ตรวจพรีเมี่ยมคลินิกโรงพยาบาลรามาธิบดี สามารถลงทะเบียนทำบัตรใหม่ผ่านเว็บไซต์ได้แล้ว

ตรวจพรีเมี่ยมคลินิกโรงพยาบาลรามาธิบดี สามารถลงทะเบียนทำบัตรใหม่ผ่านเว็บไซต์ได้แล้ว

เปิดให้บริการแล้ววันนี้ วชระเบียนพรีเมี่ยมคลินิก เปิดให้บริการสำหรับผู้ป่วยที่ต้องการทำบัตรใหม่ เพื่อใช้ในการนัดหมายในพรีเมียมคลินิก สำหรับผู้ที่ยังไม่เคยมีบัตร สามารถลงทะเบียนส่งข้อมูลทำเวชระเบียนผ่านหน้าเว็บงานเวชระเบียนได้แล้วโดยไม่ต้องเสียเวลาเดินทาง ท่านสามารถลงทะเบียน ผ่านเว็บ งานเวชะเบียนคณะแพทย์ศาสตร์โรงพยาบาลรามาบดีได้ โดยเลือกเมนู “ลงทะเบียนผู้ป่วยใหม่พรีเมี่ยมคลินิก”    เมื่อลงทะเบียนผ่านแล้ว ท่านสามารถตรวจสอบเลขที่เวชระเีบียนผ่านหน้าเว็บเพื่อใช้การแจ้งนัดหมายได้

รู้จักคลินิกต่างๆ


 คลินิกอาจารย์แพทย์
 ให้บริการตรวจรักษาโดยอาจารย์แพทย์สาขาต่างๆ แบ่งเป็น คลินิกพิเศษนอกเวลาราชการ และ คลินิกพรีเมี่ยม โดยมีวัตถุประสงค์ดังนี้

  • เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ป่วยและญาติ
  • ให้มีการใช้ทรัพยากรสุขภาพที่มีราคาแพงอย่างคุ้มค่า
  • สร้างรายได้ให้องค์กรเพื่อนำไปพัฒนาการบริการรักษาพยาบาลอย่างต่อเนื่องและสนับสนุนพันธกิจด้านการเรียนการสอน การวิจัยและอื่นๆ
  • เพิ่มรายได้ให้บุคลากรจากการปฏิบัติหน้าที่นอกภาระงานที่ได้รับมอบหมาย ซึ่งนอกจากจะทำให้บุคลากรมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นแล้วยังเป็นการธำรง รักษาบุคลากรให้อยู่ปฏิบัติงานในองค์กรต่อไปด้วย

          เนื่องจากทางคณะฯ ต้องจัดหาบุคลากรมาให้บริการนอกเหนือจากเวลางานปกติ รวมทั้งการเพิ่มสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ตามความต้องการของผู้ป่วยและญาติ ดังนั้น ผู้รับบริการในคลินิกอาจารย์แพทย์ จะต้องชำระค่าธรรมเนียมแพทย์และค่าบริการโรงพยาบาลส่วนที่เกินสิทธิของผู้ ป่วยเพิ่มเติม รายได้ส่วนนี้นอกจากจะนำไปพัฒนาการบริการให้ดียิ่งขึ้นแล้วยังนำไปจุนเจือ ผู้ป่วยที่ด้อยโอกาสและพัฒนาพันธกิจอื่นของคณะฯ

คลินิกพิเศษนอกเวลาราชการ
          ให้บริการรักษาพยาบาลแก่ผู้ป่วยที่ไม่สะดวกที่จะมารับบริการในเวลาราชการและ ต้องการตรวจกับอาจารย์แพทย์สาขาต่างๆ โดยมีสาขาที่ให้บริการในศูนย์การแพทย์สมเด็จพระเทพรัตน์ ได้แก่

          สำหรับคลินิกพิเศษนอกเวลาสาขาอื่น ยังคงให้บริการในอาคารเดิม

คลินิกพรีเมี่ยม
          ศูนย์การแพทย์สมเด็จพระเทพรัตน์ได้จัดคลินิกพรีเมี่ยมในสาขาต่างๆ เพื่อมุ่งเน้นการให้บริการที่เป็นเลิศ โดยเปิดให้บริการทุกวันตามเวลาที่อาจารย์แพทย์กำหนด เป็นทางเลือกของผู้ป่วยอีกช่องทางหนึ่งแทนการไปรับการตรวจรักษากับอาจารย์ แพทย์ที่ไปทำงานพิเศษเพิ่มเติมนอกเวลาราชการในสถานพยาบาลของเอกชน โดยมีศูนย์และคลินิกที่เปิดให้บริการ ได้แก่

ข้อมูลหน่วยตรวจ / เบอร์โทร

ตรวจพรีเมี่ยมคลินิกโรงพยาบาลรามาธิบดี

เปิดให้บริการแล้ววันนี้ วชระเบียนพรีเมี่ยมคลินิก เปิดให้บริการสำหรับผู้ป่วยที่ต้องการทำบัตรใหม่ เพื่อใช้ในการนัดหมายในพรีเมียมคลินิก สำหรับผู้ที่ยังไม่เคยมีบัตร สามารถลงทะเบียนส่งข้อมูลทำเวชระเบียนผ่านหน้าเว็บงานเวชระเบียนได้แล้วโดยไม่ต้องเสียเวลาเดินทาง ท่านสามารถลงทะเบียน ผ่านเว็บ งานเวชะเบียนคณะแพทย์ศาสตร์โรงพยาบาลรามาบดีได้ โดยเลือกเมนู “ลงทะเบียนผู้ป่วยใหม่พรีเมี่ยมคลินิก”    เมื่อลงทะเบียนผ่านแล้ว ท่านสามารถตรวจสอบเลขที่เวชระเีบียนผ่านหน้าเว็บเพื่อใช้การแจ้งนัดหมายได้

กฏหมาย เกี่ยวกับ การ แต่งรถ ต่อเติมรถ ที่ควรรู้


 เรื่องรถกระบะบรรทุก ทำไมตำรวจถึงจับ เพราะใส่หลังคา 
คำถามและข้องใจ เรื่องรถกระบะบรรทุก ทำไมตำรวจถึงจับ เพราะใส่หลังคา ในเมื่อคำว่า บรรทุก หลังคาที่ใส่ก็คือ การบรรรทุก นั่นเอง อีกอย่างใส่ การใส่หลังคาก็เพื่อกันแดด กันฝน ให้กับคนที่นั่งอยู่ด้านหลัง นอกจากนี้ ถ้ารถไม่มีหลังคา แล้วมีคนนั่งหรือบรรทุกของ ก็ขึ้นทางด่วนไม่ได้

เรื่องรถกระบะใส่หลังคา ต้องแยกออกเป็น 2 ประเด็น คือ ใส่หลังคาขึ้นทางด่วน กับใส่หลังคาวิ่งตามท้องถนนทั่วไป

ในกรณีที่รถกระบะใส่หลังคาขึ้นทางด่วน เป็นเรื่องที่การทางพิเศษแห่งประเทศไทยทำข้อตกลงไว้กับกรมการขนส่งทางบกว่า รถกระบะที่ขึ้นทางด่วนต้องใส่หลังคา เพื่อป้องกันคนหรือสิ่งของที่บรรทุกไว้ในกระบะตกหล่นบนถนน หรือตกหล่นลงจากทางด่วน เป็นอันตรายต่อรถยนต์และประชาชนทั่วไป เหมือนที่เคยปรากฏเป็นข่าวมาแล้ว ตำรวจสามารถจับกุมและปรับได้ตามกฎหมาย

ส่วนกรณีที่รถกระบะใส่หลังคาวิ่งทางราบบนท้องถนนทั่วไป ต้องดูสมุดประจำรถว่าจดทะเบียนรถประเภทอะไร และดูเจตนารมณ์ของตำรวจที่จับปรับ

กรมการขนส่ง ชี้แจงว่า รถกระบะที่ใส่หลังคาแล้วถูกตำรวจจับ ต้องดูสมุดคู่มือประจำรถว่า เจ้าของรถจดทะเบียนรถประเภทไหน ถ้ามาจดทะเบียนเป็นประเภทรถกระบะ แล้วนำไปใส่หลังคา ก็ถือว่า ผิดระเบียบ ตาม พ.ร.บ.รถยนต์ พ.ศ.2522 เรื่องการจดทะเบียน ถือเป็นการต่อเติมหรือเปลี่ยนแปลงสภาพรถนอกเหนือจากที่จดทะเบียนไว้ ถูกปรับไม่เกิน 2,000 บาท ถือว่าตำรวจทำถูกต้องแล้ว

อีกประเด็นคือ การเสียภาษีรถยนต์ ปกติรถกระบะทั่วไป จะมีน้ำหนักประมาณ 1,400 กิโลกรัม แต่ถ้าใส่หลังเข้าไปน้ำหนักจะเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 1,600 กิโลกรัม ต้องเสียภาษีเป็นประเภทรถกระบะบรรทุก

