หมวดหมู่: สาระเพื่อสุขภาพ

ความดันโลหิตสูง คร่าชีวิตไทยแล้ว เกือบ 4 พันราย


กรมควบคุมโรค เผย ข้อมูลสถิติ ในปี 54 พบว่า โรคความดันโลหิตสูง เป็นเพชฌฆาตเงียบที่คร่าชีวิตคนไทยไปแล้ว เกือบ 4 พันราย ทั้งนี้เพราะโรคนี้มักเกิดขึ้นโดยที่ผู้ป่วยไม่รู้ตัว แนะให้ประชาชนออกกำลังกายสม่ำเสมอ ลดการรับประทานอาหารสำเร็จรูป รวมถึงการบริโภคปัจจัยเสี่ยงอย่างบุหรี่และสุรา  

ดร.นพ.พรเทพ ศิริวนารังสรรค์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า สำหรับสถานการณ์ของโรคความดันโลหิตสูง โดยองค์การอนามัยโลก พบว่าทั่วโลกมีผู้ที่เป็นความดันโลหิตสูงเกือบถึงพันล้านคน โดย 2 ใน 3 ของจำนวนนี้อยู่ในประเทศกำลังพัฒนา และคาดการณ์ว่าในปีพ.ศ.2568(ค.ศ.2025) ประชากรวัยผู้ใหญ่ทั่วทั้งโลกจะป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูง 1.56 พันล้านคน

ส่วนสถานการณ์ในประเทศไทย จากข้อมูลสถิติ สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข พบว่าในปี 2554 มีผู้เสียชีวิตจากสาเหตุความดันโลหิตสูง จำนวน 3,664 คน ซึ่งสถานการณ์ป่วยและเข้ารับการรักษามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในทุกภาค เมื่อเปรียบเทียบจากปี 2544 และปี 2554 พบว่า มีอัตราผู้ป่วยในต่อประชากรแสนคน ด้วยโรคความดันโลหิตสูง จาก 287 เป็น 1433 ถือว่ามีอัตราเพิ่มขึ้น 5 เท่า (4.99 เท่า)

สำหรับโรคความดันโลหิตสูง เกิดจากภาวะที่แรงดันหลอดเลือดแดงมีค่าสูงตั้งแต่ 140/90 มิลลิเมตรปรอทขึ้นไป ซึ่งผู้คนจำนวนมากอยู่กับความดันโลหิตสูงโดยที่ไม่ทราบว่าตนเองมีภาวะนี้ เนื่องจากเป็นโรคที่ไม่ค่อยปรากฏอาการที่ชัดเจนในช่วงแรก แต่เมื่อปล่อยไว้นานไปแรงดันในหลอดเลือดที่สูง ก็จะไปทำลายผนังหลอดเลือดและอวัยวะที่สำคัญทั่วร่างกาย จึงเรียกโรคนี้ว่า“เพชฌฆาตเงียบ”

“ในโอกาสนี้ ขอแนะนำประชาชนถึงวิธีปฏิบัติตนเพื่อป้องกันโรคความดันโลหิตสูง ดังนี้ 1.ใช้ชีวิตกระฉับกระเฉงอย่างสม่ำเสมอ เช่น การออกกำลังกาย เป็นต้น 2.เพิ่มการรับประทานผักและผลไม้รสหวานน้อย 3.ลดการรับประทานอาหารผ่านกระบวนการ อาหารสำเร็จรูป อาหารหมักดอง 4.จำกัดการบริโภคสุราหรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ และ 5.งดสูบบุหรี่” อธิบดีกรมควบคุมโรคกล่าวในที่สุด

ที่มา : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ลิงค์แนะนำ กรมบัญชีกลาง



Subscribe to RSS headline updates from:
Powered by FeedBurner

ลิงค์แนะนำสำนักงานประกันสังคม

กรณีเจ็บป่วยหรือประสบอันตราย
กรณีคลอดบุตร
กรณีทุพพลภาพ
กรณีเสียชีวิต
กรณีสงเคราะห์บุตร
กรณีชราภาพ
กรณีว่างงาน
ผู้ประกันตนโดยสมัครใจ(ม.39)
ผู้ประกันตนนอกระบบ(ม.40)
ตารางเปรียบเทียบสิทธิของผู้ประกันตน ม.33 และ ม.39

