6 วิธีลดอาการเสียวจี๊ดที่ฟัน

6 วิธีลดอาการเสียวจี๊ดที่ฟัน

1.ใช้ยาสีฟันพิเศษ : ยาสีฟันที่มีสารโปแทสเซียมไนเตรต หรือสตรอนเทียม อะซิเตตผสมอยู่ จะช่วยบล็อกท่อฟันป้องกันไม่ให้เส้นประสาทถูกกระตุ้น จะช่วยบรรเทาอาการเสียวฟันได้ ยาสีฟันเหล่านี้อาจใช้เวลาหลายวัน หรือหลายสัปดาห์กว่าจะออกฤทธิ์ได้เต็มที่

2.ใช้แปรงสีฟันขนอ่อนนุ่มและแปรงฟันให้ถูกวิธี : การใช้แปรงสีฟันที่มีขนแปรงแข็งเกินไป อาจทำให้คอฟันสึกได้ และพยายามอย่าแปรงฟันแบบลากไปมาเป็นทางยาวในแนวหน้า-หลัง อาจมีส่วนทำให้ฟันสึกและเหงือกร่นเพิ่มขึ้น ควรขยับแปรงในระยะทางสั้น ๆ และปัดเข้าหาด้านบดเคี้ยวของฟัน ควรขอคำแนะนำจากทันตแพทย์เกี่ยวกับวิธีแปรงฟันให้ถูกวิธี

3.อย่าเคี้ยวของแข็ง : ควรตัดอาหารที่แข็งเป็นชิ้นเล็ก ๆ ก่อนรับประทาน อย่าใช้ฟันเคี้ยวเมล็ดพืชและผลไม้ที่แข็งเกินไป ระวังการเคี้ยวโดนก้อนกรวดหรือหินเม็ดเล็ก ๆ ที่ติดมากับข้าว การกัดของแข็งเหล่านี้อาจทำให้ฟันแตกหรือหักเป็นรอยร้าวขนาดเล็กได้

4.งดดื่มน้ำผลไม้รสเปรี้ยวและน้ำอัดลม : น้ำอัดลม น้ำส้มสายชู และน้ำผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว เช่น น้ำมะนาวมีฤทธิ์เป็นกรด หากบริโภคบ่อยและติดต่อกันนานเกินไป อาจทำให้เกิดการละลายตัวของเคลือบฟัน คนที่มีอาการเสียวฟันควรหลีกเลี่ยงน้ำและอาหารที่มีรสเปรี้ยว หากเผลอดื่มเข้าไปให้รีบบ้วนปากด้วยน้ำหลาย ๆ ครั้งทันที

5.ใช้ไหมขัดฟัน : ใช้ไหมขัดฟันเบา ๆ วันละครั้งก่อนนอน เพื่อลดคราบจุลินทรีย์ (Plaque) ที่ทำให้เกิดโรคปริทันต์อักเสบ

6.ปรึกษาทันตแพทย์ : อาการเสียวฟันจะเป็นสัญญาณเตือนภัยด่านแรก ที่ทำให้เรารู้ว่าฟันของเราเริ่มมีอาการผิดปกติ ถ้าทำ 5 วิธีข้างต้นแล้วอาการยังไม่ดีขึ้น แนะนำให้ปรึกษาทันตแพทย์ เพื่อพิจารณารักษาให้ถูกต้องตามต้นเหตุ เช่น การใช้ฟลูออไรด์ที่มีความเข้มข้นสูง การอุดฟัน การครอบฟัน และการรักษาโรคเหงือก เป็นต้น

ที่มา : เว็บไซต์ ASTV ผู้จัดการออนไลน์

แฮปปี้! ไม่มีวันหยุด คาถาควรจำ…ออฟฟิศไม่ใช่สภา

ดัชนีชี้วัดความสุขของคนไทย ณ ปัจจุบัน แม้จะไม่ทำงาน หรือยังไม่มีเวลาที่จะ “อัพเดท” รวบรวมตัวเลขในสถานการณ์เวลานี้ แต่อาจสามารถสรุปได้ว่า…

ความขัดแย้งในสังคมไทยรอบใหม่กำลังก่อตัวขึ้นทีละหน่อย ค่อยๆ สะสมและค่อนข้างสุ่มเสี่ยงที่จะส่งผลกระทบทำให้ความสงบสุขเรียบร้อยในบ้านเมืองถูกปล้นกลางแดดไปอีกครั้ง อย่างน่ากังวลที่สุด

คำถามที่ไม่เคยมีคำตอบให้รู้สึกมั่นใจและพึงพอใจได้เลยผุดขึ้นอีกหน

คนไทยจะอยู่ร่วมกันอย่างสันติ สามารถปรองดอง รู้รักสามัคคี…ได้หรือไม่ และอย่างไร??? รังสีอำมหิตที่เรียกว่า “ความขัดแย้งทางความคิด” ที่กำลังกำจายอยู่ในสังคมไทยวันนี้ จะปฏิเสธไม่ใส่ใจ หรือไม่สนใจคงยาก ตราบเท่าที่เรายังถือบัตรประชาชนคนไทย ฉะนั้น การรู้จักเรียนรู้หรือบริหารจัดการตนเองท่ามกลางความขัดแย้ง จึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้ามโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อการคิดต่าง เห็นต่าง รู้สึกต่างนั้นมีแนวโน้มจะสร้างแรงกระเพื่อมต่อความสุขในครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว พ่อแม่ลูก ปู่ย่าตายายลุงป้าน้าอา หรือครอบครัวที่เรียกว่าเพื่อนร่วมงานผู้ใต้บังคับบัญชา หัวหน้างาน ผู้บริหารบริษัทและองค์กร

ความเป็นครอบครัวตามวิถีไทย ที่ผู้น้อยต้องเคารพผู้ใหญ่ และภริยาต้องให้เกียรติสามี อาจจะเป็นตัว “กด” ความขัดแย้งทางความคิดให้อยู่ในระดับที่สร้างความเสียหาย หรือเป็นสาเหตุให้เกิดความแตกแยกกระทั่งมองหน้ากันไม่ได้ เพราะความรักเป็นพื้นฐานหล่อเลี้ยงจิตใจให้เกิดความอบอุ่นและสร้างความเข้าใจกันและกันได้อย่างดี

แต่ความขัดแย้งในองค์กรจากปัจจัยทางการเมืองนั้น ดูเหมือนว่า “ผู้บริหาร” จะเป็นคีย์แมน หรือหัวใจสำคัญที่จะลดอุณหภูมิความร้อนแรงหรือเพิ่มดีกรีความขัดอกขัดใจ อย่างปฏิเสธไม่รู้ไม่เกี่ยวไม่ได้ เพราะหากความขัดแย้งทางความคิดเกิดจากเม็ดงานในองค์กร หัวหน้างานสามารถแปลงวิกฤตเป็นโอกาส ด้วยการระดมสมองร่วมกันหาจุดลงตัวหรือสิ่งที่เหมาะสมที่สุดให้ได้ชิ้นงานที่น่าพอใจ หรือมีประสิทธิภาพ โดยมีเครื่องมือในการทดลองและทดสอบถูกผิดของแต่ละคนหรือแต่ละฝ่าย

ทว่า..ความขัดแย้งที่มีเรื่องของ “สี” และมุมมองทางการเมืองเป็นปัจจัยนั้น นับว่าท้าทายทั้งวิธีคิดและวิธีบริหารจัดการภายในองค์กรอย่างยิ่งเพราะปัญหานี้ความถูกผิด เป็นเรื่องความเชื่อ และความรู้สึกส่วนตัวล้วนๆ ไม่อาจจะมีเครื่องมือหรือใช้วิทยาศาสตร์ในการพิสูจน์ทราบ เหมือนคำกล่าวที่มักจะพูดในแวดวงการเมืองว่า “ไม่มีใบเสร็จ” ก็เอาผิดใครไม่ได้

ฉะนั้น..ในสถานการณ์ความร้อนแรงทางการเมืองที่สังคมไทยหนีไม่พ้น ตัดไม่ตายขายไม่ขาด การพยายามที่จะกำจัดความขัดแย้งเพื่อการดำรงอยู่ซึ่งความสุขไม่ว่าจะภายในครอบครัว หรือองค์กร หน่วยงานบริษัท ห้างร้าน ชุมชนต่างๆ เป็นสิ่งที่รู้ไว้ใช่แบกหาม

ทางเลือกของผู้บริหาร หรือเจ้าของบริษัทบางแห่งอาจจะติดป้าย “พื้นที่ปิดทางการเมือง” ไว้ภายในองค์กร เพื่อให้สถานที่ทำงานเป็นแฮปปี้เวิร์คเพลสตามเจตนารมณ์โดยปราศจากเงื่อนไข เหมือนวัดแห่งหนึ่งในจังหวัดพะเยา ติดป้ายไว้กลางวัดด้วยข้อความว่า “วัดไม่ใช่สภาฯ เวลามาทำบุญก็ไม่ควรคุยเรื่องการเมือง” เป็นการตัดปัญหา หรือเรียกว่ากดปัญหาไว้ก็แล้วแต่มุมมอง

แต่ยังมีทางเลือกที่น่าสนใจ ซึ่งเชื่อว่าหลายองค์กร โดยเฉพาะองค์กรสุขภาวะหรือแฮปปี้เวิร์คเพลสได้ดำเนินการอยู่เป็นนิจสินอยู่แล้ว นั่นคือ เดินตามสายกลางตามคำสั่งสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าในการอยู่ร่วมกัน ซึ่งมีผู้แปลและเรียบเรียงจากคำสอนบาลีสันสกฤตสรุปได้ 6 วิธีได้แก่

1.ตระหนักว่าเราอยู่ร่วมในสิ่งแวดล้อมเดียวกันเราอยู่ภายใต้หลังคาเดียวกัน

2.แลกเปลี่ยนสิ่งของ สิ่งที่จำเป็นอย่างเท่าเทียมกัน

3.เคารพกฎเกณฑ์ในการอยู่ร่วมกัน

4.การใช้วาจาแห่งความรักความเมตตา

5.การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นที่มีต่อกันและกัน

6.การยอมรับความคิดเห็นผู้อื่น การไม่บังคับข่มขูก่ให้ผู้อื่นคิดตามเรา และมีการตัดสินใจร่วมกัน

