ยาแก้ปวดละลายน้ำ ต้นเหตุโรคหัวใจวาย

ยาแก้ปวดละลายน้ำ ต้นเหตุโรคหัวใจวาย


นักวิจัยมูลนิธิหัวใจแห่งสหราชอาณาจักรเผยข้อมูลผลการศึกษาการบริโภคยารักษาโรค ซึ่งเป็นยาแก้ปวดประเภทพาราเซตามอล แอสไพรินที่ละลายน้ำแล้วเกิดฟองขึ้นมา โดยแพทย์เตือนว่าการบริโภคยาดังกล่าวมากเกินไปอาจทำให้เพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจวายและภาวะหัวใจล้มเหลวได้
เนื่องจากในตัวยามีปริมาณเกลือโซเดียมมากกว่าที่ร่างกายต้องการ ทั้งนี้ แพทย์ได้ศึกษาข้อมูลผู้ป่วยกว่า 1.2ล้านคนในสหราชอาณาจักร พบว่าผู้ที่รับประทานยาแก้ปวดชนิดละลายน้ำมีโอการเสี่ยงต่อโรคความดันโลหิตสูงมากถึง 7เท่า ของผู้ที่ไม่ได้รับประทานยา

ที่มา M2F


กินยาแปลกๆ แบบนี้ดีจริงหรือ?

จากประสบการณ์ในการจ่ายยาให้ผู้ป่วย ซึ่งปกติดิฉันจะแนะนำการกินยา เวลาในการใช้ยา การใช้ยา เทคนิคพิเศษในการใช้ยาบางประเภท ความต่อเนื่องในการใช้ยา และเรื่องโรคที่เขาเป็นอยู่แล้ว แต่สิ่งที่ดิฉันเริ่มคิดว่าขาดไม่ได้อีกประการคือ การระมัดระวังไม่ให้ใช้ยาแบบพิสดารเกินกว่าที่แนะนำ เนื่องจากพบว่ามีหลายรายมีวิธีกินยาแบบประหลาดๆ ซึ่งหลายๆ ครั้งเป็นเพียงความเชื่อผิดๆ แต่ทำให้ได้รับผลข้างเคียงรุนแรงจากการใช้ยาแบบแปลกๆ เหล่านั้น
ตัวอย่างเช่น

     • กินยากับน้ำอัดลม หรือน้ำที่ผสมแก๊ส เพราะเชื่อว่ายาจะได้แตกตัวเร็วขึ้น หายจากโรคหรืออาการที่เป็นอยู่เร็วขึ้น

     • ผสมยากับเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ เช่น เหล้า เบียร์ ไวน์ เพราะเชื่อว่าการทำเช่นนี้เหมือนกับการทำยาดองเหล้าคือ น่าจะช่วยให้ยาออกฤทธิ์ได้ดีขึ้น แรงขึ้น

     • กินยาพร้อมอาหาร บางคนกลืนยายากเลยใช้วิธีกินยาพร้อมอาหาร โดยเคี้ยวอาหารให้ละเอียดก่อนแล้วเอาเม็ดยาวางลงไปแล้วกลืนไปพร้อมอาหารคำนั้นๆ

     • บดยา หรือเคี้ยวยา วิธีนี้พบได้บ่อยมาก เพราะส่วนใหญ่ทำไปเพราะให้ยาแตกตัวและดูดซึมได้เร็วขึ้น บางรายก็ทำไปเพื่อให้กินยาได้ง่ายขึ้น

     • หักยา พบได้บ้างกรณีที่ยายาเม็ดใหญ่มากๆ โดยมักจะบอกว่าถ้าไม่หักก็กินลำบาก

     • ละลายยาแล้วกิน เหตุผลคล้ายกับวิธีอื่นๆ คือต้องการให้ยาออกฤทธิ์เร็วขึ้น หรือให้กลืนได้ง่าย

     • ถอดปลอกแคปซูลยาออก ก่อนกิน บางคนกลืนแคปซูลแล้วติดคอ บางคนก็กลัวว่าถ้าแคปซูลไม่ละลายแล้วยาจะออกมาได้อย่างไร ก็เลยถอดปลอกแคปซูลออกผสมน้ำดื่ม บ้างก็คิดไปเองว่ายาจะออกฤทธิ์ช้าเลยจัดการถอดปลอกออกก่อนแล้วกินผงยาแทน

     • เจาะเปลือกแคปซูลแล้วบีบยาที่เป็นน้ำภายในออกมากิน อันนี้พบได้บ้าง ส่วนใหญ่คือต้องการให้ยาออกฤทธิ์ได้เร็วขึ้น

     • ใช้ฟันกัดเม็ดยา เพราะต้องการความรวดเร็ว จึงใช้ฟันกัด

     วิธีกินยาต่างๆ ที่เล่าไปข้างต้นนั้นก็ไม่ใช่วิธีที่ผิดเสมอไปหรอกนะคะ เนื่องจากยาบางตัวก็สามารถบดเคี้ยวได้ แต่ยาบางตัวห้ามเลย ดังนั้นบทความสั้นๆ นี้ก็เพียงแต่จะย้ำให้คุณทั้งหลายได้ทราบว่ายาแผนปัจจุบันที่มีในท้องตลาด ที่แพทย์สั่งจ่ายให้นั้น หรือที่คุณไปหาซื้อตามร้านขายยา การผลิตยาของบริษัทยานั้นได้มีการวิจัย ปรับปรุง และพัฒนาอย่างมากมายก่อนถึงมือคุณ เพื่อให้การออกฤทธิ์ดีที่สุดตามเป้าหมายการรักษาแต่ละโรค ดังนั้นการที่คุณพยายามไปปรับเปลี่ยนรูปแบบการนำส่งยาก็เท่ากับเป็นการเพิ่มความเสี่ยงต่อการได้รับผลกระทบที่ไม่พึงประสงค์จากยาได้

     กรณียาแคปซูล ยาเม็ดเคลือบฟิล์ม หรือยาเม็ดเคลือบน้ำตาล ซึ่งออกแบบมาเพื่อให้มีการกลบรสหรือกลิ่นที่ไม่ดีเอาไว้ หากไปบดหรือทำให้แตกหัก ก็แค่ทำให้คุณต้องทนกับรสหรือกลิ่นแย่ๆ ที่ซ่อนอยู่ ยิ่งทำให้ไม่อยากกินยา แต่สำหรับกรณียาที่ถูกออกแบบให้มีการออกฤทธิ์ปลดปล่อยตัวยาอย่างช้าๆ สม่ำเสมอตลอดทั้งวัน เช่นยาที่รับประทานวันละครั้ง นั่นหมายถึง คุณสามารถกินครั้งเดียวแต่มีผลการรักษาตลอดทั้งวัน หากนำยาไปกินแบบพิสดารมาก เช่น บด หรือหัก ก็อาจทำให้ได้รับพิษจากยา เพราะการทำให้เม็ดยาแตกจะทำให้ยาถูกปลดปล่อยออกมาอย่างรวดเร็ว ภายในช่วงเวลาสั้นๆ

     ก่อนที่ยาจะถึงมือเรานั้นได้ย่อมผ่านการวิจัยและพัฒนามาอย่างมาก ทั้งในแง่ของประสิทธิภาพในการรักษาโรค การพัฒนาสูตรตำรับยาเพื่อให้มีการแตกตัว การละลาย การดูดซึมที่ดี และมีลักษณะทางกายภาพ เช่น รูปร่าง สี กลิ่น รส ที่น่าใช้ ดังนั้นคุณมิต้องกังวลเกี่ยวกับการแตกตัวของยา

เอาง่ายๆ หากนำยาธรรมดามาสักเม็ดแล้วโยนลงไปในน้ำแก้วธรรมดา ไม่ต้องใช้น้ำอุ่น เพียงไม่กี่นาทีแล้วใช้ช้อนคนน้ำสักหน่อย คุณก็จะพบว่ายาส่วนใหญ่จะละลายหรือแตกตัวหมดแล้ว ยกเว้นยาบางประเภทเท่านั้นที่ได้กล่าวไปข้างต้นซึ่งออกแบบเป็นพิเศษให้ยามีการปลดปล่อยยาเนิ่นนาน คุณอาจพบว่ายาไม่ละลายเลย เพราะยาอยู่ภายในเปลือกเม็ดยาที่เห็นพอโดนน้ำ ยาภายในเม็ดจะค่อยๆ ถูกดันผ่านรูเล็กๆ ที่เปลือกนอกซึ่งยาบางตัวก็มองด้วยตาเปล่าเห็น บางทีรูเล็กมากก็มองไม่เห็น แต่การออกแบบเช่นนี้จะทำให้คุณได้ยาอย่างสม่ำเสมอแม้ว่าเม็ดยาด้านนอกจะไม่ละลายก็ตาม ตัวอย่างยาประเภทนี้ ได้แก่ ยาลดความดันโลหิต ยารักษาโรคหัวใจบางตัว นอกจากนี้ยาในปัจจุบันยังมีการพัฒนาการเคลือบต่างๆ ให้ยาไม่ละลายในกระเพาะแต่ไปเริ่มละลายที่ลำไส้เล็ก เช่น ยาเม็ดแอสไพริน เพื่อลดการระคายเคืองกระเพาะอาหาร การนำยาไปบดหรือละลายยา ก็เท่ากับทำลายสมบัติพิเศษที่ผู้วิจัยอุตส่าห์พัฒนาขึ้นมา แทนที่คุณจะได้รับผลที่ดีที่สุดก็กลายเป็นได้รับผลเสียจากยานั้นแทน

      การบดยา นอกจากจะทำให้ยาเสียคุณสมบัติพิเศษไป ยังทำให้กินยาก ได้รับรู้รสชาติที่ไม่ดีของตัวยาแล้วอาจจะได้ยาไม่ครบปริมาณที่แพทย์ต้องการก็ได้ถ้ากินผงยาไม่ครบทั้งหมด ส่วนการกินยากับน้ำอุ่นจัดอาจจะทำให้ยาละลายเร็วขึ้นอีกนิดนึง แต่ก็มีปัญหาว่ายาพวกแคปซูลอาจจะละลายแล้วไปติดที่หลอดอาหารกลืนไม่ลงได้ การแช่หรือละลายยาในน้ำร้อนก่อนกิน อันนี้ก็มีปัญหาแน่กับตัวยาที่ไม่ทนต่ออุณหภูมิสูงๆ และอาจเสื่อมสภาพได้ทำให้ยาไม่ออกฤทธิ์ ไม่ได้ผลการรักษา การกินยาละลายน้ำร้อนจึงเท่ากับไม่ได้กินยาเลยมีค่าไม่ต่างกับการกินแป้ง ส่วนการถอดปลอกยาออก ยาส่วนใหญ่ที่ใส่แคปซูลเวลาละลายเป็นผงแล้วจะมีกลิ่นรสชาติที่แย่มากจึงต้องกลบรสและกลิ่นด้วยการนำผงยาบรรจุในแคปซูล อันนี้มีตัวอย่างว่าบางคนกลับมาพบแพทย์ด้วยเรื่องคลื่นไส้อาเจียนมากหลังกินยา จนคิดว่าแพ้ยาที่ให้ไป แต่ปรากฎว่าเมื่อสอบถามก็ได้ความว่าได้ทำการแกะปลอกแคปซูลออกก่อนกิน แล้วเทผงยาเข้าปาก ทำให้ได้รับรู้กลิ่นและรสที่ไม่ดีของตัวยาจึงอาเจียนออกมาหมด พอแนะนำให้กินยาทั้งแคปซูลก็ไม่มีอาการอีกเลย และสำหรับการกัดเม็ดยาด้วยฟัน อันนี้แปลกแต่จริงค่ะ มีบางคนขี้เกียจใช้มีดตัดยา บ้างก็บ่นว่ายาแข็ง เลยใช้ฟันกัดครึ่งซะเลย ซึ่งอันที่จริงแล้วถ้าตัวยาทนความชื้น (จากน้ำลาย) ก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้ายานั้นไม่ทนกับความชื้นพอใช้ฟันกัดไปยาก็ถูกน้ำลาย อีกครึ่งเม็ดที่เหลืออาจติดน้ำลายไปด้วย พอใส่กลับไปในขวดหรือซองยาทั้งๆ ที่ชื้นจากน้ำลายก็พาลทำให้ยาส่วนนั้นเสื่อมสภาพได้ ประสิทธิภาพในการรักษาโรคก็ลดลงไปด้วย