ทางด้าน พล.ต.ต.ภานุ เกิดลาภผล ผู้บังคับการตำรวจจราจร แนะนำว่า ผู้ที่ใช้รถกระบะและต้องการจะใส่หลังคา หรือต่อเติมโครงเหล็กที่กระบะ ให้ไปตรวจสภาพรถที่กรมการขนส่งทางบก และลงบันทึกในสมุดคู่มือประจำรถ ว่ามีการต่อเติมหรือเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง ถ้าถูกตำรวจเรียกตรวจ ก็ให้แสดงสมุดคู่มือรถกับตำรวจเพื่อเป็นการยืนยันว่าทำถูกต้องแล้ว

แต่ถ้าต่อเติมหรือเปลี่ยนแปลงโดยไม่ผ่านกรมการขนส่งทางบก ก็ต้องถูกจับปรับแน่นอน ตาม พ.ร.บ.รถยนต์ พ.ศ.2522 มีอัตราค่าปรับไม่เกิน 2,000 บาท

หากเจ้าของรถทำตามกฎหมายถูกต้องก็แล้ว สมุดคู่มือให้ตำรวจดูก็แล้ว แต่ตำรวจยังยืนยันที่จะเขียนใบสั่ง หรือยืนยันที่จะปรับ เป็นอันรู้กันว่า ตำรวจเจตนา…ปรับ


ป้ายทะเบียนยาวป้ายปลอมผิดแค่ไหน 
ป้ายทะเบียนที่นำมาตัดต่ออัดกรอบใหม่เป็นป้ายยาว ผิดข้อหาดัดแปลง เปลี่ยนแปลงเอกสารของทางราชการเจ้าหน้าที่มีสิทธิเรียกปรับ ระบุโทษไม่เกิน 2,000 บาท
รวมถึงการติดป้ายเอียง แบบแหงนขึ้น – แหงนลง มีวัสดุมาปิดทับ เจ้าหน้าที่อาจฟันธงว่า มองเห็นไม่ชัดเจนก็มีโทษปรับเช่นเดียวกัน
การไม่ติดป้าย หรือวางไว้ที่กระจกหน้ารถ ผิดเช่นกันต้องโทษปรับ 500 บาท
ส่วนการติดป้าย ที่ทำขึ้นเอง เช่นทำด้วยกระดาษ หรือใช้การเขียน แต่หมายเลขตรงกับทะเบียนรถ ผิดข้อหา ไม่ใช้เอกสารที่ทางราชการกำหนด
แต่ถ้าเป็นป้ายปลอม (ไม่มี ข.ส. ) ขอดูสำเนาแล้วไม่ตรงกับป้าย ผิดต้องคดีข้อหาปลอมแปลงเอกสารของทางราชการ เจ้าหน้าที่อาจจะเรียกปรับ หรือส่งฟ้องเพื่อทำการเรียกปรับที่ชั้นศาล โดยระบุโทษไว้ที่100,000 บาท (อ่านไม่ผิดหรอกครับ 1แสนบาท)
และถ้าหมายเลขป้ายไม่ตรงกับ ป้ายวงกลม ไม่ตรงกับสำเนารถเจ้าหน้าที่ตำรวจมีสิทธิยึดรถ เพื่อส่งเข้ากองพิสูจน์หลักฐาน เพื่อหาที่มาของตัวรถและผู้ขับขี่ต้องไปให้ปากคำที่สถานีตำรวจ รวบรวมสำนวน ส่งให้ศาลตัดสินค่าปรับก็มีตั่งแต่หลักแสน จนถึงหลักล้านก็เคยมีมาแล้วครับ

โหลดเตี้ยๆหรือสุดๆ แบบ lowRider เตี้ยแค่ไหนถึงจะเรียกว่า ผิด 
ในพระราชบัญญัติรถยนตร์พ.ศ.2522 ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า รถที่โหลดเตี้ยจะต่ำแค่ไหนก็ได้
ยึดหลักเพียงการวัดระยะกึ่งกลางไฟหน้า กับระดับพื้นถนนต้องไม่ต่ำกว่า 40 เซนติเมตร ถ้าต่ำกว่าถือว่าผิด
แต่ถ้าไฟหน้าสูงกว่าแต่รถใส่สปอยเลอร์จนเตี้ยต่ำแทบจะลากพื้น จะใช้กฎการพินิจ จากเจ้าหน้าที่ตำรวจนายช่างตรวจสภาพกรมขนส่ง และผู้วินิจฉัยผล ต.ร.อ. ว่าเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุหรือสร้างความเดือดร้อนให้แก่ตนเอง และผู้อื่นหรือไม่ ถ้าฟันธงว่าเสี่ยงก็ถือว่าผิดได้เช่นกัน

ยกสูงมากๆแบบ Big Foot ผิดหรือปล่าว 
ในพระราชบัญญัติรถยนตร์ก็ระบุไว้อย่างชัดเจนเช่นกันว่า จะยกสูงแค่ไหน แต่ต้องวัดระดับกึ่งกลางไฟหน้ากับพื้นถนนต้องไม่สูงกว่า 135 เซนติเมตร แต่ถ้าไฟหน้าสูงไม่เกิน แต่รถสูงมาก มีการดัดแปลงสภาพมากตัวนี้ต้องมีวิศวกรรองรับการดัดแปลงสภาพ และต้องแจ้งกับกรมขนส่งทางบกให้เป็นที่เรียบร้อยแต่ถ้าไม่สูงมาก แต่ใส่ยางใหญ่เกินแบบ ล้นออกมาข้างตัวรถมากๆ เกินบังโคลนล้อ ก็ต้องใช้หลักดุลพินิจอีกเช่นกันว่าเสี่ยงต่อผู้ร่วมใช้ถนนหรือไม่ ถ้าเสี่ยงผิดทันที

ใส่ล้อยางใหญ่มากๆ 19 – 20 หรือ 22 ผิดหรือไม่ 
ในกฎหมายไม่มีการระบุขนาดของล้อและขนาดก็ไม่ได้มีผลการเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ ดังนั้น จะใส่ล้อใหญ่ขอบ 18 -19-20 หรือจะ 22 ไม่ผิดครับ แต่ถ้าใส่แล้วยางเกินออกมานอกบังโคลนล้อมากๆข้างละหลายๆนิ้ว เจ้าหน้าที่บอกว่าเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ อาจสร้างความเดือดร้อนแก่ผู้อื่น(เช่นทำให้ผู้อื่นกะระยะรถผิดในขณะสวนหรือเลี้ยว) ก็ถือว่าผิดได้ หรือใส่ล้อใหญ่จนต้องแบะล้อเพื่อหลบซุ้มแล้ววิ่งจนยางสึกเห็นผ้าใบ ต้องเรียกว่าเสี่ยงต่ออุบัติเหตุต่อตนเอง ก็ถือว่าผิดเช่นกัน

ตีโป่งขยายซุ้มล้อ ใส่สปอยเลอร์ แล้วจะผิดไหม 
โชคดีครับที่การตีโป่งซุ้มล้อหรือที่เรียกกันว่า Wide Body ข้อนี้ในกฎหมายไม่ได้ระบุไว้ชัดเจนแต่อย่างไร
แต่ระบุไว้ว่า ส่วนที่ตียื่นต้องมีลักษณะเป็นชิ้นเดียวกับตัวรถ หรือถ้าเป็นวัสดุคนละชนิดกัน ต้องมีการยึดติดอย่างแน่นหนา ถ้าไม่แน่นหนาหรือตีโป่งมาก (ยื่นจนหน้าเกลียด) เจ้าหน้าที่มีสิทธิขอตรวจดูสำเนาการจดทะเบียน ว่ามีการดัดแปลงเกินกว่าที่จดทะเบียนไว้หรือไม่ โดยอ้างอิงจากบริษัทผู้ผลิตถึงขนาดตัวรถ และฐานล้อ ซึ่งต้องใช้วิศวกรรับรองการดัดแปลงสภาพ และต้องแจ้งกับกรมขนส่งทางบก ถ้าขนส่งตรวจแล้วลงความเห็นว่าผ่านก็ดีไป แต่ถ้าลงความเห็นว่าไม่ผ่านต้องเลาะออกกลับสภาพเดิม

ฝากระโปรงหน้า–หลังดำ ฝากระโปรงไฟเบอร์ ที่เขาว่าผิด ผิดข้อไหน 
เปลี่ยนฝากระโปรงไฟเบอร์ถ้าทำเป็นสีเดียวกับสีรถ ที่จดทะเบียนไว้ถือว่าไม่ผิด
แต่ถ้าเปลี่ยนสีฝากระโปรงเป็นสีดำ หรือสีอื่น ที่ไม่ตรงกับสีตัวรถเจ้าหน้าที่จะพิจารณาตามกฎที่ว่า รถยนต์ที่จดทะเบียนจะมีการระบุสีตัวรถไว้อย่างชัดเจนไม่รวมสีของกันชนรถ โดยสีอื่นต้องมีไม่เกินครึ่งหนึ่งของสีหลักที่จดทะเบียนไว้
เช่นในกรณีรถระบุไว้ในทะเบียนว่าเป็นสีขาวแต่ฝากระโปรงหน้าเป็นสีดำ เจ้าหน้าพินิจแล้วไม่เกินครึ่งหนึ่งก็ถือว่าไม่ผิด แต่พินิจว่าผิดก็ถือว่าผิดได้เช่นกัน (การพินิจหมายถึง การใช้หลักพิจรณาในแต่ละบุคล)
แต่ถ้าดำทั้งฝากระโปรงหน้าและหลัง ส่วนมากจะพินิจว่าผิด เกิน 50 เปอร์เซ็นต์ของสีหลัก ซึ่งเจ้าของรถต้องนำรถเข้าไปแจ้งเปลี่ยนสี ว่าเป็นรถสองสี (ทูโทน) กับกรมขนส่งทางบกเสียก่อน ถ้าไม่แจ้งก็อาจต้องโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท เสียตังค์อีกเช่นกัน