เชื่อได้ว่า แนวทางและหลักวิธีคิดเพื่อการสร้างองค์กรแห่งความสุขนั้น ตระหนักในหลักคำสั่งสอนข้างต้นได้ดีและชัดเจนอยู่แล้ว เพียงแต่กระแสและสถานการณ์บ้านเมืองที่ทุกคนกำลังรู้สึกถึงสิ่งแวดล้อมไม่พึงปราถนาเกิดขึ้นอีกครั้งและส่งแรงกระทบมาสร้างความปั่นป่วนในอารมณ์และความรู้สึกแตกต่างมากน้อยขึ้นอยู่กับระดับความสนใจในข่าวสารบ้านเมืองนั่นเองทำให้วิธีคิดและวิธีปฏิบัติตนที่เคยกระทำอยู่ทุกวันแบบมีสติ หรือเป็นเสมือนชีวิตประจำวัน “บิดเบี้ยว” ไปบ้าง

การท่องคาถา 6 ข้อดังกล่าวให้ขึ้นใจ เพื่อเป็นการเตือนใจอีกคำรบหนึ่ง จึงเป็นสิ่งที่ควรจะร่วมมือร่วมใจกัน “ลองดู” เพื่อคลี่คลายความแตกต่างทางความคิด หรือแยกแยะความขัดแย้งออกไปจากชีวิตประจำวัน เพื่อไม่ให้สร้างความเสียหายต่อองค์กร หรือส่งผลกระทบต่อประโยชน์โดยรวมของครอบครัวที่เรียกว่า องค์กรแห่งความสุข

ขอเพียงถามตัวเองว่า ทุกคนคือเพื่อน และเพื่อทุกคนได้ช่วยกันสร้างงาน จนสร้างเงิน สร้างมูลค่าทางชีวิตให้ดำรงอยู่ได้อย่างสุขสบายใช่หรือเปล่า? แล้วเราก็จะพบคำตอบได้ว่า .. สิ่งแวดล้อมที่เป็นพิษเป็นภัยจากความขัดแย้งทางการเมืองในวันนี้พรุ่งนี้เราสมควรจะปล่อยให้มัน “ฆ่า” ความสงบสุขของเราจนกู่ไม่กลับกระนั้นหรือ?

การยอมรับในความต่าง แต่ไม่ยอมให้ความต่างทำลายความสุขนั้น ต้องจัดการเอาให้อยู่ เพื่อสังคมสุขภาวะที่ยั่งยืนตลอดไป

นพ.ชาญวิทย์ วสันต์ธนารัตน์ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะองค์กร สสส. “เป็นประเด็นร้อนที่น่าสนใจ แต่ผมเชื่อว่าองค์กรแห่งความสุข หรือบริษัทที่ใช้หลักแฮปปี้เวิร์คเพลส มีวิธีการบริหารจัดการปัญหาความขัดแย้งทางความคิดทางการเมือง ภายในองค์กรได้ เริ่มจากหลักคิดว่า เราเป็นครอบครัวเดียวกัน หากปล่อยให้ความเห็นความรู้สึก ความชอบไม่ชอบส่วนตัวมาอยู่ตรงกลางระหว่างการเป็นสมาชิกภายในครอบครัวเดียวกัน ย่อมจะมีผลกระทบตามมา ดังนั้น หลักคือทำงานร่วมกัน อะไรที่จะทำให้งานมีปัญหา เราต้องช่วยกันขจัด”

ผมไม่แน่ใจว่า แต่ละบริษัท จะมีกฏกติกาหรือเปล่าว่า ไม่คุยเรื่องการเมืองในที่ทำงาน แต่ผมค่อนข้างเชื่อว่า ผู้บริหารองค์กรจะมีมติในการบริหารคนที่มีความหลากหลาย ด้วยวัฒนธรรมองค์กรของแต่ละแห่ง องค์กรที่มีความเข้มแข็ง เป้าหมายชัดย่อมมีประสบการณ์ในการควบคุมมิให้ความขัดแย้งภายนอกมากระทบเป็นความขัดแย้งภายใน

แฮปปี้ไมล์ด หรือการมีจิตใจที่มีความสุข จะส่งผลต่อประสิทธิภาพในการทำงาน พวกเรารู้กันอยู่ผุ้บริหารหรือพนักงานก็มีหน้าที่ที่จะหาทางให้ทุกคนมีความสุขอยู่แล้วไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

“เรามีวิถีแบบไทยๆ เพื่อนอาจจะคิดต่างแต่เราก็อยู่ในครอบครัวเดียวกัน ทำงานร่วมกันมาฝ่าฟันอุปสรรคช่วงวิกฤตน้ำท่วมมา มุมบวกเหล่านี้จะสลายความขัดแย้งได้ เพราะเป้าหมายของเราชัดเจนคือการทำงานอย่างมีความสุขนั่นเอง”

ที่มา : หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

ภัยจากอาหารปิ้งย่าง วันนี้มีวิธีป้องกัน

ปัจจุบันโลกมีการเปลี่ยนแปลงมากขึ้นด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย โลกกว้างใหญ่ถูกย่อไว้ด้วยคอมพิวเตอร์ การศึกษาหาความรู้ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ง่ายนิดเดียว เมื่อโลกมีการเปลี่ยนแปลงสิ่งที่ก้าวตามไปติดๆ คือ โรคภัยไข้เจ็บที่ต่างพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ การรู้ตัวแต่เนิ่นๆ เพื่อให้สามารถรักษาได้ทันท่วงทีจึงเป็นสิ่งที่เราต้องตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา

วันนี้ โรคมะเร็ง เป็นโรคร้ายอันดับหนึ่งที่คร่าชีวิตผู้คนไม่เว้นแต่ละวัน ปัจจุบันการดำเนินชีวิตของสังคมเมืองต้องสัมผัสมลภาวะที่เกิดจากการพัฒนาประเทศมากมายหลายรูปแบบ อีกทั้งคนส่วนใหญ่ขาดความเอาใจใส่ต่อสุขภาพตนเอง ขาดการออกกำลังกาย และทานอาหารไม่เลือก เหล่านี้ ล้วนเป็นสาเหตุที่ทำให้คนเป็นโรคมะเร็งเพิ่มขึ้น

อาหารมีส่วนสัมพันธ์กับการเกิดโรคมะเร็งได้ประมาณ 30-50% แต่ในขณะเดียวกัน อาหารประเภทพืชผัก ผลไม้ ธัญพืช เครื่องเทศต่างๆ ก็มีคุณสมบัติป้องกันมะเร็งได้เช่นกัน ดังนั้น การทานอาหารอย่างถูกต้องตามหลักโภชนาการ จึงเป็นหนทางหนึ่งที่ช่วยป้องกันโรคมะเร็งได้

วันนี้ขอย้ำว่า อาหารที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดมะเร็งนั้นคือ อาหารที่มีราขึ้น โดยเฉพาะราสีเขียว-สีเหลือง อาหารที่มีไขมันสูง อาหารที่มีรสเค็มจัด ส่วนไหม้เกรียมของอาหารปิ้ง ย่าง รมควัน และอาหารที่ถนอมด้วยเกลือดินประสิวในปริมาณมากๆ

สำหรับคนที่ชอบทานอาหารปิ้งย่างตามร้านอาหารนานาชาติหลากหลายแบรนด์ หรือตามร้านปิ้งย่างริมถนน วันนี้คอลัมน์ “มันมากับอาหาร” มีวิธีป้องกันมาฝาก

ควรนำเนื้อสัตว์มาหั่นส่วนที่เป็นไขมันออกก่อน นำไปต้มหรืออบให้สุกพอประมาณ แล้วจึงนำไปปิ้งหรือย่าง หรืออาจนำกระดาษฟอยล์มารองหรือห่อหุ้มเนื้อสัตว์เอาไว้เพื่อช่วยลดปริมาณไขมันที่อาจหยดลงไปในเตา พร้อมกับใช้ไฟเพียงอ่อนๆ หรือเลือกใช้เตาไฟฟ้าไร้ควัน เพราะจะควบคุมระดับความร้อนดีกว่าการใช้เตาถ่าน เนื่องจากสารก่อมะเร็งเกิดจากการเผาไหม้ของไขมันในเนื้อสัตว์ที่หยดลงไปโดนถ่านไฟ จนทำให้เกิดเป็นควันที่มีพิษเป็นสารก่อมะเร็งและลอยกลับขึ้นมาจับที่เนื้อสัตว์บนเตา

ที่สำคัญ ควรตัดส่วนที่ไหม้เกรียมออกก่อนนำมาทานจะสามารถช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งได้ และไม่ควรทานแต่เนื้อสัตว์ปิ้ง ย่างเพียงอย่างเดียว ควรทานผักแกล้มด้วย เช่น ผักกาด บร็อกโคลี กะหล่ำปลี เนื่องจากผักเหล่านี้อุดมไปด้วยสาร Sulforaphane ที่ช่วยป้องกันการถูกทำลายของดีเอ็นเอและสามารถช่วยลดความเสียหายของดีเอ็นเอในร่างกายได้

วิธีง่ายๆ เริ่มจากตัวเราเอง หัดเป็นคนช่างเลือก เลือกที่จะทานอาหารที่มีประโยชน์และหัดเป็นคนช่างสังเกต สังเกตว่าอาหารชนิดใดสามารถกินได้อย่างปลอดภัย เท่านี้ก็จะสามารถยืดอายุเรามากขึ้นกว่าเดิม….