กรณีตัวอย่าง
     • ยาลดความดันโลหิต สำหรับยาความดันโลหิตสูงที่ชื่อว่า Adalat CR? (Nifedipine) และ Cardil? (Diltiazem) ผู้ที่กินเข้าไปพบว่า
มีเม็ดยาลอยปนออกมากับอุจจาระขณะถ่าย จึงเข้าใจว่ายาไม่ละลายน้ำจึงเอาไปบดก่อนกิน จนทำให้ยาออกฤทธิ์รวดเร็วมากเกินไป ผลคือต้องเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลเนื่องจากความดันโลหิตตกอย่างรวดเร็ว เหตุเนื่องจากยาทั้ง 2 ยี่ห้อนี้ ถูกออกแบบมาให้ออกฤทธิ์เนิ่นนาน เม็ดยาที่เห็นปนออกมากับอุจจาระจึงเป็นเพียงตัวนำส่งยาที่ไม่ละลาย แต่ตัวยาได้ถูกปลดปล่อยเข้าสู่ร่างกายไปหมดแล้ว

     • ยาขยายหลอดลม สำหรับผู้ที่เป็นโรคหืด Theodur? (Theophylline) สมัยก่อนยาตัวนี้มีแต่แบบใช้หยดเข้าหลอดเลือดดำ การปรับขนาดยานั้นทำได้ยากและเสี่ยงต่อการเกิดผลแทรกซ้อนรุนแรง ถ้าให้เกินขนาด เช่น คลื่นไส้อาเจียนรุนแรง ปวดศีรษะ มือสั่น ใจสั่น หัวใจเต้นผิดจังหวะ ต่อมาได้มีการพัฒนารูปแบบยาเป็นยาเม็ดให้ค่อยๆ แตกตัวและปลดปล่อยตัวยาอย่างช้าๆ ทำให้การเกิดผลแทรกซ้อนจากยาลดลง แต่มีบางคนที่ไม่ทราบผลข้างเคียงดังกล่าวเมื่อนำยาไปบดก่อนกินก็เท่ากับทำให้ยาปลดปล่อยตัวยาออกมาอย่างรวดเร็ว จนเกิดผลข้างเคียงที่รุนแรง คือ หัวใจเต้นผิดจังหวะ เกิดพิษของยารุนแรง หากมาพบแพทย์ไม่ทันเวลาก็อาจเสียชีวิตได้

     • ยาแอสไพริน ผู้สูงอายุรายหนึ่งต้องกินยาเม็ดเคลือบแอสไพรินเพื่อป้องกันเส้นเลือดเลี้ยงหัวใจอุดตัน ต่อเนื่องตลอดชีวิต ด้วยความที่กลัวยาไม่ละลายเพราะเห็นเคลือบไว้จึงนำไปบดก่อนกินทำให้หลังจากกินยาได้ 1 เดือน มีปัญหาเรื่องถ่ายอุจจาระเป็นสีดำ จากภาวะเลือดออกในกระเพาะอาหาร เนื่องจากยากกัดกระเพาะ ปัจจุบันบางบริษัทมีการออกแบบเม็ดยาแอสไพรินให้มีฟิล์มเคลือบเพื่อป้องกันการระคายเคืองกระเพาะอาหารที่เรียกว่า enteric coated aspirin ดังนั้นการบดยาจึงทำลายฟิล์มที่เคือบยาไว้ ทำให้มีผลข้างเคียงต่อกระเพาะอาหาร การอาการคลื่นไส้และปวดท้องเพิ่มขึ้น จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่าเพราะเหตุใดรายนี้จึงเกิดแผลในกระเพาะอาหาร

     • ยาฆ่าเชื้อ หรือยาแก้อักเสบ มีคนที่เป็นโรคติดเชื้อในโพรงไซนัสรายหนึ่งได้นำยา Amoxycilline/Clavulanic acid (Augmentin?) ไปบดละลายน้ำร้อนแล้วกิน เหตุผลที่ทำเช่นนี้เพราะเม็ดยาใหญ่กลืนไม่ลง จึงนำไปละลายน้ำร้อนก่อน ดังนั้นแม้กินยาเช่นนี้จนยาหมดแต่อาการไซนัสอักเสบก็ยังไม่หาย จนแพทย์ต้องเปลี่ยนยาให้เพราะเชื้อดื้อยา สาเหตุที่ไม่หายจากโรคเนื่องจากตัวยานี้ไม่ทนต่อความร้อน เมื่อนำไปละลายในน้ำร้อนจึงทำให้ได้รับผลการรักษาจากยาน้อยกว่าที่ควรจะเป็น ทางที่ดีสำหรับควรแจ้งแพทย์ตั้งแต่รับยาว่าไม่สามารถกินยาได้แพทย์จะได้เปลี่ยนเป็นยาน้ำหรือเลือกยาที่เม็ดเล็กกว่าให้แทน

นอกจากกรณีเหล่านี้แล้วยังมีอีกมากมายนักที่มีวิธีกินยาแบบแปลกๆ ด้วยที่ไม่รู้และไม่เข้าใจ ดังนั้นการกินยาควรกินตามที่ระบุมาให้ ถ้ายาตัวไหนระบุให้เคี้ยวก่อนกลืน เช่น ยาขับลมแก้ท้องอืดแน่นท้อง ยาลดกรดในกระเพาะอาหารบางตัว ก็ให้บดเคี้ยวได้ตามสบาย และกรณีของการกินร่วมกับอาหาร แอลกอฮอล์ หรือน้ำอัดลม ก็เช่นกันก็ควรถามให้แน่ใจเสียก่อนว่าทำได้หรือไม่ เพราะยาประเภทยาฆ่าเชื้อ แก้อักเสบ ซึ่งอาจเกิดปฏิกิริยากับอาหารหรือนม ก็อาจทำให้ยาออกฤทธิ์ได้น้อยลงหรือไม่ออกฤทธิ์เลย จึงไม่ได้ผลทางการรักษา นอกจากนี้ยาบางตัวก็เกิดปฏิกิริยากับแอลกอฮอล์เมื่อกินร่วมกันจะทำให้เกิดผลข้างเคียงที่รุนแรงได้

     หากคุณสงสัยอะไรที่นอกเหนือจากที่ได้รับคำแนะนำจากแพทย์ ข้อความที่ระบุบนฉลากยาหรือเอกสารกำกับยาแล้ว คุณควรปรึกษาเภสัชกรให้แน่ใจก่อนว่ากระทำได้หรือไม่นะคะ เพื่อความปลอดภัย และประสิทธิภาพในการใช้ยาสูงสุด

ที่ีมา healthtoday.net
โดย ภญ.อัมพร จันทรอาภรณ์กุล

15 วิธีสุดง่ายดาย คืนความสดใสให้ชีวิต

  พลังงาน…คือหัวใจในการสร้างความสดใสให้แก่ชีวิต ถ้าชีวิตของคุณกำลังอับเฉาและอ่อนล้า เรามีวิธีง่าย ๆ ที่จะช่วยคุณคืนความสดใสให้ชีวิต

          การใช้ชีวิตในทุกวันนี้มีหลากหลายปัจจัย ที่ล้วนแล้วแต่ดึงพลังไปจากเรา ทำให้เราลงเอยอยู่กับความรู้สึกอ่อนล้าโรยแร งเมื่อแต่ละวันสิ้นสุดลง แต่มันก็มีหลายวิธีที่จะช่วยคืนความสดใสให้ชีวิตเราได้เช่นกัน และเราได้รวบรวมคำแนะนำที่ดีที่สุดในการคืนความสดใสให้แก่ร่างกาย จิตใจ และวิญญาณ ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากศาสตร์ต่าง ๆ ทั้งตะวันตกและตะวันออก ลองเริ่มต้นทำสักอย่างในชีวิตประจำวันของคุณ และอย่าทำมันเพียงเพื่อเยียวยาความผิดพลาดที่เกิดขึ้น แต่ด้วยความตั้งใจที่จะสร้างความสมดุล และความสดใสให้แก่ชีวิตในระยะยาว

ปลุกพลังทางกาย

1.อาบน้ำร้อนสลับเย็น

          วารีบำบัดที่ใช้ความร้อนสลับความเย็น เป็นวิธีการเก่าแก่ของชาวฟินแลนด์ ซึ่งเชื่อกันว่าจะช่วยทำให้ภูมิคุ้มกันแข็งแกร่งขึ้น ทำให้เลือดสูบฉีดดี และช่วยกระตุ้นร่างกาย โดยวิธีการแบบโบราณจะให้เข้าซาวน่า แล้วกระโจนลงสู่กองหิมะที่เย็นเจี๊ยบในทันที แต่เนื่องจากเราคงทำอย่างนั้นไม่ได้ การใช้น้ำฝักบัวจึงเป็นวิธีการที่เข้ามาแทนที่ โดยหลังอาบน้ำเสร็จ หมุนลูกบิดให้น้ำเย็นที่สุดเท่าที่จะทนได้สัก 30 วินาที จากนั้นหมุนกลับไปที่น้ำร้อนแล้วจบลงที่น้ำเย็น ทำซ้ำแบบนี้สองสามรอบ

 2.ดื่มกระตุ้นร่างกาย

          แทนการดื่มกาแฟ เริ่มต้นวันใหม่ด้วยน้ำร้อนหนึ่งแก้วผสมกับน้ำมะนาวครึ่งซีก และพริกป่นอีกหยิบมือหนึ่ง (น้ำผึ้งเล็กน้อยด้วยก็ได้ถ้าคุณชอบ) รสเปรี้ยวของน้ำมะนาวจะกระตุ้นน้ำย่อยและการปล่อยน้ำดีจากตับ ส่วนพริกป่นก็กระตุ้นการหลั่งกรดในกระเพาะอาหาร และเร่งอัตราการเผาผลาญ ดังนั้น ตามทฤษฎีแล้ว นี่สามารถช่วยเพิ่มการเผาผลาญ ไขมันและขับสารพิษจากเซลล์ไขมัน และเริ่มต้นกระบวนการขับเคลื่อนของร่างกายอย่างเหมาะสม

 3.ทุบตัวเอง

          การกระทำที่ฟังดูเหมือนการทำร้ายร่างกายนี้ แท้จริงแล้วช่วยกระตุ้นพลังงานได้อย่างเหลือเชื่อ เริ่มด้วยการกำหมัดแบบหลวม ๆ แล้วค่อย ๆ ทุบแขนทั้งด้านนอกและด้านใน และตามข้างลำตัวเรื่อยลงมายังขา หน้าท้อง คอ และบั้นเอว การทุบนี้จะกระตุ้นการไหลของพลังชิ และทำให้โลหิตไหลเวียนดีขึ้น นอกจากนี้ มันยังรู้สึกดีอีกด้วย