เปลี่ยนท่อไอเสียใหญ่เสียงดังแค่ไหนถึงเรียกว่าผิด 
จะเปลี่ยนท่อใหญ่ 3 นิ้ว 4 นิ้ว จะมีหม้อพักกี่ใบ หรือจะไม่หม้อพักเลยก็ได้แต่หม้อพักต้องปล่อยออกทางท้ายรถเท่านั้น (ยกเว้นเสียแต่พวกรถพ่วง รถโดยสารขนาดใหญ่)ถ้าออกข้างตัวถังรถก็ถือว่าผิดทันที
ตามกฎหมายจะระบุไว้แค่การวัดเสียงดังที่ปล่อยออกจากปลายท่อตามพระราชบัญญัติรถยนต์ระบุว่า
รถยนต์ที่เกิน 7 ปี ต้องนำรถเข้าตรวจสภาพ ณ.สถานตรวจสภาพ เพื่อตรวจวัดระดับเสียง ที่ปลายท่อไอเสียด้วยเครื่อง Sound level Meter ผลที่ได้ต้องไม่เกิน 100 เดซิเบล
(การตรวจวัดแบบ O.5 เมตร) สำหรับเครื่องยนต์เบนซิลวัดที่ ¾รอบที่ให้แรงม้าสูงสุด และรอบสูงสุดสำหรับเครื่องยนต์ดีเซล
ถ้าท่านใดถูกจับในข้อหาเสียงท่อดัง คุณต้องถามเจ้าหน้าที่ว่าเสียงดังเกินที่กำหนดไว้เท่าไหร่ (ถ้าเจ้าหน้าที่ไม่มีเครื่องวัดใช้หูฟัง ก็พอจะเถียงค่ำๆคูๆเอาตัวรอดได้) แต่ถ้าเจ้าหน้าที่ส่งรถเข้าเครื่องตรวจวัดแล้วเกินจริง (เถียงไม่ออก) ก็ต้องโทษปรับไม่เกิน 1,000 บาท

ไฟหน้าหลายสี 
ไฟซีนอน ไฟท้ายขาว โคมขาว โคมดำ พ่นสีดำ จะผิดแค่ไหน
ปัจจุบันไฟหน้าแบบซีนอน ยังไม่มีกฎหมายออกมารองรับ จึงอนุญาตให้ติดได้ เพียงแต่ติดตั้งแล้วเมื่อเข้าเครื่องมือทดสอบโคมไฟ ลำแสงต้องมีองศาตกลงจากแนวระนาบ ไม่น้อยกว่า 2 องศาและต้องไม่เบนไปทางขวา ถึงเรียกว่าผ่าน สวนเรื่องสีของ แต่โคมไฟหน้าทางกรมกำหนดไว้เพียง2 สี เท่านั้นคือ สีเหลืองอ่อน และสีขาว
ถ้าเป็นสีอื่น เช่นสีฟ้า สีม่วง สีเหลืองเข้มหรือสีเขียว มีความผิดตามพระราชบัญญัติรถยนต์พ.ศ. 2522 มาตรา12 ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท

ส่วนไฟหยุด (ไฟเบรก) ต้องเป็นสีแดง ไฟเลี้ยวต้องเป็นสีเหลืองอำพัน ไฟส่องป้ายต้อเป็นสีขาวมองเห็นป้ายทะเบียนได้ไกลไม่น้อยกว่า 20 เมตร การเปลี่ยนโคมไฟเป็นสีขาวหรือพ่นโคมเป็นสีดำ ต้องพิจารณาขณะเปิดไฟเลี้ยว ไฟเบรก ถ้าไฟที่แสดงออกมาชัดเจนและเป็นสีที่กำหนดก็ถือว่าผ่าน ถ้าผิดสีก็เตรียมเงินไว้อีก 2,000 บาท เป็นค่าปรับครับ

ไฟสปอร์ทไลท์และโคมไฟตัดหมอก ผิดกฎหมายหรือไม่ ติดอย่างไรถึงจะว่าไม่ผิด 
โคมไฟสปอร์ทไลท์หมายถึงโคมไฟแสงพุ่งไกล แบบกระจายวงกว้าง แบบนี้ห้ามติดโดยเด็จขาดแม้จะมีฝาครอบปิด ผิดพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. 2522 ระวางโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท
ส่วนไฟตัดหมอกมีลักษณะเป็นไฟแสงพุ่งต่ำล่าสุดปี พ.ร.บ. 2536 อนุญาตให้รถยนต์ติดไฟสปอร์ตไลท์หรือ ไฟตัดหมอกเพิ่มได้ ข้างละ 1 ดวง (เท่ากับ 2 ดวง)ในระดับแนวเดียวกัน ความสูงจากพื้นถนนไม่ต่ำกว่า 40 เซนติเมตรและไม่สูงกว่า 135 เซนติเมตร ต้องเป็นแสงสีเหลือง หรือสีขาว กำลังไฟไม่เกิน55 วัตต์ ไม่เกินกว่าระดับโคมไฟแสงพุ่งไกลและโคมไฟแสงพุ่งต่ำศูนย์รวมแสงต้องต่ำกว่าแนวขนานกับพื้นราบไม่น้อยกว่า 2 องศา หรือ 0.20 เมตร ในระยะ 7.50 เมตร และไม่เฉไปทางขวา

ส่วนการเปิดไฟตัดหมอกนั้นทำได้เมื่อมีอุปสรรค์ในการขับขี่ เช่นมีหมอกควัน หรือฝนตกหนัก มองเห็นสิ่งกีดขวางหรือรถที่สวนทางมาในระยะไม่เกิน 150 เมตร ถ้าติดไม่ถูกต้อง หรือเปิดไฟพร่ำเพื่อมีโทษปรับไม่เกิน 500 บาท
รวมถึงการติดไฟนีออนใต้ท้อง หรือกรอบป้ายทะเบียน ก็เป็นสิ่งต้องห้าม ผิดอีกเช่นเดียวกันโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท

ดัดแปลงเป็นขับเคลื่อน4 ล้อ ผิดแน่นอน แก้ไขอย่างไร 
ตามสมุดคู่มือการจดทะเบียนจะระบุไว้อย่างชัดเจนว่า เป็นรถยนต์ประเภทไหน (รย.1 –รย. 2 หรือ รย.3)ซึ่งจะมีการระบุจำนวนเพลาไว้ด้วย รถยนต์ที่ขับเคลื่อน 2 ล้อ (2เพลา) ถ้ามีการดัดแปลงเป็นระบบขับสี่ล้อต้องแจ้งกับกรมการขนส่งเสียก่อน ซึ่งต้องใช้หลักฐาน ใบเสร็จอะไหล่
ใบรับรองวิศวกร นำรถเข้าตรวจหาความถูกต้องปลอดภัยแข็งแรง ก่อนที่อาจจะมีการส่งรถเข้าช่างน้ำหนัก ส่งต่อให้กรมสรรพสามิตคำนวณอัตราภาษีที่ต้องเสียเพิ่ม
มีตั้งแต่หลักหลายพันจนถึงหลักหมื่นบาทเสียก่อน มิฉะนั้นจะถือว่า เป็นการดัดแปลงรถยนต์ให้ผิดจากการจดทะเบียนโดยมิได้ขออนุญาต ก็ผิดเต็มๆอยู่ดี

เปลี่ยนดิสเบรกหลังใส่หลังคาซันรูป ผิดจริงหรือ 
การเปลี่ยนหลังคาซันรูปส่วนมากต้องมีการดัดแปลงเช่น การเจาะหลังคา หรือเปลี่ยนหลังคาใหม่แบบนี้ทางกรมขนส่งจะมองว่า เป็นการแก้ไขดัดแปลง ซึ่งมีผลต่อความแข็งแรงของตัวรถ แบบนี้ต้องมีใบเสร็จหลังคา รูปถ่ายขั้นตอนการติดตั้ง และใบรับรองวิศวกร และต้องแจ้งกรมขนส่งทางบกก่อนถึงจะไม่ผิด
ส่วนการเปลี่ยนดรัมเบรก เป็นดิสเบรกหลัง เรื่องนี้ไม่มีกฎออกมาชัดเจนจึงอาศัยการพินิจจากเจ้าหน้าที่กรมขนส่ง ซึ่งแต่ละเขตขนส่งต่างก็มีดุลพินิจไม่เหมือนกัน ถ้าเจ้าหน้าที่พินิจว่าไม่น่าผ่านก็ต้องหาใบเสร็จติดตั้ง และใบวิศวกรมาแจ้งเช่นเดียวกัน