ที่มา : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โลกยุคใหม่ทำคนห่างไกลเซ็กซ์

ทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยคอลเลจ ลอนดอน ประเทศอังกฤษ ทำการสำรวจชายหญิงชาวอังกฤษจำนวนกว่า 15,000 คน ในวัย 16-44 ปี พบว่า คนกลุ่มดังกล่าวมีเพศสัมพันธ์น้อยลง โดยทีมวิจัยระบุว่าสาเหตุหลักๆ เกิดจากความกังวลทางการเงินและสื่อสังคมออนไลน์ที่ดึงความสนใจของกลุ่มตัวอย่างไป

ผลสำรวจพฤติกรรมทางเพศครั้งล่าสุด ในปี 2555-2556 ตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารแลนเซ็ต แสดงให้เห็นว่าคนในยุคปัจจุบันมีกิจกรรมทางเพศลดลงเหลือไม่ถึง 5 ครั้งต่อเดือน น้อยลงกว่าที่เคยเป็นจากการสำรวจทัศนคติและพฤติกรรมทางเพศแห่งชาติ ที่เคยสำรวจเมื่อปี 2533-2534 และปี 2542-2544 ซึ่งพบว่าประชากรมีเพศสัมพันธ์มากกว่า 6 ครั้งต่อเดือน

ผลสำรวจครั้งล่าสุดพบว่าผู้ชายมีกิจกรรมทางเพศลดลงเหลือ 4.9 ครั้งต่อเดือน ขณะที่ผู้หญิงมีกิจกรรมราว 4.8 ครั้งต่อเดือน ขณะที่เด็กวัยรุ่นที่มีเซ็กซ์ก่อนวัย 16 ปี เพิ่มขึ้นเป็น 31 เปอร์เซ็นต์ เปรียบเทียบกับการสำรวจครั้งก่อนที่พบเพียง 29 เปอร์เซ็นต์ โดยผลสำรวจยังพบด้วยว่าคู่รักในวัย 16-44 ปีอาจใช้สื่อลามกออนไลน์ทดแทนกิจกรรมทางเพศจริงๆ อีกด้วย

นอกจากนี้ผลสำรวจยังพบว่า หญิง 42 เปอร์เซ็นต์ และชาย 60 เปอร์เซ็นต์ ในวัย 65-74 ปี เคยมีกิจกรรมทางเพศในช่วงปีที่ผ่านมา ขณะที่กลุ่มตัวอย่างวัยไม่เกิน 44 ปี ผู้ชายมีคู่รักเฉลี่ย 11.7 คน ขณะที่ผู้หญิงมีคู่รัก 7.7 คนตลอดช่วงชีวิต

ดอกเตอร์คาธ เมอร์เซอร์ หัวหน้าทีมวิจัย ระบุถึงผลสำรวจดังกล่าวว่า สาเหตุที่พบว่าประชากรมีกิจกรรมทางเพศลดลงเนื่องจากความกังวล ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงาน หรือเรื่องการเงิน นอกจากนั้นทีมวิจัยก็คิดด้วยว่าเทคโนโลยีในยุคปัจจุบันอาจอยู่เบื้องหลังปรากฏการณ์ดังกล่าว ซึ่งปัจจุบันแทบจะทุกคนที่มีแท็บเล็ต สมาร์ทโฟน ใช้ในการเล่นทวิตเตอร์ เฟซบุ๊ก ตอบอีเมล์ในห้องนอนได้

ที่มา : หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ

5 เหตุผลที่ “สามี” ควรเข้ามาช่วยภรรยาเลี้ยงลูก

เมื่อพูดถึงบทบาท “พ่อ” หรือ “สามี” เรามักจะคุ้นเคยกันดีกับภาพ “มนุษย์ทำงาน” ไม่ใช่ “มนุษย์เลี้ยงลูก” แต่เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนผ่าน ผู้ชายและผู้หญิงมีบทบาทที่เปลี่ยนแปลงไป จากเดิมที่ผู้ชายเป็นผู้นำครอบครัวก็เริ่มมีการปรับเปลี่ยนให้ผู้หญิงมีบทบาททัดเทียมกันทำให้ผู้ชายต้องแสดงบทบาทความเป็นพ่อในการดูแล และพัฒนาลูกไปพร้อมๆ กับคุณแม่ด้วย

ในโอกาสนี้ เพื่อให้คุณผู้ชายทั้งหลายเห็นคุณค่า และความสำคัญของบทบาทพ่อในการช่วยภรรยาเลี้ยงลูก จึงได้สรุปความสำคัญของบทบาท “พ่อ” ในฐานะผู้ช่วยมือหนึ่งของคุณแม่ออกเป็น 5เรื่อง หลัก ๆ ดังต่อไปนี้

1. ช่วยลดภาวะซึมเศร้าให้แม่หลังคลอด

การปล่อยให้คุณแม่เลี้ยงดูลูกแรกคลอดแต่เพียงลำพัง อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อสภาพจิตใจของคุณแม่ท่านนั้นได้โดยไม่รู้ตัว เพราะในช่วงหลังคลอด ระดับฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงประกอบกับความเหนื่อยล้าที่ต้องให้นม และดูแลลูกตลอด 24ชั่วโมง อาจทำให้คุณแม่จำนวนไม่น้อยเกิดภาวะซึมเศร้าหลังคลอดได้ ยิ่งไปกว่านั้น หากปล่อยให้แม่ที่มีภาวะดังกล่าวเลี้ยงดูลูกแรกเกิด มีงานวิจัยจาก University of Reading ระบุว่า เด็กอาจมีโอกาสป่วยด้วยโรคซึมเศร้าสูงตามไปด้วย ดังนั้นการมีคุณพ่อเข้ามาเป็นผู้ช่วย ไม่ว่าจะอุ้มลูก โอบกอด หรือนวดบำบัดความเมื่อยล้า เหล่านี้จะทำให้คุณแม่มีกำลังใจ และมีสุขภาพจิตที่ดี

2. ช่วยให้นมแม่ไหลออกมาได้ดี

ในช่วงระยะแรกหลังคลอด คุณแม่จะเหนื่อย และต้องปรับเวลาการให้นมลูกที่สมดุลซึ่งต้องการความช่วยเหลืออย่างมาก โดยเฉพาะความช่วยเหลือจากคุณพ่อในการช่วยดูแลลูก และแบ่งเบาภาระงานบ้านเพื่อให้คุณแม่มีเวลาให้นมลูกอย่างเต็มที่ เพราะถ้าหากพักผ่อนไม่เพียงพอ ประกอบกับมีภาวะเครียดด้วยแล้ว อาจส่งผลต่อกลไกการไหลของนมแม่ได้ เนื่องจากฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับการให้นม (โพรแลคติน และ ออกซีโทซิน) ถูกความเครียดมาขวางทางไว้ ทำให้ผลิตน้ำนมออกมาได้น้อย ทางที่ดีคุณพ่อควรเข้ามาช่วยแบ่งเบาภาระเพื่อให้คุณแม่ได้มีเวลาพัก และไม่เครียด หรือกังวลในการเลี้ยงลูก

3. เพิ่มความรักความผูกพันพ่อ-ลูก

มีผลงานวิจัยชี้ชัดว่า คุณพ่อที่ได้อุ้มลูกตั้งแต่ชั่วโมงแรกที่ลูกลืมตาดูโลก พร้อมทั้งกอดสัมผัสอย่างรักใคร่ทะนุถนอม หรือได้ช่วยคุณแม่เปลี่ยนผ้าอ้อม หรือแม้แต่จับนิ้วมือนิ้วเท้าลูกเล่น คุณพ่อคนนั้นจะมีความผูกพันกับลูกมากกว่าคุณพ่อที่พลาดโอกาสดังกล่าว ซึ่งอันที่จริงแล้วไม่ใช่แค่แม่ฝ่ายเดียวที่จะได้ใกล้ชิดลูกเพราะต้องดูแลลูกอ่อน คุณพ่อก็ทำได้เช่นกัน เพียงแต่ต้องให้เวลาและความใส่ใจมากขึ้นเท่านั้น

4. หมดห่วงเรื่องพ่อเลี้ยงใจร้าย

เมื่อสังคมเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคที่ร่ำรวยทางเทคโนโลยี และอยู่ในวงล้อของการแข่งขันที่ “เม็ดเงิน” และ “ปัญญา” คือ ตัวแปรสำคัญของความอยู่รอด ส่งผลให้คุณพ่อคุณแม่หลายท่านต้องทำงานหาเงินจนแทบไม่มีเวลาเลี้ยงดูลูก ทำให้ต้องพึ่งพี่เลี้ยงให้เข้ามาช่วยดูแลลูกแทน แต่หลายครั้งเรามักจะพบเห็นข่าวพี่เลี้ยงทุบตี หรือทำร้ายเด็กกันอยู่บ่อยๆ ซึ่งถือเป็นเหตุการณ์สะเทือนใจผู้เป็นพ่อแม่อย่างมาก ดังนั้น เพื่อลดปัญหาดังกล่าว คุณพ่อควรจัดสรรเวลามาช่วยคุณแม่เลี้ยงลูกบ้าง ถ้าไม่มีเวลาด้วยกันทั้งสองฝ่าย ควรมองหาคนที่ไว้ใจได้มาช่วยดูแลแทน เช่น พ่อแม่ หรือญาติพี่น้องในครอบครัว เป็นต้น

5. เป็นต้นแบบที่ดีให้แก่ลูก

พฤติกรรมของ “คุณพ่อ” มีส่วนสำคัญสำหรับลูกไม่แพ้คุณแม่ เนื่องจากเด็กจะมีการเรียนรู้ จดจำ หรือเลียนแบบทั้งทัศนคติ และการมองโลกของคุณพ่อ ซึ่งจะเป็นพื้นฐานให้ลูกเรียนรู้การแยกแยะความแตกต่างของคนแต่ละคนที่พบเจอในอนาคต เมื่อคุณพ่อเล่นกับลูก ลูกจะได้รับรู้ถึงบุคลิกที่อบอุ่นเข้มแข็ง แตกต่างจากคุณแม่ที่อ่อนหวานอ่อนโยนมากกว่า และเมื่อเด็กเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ภาพของคุณพ่อที่ดำเนินชีวิตครอบครัวอย่างมีความสุข เป็นหัวหน้าครอบครัวที่ดี มีการให้เกียรติ และช่วยเหลือคุณแม่ในการทำงานบ้านก็จะติดตาติดใจ ทำให้พวกเขาเติบโตเป็นพ่อแม่รุ่นใหม่ที่มีจิตสำนึก และดำเนินชีวิตครอบครัวไปในทิศทางที่ถูกต้อง

ถึงแม้จะมีระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการลาของข้าราชการ พ.ศ. 2555ข้อ 20ที่อนุญาตให้คุณพ่อลาไปช่วยภรรยาที่คลอดบุตรติดต่อกันได้ไม่เกิน 15วันทำการ ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 24ม.ค. 2555แต่ถ้าผู้ชายยังขาดจิตสำนึก และไม่เห็นความสำคัญของการเป็น “พ่อ” ก็คงยากที่สถาบันครอบครัวจะดำรงอยู่ต่อไปได้อย่างเข้มแข็ง

ที่มา : หนังสือพิมพ์ ASTVผู้จัดการรายวัน

3 สาร อันตรายจากอาหารปิ้ง

กรมอนามัย เปิดเผยต่อประชาชนว่า การกินอาหารปิ้งย่างหรือรมควันเป็นประจำจะเสี่ยงต่อการได้รับสารอันตราย 3 ชนิด ด้วยกันคือ สารไนโตรซามีน สารพัยโรลัยเซต สารพีเอเอช หรือสารกลุ่มโพลีไซคลิก อะโรมาติก ไฮโดรคาร์บอน