 4.กินแต่เช้าและบ่อย ๆ

          ถ้าคุณงดอาหารเช้าและกินอาหารเที่ยงเพียงนิดเดียว ตอนบ่ายแก่ ๆ คุณก็แทบจะหมดแรงแล้ว และเมื่อกลับถึงบ้านตอนเย็น คุณก็จะหิวจนตาลาย แถมเมื่อถึงจุดนี้แล้ว ร่างกายของคุณก็ไม่อาจจะชดเชยสารอาหารที่ขาดหายไปได้ตลอดทั้งวัน ไม่ว่าคุณจะกินเข้าไปมากแค่ไหนก็ตาม ดังนั้น กินอาหารเช้าที่มีเส้นใยอาหาร โปรตีน และไขมันเพียงเล็กน้อย พร้อมด้วยอาหารว่างมื้อเล็ก ๆ ระหว่างอาหารแต่ละมื้อ เพื่อรักษาระดับพลังงานในร่างกายให้คงที่ตลอดทั้งวัน

5.ยืดเส้นสาย

          หาเวลายืดเส้นสายทุกชั่วโมง หรือทุกครั้งที่โอกาสอำนวยเพื่อป้องกันกล้ามเนื้อตึง เพิ่มการไหลเวียนโลหิต และทำให้คุณมีพลังวังชา ลองทำเดี๋ยวนี้เลยก็ได้ ด้วยการยืนขึ้น หายใจเข้าลึก ๆ ยกมือขึ้นเหนือศีรษะ เหยียดยืดลำตัวให้สุด ค้างไว้สักครู่ หายใจออกแล้วปล่อยแขนลง จากนั้น ค่อย ๆ ก้มตัวลงทีละน้อยจนมือจรดพื้น อย่าเกร็งเข่า แต่ให้รู้สึกว่ากล้ามเนื้อด้านหลังต้นขาตึงเล็กน้อย สั่นศีรษะเบา ๆ เพื่อคลายลำคอ ค้างอยู่ในท่านี้สักครู่

 6.เร่งการเต้นของหัวใจ

          การที่คุณรู้สึกดีอย่างมาก หลังการออกกำลังกายนั้นมีเหตุผลที่อธิบายได้ทางวิทยาศาสตร์ การออกกำลังที่หนักพอ และทำให้เหงื่อออกจะกระตุ้นการหลั่งสารเคมีที่ทำให้รู้สึกดี ๆ ในสมอง อันได้แก่ เซโรโทนิน อะดรีนาลีน และเอ็นดอร์ฟินส์ ซึ่งช่วยทำให้อารมณ์ดีขึ้น การออกกำลังเป็นประจำยังให้ประโยชน์อีกหลายอย่าง ตั้งแต่ลดความดันโลหิตไปจนถึงคลายความเครียด และไม่มีการสร้างพลังงานแบบไหนจะสมบูรณ์แบบได้ถ้าขาดสิ่งนี้ ฉะนั้น ถ้าคุณไม่ได้ออกกำลังกายเป็นประจำก็เริ่มต้นได้แล้ว และถ้าออกกำลังเป็นประจำอยู่แล้ว ลองเพิ่มความหนักและจำนวนวันขึ้นไปอีกหน่อย

สร้างชีวิตชีวาทางสังคม

เคล็ดลับสุขภาพ

 7.สร้างความรื่นรมย์ให้ผู้อื่น

          การเป็นคนกระตือรือร้นและสนุกสนานไม่ใช่สิ่งที่ติดตัวมาแต่กำเนิด แต่มันเป็นนิสัยที่สามารถสร้างขึ้นได้ นี่ไม่ได้หมายความถึงการเสแสร้งหรือการทำตัวเป็นคนบ้า แต่เป็นการทำให้สิ่งที่คุณทำได้อย่างเต็มที่มากขึ้น เช่น ทำให้คนหัวเราะจดจำคนอื่นให้ได้ ทำทุกอย่างให้มากกว่าที่ต้องทำ ลองทำแบบนี้สักสัปดาห์หนึ่งแล้วดูคนอื่นตอบสนองต่อคุณอย่างไร จากนั้น ดูว่าตัวคุณเองรู้สึกอย่างไรเมื่อหมดสัปดาห์นั้น ถ้าคุณพบว่าทนไม่ได้ก็กลับไปเป็นคนอารมณ์บูดเหมือนเดิมก็ได้

8.ชมการแสดงสด

          เลิกดูหนังตามโรง แล้วให้โอกาสตัวเองได้เพลิดเพลินกับการแสดงสดดูบ้าง ไม่ว่าจะเป็นการแสดงตลก ละคร ดนตรี ในการแสดงสด นักแสดงและคนดูจะสามารถส่งและรับอารมณ์ร่วมกัน ในแบบที่เปี่ยมพลังและเต็มไปด้วยความสดใหม่ ซึ่งจะหาไม่ได้ในการแสดงที่อัดเทปไว้ล่วงหน้า

กระตุ้นความสดใสทางอารมณ์

 9.ซึมซับกับงานศิลปะ

          ศิลปะมีพลังอันน่าทึ่ง ลองเลิกใช้สมองชั่วคราวแล้ว ปล่อยตัวปล่อยใจให้ซึมซับพลังจากงานศิลปะ ปล่อยให้สีรูปทรง และปัจจัยทางด้านอารมณ์ความรู้สึกต่าง ๆ ของศิลปะกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ของคุณ แล้วคุณจะรู้สึกว่าประสาทสัมผัสของคุณตื่นตัวขึ้น

 10.เสริมพลังทางการรับกลิ่น

          น้ำมันหอมระเหยสามารถทำให้คุณสงบมีสมาธิ และมีพลังวังชาได้ ด้วยการช่วยลดความเครียดและความเหนื่อยล้าทางอารมณ์ น้ำมันโรสแมรี่ จูนิเปอร์ คลารีเซจ และเปปเปอร์มินต์ มีผลในการทำให้ประสาทสัมผัสตื่นตัว ในขณะที่น้ำมันมะนาว ส้ม หรือเกรปฟรุต สร้างความสมดุลให้อารมณ์และกระตุ้นพลังวังชา เวลาเลือกผลิตภัณฑ์อะไรมาเธอราพี มองหาน้ำมันหอมระเหยบริสุทธิ์ที่ได้จากพืช ไม่ใช่น้ำหอม ซึ่งอาจเป็นสารเคมี

เติมพลังทางจิตวิญญาณ

เคล็ดลับสุขภาพ

11.แหวกความเคยชิน

          การทำทุกอย่างจนเป็นกิจวัตร ทำให้ตกอยู่ในหลุมพรางของความจำเจ น่าเบื่อ ลองพาตัวเองไปรู้จักสิ่งใหม่ ๆ ลองไปกินร้านอาหารใหม่ ๆ หรือฟังเพลง ที่ไม่เคยฟังมาก่อน เมื่อคุณปลดปล่อยตัวเองให้ได้ออกนอกลู่นอกทางซะบ้าง คุณจะรู้สึกมีชีวิตชีวาและเชื่อมโยงกับโลกโดยรวมมากขึ้น

12.สวดมนต์

          ไม่สำคัญว่าคุณจะนับถือศาสนาใด อำนาจของการสวดมนต์ผสมผสานกับการทำสมาธิ ไม่เพียงแต่ทำให้คุณมีช่วงเวลาแห่งความสงบ แต่ยังได้มุมมองใหม่ ๆ ของชีวิตด้วย

 13.จัดเวลาการดูทีวี
         
          อันตรายที่แท้จริงของทีวีก็คือ การปล่อยให้มันดึงเอาเวลาว่างในชีวิตของคุณไปจนหมด ฉะนั้น ทำตัวแบบเดียวกันกับนักช้อปผู้ชาญฉลาด ที่ทำรายการของที่จะซื้อล่วงหน้า และซื้อตามรายการนั้นโดยไม่เดินอ้อยอิ่งไปเรื่อย ๆ ลองตรวจโปรแกรมทีวีก่อน และดูว่าคุณอยากดูรายการอะไรบ้าง ยิ่งใคร่ครวญและจำกัดเวลาการดูทีวีของคุณมากเท่าไหร่ คุณก็จะได้ดูรายการที่อยากดูได้อย่างตั้งใจมากขึ้น และตัวคุณก็จะดีขึ้นตามไปด้วย

14.หยุดทำหลายอย่างพร้อมกัน

          ถ้าคุณไม่อยู่กับสิ่งที่คุณกำลังทำอย่างน้อย 80 เปอร์เซ็นต์ ก็เท่ากับว่าคุณทำให้ตัวเองต้องทำงานมากขึ้น และเมื่อคุณไม่ได้อยู่กับสิ่งที่ทำอย่างเต็มที่ คุณก็จะไม่ได้ความพึงพอใจกับมันมากพอ ฉะนั้น ทำทีละเรื่อง และคุณจะทำงานได้มากกว่าโดยยังมีพลังงานเหลือด้วย

 15.ใส่ความคิดสร้างสรรค์ให้ชีวิต

          คุณไม่จำเป็นต้องเป็นศิลปินผู้เก่งกาจ แต่ความสร้างสรรค์คือตัวตนของคุณเป็นบางสิ่งที่คุณเท่านั้น จะสามารถสร้างให้แก่โลกนี้ได้ มันเป็นส่วนผสมของจินตนาการ หัวใจและความฉลาดที่เกิดมาจากความเป็นคุณ ลองเริ่มต้นง่าย ๆ ด้วยการให้ของขวัญทำเองทำอาหารตามสูตรของตัวเอง หรือแต่งห้องใหม่

ขอขอบคุณข้อมูลจาก

เต้าหู้มากประโยชน์ แก้อ้วนได้ด้วย

เมื่อเอ่ยถึงเต้าหู้…คงจะนึกไปถึงอาหารมังสวิรัติเสียเป็นส่วนใหญ่ แต่อันที่จริงแล้วแม้ว่าจะไม่ได้เป็นมังสวิรัติก็ควรรับประทานเต้าหู้กันบ้างอย่างน้อยๆ สักอาทิตย์ละ 2 – 3 มื้อก็ยังดี

           เพราะว่าในเต้าหู้นั้นมีสารอาหารที่เป็นประโยชน์มากมาย เช่น วิตามินบี ธาตุเหล็ก แคลเซียม และกรดอะมิโน เรียกได้ว่าให้โปรตีนครบถ้วน แถมยังย่อยง่ายกว่าเนื้อสัตว์เสียอีก

           ส่วนสาว ๆ คนไหนที่กำลังควบคุมน้ำหนักอยู่ก็ขอแนะนำเลยนะ เพราะว่าเมื่อทานเต้าหู้เข้าไปแล้วคุณจะรู้สึกอิ่มนานขึ้น ทำให้ไม่อยากทานของจุกจิกระหว่างมื้ออาหาร

           ถ้าจะให้ดีควรเลือกทานเต้าหู้ที่มีเนื้อนิ่มจะดีกว่า เพราะว่ามีไขมันน้อยกว่าเต้าหู้แบบแข็ง แต่ว่าถึงจะมีไขมันก็เป็นไขมันแบบไม่มีคอเลสเตอรอลนะ

           เห็นมั้ยคะว่าเต้าหู้มีประโยชน์มากมายเลย เพราะฉะนั้นในมื้อต่อๆ ไป ก็อย่าลืมเมนูที่ทำจากเต้าหู้กันนะคะ

ขอบคุณสาระดีๆจาก ไอเอ็นเอ็น
21 พ.ย.

แบบฟอร์มกลางเพื่อใช้ในการประกันภัย

ด้วยปรากฏว่าแบบฟอร์มที่บริษัทประกันภัยต่าง ๆ ใช้อยู่ในปัจจุบันมีหลากหลาย ทำให้เกิดความสับสนในด้านเนื้อหาและรายละเอียดเป็นอย่างมาก แพทย์ส่วนใหญ่ไม่สามารถกรอกได้ครบถ้วน ดังนั้น แพทยสภาจึงเห็นควรให้กำหนดแบบฟอร์มกลางเพื่อใช้ในการประกันภัยต่าง ๆ  ให้แพทย์ได้กรอกรายละเอียดโดยมีรูปแบบเดียวกัน


ประกาศ::แบบฟอร์มกลางเพื่อใช้ในการประกันภัย
ที่มา/ผู้ประกาศ : แพทยสภา
วันที่ : 17 ก.ย. 2552
ประกาศแพทยสภา

ที่  130 / 2550

เรื่อง  แบบฟอร์มกลางเพื่อใช้ในการประกันภัย
…………………………………………………………..