ตีโรลบาร์แบบรถแข่ง ผิดด้วยหรือปล่าว 
กฎหมายว่าด้วยห้องโดยสารมีเพียงข้อกำหนด เรื่องของจำนวนที่นั่ง มาตราวัดความเร็ว และไฟห้องโดยสารเท่านั้น
ส่วนการตีโรลบาร์ยังไม่มีกฎหมายออกมารองรับจึงไม่ผิด แต่การถอดเบาะหลังออกแล้วตีโรลบาร์ จะผิดกฎหมายเรื่องการระบุลักษณะรถ และจำนวนตอน ถือว่าผิดครับ
รวมถึงการความแน่หนา(เช่นเอามือจับแล้วโยกได้)ความเสี่ยงต่ำการเกิดอุบัติเหตุ (เช่นมีส่วนแหลมคมพุ่งเข้าหาผู้ขับขี่และผู้โดยสาร) ก็ถือว่าผิดได้อีกเช่นกัน
ยิ่งถอดเบาะออกเหลือตัวเดียวหรือตัดตัวถังรถออกบางส่วน แล้วตีโรล์บาร์ยึดแบบ Spec Frame แบบนี้ถือว่าผิด ขอหาดัดแปลงสภาพที่มีผลต่อความมั่นคงแข็งแรงของตัวรถ

ใส่กระจกมองข้างแบบเล็กๆ หรือกระจกซิ่ง ผิดไหม 
ตามกฎหมายอีกเช่นกันระบุไว้ว่า รถยนต์ต้องมีเครื่องส่องหลัง (กระจกมองหลัง) และเครื่องส่องหลังภายนอก (กระจกมองข้าง) อย่างน้อย 1 อัน
ซึ่งไม่ได้ระบุถึงขนาดและรูปแบบ ถ้าเปลี่ยนเป็นกระจกมองข้างแบบไฟเบอร์ หรือแบบกระจกซิ่งทรงแข่ง ถ้ามี 2 ด้าน หรือด้านเดียวก็ถือว่าถูกกฎหมาย แต่ถ้าไม่มี กระจกมองข้าง หรือกระจกมองหลัง หรือเจ้าหน้าที่ตรวจสภาพ ฟันธงว่า มีเครื่องส่องหลังจริง แต่ชำรุดหรือมองเห็นไม่ชัดเจน (กระจกแตก เล็กมาก) ก็จะถือว่าผิด ต้องกลับมาแก้ไขอีกเช่นกัน

เปลี่ยนเบาะซิ่งใส่เซฟตี้เบล 4 จุด จะผิดอีกหรือปล่าว 
เบาะหรือที่นั่งผู้ขับขี่ และผู้โดยสาร ทาง พ.ร.บ. จริงๆแล้วได้ระบุขนาดความกว้างยาวของเบาะเอาไว้ด้วย ซึ่งจะเกี่ยวข้องในการระบบุจำนวนผู้โดยสาร
เบาะแต่ง หรือเบาะไฟเบอร์ ส่วนมากมีความถูกต้องในเรื่องขนาด แต่ถ้าถอดเบาะออกไม่ว่าเบาะหลัง ถอดเหลือตัวเดียว หรือสั่งทำเบาะขนาดใหญ่พิเศษแบบนี้จะถือว่าผิด
ส่วนเซพตี้เบลทางกรมก็ได้ทำหนด มาตรฐานเอาไว้อีกเช่นกัน เบล 4 จุดแม้ว่าจะไม่ถูกต้องในเรื่องของมาตรฐาน แต่ถ้ามีการยึดแน่นหนา ก็อนุโลมว่าผ่าน แต่ถ้าใส่เบล 4 จุด 8 จุด แล้วไม่คาด แบบนี้ถือว่าไม่ผิดพระราชบัญญัติหรอกครับ แต่ผิดกฎหมายจราจรถูกจับ เสียทรัพย์ อีกแ้ล้วครับ

ดัดแปลงเครื่องยนต์ขยายซีซี เปลี่ยนเทอร์โบ โมกล่อง ซัก 1000 ม้า จะผิดหรือไม่ 
การขยายซีซีเพิ่มความจุถ้าเป็นในสนามแข่งแบบ OneMake Race ถือว่าผิด สั่งถอนการแข่งขันลูกเดียว (จบเกมส์)
แต่ถ้าเป็นรถใช้งานบนท้องถนน การจะมาวัดกำลังอัด หาขนาดความจุนั้นทำได้ยาก จึงอาศัยการตรวจดูหมายเลขเครื่องยนต์ว่าถูกต้องตามทะเบียนที่แจ้งไว้หรือไม่เท่านั้น
ถ้าเลขเครื่องถูกถือว่าไม่ผิด จะขยายความจุ เปลี่ยนลูก ยืดข้อ เสริมเสื้อสูบก็ไม่ผิด หรือไม่ว่าจะเปลี่ยนเทอร์โบใหญ่ ใส่กรองเปลือย ตีเฮดเดอร์ เปลี่ยนหัวฉีด
โมกล่องจนได้ 500 ม้า 1000 ม้าก็ไม่ผิด เพียงแต่อุปกรณ์ภายในห้องเครื่องต้องดูแล้วแน่หนาและมีความปรอดภัย

แต่ถ้าจูนน้ำมันจนหนามาก เจ้าหน้าที่จะใช้ผลการตรวจวัดควันดำ ค่า CO (คาร์บอนมอนออกไซต์) และค่า HC (ไฮโดรคาร์บอน) ที่ปล่อยออกมาจากท่อไอเสียเป็นข้อกำหนดถึงสภาพเครื่องยนต์
โดยตามพระราชบัญญัติรถยนต์ กล่าวว่า
รถยนต์ที่จดทะเบียนก่อน 1 พค 2536 ต้องวัดค่า Co ไม่เกิน 4.5 เปอร์เซนต์ และค่า Hc ไม่เกิน 600 PPM
รถยนต์ที่จดทะเบียนหลัง 1 พค 2536 ต้อง วัดค่า Co ไม่เกิน 1.5 เปอร์เซนต์ และค่า Hc ไม่เกิน 200 PPM

ส่วนถ้าเป็นรถเครื่องยนต์ดีเซลไม่ว่าจะเปลี่ยนโบใหญ่ แต่งปั้มเพียงใด 
มาตรฐานการวัดควันดำ ต้องไม่เกิน 50 เปอร์เซ็นต์ ด้วยเครื่องวัดแบบกระดาษกรอง และ 45 เปอร์เซ็นต์ ด้วยเครื่องวัดแบบหาความทึบแสง
ซึ่งรถยนต์ที่มีอายุเกิน7 ปี ต้องได้รับการตรวจวัดค่า Co และ Hc จาก ต.ร.อ
ดังนั้นจะโมเครื่องแค่ไหนแต่งเครื่องอย่างไร ถ้าการเผาไหม้หมดจด Co และ Hc ผ่านก็ถือว่าถูกกฎหมาย

ถึงจะแต่งรถถูกกฎหมาย แต่ถ้าเอารถ 500 ม้า 1000 ม้า มาวิ่งหวาดเสียวบนท้องถนน หรือไล่แซงผู้อื่นแบบแข่งขัน แบบนี้ของเพียงอย่าให้ถูกจับได้ ซึ่งอาจมีความผิดตาม พรบ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43( , 160 วรรคสาม ฐานขับรถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัย หรือความเดือดร้อนของผู้อื่น ถูกจับฟ้องศาล ยึดรถ คุมความประพฤติ แบบนี้อาจเรียกว่า จบเกมส์จริงๆ ใช่ไหมล่ะครับ

ต่อเติมรถปิกอัพ ต้องแจ้งขนส่ง
รถกระบะบรรทุก (ปิกอัพ) บางคันได้ไปติดตั้งโครงหลังคา เสริมรั้วกระบะข้าง ดัดแปลงกระบะเป็นรถตู้บรรทุก หรือต่อเติมอุปกรณ์อำนวยความสะดวกต่างๆ โดยไม่ทราบว่าการกระทำดังกล่าวมีความผิดตามกฎหมาย และถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมในข้อหาดัดแปลงสภาพรถ ทำให้ได้รับความเดือดร้อนเป็นจำนวนมาก

เพื่อเป็นการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง กรมการขนส่งทางบก ขอแจ้งให้เจ้าของรถทราบว่า การแก้ไข หรือดัดแปลงสภาพรถโดยมิได้แจ้งต่อนายทะเบียน เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ.2522 ฐานดัดแปลงสภาพรถให้ผิดไปจากรายการที่จดทะเบียนไว้ มีโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท

