนือจากบริการเสียง ทำให้ยุคนี้กลายเป็นยุคเฟื่องฟูของโทรศัพท์มือถือ และเพราะการให้บริการทางด้านข้อมูล ทำให้เกิดบริการอื่นๆ ที่ตามมมาอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นDownload Ringtone Wallpaper Graphic ต่างๆ แต่บริการในยุคนี้ยังมีข้อจำกัดในเรื่องของความเร็วในการรับส่งข้อมูลที่ยังอยู่ในระดับต่ำ

ยุค 2.5G (2.5 Generation) หลังจากนั้นเป็นยุคที่อยู่ระหว่าง 2G และ 3G ซึ่งก็คือ 2.5G ใน 2.5G นี้เป็นยุคที่มีการนำเทคโนโลยี GPRS (General Packet Radio Service) มาใช้ เพื่อเพิ่มความเร็วในการรับส่งข้อมูลให้มากกว่ายุค 2Gเทคโนโลยี GPRS สามารถส่งข้อมูลได้ที่ความเร็วสูงสุดถึง 115 kbps แต่ ความเร็วของ GPRS ในการใช้งานจริงจะถูกจำกัดให้อยู่ที่ประมาณ 40 kbps เท่านั้น ซึ่งในยุค 2.5G นั้นจะเป็นยุคที่เริ่มมีการใช้บริการในส่วนของข้อมูลมากขึ้น และการส่งข้อความก็พัฒนาจาก SMS มาเป็น MMS โทรศัพท์มือถือก็เริ่มเปลี่ยนจากจอขาวดำมาเป็นจอสี เสียงเรียกเข้า จากเดิมที่เป็นเพียง Monotone ก็เปลี่ยนมาเป็น Polyphonic รวมไปถึง True tone ต่างๆ ด้วย

ต่อมาในยุค 2.75G คือยุคที่ต่อเนื่องมาจาก GPRS แต่จะมีการพัฒนาความเร็วในการส่งข้อมูลเพิ่มสูงขึ้น และเรียกเทคโนโลยีที่สามารถเพิ่มความเร็วในการรับส่งข้อมูลว่า EDGE (Enhanced Data rates for Global Evolution) ซึ่งจะมีความเร็วมากกว่า GPRS ประมาณ 3 เท่า หรือมีความเร็วสูงสุดประมาณ 384 kbps แต่มีความเร็วในการใช้งานจริงประมาณ 80-100 kbps

ยุค 3G (Third Generation) เทคโนโลยีการสื่อสารในยุคที่ 3 นั้นจะเป็นเทคโนโลยีที่ผสมผสานการรับส่งข้อมูล และเทคโนโลยีที่อยู่ในปัจจุบันเข้าด้วยกัน รวมทั้งส่งผ่านข้อมูลในระบบไร้สาย (Wireless) ที่ความเร็วที่สูงกว่ายุค 2.75G นอกจากนี้ 3G ยังสามารถให้บริการมัลติมีเดียได้อย่างสมบูรณ์แบบ มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น การรับส่งข้อมูลแอพพลิเคชั่น (Application) รวมทั้งบริการระบบเสียงดีขึ้น เช่น การรับส่ง File ที่มีขนาดใหญ่ การใช้บริการ Video/Call Conference ดาวน์โหลดเพลง ชมภาพยนตร์แบบสั้นๆ ดู TV Streaming ต่างๆได้

ความโดดเด่นของ 3G
สามารถรับส่งข้อมูลโดยจะเน้นการเชื่อมต่อแบบไร้สายด้วยความเร็วสูง ทำให้การติดต่อสื่อสารเป็นไปได้อย่างรวดเร็วและมีรูปแบบใหม่ๆมากขึ้น สามารถให้บริการระบบเสียงและแอพพลิเคชั่นรูปแบบใหม่ เช่น เครื่องเล่นวีดีโอ ฟังเพลง Mp3 ดาวน์โหลดเกม แสดงกราฟฟิก และการแสดงแผนที่ตั้งต่างๆ ทำให้การสื่อสารเป็นแบบอินเตอร์แอคทีฟ สร้างความสนุกสนาน และสมจริงมากขึ้น รวมถึงการให้บริการ Mobile banking เช่น การโอนเงิน เช็คยอดเงิน ซื้อขายของ ซึ่งจะทำให้ชีวิตสะดวกสบายและคล่องตัวขึ้นโดยโทรศัพท์เคลื่อนที่เปรียบเสมือนคอมพิวเตอร์แบบพกพา วิทยุส่วนตัว และกล้องถ่ายรูป ผู้ใช้สามารถเช็คข้อมูลใน account ส่วนตัว เพื่อใช้บริการต่างๆ ผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่ เช่น self-care (ตรวจสอบค่าใช้บริการ) แก้ไขข้อมูลส่วนตัว ใช้บริการข้อมูลต่างๆ เช่น ข่าวเกาะติดสถานการณ์ ข่าวบันเทิง ข้อมูลด้านการเงิน ข้อมูลการท่องเที่ยว และ ตารางนัดหมายส่วนตัว