ดร.นพ.พรเทพ ศิริวนารังสรรค์  อธิบดีกรมอนามัย เปิดเผยว่า ประชาชนที่นิยมกินอาหารปิ้งย่างหรือรมควันเป็นประจำจะเสี่ยงต่อการได้รับสารอันตราย 3 ชนิด ได้แก่ สารไนโตรซามีน (nitrosamines) พบในปลาหมึกย่าง   ปลาทะเลย่าง และในเนื้อสัตว์ที่ใส่สารไนเตรท ประเภทแหนม ไส้กรอกเบคอน แฮม ที่มีสีแดงผิดปกติ ทำให้เสี่ยง  สารก่อมะเร็ง ทั้งมะเร็งตับ มะเร็งหลอดอาหาร สารพัยโรลัยเซต (Pyrolysates) พบมากในส่วนที่ไหม้เกรียมของอาหาร ปิ้ง ย่าง สารกลุ่มนี้บางชนิดมีฤทธิ์ร้ายแรงทางพันธุกรรมมากกว่าสารอะฟลาทอกซินตั้งแต่ 6-100 เท่า และ  สารพีเอเอช หรือสารกลุ่มโพลีไซคลิก อะโรมาติก ไฮโดรคาร์บอน (Polycyclic aromatic hydrocarbon) ซึ่งเป็นชนิดเดียวกับที่เกิดในควันไฟ  ไอเสียของเครื่องยนต์ ควันบุหรี่  และเตาเผาเชื้อเพลิงในโรงงานอุตสาหกรรม

โดยสารนี้จะพบในบริเวณที่ไหม้เกรียมของอาหารที่ปรุงด้วยการปิ้ง ย่าง หรือรมควัน ของเนื้อสัตว์ที่มีไขมันหรือมันเปลวติดอยู่ด้วย เช่น หมูย่างติดมัน เนื้อย่างติดมัน ไก่ย่างส่วนติดมัน เนื่องจากขณะปิ้งย่าง ไขมันหรือน้ำมันจะหยดไปบนเตาไฟ ทำให้เกิดการเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์ ก่อให้เกิดสารพีเอเอช ลอยขึ้นมาพร้อมเขม่าควันเกาะที่บริเวณผิวของอาหาร โดยสารนี้จะมีมากในบริเวณที่ไหม้เกรียมของอาหารปิ้ง ย่าง หากรับประทานเข้าไปเป็นประจำจะมีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็ง โดยเฉพาะมะเร็งตับ ซึ่งจากสถิติขององค์การอนามัยโลก (WHO) พบว่าในปี 2553 มีผู้ป่วยมะเร็งตับในประเทศไทย 23,410 ราย และเสียชีวิต 20,334 ราย คิดเป็นอัตราการเสียชีวิต 55 คนต่อวัน หรือ 2 คนต่อชั่วโมง

ดร.นพ.พรเทพ กล่าวว่า หากทำการปิ้ง ย่าง รับประทานเอง ควรเลือกเนื้อสัตว์เฉพาะส่วนหรือที่มีไขมันติดน้อยอยู่ที่สุด หรือควรตัดส่วนที่เป็นไขมันออกไปก่อน ก่อนปิ้งย่างจึงควรตัดส่วนที่เป็นมันออกไปก่อน เพื่อลดไขมันที่จะไปหยด ลงบนถ่าน ถ้าต้องปิ้งย่างบนเตาถ่านธรรมดา ควรใช้ถ่านที่อัดเป็นก้อน ไม่ควรใช้ถ่านป่นละเอียด หรืออาจใช้ฟืนที่เป็นไม้เนื้อแข็งเพราะการเผาไหม้จะเกิดขึ้นอย่างช้าๆ ที่สำคัญควรใช้ใบตองห่ออาหารก่อนจะทำการปิ้งย่าง เพื่อเป็นการลดปริมาณไขมันจากอาหารที่หยดลงไปบนถ่าน ซึ่งจะทำให้อาหารมีกลิ่นหอมใบตอง และหลังปิ้งย่างควรหั่นส่วนที่ไหม้เกรียมออกให้มากที่สุด

ที่มา : หนังสือพิมพ์พิมพ์ไทย

วิธีแก้ง่วงขณะขับรถ

แนะวิธีแก้ง่วง เมื่อขับรถทางไกล
      แพทย์แนะท่าบริหารผ่อนคลายกล้ามเนื้อหัวไหล่ตึงเครียดจากการขับรถติดต่อกันเป็นเวลานาน หากง่วงนอนให้ใช้ 7 ท่านวดหน้า ทำเองได้สะดวกหายง่วงผลพลอยได้หน้าตาเปล่งปลั่ง มูลนิธิหมอชาวบ้านมีคู่มือนวดตัวเองเพื่อผ่อนคลาย มีจำหน่ายตามร้านหนังสือชั้นนำ      

    พญ.เพ็ญนภา ทรัพย์เจริญ รองอธิบดีกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กล่าวว่า การขับรถเป็นระยะทางไกลหรือรถติดมาก จะรู้สึกปวดร้าวที่หัวไหล่ การแวะพักตามปั๊มน้ำมัน ตามที่พักริมทางเพื่อบริหารร่างกายเป็นวิธีหนึ่งในการผ่อนคลายกล้ามเนื้อ สามารถใช้ท่าฤาษีดัดตนนวดตัวเอง หรือใช้ 7 ท่านวดหน้าก็ได้ นวดแล้วจะรู้สึกว่าผิวหน้านุ่มนวลขึ้น หัวโปร่งโล่ง เบาสบาย ตาสว่าง หายง่วงนอน รู้สึกสดชื่น ถ้าเป็นไปได้ ควรทำวันละ 2 ครั้ง คือ ตอนเช้า ตอนเย็น หรือทำเมื่อต้องการผ่อนคลายกล้ามเนื้อ กรณีที่มือจับพวงมาลัยขับรถนาน ๆ จะรู้สึกร้าที่หัวไหล่ทั้ง 2 ข้าง ให้ใช้มือซ้ายจับไหล่ขวา ดึงหัวไหล่เข้าหาตัวเอง ทำสลับข้างไป-มา จะช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อไหล่      
       
 สำหรับ 7 ท่านวดหน้าประกอบด้วย
ท่าที่ 1 เสยผม ใช้นิ้วชี้ นิ้วกลาง นิ้วนางของมือทั้ง 2 ข้าง กดขอบกระบอกตาบนบริเวณคิ้วให้แน่นพอควร ค่อยๆ ดันนิ้วทั้งสามเลื่อนขึ้นไปบนศีรษะจนถึงท้ายทอยแบบเสยผม ทำ 10 – 20 ครั้ง

ท่าที่ 2 ทาแป้ง ใช้นิ้วกลางทั้ง 2 ข้าง กดตรงหัวตา(โคนสันจมูก) ให้แน่นพอสมควร ดันนิ้วขึ้นไปจนถึงหน้าฝากรวบปลายนิ้วทั้งหมดจรดกัน (เว้นนิ้วหัวแม่มือ) แล้วลูบให้แนบสนิทกับข้างแก้มลงไปยังด้านข้างคาง ทำ 10-20 ครั้ง

ท่าที่ 3 เช็ดปาก ใช้ฝ่ามือขวาทาบบนปาก ให้ฝ่ามือกดแน่นกับปากพอควร ลากมือไปทางขวาให้สุด นับเป็น 1 ครั้ง เปลี่ยนใช้มือซ้ายทาบปากแล้วทำแบบเดียวกันทำ 10-20 ครั้ง

ท่าที่ 4 เช็ดคาง ใช้หลังมือขวาทาบใต้คาง ให้หลังมือกดแน่นกับใต้คางพอสมควร แล้วลากมือจากทางซ้ายไปขวา นับเป็น 1 ครั้ง เปลี่ยนใช้มือซ้ายทำแบบเดียวกัน ทำ 10-20 ครั้ง

ท่าที่ 5 กด  ใต้คางใช้นิ้วหัวแม่มือทั้ง 2 ข้างกดใต้คาง ให้ปลายนิ้วตั้งฉากกับคาง ใช้แรงกดพอสมควร นาน 10 วินาที หรือนับ 1-10 อย่างช้าๆ เลื่อนจุดกดให้ทั่วใต้คางเฉพาะทางด้านหน้า ทำ 5-10 ครั้ง

ท่าที่ 6 ถูหน้าและหลังหู ใช้มือแต่ละข้างคีบหู โดยกลางนิ้วกลางและนิ้วชี้คีบอย่างหลวมๆ วางมือให้แนบสนิทกับแก้ม ถูขึ้นลงแรงๆ นับเป็น 1 ครั้ง ทำ 20-30 ครั้ง

ท่าที่ 7 ตบท้ายทอย ใช้ฝ่ามือปิดมือ (มือซ้ายปิดหูซ้าย มือขวาปิดหูขวา) ให้นิ้วมือทั้งหมดอยู่ตรงท้ายทอย และปลายนิ้วกลางจรดกัน กระดกนิ้วขึ้นให้มากที่สุด แล้วตบที่ท้ายทอยพร้อมกันทั้ง 2 มือด้วยความแรงพอควร ทำ 20 – 30 ครั้ง ท่านี้ไม่ต้องยกมือออกจากฝ่าหู เพราะทำให้การตบแรงพอควร ซึ่งอาจจะทำให้เกิดผลเสียได้

      สำหรับท่านวดหน้าทั้ง 7 ท่านี้ โครงการฟื้นฟูการนวดไทย มูลนิธิสาธารณสุขกับการพัฒนา มูลนิธิหมอชาวบ้าน ได้ทำออกมาเป็นหนังสือ มีภาพประกอบ ซึ่งง่ายต่อการทำตาม ผู้สนใจหาซื้อได้ตามร้านหนังสือชั้นนำทั่วไปหรือสอบถามที่มูลนิธิหมอชาวบ้าน โทร.02-278-1616

      พญ.เพ็ญนภา กล่าวด้วยว่า เมื่อจะต้องขับรถเป็นระยะทางไกล ๆ ต้องเตรียมพร้อมร่างกาย นอนหลับพัก อย่ากินอาหารอิ่มจัด หรือปล่อยให้หิวจนตาลาย เพราะมีผลต่อการขับขี่รถ