การต่อเติม หรือแก้ไขดัดแปลงสภาพรถนั้น นอกจากจะต้องแจ้งแก้ไขลักษณะรถต่อนายทะเบียนแล้ว เจ้าของรถจะต้องปฏิบัติตามระเบียบกฎเกณฑ์ และเงื่อนไขที่กรมการขนส่งทางบกกำหนด เพื่อความปลอดภัยในการใช้งานบนท้องถนนด้วย จึงขอให้เจ้าของรถกระบะบรรทุก (ปิกอัพ) ที่นำรถไปต่อเติม หรือดัดแปลงสภาพ รีบมาติดต่อดำเนินการยังสำนักงานขนส่งที่รถจดทะเบียนไว้โดยเร็ว หากรถที่นำไปต่อเติม หรือแก้ไขดัดแปลงมีสภาพไม่ถูกต้องตามระเบียบ จะได้ดำเนินการแก้ไขให้ถูกต้องต่อไป โดยให้นำหลักฐาน ได้แก่ ใบคู่มือจดทะเบียนรถ หลักฐานการได้มาของอุปกรณ์ที่นำมาดัดแปลง สำเนาทะเบียนบ้าน สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน หากมอบอำนาจให้ผู้อื่นมาดำเนินการแทน ให้นำหนังสือมอบอำนาจพร้อมบัตรประจำตัวประชาชนของผู้รับมอบอำนาจมาแสดงด้วย

สำหรับการติดตั้งอุปกรณ์ตกแต่งรถ หรืออุปกรณ์อำนวยความสะดวกบางอย่าง เช่น โรลบาร์ แร็คหลังคา สปอยเลอร์ แม็กไลเนอร์ หรือบันไดเสริมด้านล่างข้างห้องโดยสาร เจ้าของรถสามารถติดตั้งได้โดยไม่ถือเป็นการดัดแปลงสภาพรถ และไม่ต้องแจ้งต่อนายทะเบียน แต่จะต้องติดตั้งให้มีความมั่นคงแข็งแรงและไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้ใช้รถใช้ถนนอื่นด้วย ทั้งนี้ จึงขอความร่วมมือเจ้าของรถปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อความปลอดภัยและไม่เกิดปัญหาในการใช้งานบนท้องถนนอีกต่อไป

เผื่อไว้ฉุกเฉิน !! อุปกรณ์รถยนต์ที่ต้องมีติดรถ

ปัจจุบัน รถยนต์กลายเป็นสิ่งหนึ่งที่พบเห็นได้ในชีวิตประจำวัน และหลายๆ คนน่าจะได้เป็นเจ้าของมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งสิ่งหนึ่งที่สำคัญมาก นอกจากการดูแลรักษาแล้ว คงหนีไม่พ้นการซ่อมแซม ซึ่งถ้านำไปเข้าศูนย์ หรืออู่รถยนต์ก็คงไม่มีปัญหา แต่ถ้าเกิดฉุกเฉินละ จะทำอย่างไร

 วันนี้ทางเว็บไซต์ ฟิล์มกรองแสงรถยนต์ 3เอ็ม ออโต้ฟิล์ม คลับ (3M Auto Film Club) ก็มีความรู้เด็ดๆ มาฝากคนรักรถกับตอน เผื่อไว้ฉุกเฉิน !! อุปกรณ์รถยนต์ที่ต้องมีติดรถ หลังจากได้แนะนำความรู้ตอน เรื่องน่ารู้ ตอน การดูแลฟิล์มกรองแสงหลังการติดตั้ง ไปในตอนที่แล้ว

สำหรับอุปกรณ์รถยนต์ที่ควรติดรถไว้เผื่อยามฉุกเฉินมีคราวๆ ดังต่อไปนี้

1.ยาง และล้อสำรอง สิ่งหนึ่งที่สำคัญมากเลย คงหนีไม่พ้นยางอะไหล่ และล้อสำรอง ซึ่งสิ่งที่อาจเกิดขึ้นกับยางนั้นเป็นไปได้เสมอ เนื่องจากถนนในประเทศไทย หลายๆ พื้นที่ไม่ดีเท่าไหร่นัก โดยเฉพาะเมื่อต้องเดินทางไกล ซึ่งอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับยางอาจเป็น ยางแบน หรือแตก อย่างไรก็ตาม  ยางสำรองนั้น ก็ถือเป็นหนึ่งในอุปกรณ์ที่ต้องดูแลรักษาด้วย โดยปกติ ควรตรวจสอบเป็นประจำทุก 3 เดือน เพื่อให้มีสภาพพร้อมใช้งานยามต้องการ

2.แม่แรง และเครื่องมือประจำรถ สิ่งหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้ยางอะไหล่ ก็คือชุดอุปกรณ์ในการเปลี่ยนนั่นเอง ซึ่งส่วนใหญ่รถทุกคันจะมีมาให้อยู่แล้ว  แค่ตรวจสอบดูแลให้อยู่ครบ และพร้อมใช้งานเท่านั้นเอง

3.ป้ายสัญญาณเตือน เป็นสิ่งที่อาจไม่เห็นบ่อยหนัก สำหรับบ้านเรา สำหรับ ป้ายสัญญาณเตือน หรือที่บางคนเรียกว่าป้ายสามเหลี่ยม ซึ่งป้ายนี้มีประโยชน์มาก โดยเฉพาะในเวลากลางคืน เพราะ ตัวป้ายจะประกอบด้วยชุดทับทิมสะท้อนแสง ช่วยให้รถที่แล่นตามมาเห็นป้ายสามารถหลบหลีกได้ ซึ่งการใช้งานให้ตั้งห่างจากจุดที่รถเราอยู่ประมาณ 50-100 เมตร

4.ไฟฉาย อีกหนึ่งอุปกรณ์ที่สำคัญไม่แพ้กัน ยิ่งในเวลากลางคืน หรือสถานที่อับแสง ซึ่งนอกจากจะใช้ซ่อมรถแล้ว ยังสามารถใช้เป็นอุปกรณ์ส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือได้ด้วย

5.สายพ่วงแบตเตอร์รี่ แบตเตอร์รี่เป็นตัวจ่ายไฟที่สำคัญ ในบางครั้งแบตเตอร์รี่ที่ใช้งานอยู่อาจหมดสภาพ โดยเฉพาะรถที่มีอายุตั้งแต่ 2 ปี ขึ้นไป การพกสายพ่วงแบตเตอร์รี่เอาไว้ ต่อพ่วงจึงเป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน

สำหรับ 5 อุปกรณ์ที่กล่าวมานั้น ก็เป็นอุปกรณ์ที่หาซื้อได้ไม่ยากในชีวิตประจำวัน และยังเป็นอุปกรณ์สำคัญที่ควรมีติดรถไว้ด้วยครับ

ที่มา 3M

ใช้ไฟตัดหมอก ผิดหรือไม่?

เป็นข่าวขึ้นมากันอีกครั้งเมื่อ พล.ต.ต.วรศักดิ์ นพสิทธิพร รองผู้บัญชาการตำรวจจราจร รับผิดชอบงานด้านจราจร โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กเตือนผู้ใช้รถใช้ถนน ถึงกรณีการเปิดไฟตัดหมอกโดยไม่จำเป็นว่ามีความผิดทางกฎหมาย และมีโทษสูงสุดปรับ 500 บาท

เห็นข่าวนี้ก็เลยมาขยายความให้เข้าใจและหมดข้อสงสัยว่าการเปิดไฟตัดหมอกผิดกฎหมายจราจรหรือไม่ ซึ่งสรุปอย่างตรงไปตรงมาที่สุดคือผิดกฎหมายจราจรแน่นอน เพราะในข้อ 3 ทวิ ของข้อ 13 แห่งกฎกระทรวงฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2522) ออกตามความในพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 ระบุว่า “ในกรณีที่รถมีโคมไฟเพื่อใช้ตัดหมอกจะเปิดไฟหรือใช้แสงสว่างได้เฉพาะในทางที่จะขับรถผ่านมีหมอก ควัน หรือฝุ่นละอองจนเป็นอุปสรรคอันอาจเกิดอันตรายในขณะขับรถ และเมื่อไม่มีรถอยู่ด้านหน้าหรือสวนมาในระยะของแสงไฟ (เพิ่มเติมตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 15 (พ.ศ. 2536) ข้อ 3)”

เมื่อพระราชบัญญัติจราจรทางบกกำหนดไว้ชัดเจนแบบนี้ ถ้าใครยังขืนเปิดไฟตัดหมอกโดยไม่ดูกาลเทศะให้ดี ๆ ก็ต้องถูกคุณตำรวจจราจรจับเปรียบเทียบปรับแน่นอน อัตรา 500 บาท

แต่ถ้าจะคุยกันถึงเรื่องว่าการเปิดไฟตัดหมอกหน้า (ที่ติดตั้งถูกต้องมาจากโรงงาน) แล้วจะแยงตารถที่สวนมาหรือไม่นั้น โดยส่วนตัวแล้วเห็นว่าเป็นไปไม่ได้ เพราะไฟตัดหมอกหน้าที่ติดมากับรถยนต์รุ่นใหม่ ๆ ในปัจจุบันนั้นถูกติดตั้งให้อยู่ในแนวที่ต่ำกว่าไฟหน้า หลอดไฟที่ใช้ก็แค่ 55 วัตต์ ส่วนตัวโคมสะท้อนแสงก็ออกแบบให้มีการกระจายลำแสงออกเป็นมุมที่กว้างตั้งแต่ 80-95 องศา และส่องสว่างไกลอยู่ในระยะ 2.5-3 เมตร