            ด้วยปรากฏว่าแบบฟอร์มที่บริษัทประกันภัยต่าง ๆ ใช้อยู่ในปัจจุบันมีหลากหลาย ทำให้เกิดความสับสนในด้านเนื้อหาและรายละเอียดเป็นอย่างมาก แพทย์ส่วนใหญ่ไม่สามารถกรอกได้ครบถ้วน ดังนั้น แพทยสภาจึงเห็นควรให้กำหนดแบบฟอร์มกลางเพื่อใช้ในการประกันภัยต่าง ๆ  ให้แพทย์ได้กรอกรายละเอียดโดยมีรูปแบบเดียวกัน

            คณะกรรมการแพทยสภา ในการประชุมครั้งที่ 12/ 2550 วันที่ 13 ธันวาคม 2550 จึงมีมติให้ออกประกาศแพทยสภา เรื่อง แบบฟอร์มกลางเพื่อใช้ในการประกันภัย โดยกำหนดแบบฟอร์มกลางเพื่อใช้ในการประกันภัย เพื่อความสะดวกในการให้แพทย์กรอกรายละเอียดให้ผู้ป่วยใช้ในการเรียกร้องสิทธิของตนจากบริษัทประกัน 3 กรณี ดังนี้

1.      กรณีเรียกร้องค่าชดเชยการรักษาพยาบาลผู้ป่วยนอก (OPD) เนื่องจากอุบัติเหตุ
2.      กรณีต้องเข้ารับการรักษาพยาบาลผู้ป่วยใน (IPD) ใช้แบบฟอร์ม A,B

  • กรณีเกิดอุบัติเหตุใช้แบบฟอร์ม  A
  • กรณีเข้ารักษาพยาบาลและออกจากโรงพยาบาลใช้แบบฟอร์ม B

3.      กรณีเมื่อผู้ป่วยเสียชีวิต

ทั้งนี้แบบฟอร์มกลางเพื่อใช้ในการประกันภัยต่าง ๆ ให้เป็นไปตามเอกสารแนบท้ายประกาศ ฉบับนี้และให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 13 ธันวาคม 2550 เป็นต้นไป 
                     

ประกาศ ณ วันที่    28   ธันวาคม 2550
( นายแพทย์สมศักดิ์   โล่ห์เลขา)

ที่มา แพทยสภา

เทคนิคการดูแลรักษารถยนต์ ให้ดูดีและใหม่อยู่เสมอ

เทคนิคการดูแลรักษารถยนต์ให้ดูดีเสมอ และถนอมเครื่องยนต์อย่างถูกวิธี
เพื่อทะนุถนอมอายุการใช้งานรถของท่านให้ยืนยาว

1. เติมน้ำมันล้นถังไม่เป็นผลดี
     ในสภาพอากาศร้อนจัดอย่าเติมน้ำมันจนล้นถัง เพราะความร้อนจะทำให้เพิ่มความดัน มีผลทำให้น้ำมันขยายตัวลื่นไหลออกจากถังเกิดอันตราย สิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ

2. ลากเกียร์ทำให้คลัตช์เสียเร็ว
     การใช้เกียร์ควรทำให้เหมาะสมและถูกจังหวะ อย่าลากเกียร์บ่อย จะทำให้คลัทช์เสียเร็วและยางหมดอายุเร็วขึ้น

3. อย่าขับรถจนน้ำมันหมดถัง
    การขับรถจนน้ำหมดถัง จะทำให้เครื่องกรองน้ำมันมีโอกาสเสียได้มาก เนื่องจากตะกอนบางอย่างที่สะสมอยู่ในถังจะไปค้างที่เครื่องกรอง

4. อย่าใช้อิฐแทนแม่แรงรถ
    อิฐสร้างบ้านก้อนที่แข็งที่สุดยังสามารถแตกได้ อย่าใช้รองหรือหนุนรถแทนแม่แรงต่างหาก เพราะอาจทำให้เกิดอันตรายถึงชีวิตได้

5. ใช้แอลกอฮอล์ทำความสะอาดกระจก
    แอลกอฮอล์มีคุณสมบัติช่วยฆ่าเชื้อโรคและยังใช้ทำความสะอาดอุปกรณ์ที่เป็น แก้วหรือกระจกได้ กระจกรถของคุณที่มีคราบสกปรก จะถูกขจัดได้อย่างง่ายดายด้วยแอลกอฮอล์

6. สำรวจกระจกอย่าให้มีรอยร้าว
    รอยร้าวที่กระจกเพียงเล็กน้อย จะทำให้ขยายวงกว้างไปสู่การแตกใหญ่ได้ต้องหมั่นสำรวจอยู่เสมอ การเปิดแอร์เย็นจัดในขณะอากาศภายนอกร้อนจะทำให้กระจกหดตัวอย่างรวดเร็ว เป็นสาเหตุให้เกิดการแตกของกระจกได้

7. เครื่องเป่าผมก็มีประโยชน์
    รถที่สตาร์ทไม่ติดอันเนื่องมาจากปัญหาความชื้นลองใช้เครื่องเป่าผมเป่าความ ร้อนบริเวณเครื่องยนต์ที่คิดว่ามีความชื้นจนกว่าจะแห้ง แล้วลองสตาร์ทใหม่ดูอีกครั้ง

8. การควบคุมอารมณ์
    การขับรถจำเป็นที่จะต้องควบคุมอารมณ์ด้วยความอดทนยิ่งในสภาพรถติดแสนสาหัส แบบบ้านเรายิ่งต้องมีความจำเป็นอย่างยิ่ง โดยไม่สวมวิญญาณร้ายขณะขับรถ ไม่ใช้วาจาหยาบคาย และอย่าพยายามสั่งสอนบทเรียนต่อผู้อื่น

9. โกรธและหงุดหงิดอย่าขับรถเด็ดขาด
    อารมณ์โกรธและหงุดหงิด มีผลเสียอย่างยิ่งต่อการใช้รถใช้ถนน ความกดดันทางอารมณ์จะทำให้มีผลต่อเนื่องไปยังผู้ขับขี่รถคนอื่น และนำไปสู่การเกิดอุบัติเหตุครั้งร้ายแรงได้

10. อย่าตอบโต้กับผู้ขับขี่รายอื่น
    หากคุณอารมณ์เสียเนื่องจากผู้ขับขี่รถคันอื่น ต้องพยายามเก็บกดอารมณ์ไม่ตอบโต้ การตอบโต้จะทำให้เกิดผลร้ายต่อเนื่อง อย่างน้อยจะทำให้เราขาดสมาธิขาดการสังเกต สุดท้ายก็ลงเอยด้วยอุบัติเหตุ เป็นไปได้น่าจะจอดรถสงบสติอารมณ์สักครู่

11. หลีกเลี่ยงการเดินทางในสภาพอากาศเลวร้าย
    เรามั่นใจแค่ไหนในการขับขี่รถในสภาพอากาศที่เลวร้าย เช่น ฝนตกหนัก หมอกลงจัด ทางที่ดีควรจะงดการขับรถ หันไปใช้บริการของรถสาธารณะจะดีกว่า ทั้งนี้ต้องติดตามการพยากรณ์ของอุตุนิยมวิทยา

12. การปรับพวงมาลัย
    รถรุ่นใหม่สามารถปรับแกนพวงมาลัยให้เข้ากับสภาวะร่างกายของผู้ขับขี่ได้ อย่าปรับให้พวงมาลัยอยู่ในตำแหน่งที่มองแผงหน้าปัดยาก ล็อคแกนพวงมาลัยให้มั่นคงหลังจากปรับตำแหน่งจนได้ที่แล้ว ห้ามปรับพวงมาลัยในขณะรถเคลื่อนที่เด็ดขาด

13. เกียร์สูงสุด
    เป็นเกียร์ที่ใช้กับอัตราเร็วสูง แต่ให้กำลังน้อยที่สุดเราจะใช้เกียร์สูงสุดกับอัตราเร็วของรถยนต์ที่แตกต่าง กันได้มา คุณสามารถใช้แล่นด้วยความเร็วคงที่บนถนนทางตรง

14. อย่าให้ไฟดวงหนึ่งดวงใดขาด
    การใช้สัญญาณไฟจะทำให้รถคันอื่นที่ตามหลัง หรือสวนทางเข้าใจในเจตนาของเรา แต่หากไฟสัญญาณดวงหนึ่งดวงใดขาดไป จะทำให้เป็นอันตรายแก่การใช้รถใช้ถนน ควรตรวจสอบและหาฟิวส์ หรือไฟอะไหล่ไว้ในรถบ้าง

15. ไฟเตือนภัยมีความสำคัญ
    อย่าขับรถยนต์ออกไปเด็ดขาด กรณีที่มีการเตือนของไฟบนแผงหน้าปัดขึ้น เช่น ไฟเตือนความดันน้ำมันหล่อลื่น เพราะจะทำให้เครื่องยนต์เสียหายได้

16. กระพริบไฟหน้าแทนแตร
    การใช้ไฟสูง-ต่ำของไฟหน้า ทำให้เกิดการกระพริบสามารถเตือนผู้ขับขี่รายอื่นด้วย ที่คาดว่าจะไม่ได้ยินเสีสยแตรจากรถของเรา

17. อย่าปล่อยเกียร์ว่างให้รถเคลื่อนลงทางลาดเองไม่ถูกต้องการปล่อยให้รถไหลไปเองโดยไม่ใช้การขับเคลื่อนจะทำให้ควบคุมรถยนต์ยาก โดยเฉพาะพวงมาลัยและเบรคเกียร์จะเข้ายากขึ้นอีกด้วย

18. ลดเกียร์ไม่จำเป็นต้องไล่ตามลำดับ
    การลดลงเกียร์ต่ำไม่จำเป็นต้องไล่ตามลำดับ เช่น จากเกียร์ห้ามาเกียร์สาม จากเกียร์สามมาเกียร์หนึ่ง เช่นนี้ จะทำให้เรามีเวลามองถนน และจับพวงมาลัยได้นานขึ้น

19. ใกล้ทางแยกอย่าเปลี่ยนเลนกะทันหัน
    ต้องตัดสินใจให้ดีว่าคุณกำลังจะไปทางไหน ซ้าย-ขวา หรือตรง อย่าตัดเลนซ้ายมาขวา หรือขวามาซ้าย บริเวณใกล้ทางแยกจะทำให้เกิดอุบัติเหตุ หรือไม่ก็ถูกตำรวจจับแน่นอน

20. จะไม่มีการชนท้ายรถคนอื่นเด็ดขาดไม่ขับชิดคันหน้าเกินไปหรือกะระยะการทำงานของเบรคได้ถูกต้อง

21. สิ่งกีดขวางกลางถนนบังเอิญสิ่งกีดขวางอยู่ในช่องจราจรของเรา ตามหลักเราต้องให้รถยนต์วิ่งสวนทางมาผ่านไปก่อน กรณีสิ่งกีดขวางอยู่ฝังตรงข้ามอย่าผลีผลามเหยียบคันเร่งเลยไป เพราะรถคันสวนทางเราอาจไมยอมหยุดรถและหลบสิ่งกีดขวางออกมาในเลนของเราหน้าตาเฉย

22. สิ่งกีดขวางอยู่บนเนิน
    นับว่าเป็นเรื่องท้าทายให้ต้องเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษ การใช้เบรคจำเป็นอย่างยิ่งที่จะนำมาจัดการแก้ปัญหานี้