ที่มา www.linethaitravel.com

รู้ทันพนักงานเคลมประกันรถยนต์

ปัจจุบันเพื่อนๆ ผู้ใช้รถยนต์โดยทั่วๆไป ที่ทำประกันภัยรถยนต์ แล้วคงไม่อยากจะเจอ กับพนักงานเคลมของ บริษัทฯประกันภัย เป็นแน่แท้ เพราะถ้าเจอแล้วบางท่านที่ไม่มีประสบการณ์ตอนรถชนกัน อาจไม่ทราบเลยว่าจะต้องปฏิบัติตนอย่างไร จึงจะถูกต้องซึ่งผู้เขียนใคร่ ขออธิบายให้ท่านทราบ ถึงลักษณะของอุบัติเหตุ ตามอาชีพที่พวกเราเรียกเขาว่า พนักงานเคลม ก่อนว่าโดยทั่วๆไปแล้วคนในอาชีพเคลม
ปัจจุบันเพื่อนๆ ผู้ใช้รถยนต์โดยทั่วๆไป ที่ทำประกันภัยรถยนต์ แล้วคงไม่อยากจะเจอ กับพนักงานเคลมของ บริษัทฯประกันภัย เป็นแน่แท้ เพราะถ้าเจอแล้วบางท่านที่ไม่มีประสบการณ์ตอนรถชนกัน อาจไม่ทราบเลยว่าจะต้องปฏิบัติตนอย่างไร
จึงจะถูกต้องซึ่งผู้เขียนใคร่ ขออธิบายให้ท่านทราบ ถึงลักษณะของอุบัติเหตุ ตามอาชีพที่พวกเราเรียกเขาว่า พนักงานเคลม ก่อนว่าโดยทั่วๆไปแล้วคนในอาชีพเคลม

เขาแบ่งลักษณะการเกิดเหตุ ออกเป็นลักษณะใดบ้าง หลักๆดังนี้  1.เคลมแห้ง หมายถึง เคลมที่รถเกิดเหตุมานานแล้ว เพิ่งมาแจ้งเหตุ เช่น แผลขูดขีด เป็นต้น 2.เคลมสด  หมายถึง เคลมที่รถชนกันสดๆ และยังมีผู้เสียหายในเหตุการณ์รออยู่  3.เคลมเสียหายมาก หมายถึง เคลมที่จะเกิดขึ้นสดๆหรือเกิดขึ้นนานแล้ว แต่เสียหายมากเพิ่งมาแจ้งเหตุ เช่น รถเสียหายจนขับไม่ได้ นานมาแล้วเป็นอาทิตย์เพิ่งมาแจ้งเหตุ เป็นต้น

 ซึ่งในภาคธุรกิจประกันวินาศภัย ปัจจุบันมีทั้งบริษัทฯต่างชาติและบริษัทฯ ที่มีธุรกิจที่เอื้อประโยชน์กันเข้าแข่งขันในการครองตลาดรถอยู่มาก ผู้บริโภคจึงไม่อาจจะเลือก โดยเสรีทางความคิดได้หมด เพราะส่วนมากไฟแนซ์ก็เป็นผู้เกือบจะบังคับให้ตามโปรแกรมการขาย ซะเป็นส่วนมาก (ไม่รวมรถที่ซื้อเงินสด) จึงไม่รู้เลยว่า บริษัทประกันภัย ที่เขาเลือกให้เรานั้น ได้มาตราฐานหรือจัดให้ตามประโยชน์ที่ เซลขายรถหรือมารเก็ตติ้งของไฟแนนซ์ จะได้รับพนักงานเคลมมีหน้าที่ออก ตรวจสอบอุบัติเหตุ โดยเร็วที่สุดและบันทึก รายงาน ถ่ายภาพ ที่เกิดเหตุ รวบรวมพยานหลักฐานให้ครบถ้วนสมบรูณ์ที่สุด เพื่อเข้าเป็นรายงานแฟ้มอุบัติเหตุต่างๆ นี่ก็คือ หน้าที่หลักโดยทั่วไป ซึ่งจากสถิติการเกิดเหตุ โดยทั่วๆไปแล้ว เรื่องที่จะมีปัญหากับท่านผู้อ่านก็คือ แจ้งเคลมแห้ง เพราะในสัญญาประกันภัย ได้ระบุไว้ว่าหากเกิดเหตุไม่ทราบคู่กรณี ท่านก็จะต้องถูกเก็บค่าเงื่อนไขไม่ทราบคู่กรณี ยกเว้น เสียแต่ว่าท่านจะพิสูจน์ให้บริษัทฯประกันทราบว่า ท่านไม่ได้เป็นฝ่ายถูกละเมิด(ฝ่ายถูก)จากผู้อื่นแล้วไปเรียกเก็บ ค่าเสียหายเข้ากระเป๋าของตนซะเองไปแล้ว

 ฉะนั้นเวลารถฯของท่านเสียหายไม่ว่าจะมากหรือน้อยก็ตามท่านจะต้องโทรศัพท์ แจ้งเหตุไปที่บริษัทฯประกันในทันทีและต้อง ขอหมายเลขรับแจ้งและชื่อสกุลของพนักงานรับแจ้ง ไว้เป็นหลักฐานด้วยทุกครั้งเพราะพนักงานรับแจ้งเหตุ นั้นจะช่วยแนะนำท่าน ในสิ่งที่ท่านจะต้องทำต่อไปเช่น  ถูกชนแล้วหลบหนีไปต่อหน้าต่อตาจะทำอย่างไรทะเบียนรถที่ชนก็จำไม่ได้อีกซะเลย เป็นต้นพนักงานเคลม บางท่านจะนำประโยชน์ในสัญญาประกันภัย มาเก็บค่าเงื่อนไขท่านซึ่งหากท่านคิดว่าจ่ายไปด้วยความถูกต้องแล้วก็ควร ขอใบเสร็จรับเงิน จากบริษัทฯที่ท่านทำประกันไว้เป็นหลักฐานด้วยทุกครั้ง

 สิ่งสำคัญหากท่านขับรถชนกับรถคู่กรณีที่ไม่มีประกันภัยและรถของท่านเป็นฝ่ายถูกแล้ว ท่านควรตรวจสอบกลับไปที่บริษัทฯประกันภัย ที่ท่านทำประกันทุกครั้งว่าตามรายงานอุบัติเหตุรถของท่าน เป็นฝ่ายถูกจริงหรือ ไม่ควรคุยกับระดับหัวหน้างานของบริษัทฯ นั้นๆเพราะถ้าเป็นฝ่ายถูก ท่านจะได้รับส่วนลดประวัติดีในปีต่อไปครับ ธุรกิจประกันวินาศภัยในบ้านเรา(เมืองไทย) ยังคงต้องพัฒนายกระดับมาตราฐานขึ้นอีกมาก  พนักงานเคลมบางบริษัทฯมีจริงๆไม่กี่คน นอกนั้นจะต้องจ้างบริษัทเซอร์เวย์เยอร์ แปลเป็นไทยว่า บริษัท รับสำรวจภัย ซึ่งมีหน้าที่รับจ้างทำเคลมให้กับ บริษัทประกันภัยต่างๆ ที่ แจ้งเหตุเข้ามา ซึ่งบางบริษัท เซอร์เวย์เยอร์ ก็ไม่มีสาขา เรียกกันว่าเกิดเหตุ ที่จังหวัดนี้ก็ใช้บริการที่นี่ เป็นต้น ซึ่งเป็นอาจจะทำให้บริการไม่ทั่วถึง ในช่วงเวลาเร่งด่วนหรือในช่วงเทศกาล ซึ่งต่างกับ บริษัทประกันภัยที่มีสาขาหรือศูนย์บริการคลอบคลุม อยู่ทุกพื้นที่การให้บริการ จะทำให้ไปถึงที่เกิดเหตุึุได้รวดเร็วขึ้น

อีกเรื่องที่ถือว่าสำคัญก็คือ จรรยาบรรณ ในการประกอบวิชาชีพซึ่งรวมถึง เรื่องของความรู้ใน ข้อกฎหมายในคดีรถชนกัน และมารยาทความเอาใจใส่ในการบริการลูกค้าของพนักงาน เป็นต้น เรื่องพวกนี้ถือว่าเป็นสาระสำคัญในการประกอบธุรกิจของ บริษัทประกันภัยให้มีเชื่อเสียงได้ยาวนาน บริษัท เซอร์เวย์เยอร์ ต่างๆ บางบริษัทฯ มีมาตราฐานราคา ค่าสำรวจ ก็จะมาตราฐานไปด้วย แต่ปัจจุบันบริษัทประกันภัย บางบริษัทฯก็ต้องการลดต้นทุน หันไปใช้บริษัท เซอร์เวย์เยอร์ ที่ไม่มีมาตราฐานมาใช้งาน เพราะค่าบริการถูกแต่ลืมคิดถึงภาพลักษณ์ของบริษัทประกันภัยเอง เพราะเวลาที่ลูกค้าซื้อประกันส่วนมาก ก็จะเจอแต่เซลส์หรือตัวแทนขายประกัน ไม่เคยเจอพนักงานเคลมเลย จะมาเจออีกทีก็ตอนมีอุบัติเหตุหรือตอนแจ้งเคลมนี่หละ ซึ่งถ้าบริษัทฯประกันภัย ไหนมีมาตราฐานในการบริการที่ดี มาถึงที่เกิดเหตุเร็ว ก็คงจะเป็นเรื่องที่ดีกับพวกเราคนใช้รถ เคลมฉ้อฉลปัจจุบัน พวกเราคนใช้รถไม่เคยรู้เลย ว่าอุบัติเหตุจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่เมื่อเกิดขึ้นแล้ว (เบาๆ) ก็คงไม่ใช่เรื่องยากแต่ถ้าเกิดขึ้นหนักๆแล้ว ผู้ที่จะช่วยท่านได้มากที่สุด ก็คือพนักงานเคลมนั่นเอง เพราะอุบัติเหตุที่เสียหายมาก มีผู้คนบาดเจ็บ ล้มตาย มีคดีอาญาเกิดขึ้นความเสี่ยงจะเกิดขึ้นกับผู้ที่ขับขี่รถโดยประมาท ตามกฎหมายซึ่งบางบริษัทประกันฯ ก็ทำตรงไปตรงมาบางบริษัทประกันฯ ก็(อาจมี) วิ่งคดีหรือบางบริษัทประกันฯเชี่ยวชาญ มองเกมขาด ก็จะแนะนำให้ลูกค้า มีการบรรเทาผลคดี หรือช่วยเหลือคู่กรณีของตน ทางด้านมนุษย์ธรรมเป็นต้น