1G 2G 2.5G 2.75G 3G
โทรศัพท์เคลื่อนทียุคอนาล็อกให้บริการด้านเสียงเพียงอย่างเดียว โทรศัพท์เคลื่อนที่ยุคนี้เปลี่ยนจากการสื่อสารแบบอนาล็อกมาเป็นแบบดิจิตอลแทนทำให้มีการใช้งานด้านข้อมูล (data)เพิ่มขึ้น มีการใช้เทคโลยี GPRS ซึ่งมีความสามารถในการส่งข้อมูลในความเร็วที่สูงขึ้นทำให้ส่งข้อมูลได้หลากหลายกว่าเดิมมาก เป็นช่วงพัฒนาต่อยอดมาจากGPRS จนกลายมาเป็น EDGEซึ่งมีความเร็วในการส่งข้อมูลได้มากกว่า GPRS ประมาณ 3เท่า โทรศัพท์เคลื่อนที่สามารถรับส่งข้อมูลในความเร็วสูงโดยจะเน้นการเชื่อมต่อแบบ wirelessด้วยความเร็วสูง ทำให้มีบริการมัลติมีเดียได้อย่างสมบูรณ์แบบ มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
ที่มา : 3G Americas whitepaper, “EDGE, HSPA, LTE: Broadband Innovation”, September 2008

4G ระบบโทรศัพท์มือถือที่กำลังอยู่ระหว่างการพัฒนาและทดสอบ เชื่อกันว่าโทรศัพท์มือถือในยุคนี้จะสามารถสนับสนุน แอปพลิเคชันที่ต้องการแบนด์วิธสูงเช่น ความจริงเสมือน 3 มิติ (3D virtual reality) หรือ ระบบวิดีโอที่โต้ตอบได้ (interactive video) เป็นต้น

ระบบปฏิบัติการมือถือ
ซิมเบียน ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้ในค่ายโนเกีย
วินโดวส์โมบาย จะใช้กับโทรศัพท์มือถือที่เป็น PDA (Personal digital assistants)
ไอโฟน โอเอส ใช้เฉพาะใน ไอโฟน และ ไอพอดทัช”

ดินประสิว ตัวการก่อมะเร็ง

ยีนมนุษย์มีความไวต่อสารก่อมะเร็งอย่างไร ย้ำยังคงต้องระวังอาหารที่มีสารก่อมะเร็ง ทั้งไส้กรอกอีสาน กุนเชียง ปลาร้า หมูปิ้ง หมูกระทะ ระบุทานได้แต่อย่าเยอะ

นพ.ธีรวุฒิ คูหะเปรมะ ผู้อำนวยการสถาบันมะเร็งแห่งชาติ เปิดเผยว่า แม้โรคพยาธิใบไม้ตับจะเป็นปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งตับและโรคมะเร็งท่อน้ำดี แต่ตัวการที่สำคัญคือ สารก่อมะเร็งที่อยู่ในอาหารหรือที่เรียกว่าสารดินประสิว (สารไนโตรซามีน) เพราะการวิจัยในสัตว์ทดลองพบว่า เมื่อหนูมีการติดพยาธิใบไม้แล้วโอกาสการเป็นมะเร็งมีน้อย แต่หากได้รับสารก่อมะเร็งร่วมด้วยหนูจะเป็นมะเร็งทันที

ดังนั้น การรับประทานอาหารนอกจากจะต้องระวังเรื่องพยาธิใบไม้ ซึ่งอยู่ในปลาน้ำจืดดิบแล้ว ยังต้องระวังอาหารที่ใส่สารดินประสิวด้วย เช่น ไส้กรอกอีสาน กุนเชียง ปลาร้า เป็นต้น