23. แซงรถที่กำลังวิ่ง
    ต้องเข้าใจว่ารถคันหน้าที่กำลังวิ่งด้วยความเร็วหนึ่งหากเราคิดจะแซง แน่นอนว่าความเร็วของรถเราต้องมากกว่า เมื่อหักลบกับความเร็วคันหน้าก็จะได้ระยะทางที่ต้องใช้ในการแซง นั่นก็คือ แซงรถกำลังวิ่งครั้งหนึ่งต้องใช้เวลามากกว่าปกติ ทางที่ดีไม่แน่ใจอย่าแซงจะดีกว่า

24. แซงระทางชัน
    หากเป็นรถที่บรรทุกของหนักและวิ่งช้ากว่าเรา การแซงจะใช้เวลาสั้นลงอย่างมาก แต่พึงระวังรถสวนเลนตรงข้าม ซึ่งจะวิ่งลงทางลาดด้วยความเร็วสูง

25. อย่าเร่งรถหากกำลังถูกแซง
    จะเป็นการผิดมารยาทอย่างยิ่ง หากรถของคุณที่กำลังถูกแซงเร่งเครื่องหนีด้วยความเร็วเพิ่มขึ้น เมื่อเห็นว่ารถคันขวาของคุณกำลังจะถูกแซง ต้องชะลอความเร็วรถของคุณ เพื่อให้รถของเขาแซงขึ้นไปได้อย่างรวดเร็ว

26. ขับรถขึ้นเขา
    กรณีขับรถขึ้นเขาหรือเนิน แน่นอนว่ารถของคุณต้องใช้กำลังเพิ่มมากขึ้น การขับต้องเปลี่ยนมาใช้เกียร์ต่ำกว่าเดิมเพื่อรักษาความเร็วของรถ การเปลี่ยนเกียร์ต้องเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว เพราะขณะที่เรายกเท้าออกจากคันเร่งแล้วเหยียบคลัตช์เปลี่ยนเกียร์

27. ขับรถลงทางลาด
    ขึ้นเนินใช้เกียร์ต่ำเพื่อรักษาความเร็วของรถ ลงทางลาดก็ต้องใช้เกียร์ต่ำ เพื่อลดอัตราเร็วของรถแทนการใช้เบรค เพราะหากใช้เบรคในทางลาดมากไป จะทำให้เบรคลื่นและจับไม่อยู่เนื่องจากมีความร้อนสูง

28. ออกตัวของรถขึ้นทางชัน
    ผู้ขับขี่มือใหม่มักมีปัญหาการออกตัวขึ้นเนินแล้วรถเคลื่อนที่ถอยหลัง ต้องฝึกให้มีความสามารถในการใช้คันเร่งคลัตช์และเบรคมือพร้อมกัน โดยใช้เท้าซ้ายกดแป้นคลัตช์ลง โยกคันเกียร์จากเกียร์ว่างไปยังเกียร์หนึ่ง ใช้เท้าขวากดแป้นคันเร่ง โดยกดให้มากกว่าการออกตัวบนพื้นระดับ และต้องกดอย่างสม่ำเสมอตามปริมาณชองความชัน

29. จดรถหันหน้าขึ้นเนิน
    หลีกเลี่ยงได้ควรหลีก แต่ถ้าจำเป็นต้องจอดให้ชิดขอบขวาทางด้านซ้ายมากที่สุด หมุนพวงมาลัยให้ล้อหันไปทางขวาป้องกันการเคลื่อนที่ถอยหลังเป็นเกียร์หนึ่ง และใช้เบรคมือให้มั่นคง

30. จอดรถหันหน้าลงเนิน
    หมุนพวงมาลัยไปทางซ้ายให้ล้อหันเข้าหาขอบทางเท้า ป้องกันไม่ให้รถเคลื่อนที่เดินหน้าใส่เกียร์ถอยหลังและเบรคมือไว้

31. ทางโค้งนะ
     ให้สังเกตป้ายจราจรว่า โค้งไปทางขวาหรือทางซ้าย การเข้าโค้งให้ใช้เบรคเท้าควบคุมความเร็วของรถ เลือกเกียร์ให้เหมาะสมใช้คันเร่งอย่างระมัดระวังและบังคับรถให้ชิดเส้นแบ่ง ถนนทางขวาไว้จนตลอดทางโค้ง

32. ระวังหลุดโค้ง
    ปรกติทางโค้งจะมีทั้งป้ายจราจรเตือนล่วงหน้าและมีเสาหลักปักตามระยะโค้ง แต่หากผู้ขับขี่ไม่ควบคุมความเร็วเข้าโค้งด้วยความโค้ง โค้งธรรมดาก็จะกลายเป็นโค้งหักศอกให้ได้รับอันตรายให้เห็นกันอยู่บ่อย ๆ

33. ความดันลมของยางสัมพันธ์กับพวงมาลัย
    ยางรถยนต์จะต้องมีความดันลมในปริมาณพอเหมาะไม่มากหรือน้อยเกินไปถ้ามากไปทำ ให้ยากสึกหรอ ไม่ยึดถนนและลื่นไถลทางโค้งแต่หากความดันลมยางน้อยไปจะทำให้ยางร้อนจัดยาง ไม่เกาะถนนและสึกหรอง่าย สังเกตว่าความดันลมยางน้อยไปเมื่อพวงมาลัยมีน้ำหนักเพิ่มขึ้น

34. เบรคบนทางโค้งอันตราย!
    ควรหลีกเลี่ยงการใช้เบรคบนถนนทางโค้ง เพราะจะทำให้รถยนต์เสียการทรงตัวและมีแนวโน้มลื่นไถลหลุดโค้งออกไป

35. รถใหญ่บังรถเล็ก
    รถใหญ่ที่วิ่งตามทางแยกอาจบังรถเล็กอีกคันที่กำลัง แซงขึ้นมา หากเราตัดสินใจเลี้ยวออกจากทางแยกแบบปัจจุบันทันด่วน โดยไม่ระวังให้ดี อาจเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงได้

36. ถอยหลังทางไหนหมุนพวงมาลัยทางนั้น
    การถอยหลังรถแรก ๆ อาจจะดูไม่ถนัด ต้องอาศัยประสบการณ์ โดยมีเคล็ดลับอยู่ว่าจะให้ส่วนท้ายของรถหันไปทางไหนก็หมุนพวงมาลัยไปทางนั้น ส่วนผู้ขับก็เอี้ยวตัวไปดูข้างหลังโดยมือถือพวงมาลัยมือหนึ่ง อีกมือพาดบนพนักพิงผู้โดยสาร

37. ข้อห้ามของการถอยหลัง
    อย่าใช้วิธีกลับรถโดยการถอยหลังจากถนนซอยสู่ถนนใหญ่ เมื่อไม่แน่ใจว่าปลอดภัย อย่าถอยหลังและอย่าถอยหลังเป็นระยะทางไกล ๆ โดยไม่จำเป็น

38. ไฟเขียวให้รีบไปแน่หรือ
    การขับรถบริเวณทางแยกที่มีไฟจราจรกำกับและเป็นไฟเขียวอยู่ ไม่ตะบี้ตะบันเหยียบคันเร่งให้ทันสัญญาณไฟ ควรสังเกตดูว่าไฟเขียวนั้นนานแค่ไหน แล้วสังเกตดูว่ารถจากถนนฝั่งหนึ่งมีแถวยาวเท่าใน และควรขับรถเว้นระยะกับรถคันหลังดูว่าหากเบรคกะทันหัน กรณีไม่ทันไฟเขียว แล้วคุณจะไม่ถูกชนท้าย

39. รีบร้อนไปไหนยังไฟแดงอยู่เลย
    ผู้ขับขี่หลายรายต้องเสียอกเสียใจทุกวันนี้ เพราะประสบอุบัติเหตุ เนื่องจากชอบออกรถในขณะที่สัญญาณไฟยังเป็นไฟแดงหรือเหลืองอยู่ โดยคาดเดาล่วงหน้าเกี่ยวกับการเปลี่ยนสัญญาณไฟจราจร ในขณะที่รถอีกฝั่งยังไฟแดงอาศัยลูกติดพันจากไฟเขียว ผลก็คือ ประสานงากันจังเบ้อเริ่ม เดือดร้อนกันทั่วหน้า

40. ถูกจี้ท้ายและเตือนด้วยไฟสูงต่ำ
    หลายคนคงเคยเจอนักเลงกลางถนน โดยขับขี่อยู่ ดี ๆ  ก็มีรถคันอื่นมาจี้ท้ายแถมใช้ไฟสูงต่ำยิงใส่ท้ายรถ อย่าตกใจและห้ามตอบโต้เด็ดขาด เพียงแต่ค่อย ๆ เปลี่ยนช่องจราจรไปทางซ้าย เพื่อให้เกิดช่องว่างให้รถคันหลังผ่านไปได้

41. กระจกหน้ารถต้องสะอาดอยู่เสมอ
    กระจกหน้ารถที่สะอาด เมื่อเวลาฝนตก ใบปัดน้ำฝนจะทำความสะอาดได้เร็วมากขึ้นมาก ควรลดอัตราเร็วลงหากอุปกรณ์ปัดน้ำฝนทำงานไม่ทันกับปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมา อย่างหนัก

42. ไม่แตะเบรคขณะรถลื่นไถล
    กรณีรถขาดการทรงตัว เมื่อเจอสภาพถนนมีน้ำมันเกลื่อนกลาดอย่าตกใจยกเท้าออกจากคันเร่งและหมุนพวง มาลัยไปในทิศทางเดียวกับทิศทางการลื่นไถลโดยห้ามแตะเบรคโดยเด็ดขาด เพราะจะทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปอีก

43. อย่าเพิ่งดับไฟขณะรุ่งสาง
    การรีบดับไฟเมื่อขับรถตอนรุ่งสางไม่เป็นผลดีต้องให้แน่ใจว่าคุณสามารถมอง เห็นถนนและผู้ขับขี่คันอื่นอย่างชัดเจนเสียก่อนจึงค่อยดับไฟ กรณีรถมีสีคล้ำ ดำ หรือน้ำเงิน ซึ่งไม่ค่อยสะท้อนแสงต้องเปิดไฟแต่เนิ่น ๆ เมื่อเริ่มจะมือและปิดไฟช้ากว่าคันอื่นเมื่อเวลารุ่งสาง

44. การใช้น้ำมันหล่อลื่น
    การเติมน้ำมันหล่อลื่นต้องรักษาปริมาณให้ถึงขีดกำหนดของรถเสมอ น้ำมันหล่อลื่นเป็นสารอันตรายต่อผิวหนัง ควรล้างมือทันทีและเก็บภาชนะบรรจุน้ำมันให้ห่างไกลจากมือเด็ก

45. รถเสียระวังเสียงรถ
    เมื่อรถคุณเกิดเสียกลางทางแล้วมีอาสาสมัครเสนอตัวให้ความช่วยเหลือ หากคุณไม่แน่ใจพฤติกรรมอย่าลงจากรถเด็ดขาด ให้ผู้ผ่านกระจกแล้วล็อคประตูไว้วานให้ช่วยไปโทรศัพท์หาผู้ที่คุณต้องการจะ ติดต่อด้วยจะดีที่สุด

46. อุปกรณ์พยาบาลที่ควรจะมีในรถ
    เพื่อความปลอดภัยเมื่อเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉน คุณควรมีสิ่งเหล่านี้ไว้ในรถ พลาสเตอร์, ผ้าพันแผล ขวดพลาสติคใส่น้ำสะอาดไว้ กรรไกร คีม ผ้าพันแผลแบบยืดหดได้ โคมไฟฟ้า เหรียญ(สำหรับโทรศัพท์)