 เคลม ฉ้อฉล เกิดขึ้นได้กับพนักงานเคลม ที่เรียกหรือถูกฝ่ายตรงข้าม ท่านเสนอให้สินบน เพื่อเขาจะได้เป็นฝ่ายถูกหรือไม่ก็บวกเพิ่ม ค่ารักษาพยาบาล ค่าปลงศพ ฯลฯ เป็นต้น ซึ่งก่อนนัดจ่ายค่าสินไหมทดแทนต่างๆท่านควร ตรวจสอบกับผู้บริหารของ บริษัทประกันภัยให้ชัดเจนก่อนทุกครั้ง อย่าลืมโทรศัพท์เข้าไปสอบถามด้วยตนเองกับ ฝ่ายตรวจสอบของบริษัทประกันภัยหรือผู้จัดการสินไหมฯก็ได้ครับ ท่านจะได้รู้ว่าถูกใครเป็นผู้เอาเปรียบท่านกันแน่ บางครั้งบริษัทประกันฯ อาจเอาเปรียบท่าน ก็ควรเจรากันใหม่ ให้ยุติถ้าไม่ยุติหรือเห็นว่า ไม่ยุติธรรมก็ให้ติดต่อสายด่วน กรมการประกันภัยได้ ที่เบอร์ 1186 ครับ สุดท้ายนี้ ขออวยพรให้ท่านผู้อ่าน ขับขี่ ยวดยานพาหนะของท่าน ด้วยความระมัดระวัง เดินทางโดยปลอดภัย แล้วจะมาเขียนบทความ ให้ท่านอ่านใหม่ครับ

 เขาแบ่งลักษณะการเกิดเหตุ ออกเป็นลักษณะใดบ้าง หลักๆดังนี้  1.เคลมแห้ง หมายถึง เคลมที่รถเกิดเหตุมานานแล้ว เพิ่งมาแจ้งเหตุ เช่น แผลขูดขีด เป็นต้น 2.เคลมสด  หมายถึง เคลมที่รถชนกันสดๆ และยังมีผู้เสียหายในเหตุกราณ์รออยู่  3.เคลมเสียหายมาก หมายถึง เคลมที่จะเกิดขึ้นสดๆหรือเกิดขึ้นนานแล้ว แต่เสียหายมากเพิ่งมาแจ้งเหตุ เช่น รถเสียหายจนขับไม่ได้ นานมาแล้วเป็นอาทิตย์เพิ่งมาแจ้งเหตุ เป็นต้น

 ซึ่งในภาคธุรกิจประกันวินาศภัย ปัจจุบันมีทั้งบริษัทฯต่างชาติและบริษัทฯ ที่มีธุรกิจที่เอื้อประโยชน์กันเข้าแข่งขันในการครองตลาดรถอยู่มาก ผู้บริโภคจึงไม่อาจจะเลือก โดยเสรีทางความคิดได้หมด เพราะส่วนมากไฟแนซ์ก็เป็นผู้เกือบจะบังคับให้ตามโปรแกรมการขาย ซะเป็นส่วนมาก (ไม่รวมรถที่ซื้อเงินสด) จึงไม่รู้เลยว่า บริษัทประกันภัย ที่เขาเลือกให้เรานั้น ได้มาตราฐานหรือจัดให้ตามประโยชน์ที่ เซลขายรถหรือมารเก็ตติ้งของไฟแนนซ์ จะได้รับพนักงานเคลมมีหน้าที่ออก ตรวจสอบอุบัติเหตุ โดยเร็วที่สุดและบันทึก รายงาน ถ่ายภาพ ที่เกิดเหตุ รวบรวมพยานหลักฐานให้ครบถ้วนสมบรูณ์ที่สุด เพื่อเข้าเป็นรายงานแฟ้มอุบัติเหตุต่างๆ นี่ก็คือ หน้าที่หลักโดยทั่วไป ซึ่งจากสถิติการเกิดเหตุ โดยทั่วๆไปแล้ว เรื่องที่จะมีปัญหากับท่านผู้อ่านก็คือ แจ้งเคลมแห้ง เพราะในสัญญาประกันภัย ได้ระบุไว้ว่าหากเกิดเหตุไม่ทราบคู่กรณี ท่านก็จะต้องถูกเก็บค่าเงื่อนไขไม่ทราบคู่กรณี ยกเว้น เสียแต่ว่าท่านจะพิสูจน์ให้บริษัทฯประกันทราบว่า ท่านไม่ได้เป็นฝ่ายถูกละเมิด(ฝ่ายถูก)จากผู้อื่นแล้วไปเรียกเก็บ ค่าเสียหายเข้ากระเป๋าของตนซะเองไปแล้ว

 ฉะนั้นเวลารถฯของท่านเสียหายไม่ว่าจะมากหรือน้อยก็ตามท่านจะต้องโทรศัพท์ แจ้งเหตุไปที่บริษัทฯประกันในทันทีและต้อง ขอหมายเลขรับแจ้งและชื่อสกุลของพนักงานรับแจ้ง ไว้เป็นหลักฐานด้วยทุกครั้งเพราะพนักงานรับแจ้งเหตุ นั้นจะช่วยแนะนำท่าน ในสิ่งที่ท่านจะต้องทำต่อไปเช่น  ถูกชนแล้วหลบหนีไปต่อหน้าต่อตาจะทำอย่างไรทะเบียนรถที่ชนก็จำไม่ได้อีกซะเลย เป็นต้นพนักงานเคลม บางท่านจะนำประโยชน์ในสัญญาประกันภัย มาเก็บค่าเงื่อนไขท่านซึ่งหากท่านคิดว่าจ่ายไปด้วยความถูกต้องแล้วก็ควร ขอใบเสร็จรับเงิน จากบริษัทฯที่ท่านทำประกันไว้เป็นหลักฐานด้วยทุกครั้ง

 สิ่งสำคัญหากท่านขับรถชนกับรถคู่กรณีที่ไม่มีประกันภัยและรถของท่านเป็นฝ่ายถูกแล้ว ท่านควรตรวจสอบกลับไปที่บริษัทฯประกันภัย ที่ท่านทำประกันทุกครั้งว่าตามรายงานอุบัติเหตุรถของท่าน เป็นฝ่ายถูกจริงหรือ ไม่ควรคุยกับระดับหัวหน้างานของบริษัทฯ นั้นๆเพราะถ้าเป็นฝ่ายถูก ท่านจะได้รับส่วนลดประวัติดีในปีต่อไปครับ ธุรกิจประกันวินาศภัยในบ้านเรา(เมืองไทย) ยังคงต้องพัฒนายกระดับมาตราฐานขึ้นอีกมาก  พนักงานเคลมบางบริษัทฯมีจริงๆไม่กี่คน นอกนั้นจะต้องจ้างบริษัทเซอร์เวย์เยอร์ แปลเป็นไทยว่า บริษัท รับสำรวจภัย ซึ่งมีหน้าที่รับจ้างทำเคลมให้กับ บริษัทประกันภัยต่างๆ ที่ แจ้งเหตุเข้ามา ซึ่งบางบริษัท เซอร์เวย์เยอร์ ก็ไม่มีสาขา เรียกกันว่าเกิดเหตุ ที่จังหวัดนี้ก็ใช้บริการที่นี่ เป็นต้น ซึ่งเป็นอาจจะทำให้บริการไม่ทั่วถึง ในช่วงเวลาเร่งด่วนหรือในช่วงเทศกาล ซึ่งต่างกับ บริษัทประกันภัยที่มีสาขาหรือศูนย์บริการคลอบคลุม อยู่ทุกพื้นที่การให้บริการ จะทำให้ไปถึงที่เกิดเหตุึุได้รวดเร็วขึ้น

 อีกเรื่องที่ถือว่าสำคัญก็คือ จรรยาบรรณ ในการประกอบวิชาชีพซึ่งรวมถึง เรื่องของความรู้ใน ข้อกฎหมายในคดีรถชนกัน และมารยาทความเอาใจใส่ในการบริการลูกค้าของพนักงาน เป็นต้น เรื่องพวกนี้ถือว่าเป็นสาระสำคัญในการประกอบธุรกิจของ บริษัทประกันภัยให้มีเชื่อเสียงได้ยาวนาน บริษัท เซอร์เวยเยอร์ ต่างๆ บางบริษัทฯ มีมาตราฐานราคา ค่าสำรวจ ก็จะมาตราฐานไปด้วย แต่ปัจจุบันบริษัทประกันภัย บางบริษัทฯก็ต้องการลดต้นทุน หันไปใช้บริษัท เซอร์เวยเยอร์ ที่ไม่มีมาตราฐานมาใช้งาน เพราะค่าบริการถูกแต่ลืมคิดถึงภาพลักษณ์ของบริษัทประกันภัยเอง เพราะเวลาที่ลูกค้าซื้อประกันส่วนมาก ก็จะเจอแต่เซลหรือตัวแทนขายประกัน ไม่เคยเจอพนักงานเคลมเลย จะมาเจออีกทีก็ตอนมีอุบัติเหตุหรือตอนแจ้งเคลมนี่หละ ซึ่งถ้าบริษัทฯประกันภัย ไหนมีมาตราฐานในการบริการที่ดี มาถึงที่เกิดเหตุเร็ว ก็คงจะเป็นเรื่องที่ดีกับพวกเราคนใช้รถ เคลมฉ้อฉลปัจจุบัน พวกเราคนใช้รถไม่เคยรู้เลย ว่าอุบัติเหตุจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่เมื่อเกิดขึ้นแล้ว (เบาๆ) ก็คงไม่ใช่เรื่องยากแต่ถ้าเกิดขึ้นหนักๆแล้ว ผู้ที่จะช่วยท่านได้มากที่สุด ก็คือพนักงานเคลมนั่นเอง เพราะอุบัติเหตุที่เสียหายมาก มีผู้คนบาดเจ็บ ล้มตาย มีคดีอาญาเกิดขึ้นความเสี่ยงจะเกิดขึ้นกับผู้ที่ขับขี่รถโดยประมาท ตามกฎหมายซึ่งบางบริษัทประกันฯ ก็ทำตรงไปตรงมาบางบริษัทประกันฯ ก็(อาจมี) วิ่งคดีหรือบางบริษัทประกันฯเชี่ยวชาญ มองเกมขาด ก็จะแนะนำให้ลูกค้า มีการบรรเทาผลคดี หรือช่วยเหลือคู่กรณีของตน ทางด้านมนุษย์ธรรมเป็นต้น