“หากจะรับประทานปลาร้าต้องทำให้สุกก่อน เพราะพยาธิสามารถอยู่ในตัวปลาร้าได้นานถึง 6 เดือน แต่เมื่อเข้าสู่ร่างกายของคนแล้ว กลับสามารถอยู่ได้นานเป็นปี บางคนอาจคิดว่ารับประทานเข้าไปครั้งเดียวคงไม่เป็นไร แต่ปลาบางตัวมีไข่พยาธิเป็นหมื่นๆ ฟอง เมื่อมันเข้าไปก็จะสร้างลูกหลานออกมา ผ่านไป 30-40 ปี ตัวมันก็ใหญ่และอาจก่อให้เกิดมะเร็งได้ เพราะแม้จะรับประทานน้อยก็ยังถือว่ามีความเสี่ยง” ผอ.สถาบันมะเร็งแห่งชาติ กล่าว

นพ.ธีรวุฒิ กล่าวอีกว่า สำหรับสารก่อมะเร็งมีโอกาสก่อให้เกิดเป็นมะเร็งได้มากน้อยเพียงใด ต้องดูที่ปริมาณและความถี่ในการทาน คือต้องทานบ่อยและปริมาณมาก แต่ไม่ใช่ทานทีเดียวแล้วจะเป็น เพราะร่างกายจะสามารถขับสารก่อมะเร็งออกมาได้ แต่ถ้าทานบ่อยๆ ก็จะเข้าไปสะสมเรื่อยๆ โดยเฉพาะทุกวันนี้ในชีวิตประจำวันเรามีสารก่อมะเร็งเยอะ หากหลีกเลี่ยงได้ก็ควรหลีกเลี่ยง แต่ถ้าจำเป็นก็อย่าทานบ่อย เหมือนบุหรี่ที่สูบเข้าไปครั้งเดียวไม่เป็นไร แต่ถ้าสูบเข้าไปนานๆ ก็จะมีโอกาสเป็นมะเร็ง

“อย่างหมูปิ้ง หมูกระทะ ก็จะมีสารก่อมะเร็งจากการที่ไขมันหรือโปรตีนของเนื้อถูกเผาไหม้ หรือที่เรียกว่าสารเฮเทอโรไซคลิก ดังนั้น ข่าวที่ว่ามีถ่านชนิดใหม่ปลอดมะเร็ง เพราะไม่มีควันแสดงว่าเป็นความเข้าใจผิด เพราะสารก่อมะเร็งเกิดจากความร้อน นอกจากการปิ้งย่างแล้ว การรมควันก็ถือว่าไม่ดี เพราะมีสารก่อมะเร็งอยู่เช่นกัน หากจะรับประทานอาหารที่ปรุงจากการรมควันก็ไม่ควรทานบ่อยหรือเยอะ อย่างต่างประเทศตอนนี้ก็มีการรณรงค์อยู่” นพ.ธีรวุฒิ กล่าว

นพ.ธีรวุฒิ กล่าวด้วยว่า โรคมะเร็งนั้นไม่ได้มีแต่ปัจจัยเฉพาะอาหารเท่านั้น แต่ยังขึ้นอยู่กับยีนส์ของแต่ละคนด้วย เพราะทุกวันนี้เราไม่รู้ว่ายีนส์ของแต่ละคนมีความไวต่อสารก่อมะเร็งเป็นอย่างไร บางคนอาจมียีนที่กำจัดสารก่อมะเร็งได้ เหมือนคนที่สูบบุหรี่จนแก่ทำไมถึงไม่เป็นมะเร็ง แต่คนที่สูบไม่นานกลับเป็นมะเร็ง ซึ่งตอนนี้สถาบันมะเร็งแห่งชาติกำลังมีการศึกษาในเรื่องนี้อยู่ร่วมกับญี่ปุ่น สถาบนวิจัยจุฬาภรณ์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และสถาบันมะเร็งแห่งชาติสหรัฐอเมริกา

 “ในอนาคตเราอาจรู้ได้ว่าคนไหนมียีนที่มีความไวต่อมะเร็ง เพราะทุกวันนี้ทุกคนได้รับสารก่อมะเร็งกันหมด แต่บางคนอาจมียีนที่สามารถกำจัดสารก่อมะเร็งได้ ลักษณะเหมือนกับการแพ้ยา ทำไมบางคนแพ้ บางคนไม่แพ้ ซึ่งตอนนี้ก็มีการศึกษาอยู่ เพื่อนำมาใช้เช็กยีนส์ว่ามีความคุ้มค่าหรือไม่ เพราะการสกรีนดังกล่าวมีราคาแพงมาก” ผอ.สถาบันมะเร็งแห่งชาติ กล่าว

ที่มา : เว็บไซต์ผู้จัดการออนไลน์

10 เม.ย.