47. เด็กเล็กก็ควรคาดเข็มขัด
    อุบัติเหตุหลายครั้งเด็กเล็กต้องเสียชีวิตหรือบาดเจ็บจำนวนมาก ในเมืองนอกได้ออกแบบที่นั่งเฉพาะสำหรับเด็กไว้อย่างมาตรฐาน โดยเฉพาะมีเข็มขัดนิรภัยให้เด็กคาดเข็มขัดด้วย สำหรับเมืองไทยที่ยังไม่มีที่นั่งเด็กแพร่หลาย ก็อาศัยพี่เลี้ยงหรือผู้โดยสารไปด้วยคอยดูแล อย่าปล่อยให้เด็กเป็นอิสระเด็ดขาด

48. ทำยังไงเมื่อกระจกหน้ารถแตกละเอียด
    อุบัติเหตุเช่นนี้เกิดขึ้นได้เมื่อรถแล่นด้วยความเร็วสูง ต้องควบคุมสติให้ได้ผ่นอคันเร่งหาที่จอดอย่าปลอดภัย หากระดาษหนังสือพิมพ์มาคลุมหน้าปัดรถและกระโปรงรถใกล้กระจกหน้าเพื่อป้องกัน ไม่ให้เศษกระจกปลิวเข้ามา แล้วจึงหาอะไรมาค่อย ๆ ทุบกระจกที่แตกค้างออก แล้วขับรถไปหาอู่ซ่อมโดยเร็ว

49. เบรคจม
    อุบัติเหตุบางครั้งเกิดจากการที่อยู่ดี ๆ คันเบรคก็จมซึ่งทำให้การหยุดรถทำได้ไม่ดีเท่าที่ควร เป็นเช่นนี้ให้ลดความเร็วลงค่อย ๆ ปั๊มเบรคสองสามครั้งเพื่อให้ความร้อนไปไล่ฟองอากาศและความชื้นจากนั้นจึง ค่อย  ๆ ขับไปด้วยควมเร็วเป็นปกติ

50. น้ำมันท่วม
    รถที่จอดนิ่งอยู่สตาร์ทหลายทีก็ไม่ติด แถมยังได้กลิ่นฉุนของน้ำมันแสดงว่าน้ำมันได้ท่วมคาร์บูเรเตอร์ แล้วควาคอยอย่างน้อยสิบนาที เพื่อให้น้ำมันระเหยแล้ว เริ่มติดเครื่องใหม่อีกครั้ง

51. อาการแบตเตอรี่หมด
    อีกกรณีที่สตาร์ทเครื่องรถไม่ติด แล้วไฟหน้ารถไม่สว่างให้สันนิษฐานได้ว่าแบตเตอรี่หมดให้ชาร์จใหม่ได้ทันที หากทำไม่เป็นก็ตามช่างหรือติดต่อศูนย์ที่คุณซื้อรถก็ได้

52. ความร้อนสูงผิดปกติ
    สังเกตุได้จาก เข็มชี้ระดับความร้อนที่หน้าปัดขึ้นสูงกว่าธรรมดา อย่าขับรถต่อไป เพราะจะทำให้รถได้รับความเสียหายร้ายแรงได้ ต้องหาที่ร่มจอดรถ เปิดฝากระโปรงทิ้วไว้รอจนกว่าเครื่องยนต์จะเย็นลงในระดับปรกติจึงค่อยเดิน ทางต่อไป กรณีที่เกิดจากน้ำมในหม้อน้ำพร่องไป ต้องรออย่างน้อย 10 นาทีถึงจะเปิดฝาหม้อน้ำเติมน้ำได้

53. เบรคเสียกะทันหัน
    เบรคที่ถูกใช้มากในบางกรณี อาจทำให้เสียหรือผ้าเบรคสึกมีผลให้รถเบรคไม่ค่อยอยู่ วิธีแก้ไขคือ ให้จอดรถชั่วคราวเพื่อให้เบรคพักการทำงานระยะหนึ่ง

54. หัดเปลี่ยนยางไว้บ้างก็ดี
    กรณีที่เราขับรถออกทางไกลที่เปลี่ยว ๆ ห่างจากปั๊มน้ำมันข้างทางแล้วเกิดยางรั่วยางแตก การเปลี่ยนยางอะไหล่ต้องใช้ความสามารถของตนเอง การศึกษาวิธีการเปลี่ยนจากคู่มือ และหัดลองเปลี่ยนขณะจอดรถอยู่ให้คล่อง มิฉะนั้นเมื่อเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินดังกล่าว มีหวังคุณได้นอนหง่าวอยู่ในรถคนเดียวทั้งคืนแน่

55. ฟิวส์ซองบุหรี่
    ระบบไฟฟ้าของรถใช้ฟิวส์เป็นตัวเชื่อมไฟ หากฟิวส์เกิดขาดกะทันหัน แก้ปัญหาได้โดยใช้กระดาษตะกั่วห่อซองบุหรี่หรือกระดาษห่อช็อกโกแล็ตมาหุ้ม ฟิวส์นั้นแล้วนำไปใช้ต่อฟิวส์นั้นก็จะทำงานได้ชั่วคราว

56. ยางโดนตะปูเจาะ
    ประการแรกให้เปลี่ยนยางอะไหล่ทันที ถ้าไม่มียางอะไหล่ สำรวจยางเส้นนั้นว่ามียางในหรือไม่ ประการสำคัญไม่ควรดึงตะปูออกก่อนจะทำให้เวลาขับเคลื่อนรถ ยางจะแตก ระเบิดได้ ควรขับออกไปช้า ๆ อย่างระมัดระวังประคับประคองให้ไปถึงอู่หรือปั๊ม ทำการปะให้เรียบร้อย

57. ตรวจสนิมรถด้วยแม่เหล็ก
    รถปัจจุบันส่วนใหญ่ตัวถังจะฉาบด้วยยากันสนิม ซึ่งเป็นฉนวน บริเวณที่กระเทาะแล้วเกิดสนิม จะทำให้เกิดแรงดึงดูดกับแม่เหล็ก

58. เรื่องของสีรถ
    หากสีรถเกิดถลอกและเป็นสนิม หรือมีปัญหาอื่น ๆ เกี่ยวกับสีรถไม่ควรลงมือแก้ไขเอง เช่น เช็ด ขูด ควรนำรถเข้าอู่ ให้ช่างที่มีความชำนาญดูแล มิฉะนั้นจะทำให้เกิดรอยด่างของสีรถได้

59. รถติดอย่าหยุดติดรถ
    ปัญหารถติดบ้านเราเลี่ยงกันไม่พ้น ขณะขับรถไปต่อคันที่หยุดข้างหน้าควรเว้นช่วงไว้ให้ห่างพอที่รถจะเคลื่อนตัว ไปซ้ายขวาได้ เป็นการเผื่อเอาไว้หากเกิดอุบัติเหตุรถชนท้ายด้านหน้ารถจะได้ไม่ถูกอัดก๊อ ปปี้เสียหายทั้งรถและชีวิต

60. ยางอะไหล่ต้องพร้อมเสมอ
    รถเกือบทุกคันก็มักมียางอะไหล่ติดไว้เสมอ อย่าลืมที่จะตรวจสอบสภาพของยางอะไหล่บ้าง เป็นต้นว่าลมยางต้องมีความดันมาตรฐานเสมอ ไม่อ่อนจนเกินไป เพราะหากเกิดฉุกเฉินขึ้นมา ยางอะไหล่รั่วหรือแตก สถานการณ์จะเลวร้ายไปกันใหญ่

61. กรวยเติมน้ำมันฉุกเฉิน
    น้ำมันแห้งสนิทกลางทาง ซื้อน้ำมันใส่แกลลอนมาแต่ดันลืมติดกรวยมาด้วย ไม่ยากเลย เพียงหาถ้วยใส่น้ำอัดลมพลาสติค ผ่าแล้วม้วนเป็นรูปกรวยมาเป็นที่เติม หรือใช้กระดาษทบกันหลาย ๆ ชั้น มาพับเป็นรูปกรวยก็ได้พอจะแก้ขัดไปครั้งหนึ่ง

 ข้อมูลจาก :  xtrailclub

12 เรื่องต้องรู้ดูแลรถ

          ถ้าคุณใช้รถยนต์ทุกวัน ให้แน่ใจว่าคุณเอาใจใส่ดูแลทุกเรื่องต่อไปนี้แล้ว เพื่อให้รถยนต์ของคุณพร้อมใช้งานเสมอ และไม่ต้องเสียให้ซ่อมบ่อย ๆ ด้วย

          1. เปลี่ยนน้ำมันเครื่องทุก ๆ 5,000 กิโลเมตร ถึงแม้ในคู่มือจะระบุไว้มากกว่านี้ ส่วนไส้กรองน้ำมันเครื่อง เปลี่ยนทุก ๆ 10,000 กิโลเมตร

          2. ตรวจดูระดับน้ำในหม้อน้ำบ่อย ๆ อย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง

          3. ตรวจดูลมยางให้ได้ความดันตามที่กำหนดในคู่มือ ตรวจดูบ่อยตามความจำเป็นในการเดินทางไกลหรือการบรรทุกน้ำหนัก ซึ่งจะกำหนดว่าน้ำหนักเท่าไรควรเติมความดันเท่าไร

          4. เปลี่ยนหัวเทียนทุก ๆ 15,000-20,000 กิโลเมตร

          5. ตรวจดูไส้กรองอากาศว่าสะอาดดีหรือเปล่า มีรูหรือไม่ เพราะถ้ามีรู แม้เท่าปลายดินสอ แล้วขับรถยนต์ไปในที่ที่มีฝุ่นมาก ๆ ฝุ่นจะเข้าไปทำให้เครื่องยนต์สึกหรอเร็วกว่ากำหนด

          6. ตรวจดูมาตรวัดต่าง ๆ ที่จำเป็น ว่ายังใช้งานได้ดีหรือไม่ เพราะสามารถบอกความผิดปกติของรถยนต์ได้เป็นอย่างดี

          7. ตรวจดูน้ำกลั่นในแบตเตอรี่ได้จากด้านข้างของหม้อแบตเตอรี่ โดยจะมีขีดกำหนดอยู่ 2 ขีดคือ ขีดบนและขีดล่าง อย่าให้ระดับน้ำกลั่นต่ำกว่าขีดล่าง เพราะจะทำให้แบตเตอรี่เสียได้ และอย่าเติมเกินกว่าขีดบน

          8. สังเกตเสียงที่เกิดขึ้นขณะใช้งาน เพราะจะเป็นตัวบอกเหตุให้เราได้รู้ว่ามีสิ่งใดในรถยนต์ของเราเกิดความเสียหาย ก่อนที่จะเสียมากขึ้น

          9. สังเกตพื้นที่จอดรถยนต์ว่ามีน้ำหรือน้ำมันเครื่องหยดลงมาเลอะพื้นหรือไม่ ดูด้วยว่าหยดลงในตำแหน่งใด เพราะจะบอกเราได้ว่าส่วนใดของรถที่เกิดการสึกหรอแล้วรั่วซึม

          10. เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเกียร์และน้ำมันเฟืองท้ายตามที่คู่มือกำหนดไว้

          11. ตรวจดูน้ำมันเบรกที่อยู่ในกระป๋องว่ายุบเร็วกว่าปกติหรือไม่ หากยุบเร็ว อาจเกิดการรั่วซึมที่ใดก็ได้

          12. ตรวจดูระบบไฟในรถยนต์ว่ายังใช้การได้ดีอยู่หรือไม่

  คลิกอ่านความคิดเห็นของเพื่อน ๆ ได้ที่นี่ค่ะ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก

สัญญาณเตือนโรคเหงือก

“ทำไมจึงจำเป็นต้องดูแลสุขภาพเหงือกเป็นพิเศษ?” 
คงเป็นคำถามที่หลายๆ คนอยากจะรู้ เพราะแค่การแปรงฟัน ดูแลฟันก็มีรายละเอียดที่มากมายเกินจะเข้าใจแล้ว แต่วจะได้รู้ว่าการดูแลสุขภาพเหงือกเป็นสิ่งที่จำเป็นแค่ไหน โดยเฉพาะ 5 สัญญาณที่จะก่อให้เกิดโรคเหงือกได้นั่น