เกี่ยวกับประกันสังคม

bullet เกี่ยวกับองค์กร1
bullet กฎหมายและความรู้งานประกันสังคม
bullet คำถามที่พบบ่อย
bullet ลิงค์

สิทธิประโยชน์

bullet กองทุนประกันสังคม
bullet กองทุนเงินทดแทน

กองทุนเงินทดแทน

ค่ารักษาพยาบาลกรณีประสบอันตรายจากการทำงาน
หลักฐานที่ต้องใช้เพื่อขอรับเงินทดแทนจากกองทุนเงินทดแทน
ค่าทดแทนกรณีฟื้นฟูสมรรถภาพในการทำงานภายหลังการประสบอันตราย
ค่าทดแทนกรณีสูญเสียอวัยวะหรือสมรรถภาพในการทำงานของอวัยวะบางส่วน
ค่าทดแทนกรณีไม่สามารถทำงานได้ติดต่อกันเกิน 3 วันขึ้นไป

ตรวจสอบข้อมูลประกันสังคม

bullet ข้อมูลทั่วไป
bullet สำหรับผู้ประกันตน
bullet สำหรับสถานประกอบการ
bullet สำหรับสถานพยาบาล

ข่าวสารและความเคลื่อนไหว

bullet ข่าวประชาสัมพันธ์
bullet ประกาศจัดซื้อจัดจ้าง (ส่วนกลาง)
bullet รับสมัครบุคลากร
bullet วารสารประกันสังคม
bullet บทความประกันสังคม

บริการอิเล็กทรอนิกส์
 |
ข้อมูลสารสนเทศ

bullet ข้อมูลสถิติ
bullet รายงาน
bullet การลงทุนกองทุนประกันสังคม

ร้องเรียนร้องทุกข์

ดินประสิว ตัวการก่อมะเร็ง

ยีนมนุษย์มีความไวต่อสารก่อมะเร็งอย่างไร ย้ำยังคงต้องระวังอาหารที่มีสารก่อมะเร็ง ทั้งไส้กรอกอีสาน กุนเชียง ปลาร้า หมูปิ้ง หมูกระทะ ระบุทานได้แต่อย่าเยอะ

นพ.ธีรวุฒิ คูหะเปรมะ ผู้อำนวยการสถาบันมะเร็งแห่งชาติ เปิดเผยว่า แม้โรคพยาธิใบไม้ตับจะเป็นปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งตับและโรคมะเร็งท่อน้ำดี แต่ตัวการที่สำคัญคือ สารก่อมะเร็งที่อยู่ในอาหารหรือที่เรียกว่าสารดินประสิว (สารไนโตรซามีน) เพราะการวิจัยในสัตว์ทดลองพบว่า เมื่อหนูมีการติดพยาธิใบไม้แล้วโอกาสการเป็นมะเร็งมีน้อย แต่หากได้รับสารก่อมะเร็งร่วมด้วยหนูจะเป็นมะเร็งทันที

ดังนั้น การรับประทานอาหารนอกจากจะต้องระวังเรื่องพยาธิใบไม้ ซึ่งอยู่ในปลาน้ำจืดดิบแล้ว ยังต้องระวังอาหารที่ใส่สารดินประสิวด้วย เช่น ไส้กรอกอีสาน กุนเชียง ปลาร้า เป็นต้น

“หากจะรับประทานปลาร้าต้องทำให้สุกก่อน เพราะพยาธิสามารถอยู่ในตัวปลาร้าได้นานถึง 6 เดือน แต่เมื่อเข้าสู่ร่างกายของคนแล้ว กลับสามารถอยู่ได้นานเป็นปี บางคนอาจคิดว่ารับประทานเข้าไปครั้งเดียวคงไม่เป็นไร แต่ปลาบางตัวมีไข่พยาธิเป็นหมื่นๆ ฟอง เมื่อมันเข้าไปก็จะสร้างลูกหลานออกมา ผ่านไป 30-40 ปี ตัวมันก็ใหญ่และอาจก่อให้เกิดมะเร็งได้ เพราะแม้จะรับประทานน้อยก็ยังถือว่ามีความเสี่ยง” ผอ.สถาบันมะเร็งแห่งชาติ กล่าว