 เคลม ฉ้อฉล เกิดขึ้นได้กับพนักงานเคลม ที่เรียกหรือถูกฝ่ายตรงข้าม ท่านเสนอให้สินบน เพื่อเขาจะได้เป็นฝ่ายถูกหรือไม่ก็บวกเพิ่ม ค่ารักษาพยาบาล ค่าปลงศพ ฯลฯ เป็นต้น ซึ่งก่อนนัดจ่ายค่าสินไหมทดแทนต่างๆท่านควร ตรวจสอบกับผู้บริหารของ บริษัทประกันภัยให้ชัดเจนก่อนทุกครั้ง อย่าลืมโทรศัพท์เข้าไปสอบถามด้วยตนเองกับ ฝ่ายตรวจสอบของบริษัทประกันภัยหรือผู้จัดการสินไหมฯก็ได้ครับ ท่านจะได้รู้ว่าถูกใครเป็นผู้เอาเปรียบท่านกันแน่ บางครั้งบริษัทประกันฯ อาจเอาเปรียบท่าน ก็ควรเจรากันใหม่ ให้ยุติถ้าไม่ยุติหรือเห็นว่า ไม่ยุติธรรมก็ให้ติดต่อสายด่วน กรมการประกันภัยได้ ที่เบอร์ 1186 ครับ สุดท้ายนี้ ขออวยพรให้ท่านผู้อ่าน ขับขี่ ยวดยานพาหนะของท่าน ด้วยความระมัดระวัง เดินทางโดยปลอดภัย แล้วจะมาเขียนบทความ ให้ท่านอ่านใหม่ครับ

ขอบคุณสาระดีๆจาก carcover2you.com

ยาแก้ปวดละลายน้ำ ต้นเหตุโรคหัวใจวาย


นักวิจัยมูลนิธิหัวใจแห่งสหราชอาณาจักรเผยข้อมูลผลการศึกษาการบริโภคยารักษาโรค ซึ่งเป็นยาแก้ปวดประเภทพาราเซตามอล แอสไพรินที่ละลายน้ำแล้วเกิดฟองขึ้นมา โดยแพทย์เตือนว่าการบริโภคยาดังกล่าวมากเกินไปอาจทำให้เพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจวายและภาวะหัวใจล้มเหลวได้
เนื่องจากในตัวยามีปริมาณเกลือโซเดียมมากกว่าที่ร่างกายต้องการ ทั้งนี้ แพทย์ได้ศึกษาข้อมูลผู้ป่วยกว่า 1.2ล้านคนในสหราชอาณาจักร พบว่าผู้ที่รับประทานยาแก้ปวดชนิดละลายน้ำมีโอการเสี่ยงต่อโรคความดันโลหิตสูงมากถึง 7เท่า ของผู้ที่ไม่ได้รับประทานยา

ที่มา M2F


กินยาแปลกๆ แบบนี้ดีจริงหรือ?

จากประสบการณ์ในการจ่ายยาให้ผู้ป่วย ซึ่งปกติดิฉันจะแนะนำการกินยา เวลาในการใช้ยา การใช้ยา เทคนิคพิเศษในการใช้ยาบางประเภท ความต่อเนื่องในการใช้ยา และเรื่องโรคที่เขาเป็นอยู่แล้ว แต่สิ่งที่ดิฉันเริ่มคิดว่าขาดไม่ได้อีกประการคือ การระมัดระวังไม่ให้ใช้ยาแบบพิสดารเกินกว่าที่แนะนำ เนื่องจากพบว่ามีหลายรายมีวิธีกินยาแบบประหลาดๆ ซึ่งหลายๆ ครั้งเป็นเพียงความเชื่อผิดๆ แต่ทำให้ได้รับผลข้างเคียงรุนแรงจากการใช้ยาแบบแปลกๆ เหล่านั้น
ตัวอย่างเช่น

     • กินยากับน้ำอัดลม หรือน้ำที่ผสมแก๊ส เพราะเชื่อว่ายาจะได้แตกตัวเร็วขึ้น หายจากโรคหรืออาการที่เป็นอยู่เร็วขึ้น

     • ผสมยากับเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ เช่น เหล้า เบียร์ ไวน์ เพราะเชื่อว่าการทำเช่นนี้เหมือนกับการทำยาดองเหล้าคือ น่าจะช่วยให้ยาออกฤทธิ์ได้ดีขึ้น แรงขึ้น

     • กินยาพร้อมอาหาร บางคนกลืนยายากเลยใช้วิธีกินยาพร้อมอาหาร โดยเคี้ยวอาหารให้ละเอียดก่อนแล้วเอาเม็ดยาวางลงไปแล้วกลืนไปพร้อมอาหารคำนั้นๆ

     • บดยา หรือเคี้ยวยา วิธีนี้พบได้บ่อยมาก เพราะส่วนใหญ่ทำไปเพราะให้ยาแตกตัวและดูดซึมได้เร็วขึ้น บางรายก็ทำไปเพื่อให้กินยาได้ง่ายขึ้น

     • หักยา พบได้บ้างกรณีที่ยายาเม็ดใหญ่มากๆ โดยมักจะบอกว่าถ้าไม่หักก็กินลำบาก

     • ละลายยาแล้วกิน เหตุผลคล้ายกับวิธีอื่นๆ คือต้องการให้ยาออกฤทธิ์เร็วขึ้น หรือให้กลืนได้ง่าย

     • ถอดปลอกแคปซูลยาออก ก่อนกิน บางคนกลืนแคปซูลแล้วติดคอ บางคนก็กลัวว่าถ้าแคปซูลไม่ละลายแล้วยาจะออกมาได้อย่างไร ก็เลยถอดปลอกแคปซูลออกผสมน้ำดื่ม บ้างก็คิดไปเองว่ายาจะออกฤทธิ์ช้าเลยจัดการถอดปลอกออกก่อนแล้วกินผงยาแทน

     • เจาะเปลือกแคปซูลแล้วบีบยาที่เป็นน้ำภายในออกมากิน อันนี้พบได้บ้าง ส่วนใหญ่คือต้องการให้ยาออกฤทธิ์ได้เร็วขึ้น

     • ใช้ฟันกัดเม็ดยา เพราะต้องการความรวดเร็ว จึงใช้ฟันกัด

     วิธีกินยาต่างๆ ที่เล่าไปข้างต้นนั้นก็ไม่ใช่วิธีที่ผิดเสมอไปหรอกนะคะ เนื่องจากยาบางตัวก็สามารถบดเคี้ยวได้ แต่ยาบางตัวห้ามเลย ดังนั้นบทความสั้นๆ นี้ก็เพียงแต่จะย้ำให้คุณทั้งหลายได้ทราบว่ายาแผนปัจจุบันที่มีในท้องตลาด ที่แพทย์สั่งจ่ายให้นั้น หรือที่คุณไปหาซื้อตามร้านขายยา การผลิตยาของบริษัทยานั้นได้มีการวิจัย ปรับปรุง และพัฒนาอย่างมากมายก่อนถึงมือคุณ เพื่อให้การออกฤทธิ์ดีที่สุดตามเป้าหมายการรักษาแต่ละโรค ดังนั้นการที่คุณพยายามไปปรับเปลี่ยนรูปแบบการนำส่งยาก็เท่ากับเป็นการเพิ่มความเสี่ยงต่อการได้รับผลกระทบที่ไม่พึงประสงค์จากยาได้

     กรณียาแคปซูล ยาเม็ดเคลือบฟิล์ม หรือยาเม็ดเคลือบน้ำตาล ซึ่งออกแบบมาเพื่อให้มีการกลบรสหรือกลิ่นที่ไม่ดีเอาไว้ หากไปบดหรือทำให้แตกหัก ก็แค่ทำให้คุณต้องทนกับรสหรือกลิ่นแย่ๆ ที่ซ่อนอยู่ ยิ่งทำให้ไม่อยากกินยา แต่สำหรับกรณียาที่ถูกออกแบบให้มีการออกฤทธิ์ปลดปล่อยตัวยาอย่างช้าๆ สม่ำเสมอตลอดทั้งวัน เช่นยาที่รับประทานวันละครั้ง นั่นหมายถึง คุณสามารถกินครั้งเดียวแต่มีผลการรักษาตลอดทั้งวัน หากนำยาไปกินแบบพิสดารมาก เช่น บด หรือหัก ก็อาจทำให้ได้รับพิษจากยา เพราะการทำให้เม็ดยาแตกจะทำให้ยาถูกปลดปล่อยออกมาอย่างรวดเร็ว ภายในช่วงเวลาสั้นๆ

     ก่อนที่ยาจะถึงมือเรานั้นได้ย่อมผ่านการวิจัยและพัฒนามาอย่างมาก ทั้งในแง่ของประสิทธิภาพในการรักษาโรค การพัฒนาสูตรตำรับยาเพื่อให้มีการแตกตัว การละลาย การดูดซึมที่ดี และมีลักษณะทางกายภาพ เช่น รูปร่าง สี กลิ่น รส ที่น่าใช้ ดังนั้นคุณมิต้องกังวลเกี่ยวกับการแตกตัวของยา

เอาง่ายๆ หากนำยาธรรมดามาสักเม็ดแล้วโยนลงไปในน้ำแก้วธรรมดา ไม่ต้องใช้น้ำอุ่น เพียงไม่กี่นาทีแล้วใช้ช้อนคนน้ำสักหน่อย คุณก็จะพบว่ายาส่วนใหญ่จะละลายหรือแตกตัวหมดแล้ว ยกเว้นยาบางประเภทเท่านั้นที่ได้กล่าวไปข้างต้นซึ่งออกแบบเป็นพิเศษให้ยามีการปลดปล่อยยาเนิ่นนาน คุณอาจพบว่ายาไม่ละลายเลย เพราะยาอยู่ภายในเปลือกเม็ดยาที่เห็นพอโดนน้ำ ยาภายในเม็ดจะค่อยๆ ถูกดันผ่านรูเล็กๆ ที่เปลือกนอกซึ่งยาบางตัวก็มองด้วยตาเปล่าเห็น บางทีรูเล็กมากก็มองไม่เห็น แต่การออกแบบเช่นนี้จะทำให้คุณได้ยาอย่างสม่ำเสมอแม้ว่าเม็ดยาด้านนอกจะไม่ละลายก็ตาม ตัวอย่างยาประเภทนี้ ได้แก่ ยาลดความดันโลหิต ยารักษาโรคหัวใจบางตัว นอกจากนี้ยาในปัจจุบันยังมีการพัฒนาการเคลือบต่างๆ ให้ยาไม่ละลายในกระเพาะแต่ไปเริ่มละลายที่ลำไส้เล็ก เช่น ยาเม็ดแอสไพริน เพื่อลดการระคายเคืองกระเพาะอาหาร การนำยาไปบดหรือละลายยา ก็เท่ากับทำลายสมบัติพิเศษที่ผู้วิจัยอุตส่าห์พัฒนาขึ้นมา แทนที่คุณจะได้รับผลที่ดีที่สุดก็กลายเป็นได้รับผลเสียจากยานั้นแทน