ทพ. สมพงษ์ จารุวิจิตรรัตนา เล่าให้ฟังอย่างง่ายๆว่า แบคทีเรียมีการก่อตัวอย่างต่อเนื่องในช่องปาก โดยเฉพาะในบริเวณร่องเหงือก และบริเวณระหว่างเหงือกและฟัน ถ้าการก่อตัวของแบคทีเรียไม่ได้รับการดูแลก็อาจจะนำไปสู่ปัญหาสุขภาพเหงือกอักเสบระยะต้นก็จะลุกลามและจะเป็นอันตรายต่อเหงือกที่รอบตัวฟันได้ ส่งผลให้เหงือกไม่โอบหุ้มฟัน เกิดเป็นช่องว่างระหว่างเหงือกและฟัน เปิดโอกาสให้แบคทีเรียเข้าทำลายเนื้อเยื้อปริทันต์ และกระดูกฟันใต้เหงือกได้ลึกมากขึ้นอาการระยะนี้เรียกว่า “โรคปริทันต์”
เช็ก! อาการเหงือกอักเสบกันก่อน

          สำหรับคนที่สงสัย หรือไม่แน่ใจว่าตัวเองเป็นโรคเหงือกอักเสบหรือไม่ ลองดูอาการต่อไปนี้ แล้วเช็กดูว่าตรงกับคุณกี่ข้อ

           มีเลือดออกตามไรฟันขณะแปรงฟัน หรือใช้ไหมขัดฟัน ข้อนี้หลายคนคิดว่าเป็นเรื่องธรรมดา แต่จริง ๆ แล้ว หากมีเลือดออกตามไรฟัน แสดงว่าเหงือกเริ่มมีการอักเสบแล้ว หากไม่ได้รับการรักษาจะมีอาการอื่น ๆ ตามมา

           – เหงือกมีสีแดง ชมพูเข้ม แดงคล้ำ อาจบวม ดูเป็นมัน

           – รู้สึกเจ็บ และปวดเวลาสัมผัสเหงือก

           – มีกลิ่นปาก เพราะเศษอาหารจะไปตกค้างบริเวณที่เหงือกอักเสบบวม 

           – เหงือกจะเริ่มแยกตัวออกจากฟัน

           – รู้สึกว่าฟันตัวเองยาวขึ้น

           – เหงือกร่น 

           – มีหนองไหลออกมาจากร่องของเหงือก

           – ฟันเริ่มโยก เพราะมีการละลายของกระดูกที่รองรับฟัน และเหงือกเป็นหนอง หากใครมีอาการฟันโยก แสดงว่าเป็นโรคเหงือกในระยะที่เป็นมากแล้ว

อาจเกิดอาการเสียวฟันร่วมด้วยและอาจมีหนองออกตามร่องเหงือก ซึ่งอาการเหล่านี้อาจดูไม่รุนแรงแต่หากขาดการดูแลรักษาที่เหมาะสมจะลุกลามไปถึงภาวะการสูญเสียฟันได้ แถมความเสี่ยงสูงขึ้นต่อการเป็นโรคเหงือกจะเกิดกับผู้ที่ำกำลังตั้งครรภ์หรือผู้มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน หรือผู้ที่ได้รับการรักษาอาการอื่นๆ บางร่ายกายเป็นประจำ ซึ่งเมื่อใดที่เร่ิมรู้สึกว่ากำลังประสบกับภาวะอาการเหงือกอักเสบควรรีบพบทันตแพทย์ทันที

เหงือกอักเสบเกิดจากอะไรล่ะ

           1. การขาดการดูแลรักษาความสะอาดช่องปากอย่างถูกวิธี ไม่ขูดหินปูนเป็นเวลานาน ทำให้เกิดการสะสมของคราบจุลินทรีย์และหินปูน ซึ่งเป็นที่สะสมของเชื้อโรค 

           2. ยาบางชนิดหากรับประทานติดต่อกันเป็นเวลานานก็มีผลทำให้เกิดโรคเหงือกอักเสบได้ เช่น ยาเม็ดคุมกำเนิด ยาต้านอาการซึมเศร้า ยาระงับชัก และยาโรคหัวใจ

           3. การขาดสารอาหารบางประเภท เช่น แคลเซียม วิตามินบี วิตามินซี ก็อาจทำให้เกิดโรคเหงือกได้เช่นกัน

           4. โรคเบาหวาน ผู้ป่วยโรคเบาหวานจะมีโอกาสเสี่ยงเป็นโรคเหงือกอักเสบที่รุนแรงกว่าคนทั่วโลก โดยเฉพาะในกรณีหญิงตั้งครรภ์ที่เป็นโรคเบาหวาน

           5. พันธุกรรม มีข้อมูลระบุว่า ผู้ที่เป็นโรคเหงือกอักเสบ ร้อยละ 30 เกิดจากปัจจัยทางพันธุกรรม

           6. การสูบบุหรี่ รายงานการศึกษาทางระบาดวิทยาพบว่า ผู้ที่สูบบุหรี่มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคเหงือกอักเสบมากกว่าผู้ที่ไม่สูบบุหรี่ 4-6 เท่า นอกจากนี้ สารทาร์ในบุหรี่ยังเป็นตัวเร่งการเกิดคราบหินปูนในผู้ป่วยที่เป็นโรคชนิดรุนแรงมากถึงร้อยละ 60

เหงือกอักเสบร้ายแรงขนาดไหน

          หลายคนอาจคิดว่า แค่เหงือกบวม เหงือกอักเสบนิด ๆ หน่อย ๆ ไม่น่าจะเป็นอะไร แต่รู้ไหมคะ หากปล่อยให้เหงือกอักเสบไปนาน ๆ อาการเล็ก ๆ น้อย ๆ อาจจะรุนแรงมากขึ้น คือ ฟันจะยื่นยาวมากขึ้น ฟันโยก รู้สึกเจ็บเวลาเคี้ยวอาหาร เพราะเหงือก และกระดูกเบ้าฟันถูกทำลายจนต้องถอนทิ้ง หรือต้องทำการรักษาที่ยุ่งยากมากขึ้น เสียทั้งเงิน เสียทั้งเวลารักษา แถมยังเจ็บตัวมากกว่าเดิมอีกต่างหาก 


          แต่ว่าที่ร้ายแรงกว่านั้นยังมีอีกค่ะ เพราะมีผลวิจัยชี้ออกมาแล้วว่า ผู้ที่เป็นโรคเหงือกอักเสบจะมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจมากขึ้น หรือถ้าใครเป็นเบาหวานอยู่ก็ยิ่งจะยิ่งควบคุมน้ำตาลในเลือดได้ยาก ส่วนหญิงมีครรภ์ก็จะมีความเสี่ยงในการคลอดก่อนกำหนดได้ ฟังดูแล้ว เหงือกอักเสบ อันตรายกว่าที่คิดจริง ๆ



แล้วทำอย่างไรดีล่ะ เมื่อตัวเองเป็นเหงือกอักเสบ

          ไม่ยากเลย ถ้าเราพบอาการผิดปกติในช่องปากแม้เพียงเล็กน้อย ก็ควรไปพบทันตแพทย์ตั้งแต่ระยะแรก เพื่อขอคำแนะนำในการดูแลช่องปาก และเพื่อให้แพทย์แก้ไขปัญหาให้ โดยโรคนี้เป็นโรคที่ป้องกันได้ แต่รักษาไม่หายขาด ต้องมาพบแพทย์เป็นประจำ แต่เราก็สามารถดูแลตัวเองไม่ให้อาการรุนแรงขึ้นได้

ป้องกันเหงือกอักเสบด้วยตัวเอง

          แน่นอนค่ะว่า ต่อให้เราไปพบทันตแพทย์เพื่อรักษาโรคเหงือกอักเสบแล้ว แต่ถ้าเรายังไม่ปรับเปลี่ยนนิสัยการดูแลสุขภาพช่องปากของตัวเอง อาการเหงือกอักเสบก็จะย้อนกลับมาทำร้ายช่องปากเราได้อีก เพราะฉะนั้น จำวิธีป้องกันเหงือกอักเสบไว้เลยค่ะว่า อะไรที่ “ควรทำ” และอะไรที่ “ควรเลี่ยง”

ควรทำ

           ทำความสะอาดฟันอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง โดยแปรงฟันอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง ร่วมกับไหมขัดฟันวันละ 1 ครั้ง

           เลือกใช้แปรงที่มีขนแปรงอ่อนนุ่ม 

           พบทันตแพทย์ เพื่อตรวจสุขภาพปากและฟันทุก ๆ 6 เดือน 

ควรเลี่ยง

           หลีกเลี่ยงการอาหารที่มีความเป็นกรดสูง เพื่อถนอมฟัน แต่หากเลี่ยงไม่ได้ ให้ดื่มน้ำหลังรับประทานอาหารทุกครั้ง เพื่อลดกรดในช่องปาก 

           ไม่ควรแปรงฟันหลังทานอาหารทันที เนื่องจากผิวฟันยังอ่อนนุ่มอยู่ อาจทำให้ฟันสึกได้ ควรรออย่างน้อย 30 นาที

           ไม่ควรแปรงฟันนานเกินไป เพราะจะทำให้เหงือกเกิดการอักเสบได้ 

          อย่าลืมนะคะ สุขภาพภายในช่องปากเป็นสิ่งสำคัญมาก หากเราละเลย ไม่ดูแลมันให้ดี เกิดมีปัญหาขึ้นมา อาจถึงขั้นกินไม่ได้ นอนไม่หลับ เพราะเจ็บปวดกับการรักษาแน่ ๆ เราเตือนแล้วนะ

ที่มา M2F และ Kapook.com

กรมสุขภาพจิตเตือนระวัง ‘โรคเครียดการเมือง’

กรมสุขภาพจิตห่วงประชาชนเครียดกับการเมือง จนอาจส่งผลให้เกิดโรคเครียดทางการเมืองได้ แนะรับข้อมูลข่าวสารให้พอดี ไม่ควรติดตามต่อเนื่องเดิน 2 ชม. ลดการรับข่าวสารที่กระตุ้นให้เกิดอารมณ์โกรธ หาวิธีคลายเครียดทั้งออกกำลังกาย นั่งสมาธิ สวดมนต์


นพ.เจษฎา โชคดำรงสุข อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า ระหว่างรอฟังผลการพิจารณาของวุฒิสภาต่อร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ความตึงเครียดทางการเมืองย่อมเกิดขึ้น ซึ่งผลการพิจารณาจะออกมาเป็นเช่นไรนั้นย่อมมีคนที่พอใจและไม่พอใจอยู่แล้ว ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติ แต่ต้องยอมรับว่า กรณีที่เกิดขึ้นประชาชนต่างมีความตื่นตัวทางการเมืองมากขึ้น ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศ เราคงไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในอนาคต แต่เชื่อว่าประชาชนส่วนใหญ่ไม่ต้องการให้เกิดความรุนแรง