นพ.ธีรวุฒิ กล่าวอีกว่า สำหรับสารก่อมะเร็งมีโอกาสก่อให้เกิดเป็นมะเร็งได้มากน้อยเพียงใด ต้องดูที่ปริมาณและความถี่ในการทาน คือต้องทานบ่อยและปริมาณมาก แต่ไม่ใช่ทานทีเดียวแล้วจะเป็น เพราะร่างกายจะสามารถขับสารก่อมะเร็งออกมาได้ แต่ถ้าทานบ่อยๆ ก็จะเข้าไปสะสมเรื่อยๆ โดยเฉพาะทุกวันนี้ในชีวิตประจำวันเรามีสารก่อมะเร็งเยอะ หากหลีกเลี่ยงได้ก็ควรหลีกเลี่ยง แต่ถ้าจำเป็นก็อย่าทานบ่อย เหมือนบุหรี่ที่สูบเข้าไปครั้งเดียวไม่เป็นไร แต่ถ้าสูบเข้าไปนานๆ ก็จะมีโอกาสเป็นมะเร็ง

“อย่างหมูปิ้ง หมูกระทะ ก็จะมีสารก่อมะเร็งจากการที่ไขมันหรือโปรตีนของเนื้อถูกเผาไหม้ หรือที่เรียกว่าสารเฮเทอโรไซคลิก ดังนั้น ข่าวที่ว่ามีถ่านชนิดใหม่ปลอดมะเร็ง เพราะไม่มีควันแสดงว่าเป็นความเข้าใจผิด เพราะสารก่อมะเร็งเกิดจากความร้อน นอกจากการปิ้งย่างแล้ว การรมควันก็ถือว่าไม่ดี เพราะมีสารก่อมะเร็งอยู่เช่นกัน หากจะรับประทานอาหารที่ปรุงจากการรมควันก็ไม่ควรทานบ่อยหรือเยอะ อย่างต่างประเทศตอนนี้ก็มีการรณรงค์อยู่” นพ.ธีรวุฒิ กล่าว

นพ.ธีรวุฒิ กล่าวด้วยว่า โรคมะเร็งนั้นไม่ได้มีแต่ปัจจัยเฉพาะอาหารเท่านั้น แต่ยังขึ้นอยู่กับยีนส์ของแต่ละคนด้วย เพราะทุกวันนี้เราไม่รู้ว่ายีนส์ของแต่ละคนมีความไวต่อสารก่อมะเร็งเป็นอย่างไร บางคนอาจมียีนที่กำจัดสารก่อมะเร็งได้ เหมือนคนที่สูบบุหรี่จนแก่ทำไมถึงไม่เป็นมะเร็ง แต่คนที่สูบไม่นานกลับเป็นมะเร็ง ซึ่งตอนนี้สถาบันมะเร็งแห่งชาติกำลังมีการศึกษาในเรื่องนี้อยู่ร่วมกับญี่ปุ่น สถาบนวิจัยจุฬาภรณ์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และสถาบันมะเร็งแห่งชาติสหรัฐอเมริกา

 “ในอนาคตเราอาจรู้ได้ว่าคนไหนมียีนที่มีความไวต่อมะเร็ง เพราะทุกวันนี้ทุกคนได้รับสารก่อมะเร็งกันหมด แต่บางคนอาจมียีนที่สามารถกำจัดสารก่อมะเร็งได้ ลักษณะเหมือนกับการแพ้ยา ทำไมบางคนแพ้ บางคนไม่แพ้ ซึ่งตอนนี้ก็มีการศึกษาอยู่ เพื่อนำมาใช้เช็กยีนส์ว่ามีความคุ้มค่าหรือไม่ เพราะการสกรีนดังกล่าวมีราคาแพงมาก” ผอ.สถาบันมะเร็งแห่งชาติ กล่าว

ที่มา : เว็บไซต์ผู้จัดการออนไลน์

10 เม.ย.