ส่วนสาเหตุที่ต้องออกแบบให้ไฟตัดหมอกมีการกระจายแสงแบบนี้ก็เพราะในหมอกฝุ่นและควันนั้นจะมีละอองของไอน้ำและฝุ่นเล็ก ๆ ลอยอยู่เต็มไปหมด ถ้าใช้แต่ไฟหน้าปกติในการส่องนำทางอย่างเดียว ลำแสงของไฟหน้าซึ่งอยู่ในตำแหน่งสูงและทำมุมแคบ (25 องศา) พอส่องไปตกกระทบเข้ากับไอน้ำและฝุ่นก็จะเกิดการสะท้อนจนทำให้มองเห็นพื้นถนนได้ไม่ชัดเจน

สำหรับไฟตัดหมอก เมื่อติดตั้งอยู่ใกล้กับพื้นมากกว่าแสงที่ส่องออกมาจึงส่องถึงพื้นถนนได้ดีกว่า ซึ่งการมองเห็นพื้นถนนที่ชัดเจนขึ้นนี้ จะช่วยให้เราสามารถใช้พื้นถนนและเส้นแบ่งช่องทางการจราจรเป็นจุดหมายในการมองเวลาควบคุมทิศทางรถได้ง่ายขึ้นในยามที่หมอกลงจัดนั่นเอง ดังนั้นจึงไม่มีทางเลยที่แสงของไฟตัดหมอกที่ติดตั้งอย่างถูกต้องมาจากโรงงานจะพุ่งสูงขึ้นมาแยงตารถคันที่สวนมา นอกจากจะเป็นไฟที่เจ้าของเอามาติดเพิ่มเอง การติดตั้งผิดตำแหน่งหรือใช้โคมและหลอดไฟผิดประเภท

ส่วนไฟตัดหมอกท้ายในบ้านเราจะมีติดอยู่กับรถบางรุ่นเท่านั้น โดยติดตั้งอยู่ในโคมไฟท้ายหรือที่กันชนท้าย และไฟตัดหมอกท้ายนี้ต่างหากที่มักจะส่องแสงมาแยงตาคนที่ขับรถตามหลัง เพราะเป็นโคมไฟสีแดงที่มีความสว่างจ้ามากพอ ๆ กับไฟเบรก แต่จะติดสว่างอยู่ตลอดเมื่อเปิดไว้ เลยทำให้รถคันที่ขับตามมารู้สึกรำคาญ เพราะฉะนั้นถ้าไม่มีหมอกลงจัด ฝุ่นคลุ้ง หรือควันหนาทึบ ก็อย่าเปิดทิ้งไว้ให้ลำบากคนขับรถข้างหลังเลย

สรุปโดยง่าย ๆ ก็คือ ณ วันนี้การเปิดไฟตัดหมอกเมื่อมีความจำเป็นไม่ผิดกฎหมายและเพิ่มความปลอดภัย แต่เมื่อหมดความจำเป็นในการใช้งานแล้วก็ต้องปิด ไม่ถูกปรับและยังแสดงน้ำใจต่อผู้ร่วมใช้ทางเดียวกันอีกด้วย.

ที่มา เดลินิวส์ โดยสมฤกษ์ รื่นสัมฤทธิ์

13 เทคนิคการป้องกันตัวเองเมื่อจอดรถ

อันตรายที่เกิดขึ้นเมื่อเวลาลงจากรถหรือขึ้นรถเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวลากลางคืน และหากว่าเป็นผู้หญิงด้วยแล้วยิ่งต้องระวังตัวเป็นพิเศษ เราทุกคนคงเคยมีความรู้สึกกลัว หรือรู้สึกไม่ปลอดภัยเวลาจะขึ้นรถหรือลงจากรถคนเดียว จากการศึกษาพบว่าอันตรายที่เกิดขึ้นจากที่จอดรถในห้างสรรพสินค้า หรือที่บริษัทที่ทำงานมีอัตราเพิ่มขึ้น โดยคนร้ายมักเลือกเหยื่อที่ผมยาวเพราะง่ายต่อการกระชากและทำร้าย และกำลังใช้โทรศัพท์มือถืออยู่ ผู้เขียนมีโอกาสอ่านเรื่องการจอดรถอย่างปลอดภัยของมหาวิทยาลัยโทรอนโต แคนาดามีข้อแนะนำที่น่าสนใจ ดังนี้

      1. ไม่ควรทิ้งของมีค่า หรืออุปกรณ์ไฟฟ้า ของล่อใจต่างๆ ไว้บนรถ ได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก ไอแพด ไอโฟน หรือเครื่องเสียงที่มีราคาแพง ของใช้มีค่าส่วนตัว เช่น กระเป๋าถือ กระเป๋าออกกำลังกาย หรือแม้กระทั่งเศษสตางค์ไว้ในที่ที่มองเห็นได้ในรถ ควรเก็บไว้ในที่มิดชิด และมองไม่เห็น และไม่ควรมีชื่อหรือที่อยู่ติดไว้ที่สำคัญไม่ควรทิ้งบัตรเครดิต หรือสมุดบัญชีธนาคารไว้ในรถด้วย

      2. เอากุญแจออกจากรถ และล็อกรถทุกครั้ง

      3. เลือกสถานที่จอดรถที่ปลอดภัย จอดรถในที่ใกล้กับทางลง หรือใกล้กับที่ที่จะไป ใกล้ผู้คน ใกล้บันได หรือลิฟต์ หลีกเลี่ยงการจอดรถในชั้นที่ว่างหรือไม่ค่อยมีคนอื่นใช้

      4. หากไปจอดในสถานที่ที่ไม่คุ้นเคยและรู้สึกกังวลใจในความปลอดภัย ให้ขับรถสำรวจดูก่อนจนแน่ใจว่าปลอดภัยแล้วจึงจอด หากรู้สึกไม่ชอบมาพากล ให้ไว้ใจสัญชาตญาณของตัวเอง ไปหาที่จอดที่อื่นหรือตัดสินใจขับออกไป หรือใช้วิธีขับไปรอบๆ จนพบเพื่อนรวมทางคนอื่นจึงตัดสินใจจอดใกล้กับรถคันอื่นและเดินร่วมทางด้วยไปที่ประตูทางออก

      5. ทุกครั้งที่จอดรถใช้วิธีขับถอยหลังเข้าที่จอดรถ เพื่อหน้ารถจะหันหน้าออกเทคนิคนี้ทำให้เราอยู่ในสายตาของผู้คนที่ผ่านไปมา และทำให้เราสามารถขับรถออกไปได้เร็วขึ้นและง่ายขึ้นเมื่อพบคนแปลกหน้า

      6. ให้มองไปรอบๆ อย่างถ้วนถี่ก่อนลงจากรถ และเมื่อลงจากรถแล้วให้เดินอย่างรวดเร็วและมั่นใจไปที่ประตูทางออกหรือลิฟต์ อย่าทำเรื่องโน้นเรื่องนี้ เช่นรับโทรศัพท์ หาของในกระเป๋าในขณะเดินไปประตูทางออก

      7. หากรู้สึกว่ากำลังตกเป็นเป้าสายตาให้เปลี่ยนกิจวัตรประจำวันที่ทำ เช่นจอดรถในที่ใหม่ จอดในเวลาที่แตกต่างจากเดิม หลีกเลี่ยงการปฏิบัติตัวเป็นตารางเหมือนเดิมทุกวัน

      8. หากต้องขับรถและจอดรถคนเดียว อาจใช้บริการขับรถทางเดียวกัน ไปด้วยกันบ้าง (Car Pool)

      9. หากรู้สึกไม่ปลอดภัยขณะเดินกลับไปที่รถ ขอให้คนที่ไว้ใจและรู้จักเดินไปเป็นเพื่อน

      10. เมื่อเดินไปที่รถหากสังเกตเห็นว่ามีรถคันอื่นถูกงัดแงะหรือกระจกแตกให้โทรศัพท์เรียกตำรวจทันที อย่าเดินต่อไปที่รถของตัวเอง แจ้งสถานที่ให้ชัดเจนและยืนรอตำรวจในที่ที่ปลอดภัย

      11. มีกุญแจรถอยู่ในมือก่อนไปถึงที่รถ อย่าคลำหากุญแจในกระเป๋าถือ หรือกระเป๋าเอกสารใดๆ ในที่ที่ปลอดคน ตรวจดูเบาะหลังรถอย่างถ้วนถี่ก่อนขึ้นรถ เมื่อขึ้นรถแล้วให้ล็อกรถทันทีและเก็บสิ่งของมีค่าต่างๆ ให้พ้นจากการล่อสายตา

      12. ถ้าพบเจอในสิ่งที่ไม่ชอบมาพากล ให้รีบขับรถออกไปจากตรงนั้นให้เร็วที่สุด

      13. เข้าคอร์สอบรม และเรียนรู้เรื่องการป้องกันตัวเองเมื่อถูกทำร้ายเช่น การใช้นิ้วจิ้มที่บริเวณดวงตา หยิกหรือกัดบริเวณท้องแขน หรือเตะบริเวณต่อมลูกหมาก หรือใช้วิธีกระชากนิ้วของผู้ทำร้าย 2 นิ้วแล้วหักกลับในทิศทางตรงกันข้ามให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เป็นต้น ส่วนการตะโกนขอความช่วยเหลือก็ช่วยได้เช่นกัน เพราะพบว่าผู้ที่ทำร้ายหลายรายจะหลบหนีเมื่อพบว่าเหยื่อร้องตะโกนและไม่กลัวต่อการทำร้ายมากกว่าเหยื่อที่กลัวจนไม่กล้าทำอะไร นอกจากนั้น ควรถือร่ม หรือมีสเปรย์พริกไทยพ่นในกรณีฉุกเฉิน