8 พฤติกรรมไม่เหมาะสมเล่นน้ำสงกรานต์

เนื่องในเทศกาลสงกรานต์ 2556 จะมีประชาชนออกมาเล่นน้ำสงกรานต์เป็นจำนวนมาก จึงขอฝากข้อห่วงใยกับพี่น้องประชาชน ถึงพฤติกรรมต้องห้ามเมื่อเล่นน้ำสงกรานต์ 8 ข้อ ด้วยกัน

เมื่อวันที่ 8 เมษายน พล.ต.ต.ปิยะ ต๊ะวิชัย ผู้บังคับการตำรวจจราจร (ผบก.จร.) กล่าวถึง พฤติกรรมต้องห้ามเมื่อเล่นน้ำสงกรานต์ 8 ข้อ ด้วยกัน คือ

1.ไม่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ขณะเล่นน้ำสงกรานต์ เพราะหากผู้เล่นดื่มในปริมาณที่มากเกินไป อาจทำให้ขาดสติและเกิดอุบัติเหตุได้

2.ไม่สาดน้ำบนรถกระบะ การเล่นสงกรานต์โดยการนำถังน้ำใส่ท้ายรถกระบะ มีความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ เพื่อความปลอดภัยไม่ควรลุกยืนขณะที่รถวิ่ง ไม่ควรบรรทุกคนจนน้ำหนักมากเกินไป อาจทำให้พลัดตกจากรถ หรือรถเสียการทรงตัวได้

3.ไม่สาดน้ำเย็น แม้ว่า “น้ำ” คือพระเอกในวันสงกรานต์ แต่การสาดน้ำกันแรงๆ หรือสาดด้วยน้ำเย็น อาจทำให้เกิดผลเสียตามมาได้ ควรเล่นกันแบบถ้อยทีถ้อยอาศัย และหากน้ำที่ใช้เล่นนั้นไม่สะอาด อาจมีเชื้อโรคเข้าไปในหูและเกิดการอักเสบได้

4.ไม่เปิดเพลงเสียงดัง ไม่ควรเปิดลำโพงเสียงดังจนรบกวนผู้อื่น โดยเฉพาะในยามวิกาล

5.ไม่เล่นแป้ง แป้งดินสอพองบางชนิดมีส่วนผสมของสารโพรฟีลีน ตะกั่ว ปรอท หรือการผสมสี  ซึ่งล้วนแต่มีอันตรายต่อร่างกาย และอาจทำให้ทัศนะวิสัยการขับขี่ไม่ดี จนเกิดอุบัติเหตุได้ง่าย

6.ไม่แต่งตัวยั่วตัณหา ผู้หญิงต้องไม่ใส่เสื้อบาง รัดรูป หรือนุ่งสั้น เสื้อผ้าที่ใส่ ควรเป็นสีเข้มๆ เช่น ดำ น้ำเงิน เพราะสีเหล่านี้เมื่อโดยน้ำจะไม่สามารถมองเห็นรูปร่างภายในของผู้หญิงได้ชัดเจน

7.ไม่ฉวยโอกาส ชายหนุ่มบางคนใช้โอกาสเล่นน้ำสงกรานต์ลวนลามผู้หญิง มักจะเล่นแป้งโดยพุ่งไปที่แก้มของสาวๆ หรือบางคนอาจลูบคลำทำอนาจาร ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม และก่อให้เกิดการทะเลาะวิวาทได้อีกด้วย

8.ไม่นำสิ่งของมีค่าติดตัวมากๆ เช่น กระเป๋า นาฬิกา โทรศัพท์ควรใส่ซองกันน้ำ และเก็บให้มิดชิด

โดยทั้ง 8 ข้อนั้น เป็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมในการเล่นน้ำสงกรานต์ ซึ่งบางข้ออาจผิดกฎหมาย หรือสร้างความเดือดร้อนให้แก่ผู้อื่นได้ อีกทั้งอาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุและเป็นอันตรายได้อีกด้วย