8 พฤติกรรมไม่เหมาะสมเล่นน้ำสงกรานต์

เนื่องในเทศกาลสงกรานต์ 2556 จะมีประชาชนออกมาเล่นน้ำสงกรานต์เป็นจำนวนมาก จึงขอฝากข้อห่วงใยกับพี่น้องประชาชน ถึงพฤติกรรมต้องห้ามเมื่อเล่นน้ำสงกรานต์ 8 ข้อ ด้วยกัน

เมื่อวันที่ 8 เมษายน พล.ต.ต.ปิยะ ต๊ะวิชัย ผู้บังคับการตำรวจจราจร (ผบก.จร.) กล่าวถึง พฤติกรรมต้องห้ามเมื่อเล่นน้ำสงกรานต์ 8 ข้อ ด้วยกัน คือ

1.ไม่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ขณะเล่นน้ำสงกรานต์ เพราะหากผู้เล่นดื่มในปริมาณที่มากเกินไป อาจทำให้ขาดสติและเกิดอุบัติเหตุได้

2.ไม่สาดน้ำบนรถกระบะ การเล่นสงกรานต์โดยการนำถังน้ำใส่ท้ายรถกระบะ มีความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ เพื่อความปลอดภัยไม่ควรลุกยืนขณะที่รถวิ่ง ไม่ควรบรรทุกคนจนน้ำหนักมากเกินไป อาจทำให้พลัดตกจากรถ หรือรถเสียการทรงตัวได้

3.ไม่สาดน้ำเย็น แม้ว่า “น้ำ” คือพระเอกในวันสงกรานต์ แต่การสาดน้ำกันแรงๆ หรือสาดด้วยน้ำเย็น อาจทำให้เกิดผลเสียตามมาได้ ควรเล่นกันแบบถ้อยทีถ้อยอาศัย และหากน้ำที่ใช้เล่นนั้นไม่สะอาด อาจมีเชื้อโรคเข้าไปในหูและเกิดการอักเสบได้

4.ไม่เปิดเพลงเสียงดัง ไม่ควรเปิดลำโพงเสียงดังจนรบกวนผู้อื่น โดยเฉพาะในยามวิกาล

5.ไม่เล่นแป้ง แป้งดินสอพองบางชนิดมีส่วนผสมของสารโพรฟีลีน ตะกั่ว ปรอท หรือการผสมสี  ซึ่งล้วนแต่มีอันตรายต่อร่างกาย และอาจทำให้ทัศนะวิสัยการขับขี่ไม่ดี จนเกิดอุบัติเหตุได้ง่าย

6.ไม่แต่งตัวยั่วตัณหา ผู้หญิงต้องไม่ใส่เสื้อบาง รัดรูป หรือนุ่งสั้น เสื้อผ้าที่ใส่ ควรเป็นสีเข้มๆ เช่น ดำ น้ำเงิน เพราะสีเหล่านี้เมื่อโดยน้ำจะไม่สามารถมองเห็นรูปร่างภายในของผู้หญิงได้ชัดเจน

7.ไม่ฉวยโอกาส ชายหนุ่มบางคนใช้โอกาสเล่นน้ำสงกรานต์ลวนลามผู้หญิง มักจะเล่นแป้งโดยพุ่งไปที่แก้มของสาวๆ หรือบางคนอาจลูบคลำทำอนาจาร ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม และก่อให้เกิดการทะเลาะวิวาทได้อีกด้วย

8.ไม่นำสิ่งของมีค่าติดตัวมากๆ เช่น กระเป๋า นาฬิกา โทรศัพท์ควรใส่ซองกันน้ำ และเก็บให้มิดชิด

โดยทั้ง 8 ข้อนั้น เป็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมในการเล่นน้ำสงกรานต์ ซึ่งบางข้ออาจผิดกฎหมาย หรือสร้างความเดือดร้อนให้แก่ผู้อื่นได้ อีกทั้งอาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุและเป็นอันตรายได้อีกด้วย

ที่มา : เว็บไซต์มติชนออนไลน์

error: Content is protected !!