          อันตรายมีอยู่รอบด้าน ดังนั้น หากเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดขึ้น ให้ตั้งสติให้มั่น ใช้ปัญญา ป้องกันตัวเองโดยใช้กลยุทธ์ต่างๆ ที่กล่าวไปอย่างเหมาะสมและมีความรอบคอบ ขอให้ทุกครอบครัวปลอดภัยคลาดแคล้วจากเหตุร้ายต่างๆ เป็นกำลังใจให้เสมอ

การเลือกยางรถยนต์

วิธีการอ่านแก้มยาง  

ขนาดของยาง เราสามารถดูได้ที่แก้มยาง จะมีตัวเลขประมาณใกล้เคียงกับในรูปที่แสดงนี้

             
185 คือ ความกว้างของหน้ายาง มีหน่วยเป็นมิลลิเมตร
75 คือ ความสูงของแก้มยาง เท่ากับ 75% ของความกว้างหน้ายาง
R คือ ชนิดของยาง ซึ่งตอนนี้ก็เป็นเรเดียลเกือบทั้งหมด
14 คือ ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางล้อ หน่วยเป็นนิ้ว
 82 คือ ดัชนีน้ำหนักบรรทุกสูงสุด (สามารถดูได้ตามตาราง)
S คือ สัญญาลักษณ์ความเร็ว (สามารถดูได้ตามตาราง)
ยางบางรุ่นอาจมีการบอกขนาดของยางที่แตกต่างออกไป ซึ่งโดยมาจะเป็นแนวรถ Off-road เช่น

31×10.5R15
31 คือ เส้นผ่าศูนย์กลางยาง มีหน่วยเป็นนิ้ว
10.5 คือ ความกว้างยาง มีหน่วยเป็นนิ้ว
R คือ โครงสร้างยางแบบเรเดียล
15 คือ เส้นผ่าศูนย์กลางกระทะล้อ มีหน่วยเป็นนิ้ว

ตารางแสดงดัชนีน้ำหนักบรรทุกสูงสุด

ดัชนีน้ำหนักบรรทุก น้ำหนักบรรทุกสูงสุดต่อเส้น (กิโลกรัม) ดัชนีน้ำหนักบรรทุก น้ำหนักบรรทุกสูงสุดต่อเส้น (กิโลกรัม) ดัชนีน้ำหนักบรรทุก น้ำหนักบรรทุกสูงสุดต่อเส้น (กิโลกรัม)
68 315 81 462 94 670
69 325 82 475 95 690
70 335 83 487 96 710
71 345 84 500 97 730
72 355 85 515 98 750
73 365 86 530 99 775
74 375 87 545 100 800
75 387 88 560 101 825
76 400 89 580 102 850
77 412 90 600 103 875
78 425 91 615 104 900
79 437 92 630 105 925
80 450 93 650 106 950

ตารางแสดงสัญลักษณ์ความเร็ว

สัญลักษณ์
ความเร็ว
กม./ชม. ไมล์/ชม. สัญลักษณ์
ความเร็ว
กม./ชม. ไมล์/ชม. สัญลักษณ์
ความเร็ว
กม./ชม. ไมล์/ชม.
Q 160 99 H 210 131 ZR >240 >149
R 170 106 V 240 149 ZR(Y) >300 >186
S 180 112 W 270 168
T 190 118 Y 300 186

ที่มา soonroumyang.com

เมื่อไหร่ถึงเวลาเปลี่ยนยางได้แล้วและยางรถยนต์ผลิตเมื่อไหร่ จะอ่านดูส่วนไหนของยาง รถของเราควรใช้ยางซีรี่ส์ไหน

ขอบคุณคลิปดีๆจากราย Modern Homekeeper 
greettv
ติดตามได้ที่ http://greettv.dusit.ac.th/

คลิปแนะนำ “การดูแลรถในเบื้องต้น”

สำหรับหลายคนแล้วรถก็เหมือนบ้านเคลื่อนที่ เป็นยานพาหนะที่พาเราไปยังจุดหมายอย่างปลอดภัย หากเราดูแลรถดี เขาก็จะอยู่กับเราไปอีกนาน Modern Homekeeper จึงขอนำเสนอวิธีการดูแลและตรวจสภาพรถยนต์ด้วยตัวเองในเบื้องต้น รวมถึงการเปลี่ยนแปลงยางอะไหล่เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้น เพื่อให้ช่วยเหลือตนเองได้ในเบื้องต้นก่อนถึงมืออาชีพ

ขอบคุณคลิปดีจากราย Modern Homekeeper 
greettv
ติดตามได้ที่ http://greettv.dusit.ac.th/

คำแนะนำในการเติมลมยาง

ความดันลมยางสำคัญอย่างไร
ยางรถยนต์เปรียบเสมือนเกราะกันกระแทกระหว่างระยนต์และพื้นถนน  เพื่อให้รถยนต์สามารถขับเคลื่อนได้  ยางทุกเส้นจึงต้องได้รับการเติมลมก่อนใช้งานและควรรักษาระดับความดันลมยางให้ไกล้เคียงกับที่โรงงานผู้ผลิตกำหนด  อย่างไรก็ตามความดันลมยางจะลดลงหลังจากการใช้งาน  ดังนั้นจึงควรเช็คระดับความดันลมยางอย่างสม่ำเสมอ  เพื่อยืดอายุการใช้งานของยางรถคุณ


คลิปแนะนำวิธีการเติมลมยางด้วยตัวเอง

เติมลมเมื่อยางเย็น                              
ควรเช็คลมยางในขณะที่ยางเย็น  หรือก่อนการใช้งาน  ทั้งนี้เมื่อล้อเริ่มหมุนยางจะเกิดการเปลี่ยนรูป  ทำให้อากาศภายในเกิดการเคลื่อนไหวจนทำให้เกิดความร้อนขึ้น อากาศภายในยางขยายตัวความดันลมจะเพิ่มสูงขึ้นในกรณีที่มีความจำเป็นต้องเติมลมหลังใช้งานแล้ว การเติมลมเพิ่มขึ้นอีก 2ปอนด์เพื่อชดเชยความดันอากาศที่ขยายตัว

ใส่ฝาวาล์วยางให้สนิท
ควรตรวจเช็ฝาวาล์วยางให้สนิท  เพื่อป้องกันเศษผง  ฝุ่น  หรือความชื้นซึมผ่านเข้าภายในยาง  ซึ่งจะก่อให้เกิดความเสียหายต่อยางรถยนต์ได้

การสูบลมยาง

1.   ตรวจเช็คลมยางขณะที่ยางยังเย็นอยู่หรือในช่วงเวลาก่อนออกเดินทางและปรับแต่งให้ถูกต้องตามอัตราที่โรงงาผู้ผลิตรถยนต์กำหนดเป็นประจำ
2.  ในกรณียางใหม่  ให้เพิ่มความถี่ในการตรวจเช็คลมยางให้มากกว่าปกติ (ในช่วง 3,000 กม. แรก)  เนื่องจากโครงยางในช่วงนี้จะมีการขยายตัวทำให้ความดันลมยางลดลง
3.   ห้ามปล่อยลมยางออก  เมื่อความดันลมยางสูงขึ้นในขณะกำลังใช้งานเพราะความร้อนที่เกิดขึ้นขณะที่ใช้งานเป็นตัวทำให้ความดันลมภายในยางสูงขึ้น
4.   เพื่อป้องกันลมรั่วซึมที่วาล์ว  ควรเปลี่ยนวาล์วและแกนวาล์วทุกครั้งที่เปลี่ยนยางใหม่และมีฝาปิดวาล์วตลอดเวลา
5.   สำหรับยางอะไหล่  ให้ตรวจเช็คลมยางให้ถูกต้องทุกครั้งอยู่เสมอ
6.   ในกรณีรถเก๋งที่ขับด้วยความเร็วสูง  ให้เติมลมยางให้มากกว่าปกติ  3-5  ปอนด์ต่อตารางนิ้ว

ตรวจเช็คความดันลมยางอย่างน้อยเดือนละครั้ง
ควรตรวจเช็คความดันลมยางของรถ  ให้อยู่ระดับที่ผู้ผลิตกำหนดเพื่อให้หน้ายางสัมผัสกับผิวถนนได้อย่างสม่ำเสมอ  โดยปกติโรงงานประกอบรถยนต์จะระบุระดับความดันลมยางที่เหมาะสมกับรถไว้บนแผ่นโลหะบริเวณขอบประตูหรือกำหนดในคู่มือประจำรถ  การเติมลมยางที่ถูกต้องนอกจากจะช่วยประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงแล้ว  ยังช่วยยืดอายุการใช้งานได้แก่รถคุณด้วย  นอกจากนี้การเติมรถยางที่ไม่เท่ากัน  จะส่งผลให้รถยนต์เสียการทรงตัวเมื่อเบรคหยุดหรือเร่งความเร็ว  หรือรถถูกดึงไปด้านใดด้านหนึ่งขณะขับและทำให้ยางสึกไม่เท่ากันด้วย