ที่มา : เว็บไซต์มติชนออนไลน์

เวชระเบียน (medical record) คืออะไร

เวชระเบียน (อังกฤษ: medical record) หมายถึง เอกสารทางการแพทย์ทุก ประเภท ที่ใช้บันทึกและเก็บรวบรวมเรื่องราวประวัติของผู้ป่วยทั้งประวัติส่วนตัว ประวัติครอบครัว ประวัติการแพ้ยา เอกสารการยินยอมให้ทำการรักษาพยาบาล ประวัติการเจ็บป่วยในอดีตและปัจจุบัน ข้อมูลบ่งชี้เฉพาะของบุคคล การรักษาพยาบาล ค่ารักษาพยาบาล ผลจากห้องปฏิบัติการ ผลการชันสูตรบาดแผลหรือพลิกศพ ผลการบันทึกค่าทั้งที่เป็นตัวเลข ตัวอักษร รูปภาพหรือเครื่องหมายอื่นใด จากอุปกรณ์ เครื่องมือในสถานบริการสาธารณสุขหรือเครื่องมือทางการแพทย์ทุกประเภท หรือเอกสารการบันทึกการกระทำใด ๆ ที่เป็นการสั่งการรักษา การปรึกษาเพื่อการรักษาพยาบาล การส่งต่อผู้ป่วยไปทำการรักษาที่อื่น การรับผู้ป่วยรักษาต่อ การกระทำตามคำสั่งของผู้มีอำนาจในการรักษาพยาบาลตามที่สถานบริการสาธารณสุข กำหนดไว้ เอกสารอื่น ๆ ที่ใช้ประกอบเพื่อการตัดสินใจทางการแพทย์ เพื่อการประสานงานในการรักษาพยาบาลผู้ป่วย และเอกสารอื่นใดที่ทางองค์การอนามัยโลก หรือสถานบริการสาธารณสุขกำหนดไว้ว่าเป็นเอกสารทางเวชระเบียน หมายรวมถึงชื่อของหน่วยงานที่ทำหน้าที่ในการจัดทำเอกสารดังกล่าว การเก็บรวบรวม การค้นหา การบันทึก การแก้ไข การให้รหัสโรค การจัดทำรายงานทางการแพทย์ การนำมาจัดทำสถิติผู้ป่วย การนำมาเพื่อการศึกษาวิจัย หรือเพื่อการอื่นใดตามที่สถานบริการสาธารณสุขกำหนด นอกจากนี้ยังรวมถึงเอกสารทางการแพทย์ที่อยู่ในรูปแบบสื่อดิจิตอล หรือระบบอิเลคทรอนิกส์ (Electronic Medical Record -EMR) ซึ่งเป็นรูปแบบของเวชระเบียนที่มีการพัฒนาขึ้นในปัจจุบัน

เวชระเบียน หมายถึงอะไร

เวชระเบียน หมายถึง การรวบรวมข้อเขียนหรือบันทึกที่เกี่ยวกับการเจ็บป่วย เป็นข้อมูลที่บันทึกเกี่ยวกับการรักษาผู้ป่วยที่โรงพยาบาล คลินิค หรือสถานีอนามัย เวชระเบียนนั้นเป็นบันทึกขบวนการทุกอย่างงที่จัดกระทำกับผู้ป่วยซึ่งข้อมูล นั้น ๆ ควรจะต้องประกอบด้วยประวัติการเจ็บป่วยในอดีตรวมทั้งความคิดเห็น การค้นหา สืบสวนผลทางห้องปฏิบัติการและข้อมูลอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับสุขภาพของผู้ป่วย เวชระเบียนเป็นเอกสารที่อาจมีหลายขนาดหลายรูปแบบ และหลายข้อมูล โดยการบันทึกของหลายบุคคลในหลาย ๆ วิธีการ แต่ตามรูปลักษณะทั่วไปแล้ว เวชระเบียนจะประกอบด้วยจำนวนแผ่นกระดาษ หรือบัตร ซึ่งอาจจะบรรจุอยู่ในแฟ้มหรือซอง และยิ่งนำสมัยมากไปกว่านี้ก็จะบันทึกในคอมพิวเตอร์หรือบันทึกลงแผ่นกระดาษ แล้วถ่ายไว้ในไมโครฟิล์มก็ได้