ทั้งนี้ การคาดการณ์ความรุนแรงที่จะเกิดขึ้นจะยิ่งทำให้เราวิตกกังวลและเครียด อาจส่งผลให้เกิดโรคเครียดทางการเมืองได้ (Political Stress Syndrome : PSS) โดยมีอาการ ดังนี้ อาการทางกาย ได้แก่ ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ ตึงบริเวณขมับ ต้นคอหรือตามแขนขา นอนไม่หลับ หลับ ๆ ตื่น ๆ หรือหลับแล้วตื่นกลางคืนไม่สามารถหลับต่อได้ ใจสั่น หัวใจเต้นเร็วผิดปกติ ทั้ง ๆ ที่อยู่ในสภาพปกติ หายใจไม่อิ่ม อึดอัดในช่องท้อง แน่นท้อง ปวดท้อง ชาตามร่างกาย อาการทางใจ ได้แก่ วิตกกังวล ครุ่นคิดอยู่ตลอดเวลา หงุดหงิดง่าย โกรธ ฉุนเฉียว ก้าวร้าว เบื่อหน่าย ท้อแท้ หมดหวัง สิ้นหวัง รู้สึกไม่มีทางออก สมาธิไม่ดี ฟุ้งซ่านหรือหมกมุ่นมากเกินไป และปัญหาพฤติกรรมและสัมพันธภาพกับผู้อื่น มีการโต้เถียงกันกับผู้อื่น หรือแม้แต่บุคคลในครอบครัว โดยใช้อารมณ์ตั้งแต่ปานกลางถึงรุนแรง โดยไม่สามารถยับยั้งตนเองได้ มีความคิดที่จะตอบโต้โดยใช้กำลังในการเอาชนะ มีการลงมือทำร้ายร่างกายเพื่อตอบโต้ มีการเอาชนะทางความคิดแม้กับคนที่เคยมีสัมพันธภาพที่ดีมาก่อน จนทำให้เกิดปัญหาด้านสัมพันธภาพ เกิดการใช้กำลังและความรุนแรงขึ้นได้ ซึ่งความเครียดลักษณะนี้สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกกลุ่ม ทั้งผู้ชุมนุม นักการเมือง ผู้ติดตามข่าวสาร และกลุ่มที่มีปัญหาสุขภาพจิต
สำหรับผู้ที่มีความเครียดรุนแรงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องลดอารมณ์รุนแรงนั้นลง ด้วยการปฏิบัติ ดังนี้
1. บริหารเวลาให้เหมาะสม โดยแบ่งเวลาในการติดตามข่าวสารบ้านเมือง การดูแลครอบครัว การทำงาน และการพักผ่อน สำหรับการติดตามข่าวสารไม่ควรติดตามต่อเนื่องนานเกิน 2 ชม. หรือ ควรติดตามจากคนใกล้ชิดแทน
2. ลดการรับข้อมูลข่าวสารจากสื่อที่กระตุ้นให้เกิดอารมณ์โกรธ เช่น สื่อที่ให้ข้อมูลด้านเดียวหรือสื่อที่มีภาพและเสียงที่เร้าให้เกิดอารมณ์รุนแรง เพราะจะยิ่งทำให้ มีความเครียดทางการเมืองและความเครียดสูง ควรรับรู้ข้อมูลข่าวสารจากสื่อที่สะท้อนความคิดที่หลากหลาย และมุ่งเน้นการหาทางออก
3. ควรมีวิธีการลดความเครียด เช่น การออกกำลังกาย สวดมนต์ ทำสมาธิ หายใจคลายเครียด ผ่อนคลายกล้ามเนื้อ เป็นต้น
สำหรับการช่วยเหลือสมาชิกในครอบครัวและเพื่อนในชุมชนหรือสถานที่ทำงานที่มีความเครียดทางการเมืองสูง ให้มีความสงบเพิ่มขึ้น ด้วยข้อปฏิบัติ รับฟัง ชื่นชม ห่วงใย ให้คำแนะนำ ดังรายละเอียดต่อไปนี้
1. รับฟัง การลดอารมณ์รุนแรงทางการเมืองไม่อาจกระทำได้ด้วยการโต้แย้งด้วยเหตุผล เนื่องจากแต่ละคนที่มีความเครียดทางการเมืองรุนแรงจะยึดถือในความเชื่อของตนเอง ดังนั้น การโต้แย้ง จึงไม่ช่วยสร้างความสงบ ขณะเดียวกัน การหลีกเลี่ยงไม่พูดคุย ก็ไม่ได้ช่วยลดอารมณ์ลง ทางที่ดีที่สุด คือ การรับฟัง ด้วยความเห็นใจว่าเขามีความเครียด โดยเข้าใจว่าการรับฟังจะช่วยให้คนเราสงบลง
2. ชื่นชม การที่มีความเครียดทางการเมืองรุนแรง ล้วนเริ่มต้นจากความรักในบ้านเมือง ความหวังดีต่อสังคม เพียงแต่ความขัดแย้งมาจากการให้ความสำคัญในประเด็นที่ต่างกัน ดังนั้นจึงควรแสดงความชื่นชมในประเด็นที่ดีของเขา ก็จะทำให้เกิดการยอมรับกัน และนำไปสู่ความไว้วางใจ และช่วยให้เขาอารมณ์เย็นลงได้
3. ห่วงใย คือ การแสดงความเป็นห่วงใยต่อสุขภาพและภาพพจน์ของผู้มีความเครียดทางการเมืองรุนแรง เพื่อช่วยให้เขากลับมามองตนเอง รวมทั้งเป็นห่วงตนเองและผลที่จะเกิดขึ้นกับคนใกล้ชิดด้วย
4. ให้คำแนะนำ เป็นสิ่งสำคัญที่สุด สำหรับผู้ทีมีความเครียดทางการเมืองรุนแรง แต่ควรมาลำดับท้ายสุด โดยให้คำแนะนำตาม 3 วิธีข้างต้น
ในระดับสังคมจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องลดอารมณ์ทางการเมืองที่รุนแรงในสังคมลงด้วยวิธีการต่าง ๆ ดังนี้ สื่อและผู้เกี่ยวข้องจะต้องลดการนำเสนอข่าวในส่วนที่สร้างความโกรธ ความเครียดของคู่ขัดแย้งและเพิ่มการเสนอข่าวของฝ่ายต่าง ๆ ที่นอกเหนือจากคู่ขัดแย้ง ข่าวที่ทำให้เข้าใจคนแต่ละฝ่ายที่ขัดแย้งกันและเสนอข่าวที่มุ่งเน้นการหาทางออก
เครือข่ายสังคมในอินเทอร์เน็ตควรลดความรุนแรงในการแสดงอารมณ์และความคิดเห็นการแสดงออกในสื่อใหม่เหล่านี้มีแนวโน้มที่จะขาดการควบคุมตนเองเนื่องจากไม่ต้องแสดงตน แต่จะส่งผลกระทบให้เกิดบรรยากาศของสังคมที่รุนแรงมากขึ้น ดังนั้น การสื่อสารในเครือข่าย Internet จึงควรเพิ่มความระมัดระวังในการออกความคิดเห็น ไม่ส่งต่อความคิดเห็นที่รุนแรงออกไป รวมทั้งช่วยกันตักเตือนการแสดงออกที่รุนแรง
ทุกคนสามารถช่วยให้สังคมไทยผ่านวิกฤติครั้งนี้ไปได้ ด้วยการแสดงออกอย่างสร้างสรรค์ แสดงเจตจำนงการให้แก้ไขความขัดแย้งโดยไม่ใช้ความรุนแรง ไม่สร้างความโกรธ ความเกลียดชัง ลดการเผชิญหน้า และร่วมกันหาทางออกให้กับประเทศ”
ทั้งนี้ กรมสุขภาพจิตพร้อมให้คำปรึกษาผ่านสายด่วนสุขภาพจิต 1323 ฟรี ตลอด 24 ชั่วโมง และหวังเป็นอย่างยิ่งว่า คำเตือนและข้อปฏิบัตินี้จะเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยให้ผู้คนในสังคมไทยกับมาดูแลใจตนเองและคนใกล้ชิด เพื่อบรรเทาวิกฤติ และสร้างความสุขให้กับสังคมไทยต่อไป.

ทำไมคนแก่ต้องหลังค่อม

ความจริงแล้ว อาการหลังค่อมมีโอกาสเกิดกับคนทุกเพศทุกวัย เพราะสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการลำตัวงอและไหล่ห่อมาข้างหน้ามากกว่าปรกติ หรือที่เราเรียกว่า หลังค่อม มีอยู่หลายสาเหตุด้วยกัน นักกายภาพบำบัดแบ่งสาเหตุของอาการผิดปรกติที่ว่านี้ไว้สี่อย่างด้วยกัน

สาเหตุแรก
เกิดจากความผิดปรกติของการเจริญเติบโตของกระดูกสันหลัง อาการหลังค่อมนี้จะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์ จึงพบได้ตั้งแต่วัยเด็ก โดยส่วนใหญ่จะมีอาการกระดูกสันหลังคดร่วมด้วย

สาเหตุที่ ๒
เกิดจากท่าทางการทำงานของคนที่ชอบยืน นั่งอยู่ในท่าหลังไหล่ห่อและตัวงอเป็นประจำ อาการนี้จะเกิดขึ้นในวัยรุ่นจนถึงผู้สูงอายุ

สาเหตุที่ ๓
เกิดจากอุบัติเหตุ เช่น ตกจากที่สูง มีอาการบาดเจ็บที่กระดูกสันหลัง ทำให้กระดูกหักยุบตัวมาข้างหน้า

สาเหตุสุดท้าย
เกิดจากอายุที่เพิ่มมากขึ้น หรือผู้หญิงหลังหมดประจำเดือนนาน ๆ จะเกิดภาวะกระดูกพรุนโดยเฉพาะที่กระดูกสันหลัง ส่งผลให้กระดูกยุบตัวลง เมื่อเกิดการกระแทกแรง ๆ อาการหลังค่อมก็จะเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ

ปรกติลำตัวของเราจะตั้งตรงได้ก็ต่อเมื่อมีเอ็นยึดข้อบริเวณกระดูกสันหลัง มีกล้ามเนื้อหลังและหน้าท้องพยุงและค้ำน้ำหนักเอาไว้ ในคนที่มีร่างกายปรกติ แรงกดจากน้ำหนักตัวจะผ่านกระดูกสันหลังพอดี แต่ถ้าคนที่มีกล้ามเนื้อหลังอ่อนแอกระดูกสันหลังยุบตัวมาด้านหน้า หรือชอบอยู่ในท่าห่อไหล่ หลังงอ แรงกดดังกล่าวก็จะเลื่อนมาข้างหน้ากระดูกสันหลัง ส่งผลให้หลังค่อย ๆ ค่อมลงมากขึ้น ๆ

คนที่มีอาการหลังค่อม เวลายืน เดิน หรือนั่งนาน ๆ จะมีอาการเมื่อยหลังไปจนถึงปวดหลัง เพราะแรงกดของน้ำหนักตัว

ที่เลื่อนมาอยู่ข้างหน้าจะทำให้เอ็นยึดข้อกระดูกสันหลังและกล้ามเนื้อหลังทำงานมากกว่าปรกติ ท่านอนที่เหมาะสำหรับคนหลังค่อมมาก ๆ คือ ท่านอนตะแคง มีหมอนข้างสอดอยู่ระหว่างขาทั้งสอง ส่วนคนที่หลังค่อมไม่มาก จะนอนหงายก็ได้แต่ต้องมีหมอนหนุนคอและใต้เข่า

ผู้ที่หลังค่อมจะมีโอกาสหายได้หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับสาเหตุและความรุนแรงของอาการ โดยจะต้องอยู่ในความดูแลและได้รับการรักษาอย่างถูกวิธีจากแพทย์

สำหรับผู้ที่หลังค่อมอันเนื่องมาจากกระดูกพรุน ก็ไม่จำเป็นต้องเสียเงินชื้อนมผงเสริมแคลเซียมราคาแพงมาดื่มแต่อย่างใดขอเพียงกินผักสีเขียวหรือปลาที่กินได้ทั้งก้าง เช่น ปลากะตักปลาเล็กปลาน้อย เป็นประจำ ร่างกายก็จะมีปริมาณแคลเซียมมากเพียงพอต่อการป้องกันไม่ให้เกิดอาการหลังค่อมในวัยชราได้

ที่มา : หนังสือ ๑๐๘ ซองคำถาม/

error: Content is protected !!