การเติมลมยางมากเกินไป
ทำให้หน้าสัมผัสของยางกับพื้นผิวถนนลดลง  ดอกยางบริเวณกลางจะสึกมากกว่าด้านข้างทั้งสอง  และเนื่องจากความยืดหยุ่นของยางลดลงทำให้โครงสร้างผ้าใบเสียหายได้ง่าย  และยังทำให้รถกระดอนเมื่อวิ่งบนถนนขรุขระ

การเติมลมยางน้อยไป
ทำให้ดอกยางไม่เรียบ  โดยดอกยางบริเวณไหล่ยางจะสึกเร็วกว่าบริเวณกลางยาง  เกิดความร้อนสูงขณะยางเปลี่ยนรูปและแรงกระแทกจะทำให้โครงสร้างผ้าใบเสียหาย  และไม่สามารถคืนกลับสภาพเดิม

กรณีสูบลมยางน้อยกว่ากำหนด (TIP) –  อายุยางลดลง
     –  บริเวณไหล่ยางจะสึกหรอเร็วกว่าส่วนอื่น ๆ
     –  เกิดความร้อนสูงที่บริเวณไหล่ยาง  ทำให้ผ้าใบหรือเนื้อยางไหม้แยกออกจากัน
     –  โครงยางบริเวณแก้มยางฉีกขาด  หรือหักได้
     –  สิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิง
     –  เนื้อยางบริเวณหน้ายางจะฉีกขาดได้ง่าย  ถ้าวิ่งด้วยความเร็วสูงมากกว่า  100 กม./ชม.

กรณีสูบลมยางมากกว่ากำหนด
      –  เกิดการลื่นไถลได้ง่าย  เนื่องจากพื้นที่การยึดเกาะถนนลดลง
    –  โครงยางระเบิดได้ง่ายเมื่อได้รับแรงกระแทก  หรือถูกของมีคมตำเนื่องจากโครงยางเบ่งตัวเต็มที่เกิดการยืดหยุ่นตัวได้น้อยดอกยางจึงสึก  บริเวณตอนกลางมากกว่าส่วนอื่น ๆ
    –  อายุยางลดลง
    –  ความนุ่มนวลในการขับขี่ลดลง

เช็คลมยางอย่างไรให้ถูกต้อง
ลมยางจะลดลงโดยตัวมันเองประมาณ  2-3 ปอนด์ต่อตารางนิ้วต่อเดือน  ดังนั้นจึงควรเช็คลมยางอย่างน้อยเดือนละครั้ง  ขณะที่ยางยังเย็นอยู่  โดยเติมลมยางตามคู่มือรถแต่ละคันที่ติดอยู่ที่ข้างประตูรถ

การบรรทุกของหนัก
น้ำหนักบรรทุกมีผลอย่งมากต่ออายุของยาง  จึงเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องควบคุมน้ำหนักบรรทุกให้มีความสัมพันธ์กับความดันลมภายในยาง  และไม่ควรเติมความดันลมยางให้มากกว่าที่กำหนด  เพื่อเพิ่มความสามารถในการรับน้ำหนักของยางให้มากขึ้น  เพราะการเพิ่มความดันลมยางมากขึ้นจะมีผลต่อยางดังที่กล่าวมาแล้ว

ในกรณีที่บรรทุกน้ำหนักเกินอัตรา
โครงยางบริเวณแก้มยาง  หรือขอบยางหักหรือระเบิดได้ง่ายเนื่องจากรับน้ำหนักที่กดลงมาไม่ไหว
ความร้อนภายในยางจะเกิดขึ้นสูงมาก  ทำให้การยึดเกาะระหว่างเนื้อยางกับโครงยางลดลง  และแยกออกจากกันได้ง่าย
การเคลื่อนไหวของหน้ายางมีมาก  ทำให้ยางสึกหรอเร็วและทำให้อายุยางลดลง

การสลับตำแหน่งยาง
ยางรถยนต์จะเกิดการสึกหรอไม่เท่ากันทุกเส้น  โดยมีสาเหตุจาก

สภาพรถ
สภาพผิวถนน                      
ศูนย์ล้อ
การหักเลี้ยวของรถ
การสูบลมยาง
ตำแหน่งยาง
ลักษณะการขับขี่
ฤดูกาล
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตำแหน่งล้อหน้าจะเกิดการสึกผิดปกติของดอกยางง่ายที่สุด ดังนั้น เพื่อให้ยางมีอายุการใช้งานได้นาน  ควรสลับตำแหน่งยางอยู่เสมอ (ยางเรเดียล ควรสลับตำแหน่งยางทุก 10,000 กม.)

ที่มา cockpitthaiphetkasem.com

ติดตั้ง’กูเกิ้ลแม็พส์’ อัพเกรดรถอัจฉริยะ

ในปัจจุบัน ค่ายรถยนต์จำนวนมากต่างพยายามหาเทคโนโลยีและแอพพลิเคชั่นล้ำสมัยมาติดตั้งในรถเพื่ออำนวยความสะดวกสบายในการใช้งานให้กับผู้ขับขี่ หลังจากเมื่อเดือนพ.ย. ปีก่อน เจเนอรัล มอเตอร์ (จีเอ็ม) ค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่จากสหรัฐเพิ่งติดตั้งฟังก์ชันการสั่งผ่านด้วยเสียง “สิรี” ของแอปเปิ้ล ในรถยนต์รุ่นเชฟวี่ สปาร์ก และโซนิก LTZ RS เพื่อลดความเสี่ยงของผู้ขับขี่ในขณะใช้รถยนต์ รวมถึงความสะดวกต่อการเรียกใช้ฟังก์ชันต่างๆ

ล่าสุดค่ายรถยนต์จากเกาหลีใต้ทั้ง “เกีย” และ “ฮุนได” มีแผนติดตั้งแอพพลิเคชั่น “กูเกิ้ลแม็พส์” ในรถยนต์เช่นกัน โดยรถยนต์เกียรุ่น “โวเรนโต้ ซียูวี” จะเป็นรุ่นแรกที่เชื่อมโยงแอพพลิเคชั่นแผนที่อัจฉริยะของกูเกิ้ลกับระบบ “ยูวีโอ อีเซอร์วิส” สามารถใช้ค้นหาข้อมูลด้วย “กูเกิ้ลวอยซ์” ในปี 2557 ส่วนฮุนไดจะนำกูเกิ้ลแม็พส์มาผนวกกับระบบ “บลูลิงก์” และแพลตฟอร์ม “เทเลมาติกส์” โดยจะสาธิตคุณสมบัติในงาน CES 2013 ที่นครลาสเวกัส สหรัฐ กลางเดือนนี้

ระบบบลูลิงก์ และยูวีโอเป็นระบบที่ทำงานบนรถยนต์ร่วมกับสมาร์ตโฟนผ่านบลูทูธ สามารถสั่งการรถได้จากสมาร์ตโฟน เช่น สตาร์ตเครื่อง ล็อกและปลดล็อกรถ เปิด-ปิดไฟ เชื่อมต่อระบบนำทางผ่านดาวเทียม เช็กข้อมูลสภาพการจราจรแบบเรียลไทม์ เป็นต้น

นายเฮนรี่ ซีห์ หัวหน้าทีมพัฒนาจากเกีย กล่าวว่า การนำกูเกิ้ลแม็พส์มาบูรณาการร่วมกับระบบ ยูวีโอ อีเซอร์วิสจะช่วยยกระดับการใช้งานรถยนต์ให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ระบบยูวีโอจะช่วยให้ผู้ขับขี่ตรวจสอบ วิเคราะห์สถานะของรถยนต์ ตลอดจนพฤติกรรมการขับขี่ผ่าน “คาร์แคร์เว็บ” ได้

ด้านแบร์รี่ รัตซลาฟฟ์ ผู้บริหารฮุนไดในอเมริกากล่าวว่า ระบบบลูลิงก์ช่วยให้ผู้ขับขี่ค้นหาสถานที่หรือจุดหมายปลายทางได้ง่าย ผ่านกูเกิ้ลแม็พส์ ซึ่งระบบบลูลิงก์รุ่นใหม่นี้จะยิ่งทำให้ประสิทธิภาพของการใช้งานรถยนต์เพิ่มขึ้น ฮุนไดหวังว่าการได้ทำงานร่วมกับกูเกิ้ลอย่างต่อเนื่อง จะทำให้ฮุนไดนำเสนอนวัตกรรมใหม่ๆ สู่ผู้ใช้ได้ต่อไปในอนาคต

นายมิกกี้ คาตาเรีย ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายผลิตภัณฑ์ของกูเกิ้ล กล่าวว่า ผู้ใช้รถยนต์ควรจะมีการเข้าถึงข้อมูลที่ครอบคลุมถูกต้องและเป็นประโยชน์ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ซึ่งขณะนี้มีค่ายรถยนต์อย่างออดี้ เดมเลอร์ และเทลซา มอเตอร์ เตรียมนำกูเกิ้ลแม็พส์ไปเป็นส่วนหนึ่งในระบบภายในรถยนต์แล้วเช่นกัน

ที่มา ข่าวสด

error: Content is protected !!