เวชระเบียน หมายถึง การรวบรวมข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสุขภาพของผู้ป่วยและประวัติสุขภาพรวมถึง ประวัติการเจ็บป่วยในอดีตและในปัจจุบันและการรักษาซึ่งจดบันทึกไว้โดยแพทย์ ผู้ดูแล เวชระเบียนจะต้องบันทึกตามเวลาที่ศึกษาดูแลผู้ป่วย และควรจะต้องมีข้อมูลที่เพียงพอที่จะต้องบอกให้ทราบถึงการพิเคราะห์โรค และการดูแลรักษาโรคได้ และต้องเป็นเอกสารที่ถูกต้องครบถ้วน

บุคลากรทางด้านเวชระเบียน

แพทย์ด้านเวชระเบียน
นักเวชระเบียน, เจ้าหน้าที่บริหารงานเวชระเบียน
นักเวชสถิติ, นักวิชาการเวชสถิติ
นักวิชาการรหัสโรค
นักสถิติ, นักวิจัย, นักชีวสถิติ,นักวิจัยทางการแพทย์
เจ้าหน้าที่เวชสถิติ, เจ้าพนักงานเวชสถิติ
เจ้าหน้าที่ให้รหัส, เจ้าหน้าที่ให้รหัสโรค
นักวิชาการคอมพิวเตอร์, นักคอมพิวเตอร์, โปรแกรมเมอร์, นักวิเคราะห์ระบบ, นักเวชสารสนเทศ
เจ้าหน้าที่คอมพิวเตอร์
เจ้าหน้าที่บันทึกข้อมูล
เจ้าหน้าที่ห้องบัตร
ลูกจ้างงานเวชระเบียน
HN ย่อมาจาก Hospital Number เป็นหมายเลขของผู้ป่วยนอก ซึ่งจะออกหมายเลขให้ในการลงทะเบียนเป็นผู้ป่วยที่จะตรวจในโรงพยาบาล อาจมีการออกหมายเลขที่ต่อเนื่อง ในบางโรงพยาบาลอาจมีการออกหมายเลขที่เป็นปี พ.ศ.ต่อท้ายหมายเลข แต่เนื่องจากหมายเลขดังกล่าวไม่นิยมให้มีการเปลี่ยนในทุกปีพ.ศ. จึงสามารถจะขึ้นหมายเลขไว้ที่หน่วยเวชระเบียนผู้ป่วยนอกได้ว่าแต่ละปี พ.ศ. มีการออกหมายเลขของผู้ป่วยนอกไปตั้งแต่หมายเลขใดถึงหมายเลขใด และในหลายโรงพยาบาลที่มีการนำหมายเลข 13 หลักของหมายเลขประจำตัวประชาชนมาใช้ในการกำหนดหมายเลขของผู้ป่วยนอกด้วย ซึ่งน่าจะเป็นรูปแบบที่น่าจะเป็นไปได้ในอนาคตว่าหมายเลข HN ของทุกสถานบริการทางการแพทย์และสาธารณสุขน่าจะเป็นหมายเลขเดียวกันกับหมาย เลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก
AN ย่อมาจาก Admission Number เป็นหมายเลขของผู้ป่วยใน ซึ่งจะออกให้ในการลงทะเบียนรับไว้พักค้างในโรงพยาบาลตามคำสั่งของแพทย์ เมื่อได้หมายเลข AN ก็จะนับเป็นผู้ป่วยใน ซึ่งอาจออกหมายเลขไปในแต่ละปีซึ่งจะเป็นหมายเลข AN แล้วตามด้วยปีพ.ศ. เช่น XXXXX-51, XXXXX/51 หรืออาจมีการออกเลขต่อเนื่องก็ได้ หรือในบางสถานบริการทางการแพทย์และสาธารณสุขอาจให้ระบบคอมพิวเตอร์ออกหมาย เลขหรือเครื่องหมายเพิ่มเติมจากหมายเลข HN ก็ได้เพื่อแสดงค่าของการลงทะเบียนเป็นผู้ป่วยในที่เป็นรูปแบบพิเศษก็ได้