      การบดยา นอกจากจะทำให้ยาเสียคุณสมบัติพิเศษไป ยังทำให้กินยาก ได้รับรู้รสชาติที่ไม่ดีของตัวยาแล้วอาจจะได้ยาไม่ครบปริมาณที่แพทย์ต้องการก็ได้ถ้ากินผงยาไม่ครบทั้งหมด ส่วนการกินยากับน้ำอุ่นจัดอาจจะทำให้ยาละลายเร็วขึ้นอีกนิดนึง แต่ก็มีปัญหาว่ายาพวกแคปซูลอาจจะละลายแล้วไปติดที่หลอดอาหารกลืนไม่ลงได้ การแช่หรือละลายยาในน้ำร้อนก่อนกิน อันนี้ก็มีปัญหาแน่กับตัวยาที่ไม่ทนต่ออุณหภูมิสูงๆ และอาจเสื่อมสภาพได้ทำให้ยาไม่ออกฤทธิ์ ไม่ได้ผลการรักษา การกินยาละลายน้ำร้อนจึงเท่ากับไม่ได้กินยาเลยมีค่าไม่ต่างกับการกินแป้ง ส่วนการถอดปลอกยาออก ยาส่วนใหญ่ที่ใส่แคปซูลเวลาละลายเป็นผงแล้วจะมีกลิ่นรสชาติที่แย่มากจึงต้องกลบรสและกลิ่นด้วยการนำผงยาบรรจุในแคปซูล อันนี้มีตัวอย่างว่าบางคนกลับมาพบแพทย์ด้วยเรื่องคลื่นไส้อาเจียนมากหลังกินยา จนคิดว่าแพ้ยาที่ให้ไป แต่ปรากฎว่าเมื่อสอบถามก็ได้ความว่าได้ทำการแกะปลอกแคปซูลออกก่อนกิน แล้วเทผงยาเข้าปาก ทำให้ได้รับรู้กลิ่นและรสที่ไม่ดีของตัวยาจึงอาเจียนออกมาหมด พอแนะนำให้กินยาทั้งแคปซูลก็ไม่มีอาการอีกเลย และสำหรับการกัดเม็ดยาด้วยฟัน อันนี้แปลกแต่จริงค่ะ มีบางคนขี้เกียจใช้มีดตัดยา บ้างก็บ่นว่ายาแข็ง เลยใช้ฟันกัดครึ่งซะเลย ซึ่งอันที่จริงแล้วถ้าตัวยาทนความชื้น (จากน้ำลาย) ก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้ายานั้นไม่ทนกับความชื้นพอใช้ฟันกัดไปยาก็ถูกน้ำลาย อีกครึ่งเม็ดที่เหลืออาจติดน้ำลายไปด้วย พอใส่กลับไปในขวดหรือซองยาทั้งๆ ที่ชื้นจากน้ำลายก็พาลทำให้ยาส่วนนั้นเสื่อมสภาพได้ ประสิทธิภาพในการรักษาโรคก็ลดลงไปด้วย

กรณีตัวอย่าง
     • ยาลดความดันโลหิต สำหรับยาความดันโลหิตสูงที่ชื่อว่า Adalat CR? (Nifedipine) และ Cardil? (Diltiazem) ผู้ที่กินเข้าไปพบว่า
มีเม็ดยาลอยปนออกมากับอุจจาระขณะถ่าย จึงเข้าใจว่ายาไม่ละลายน้ำจึงเอาไปบดก่อนกิน จนทำให้ยาออกฤทธิ์รวดเร็วมากเกินไป ผลคือต้องเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลเนื่องจากความดันโลหิตตกอย่างรวดเร็ว เหตุเนื่องจากยาทั้ง 2 ยี่ห้อนี้ ถูกออกแบบมาให้ออกฤทธิ์เนิ่นนาน เม็ดยาที่เห็นปนออกมากับอุจจาระจึงเป็นเพียงตัวนำส่งยาที่ไม่ละลาย แต่ตัวยาได้ถูกปลดปล่อยเข้าสู่ร่างกายไปหมดแล้ว

     • ยาขยายหลอดลม สำหรับผู้ที่เป็นโรคหืด Theodur? (Theophylline) สมัยก่อนยาตัวนี้มีแต่แบบใช้หยดเข้าหลอดเลือดดำ การปรับขนาดยานั้นทำได้ยากและเสี่ยงต่อการเกิดผลแทรกซ้อนรุนแรง ถ้าให้เกินขนาด เช่น คลื่นไส้อาเจียนรุนแรง ปวดศีรษะ มือสั่น ใจสั่น หัวใจเต้นผิดจังหวะ ต่อมาได้มีการพัฒนารูปแบบยาเป็นยาเม็ดให้ค่อยๆ แตกตัวและปลดปล่อยตัวยาอย่างช้าๆ ทำให้การเกิดผลแทรกซ้อนจากยาลดลง แต่มีบางคนที่ไม่ทราบผลข้างเคียงดังกล่าวเมื่อนำยาไปบดก่อนกินก็เท่ากับทำให้ยาปลดปล่อยตัวยาออกมาอย่างรวดเร็ว จนเกิดผลข้างเคียงที่รุนแรง คือ หัวใจเต้นผิดจังหวะ เกิดพิษของยารุนแรง หากมาพบแพทย์ไม่ทันเวลาก็อาจเสียชีวิตได้

     • ยาแอสไพริน ผู้สูงอายุรายหนึ่งต้องกินยาเม็ดเคลือบแอสไพรินเพื่อป้องกันเส้นเลือดเลี้ยงหัวใจอุดตัน ต่อเนื่องตลอดชีวิต ด้วยความที่กลัวยาไม่ละลายเพราะเห็นเคลือบไว้จึงนำไปบดก่อนกินทำให้หลังจากกินยาได้ 1 เดือน มีปัญหาเรื่องถ่ายอุจจาระเป็นสีดำ จากภาวะเลือดออกในกระเพาะอาหาร เนื่องจากยากกัดกระเพาะ ปัจจุบันบางบริษัทมีการออกแบบเม็ดยาแอสไพรินให้มีฟิล์มเคลือบเพื่อป้องกันการระคายเคืองกระเพาะอาหารที่เรียกว่า enteric coated aspirin ดังนั้นการบดยาจึงทำลายฟิล์มที่เคือบยาไว้ ทำให้มีผลข้างเคียงต่อกระเพาะอาหาร การอาการคลื่นไส้และปวดท้องเพิ่มขึ้น จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่าเพราะเหตุใดรายนี้จึงเกิดแผลในกระเพาะอาหาร

     • ยาฆ่าเชื้อ หรือยาแก้อักเสบ มีคนที่เป็นโรคติดเชื้อในโพรงไซนัสรายหนึ่งได้นำยา Amoxycilline/Clavulanic acid (Augmentin?) ไปบดละลายน้ำร้อนแล้วกิน เหตุผลที่ทำเช่นนี้เพราะเม็ดยาใหญ่กลืนไม่ลง จึงนำไปละลายน้ำร้อนก่อน ดังนั้นแม้กินยาเช่นนี้จนยาหมดแต่อาการไซนัสอักเสบก็ยังไม่หาย จนแพทย์ต้องเปลี่ยนยาให้เพราะเชื้อดื้อยา สาเหตุที่ไม่หายจากโรคเนื่องจากตัวยานี้ไม่ทนต่อความร้อน เมื่อนำไปละลายในน้ำร้อนจึงทำให้ได้รับผลการรักษาจากยาน้อยกว่าที่ควรจะเป็น ทางที่ดีสำหรับควรแจ้งแพทย์ตั้งแต่รับยาว่าไม่สามารถกินยาได้แพทย์จะได้เปลี่ยนเป็นยาน้ำหรือเลือกยาที่เม็ดเล็กกว่าให้แทน

นอกจากกรณีเหล่านี้แล้วยังมีอีกมากมายนักที่มีวิธีกินยาแบบแปลกๆ ด้วยที่ไม่รู้และไม่เข้าใจ ดังนั้นการกินยาควรกินตามที่ระบุมาให้ ถ้ายาตัวไหนระบุให้เคี้ยวก่อนกลืน เช่น ยาขับลมแก้ท้องอืดแน่นท้อง ยาลดกรดในกระเพาะอาหารบางตัว ก็ให้บดเคี้ยวได้ตามสบาย และกรณีของการกินร่วมกับอาหาร แอลกอฮอล์ หรือน้ำอัดลม ก็เช่นกันก็ควรถามให้แน่ใจเสียก่อนว่าทำได้หรือไม่ เพราะยาประเภทยาฆ่าเชื้อ แก้อักเสบ ซึ่งอาจเกิดปฏิกิริยากับอาหารหรือนม ก็อาจทำให้ยาออกฤทธิ์ได้น้อยลงหรือไม่ออกฤทธิ์เลย จึงไม่ได้ผลทางการรักษา นอกจากนี้ยาบางตัวก็เกิดปฏิกิริยากับแอลกอฮอล์เมื่อกินร่วมกันจะทำให้เกิดผลข้างเคียงที่รุนแรงได้

     หากคุณสงสัยอะไรที่นอกเหนือจากที่ได้รับคำแนะนำจากแพทย์ ข้อความที่ระบุบนฉลากยาหรือเอกสารกำกับยาแล้ว คุณควรปรึกษาเภสัชกรให้แน่ใจก่อนว่ากระทำได้หรือไม่นะคะ เพื่อความปลอดภัย และประสิทธิภาพในการใช้ยาสูงสุด

ที่ีมา healthtoday.net
โดย ภญ.อัมพร จันทรอาภรณ์กุล

error: Content is protected !!