VN ย่อมาจาก Visit Number เป็นหมายเลขที่กำหนดขึ้นเฉพาะเพื่อการตรวจสอบจำนวนผู้รับบริการซึ่งโดยปกติ หมายถึงหมายเลขของการมารับบริการของผู้ป่วยนอก แต่อาจออกเป็นหมายเลข VN ของหน่วยบริการอื่น ๆ ก็สามารถกำหนด VN ได้เช่นเดียวกัน การให้หมายเลข VN นั้นจะมีการให้ ทุกครั้งที่มีการใช้บริการทางการแพทย์ เพื่อความครบถ้วน ถูกต้องของสถิติจำนวนครั้งของการให้บริการในโรงพยาบาล หรือหน่วยบริการอื่น ๆ ที่คณะกรรมการเวชระเบียนหรือมติจากโรงพยาบาลให้สามารถออกหมายเลข VN ได้แต่อาจมีการกำหนดความเป็นเฉพาะเพิ่มเติมเช่น VND อาจเป็นการให้หมายเลข VN เฉพาะของหน่วยบริการทันตกรรม เป็นต้น แต่จะต้องมีตัวเลขและสถิติที่สามารถตรวจสอบได้ หรือมีตัวเลขสถิติชุดเดียวตามที่มีมติกันไว้ของการควบคุมหมายเลขด้านเวช ระเบียน รวมทั้งมีระบบที่ทำให้เกิดความชัดเจนในการบันทึกข้อมูลการให้บริการลงในเวช ระเบียนทุกครั้ง เพื่อใช้เป็นหลักฐานในการตรวจสอบการมารับบริการ หรืออาจเพื่อป้องกันการทุจริตในการซื้อยา เช่น อาจให้ผู้ป่วยที่ซื้อยานอกหน่วยตรวจมีการใช้รหัสคลินิกแตกต่างออกไปเช่นอาจ เป็นรหัส VN-XXXXX-01 ซึ่งตัวที่เป็นหมายเลข 01 จะเป็นตัวเลขของการให้รหัสคลินิกนั่นเอง หรือผู้ป่วยที่ซื้อยาต่อเนื่องอาจใช้รหัสคลินิกที่แตกต่างไปอีกเช่นกันเช่น VN-XXXXX-03 ซึ่งต้องผ่านการออกหมายเลข VN ที่หน่วยงานเวชระเบียนก่อนทุกครั้งที่มารับบริการ หากไม่มีการออกหมายเลข VN หน่วยงานอื่น ๆ ที่กำหนดให้มีตัวเลขของ VN ไว้ก็สามารถออกหมายเลข VN เพื่อให้บริการได้ เช่น ไม่สามารถใช้สิทธิ จ่ายยา คิดและเก็บเงินจากผู้ป่วยได้ เป็นต้น ถ้าโรงพยาบาลใดที่มีการกำหนดหมายเลข VN แล้ว ผู้ป่วยที่มารับบริการที่โรงพยาบาลจะต้องทำการออกหมายเลข VN ทุกครั้งและทุกราย ในกรณีที่ผู้ป่วยมีนัดหมายเข้าระบบไว้แล้ว เมื่อหน่วยตรวจรับผู้ป่วยเข้าตรวจหน่วยนั้น ๆ ก็สามารถให้หมายเลข VN ได้ทันทีถ้าหากเป็นโรงพยาบาลที่มีระบบคอมพิวเตอร์ออนไลน์ในการให้หมายเลข VN ซึ่งทางงานเวชระเบียนอาจให้ค่าของการออกหมายเลขสำหรับผู้ป่วยนัดไว้โดยเป็น การพิเศษ
หลักการเรียงลำดับเวชระเบียน

สรุปการจำหน่ายผู้ป่วยโดยแพทย์ (Physician discharge summary)
เอกสารยินยอมให้รักษา (Informed Consent)
ประวัติผู้ป่วย (History)
รายละเอียดการตรวจร่างกาย (Physician Examination)
บันทึกความก้าวหน้า (Progress note)
บันทึกการปรึกษา (Consultation record)
บันทึกของวิสัญญีแพทย์ (Anesthetic record)
บันทึกการผ่าตัด (Operative note)
บันทึกการคลอด (Labor record)
การสืบค้น (Investigation) / แบบรายงานทางห้องปฏิบัติการ (Lab report form)
บันทึกการฟื้นฟู (Rehabilitation record)
บันทึกของพยาบาล (Nurse note)
แบบฟอร์มอื่นๆ
อ่านเพิ่มเติมได้จาก
http://th.wikipedia.org/

error: Content is protected !!