ตัวอักษร ภาพ หรือเครื่องหมาย สำหรับรถบรรทุกวัตถุอันตราย

ตัวอักษร ภาพ หรือเครื่องหมาย สำหรับรถบรรทุกวัตถุอันตราย

วัตถุอันตราย หมายถึง   สาร  สิ่งของ   วัตถุหรือวัสดุ ๆ   ที่อาจเกิดอันตรายต่อสุขภาพและวามปลอดภัยของคน   สัตว์  ทรัพย์สิน   หรือสิ่งแวดล้อม   ระหว่างทำการขนส่ง   ซึ่งแยกเป็น 9 ประเภทดังนี้

ประเภทที่ 1  วัตถุระเบิด (Eplossives) หมายถึง   ของแข็ง  หรือหของเหลว   หรือสารผสมที่สามารถเกิดปฎิกิริยาทางเคมีด้วยตนเอง   ทำให้เกิดก๊าซที่มีความดันและความร้องอย่างรวดเร็ว   ก่อให้เกิดการระเบิดสร้างความเสียหายบริเวณโดยรอบได้   และให้รวมถึงสารที่ใช้ทำดอกไม้เพลิง   และสิ่งของที่ระเบิดด้วย   แยกเป็น  6  ประเภทย่อย คือ

1.1 สารหรือสิ่งของที่ก่อให้เกิดอันตรายจากากรระเบิดรุนแรงทันทีทันใดทั้งหมด   (Mass ezplosion)
1.2 สารหรือสิ่งของที่มีอันตรายจากากระเบิดแตกกระจายแต่ไม่ระเบิดทันทีทันใดทั้งหมด
1.3 สารหรือสิ่งของที่ที่มีอันตรายต่อการเกิดเพลิงไหม้   และอาจมีอันตรายจากการระเบิด   หรือการระเบิดแตกกระจายร่วม   แต่ไม่ระเบิดทันทีทันใดทั้งหมด
1.4 สารหรือสิ่งของที่ไม่แสดงความเป็นอันตรายอย่างเด่นชัด   หากเกิดการประทุหรือประทุในระหว่างการขนส่ง   จะเกิดความเสียหายเฉพาะภาชนะบรรจ

1.5 สารทีที่มีความไวต่อการระเบิด   แต่หากมีการระเบิดจะมีอันตรายจาการระเบิดทั้งหมด
1.6 สิ่งของที่ไวต่อการระเบิดน้อยมาก   และไม่ระเบิดพร้อมกันทั้งหมด   มีความเสี่ยงต่อการระเบิดอยู่ในวงจำกัดเฉพาะในสิ่งของนั้น ๆ ไม่มีโอกาสที่จะเกิดการประทุหรือแผ่กระจายในทางทำการขนส่ง

ประเภทที่ 2 ก๊าซ (Gases) หมายถึง   สารที่อุณหภูมิ  50   องศาเซลเซียส   มีความดันไอมากกว่า  300   กิโลปาสกาล  ซึ่งได้แก่   ก๊าซอัด  ก๊าซพิษ   ก๊าซอยู่ในสภาพของเหลวอุณหภูมิต่ำและให้รวมถึงก๊าซที่ละลายในสารภายใต้ความดันด้วย   แยกเป็น  3  ประเภทย่อย  คือ
2.1 ก๊าซไวไฟ   (Flammabel  gases)  หมายถึง   ก๊าซที่อุณหภูมิ  20   องศาเซลเซียส  และมีความดัน   101.3  กิดลปาสกาล   สามารถติดไฟได้เมื่อสัมผสมกับอากาศ 13 เปอร์เซ็นต์หรือต่ำกว่าดดยปริมาตรหรรือมีช่วงกว้างที่สามารถติดไฟได้   12   เปอร์เซ็นต์ขึ้นไปเมื่อผสมกับอากาศ   โดยไม่คำนึงถึงความเข้มข้นต่ำสุดของการผสม
2.2 ก๊าซไวไฟและไม่เป็นพิษ  (Non-flammable ,   non-toxc  gases)  หมายถึง   กา๊ซที่ขณะขนส่งมีความดันไม่น้อยกว่า   280  กิโลปาสกาลที่อุณหภูมิ 20 องศาเซลเซียล หรืออยู่ในสภาพของเหลวอุณหภูมิต่ำ
2.3 ก๊าซพิษ  (Toxic   gases)  หมายถึง   ก๊าซที่มีคุณสมบัติเป็นที่ทราบทั่วกันไป   หรือได้มีการสรุปว่าเป็นพิษหรือกัดกร่อน   หรือเป็นอันตรายต่อสุขภาพ

ประเภทที่ 3 ของเหลวไวไฟ (Flammable  liquids)  หมายถึง  ของเหลว   หรือของเหลวผสม   หรือของเหลวที่มีสารแขวนลอยผสมซึ่งมีจุวาบไฟไม่เกิน   60.5  องศาเซลเซียส   กรณีทดสอบด้วยถ้วยปิด  (close-cup    test)  หรือไม่เกิน  65.6   องศาเซลเซียส   กรณีทดสอบด้วยถ้วยเปิด  (close-cup   test )   และให้รวมถึงของเหลวที่ขณะขนส่งถูกทำให้มีอุณหภูมิเท่ากับหรือมากกว่าจุดวาบไฟของเหลวนั้น   และสารหรือสิ่งของที่ทำให้อุณหภูมิจนเป็นของเหลวขณะทำการขนส่ง   ซึ่งเกิดไอระเหยไวไฟที่อุณหภูมิไม่มากกว่าอุณหภูมิสูงสุดที่ใช้ในการขนส่ง

ประเภทที่ 4 ของแข็งไวไฟ สารที่มีความเสี่ยงต่อการลุกไหม้ได้เอง   และสารที่สัมผัสกับน้ำแล้วทำให้เกิดก๊าซไวไฟ (Flammable  Solids,  Substances  Liable  to  spontaneous   combustion,  Substances  whice  in  contact  with   water  emit  flammable  gases) แยกเป็นประเภทย่อย คือ
4.1   ของแข็งไวไฟ  (Flammable  Solids)   หมายถึง   ของแข็งที่ระหว่างทำการขนส่งสามารถที่จจะติดไฟได้ง่าย   หรืออาจทำให้เกิดการลุกไหม้ขึ้นได้จากการเสียดสี   สารหรือสารที่เกี่ยวข้องที่มีนวโน้มที่จะเกิดปฏิกิริยาคายความร้อนที่รุนแรง   และให้รวมถึงวัตถุระเบิดที่ถูกลดความไวต่อการระเบิด   ซึ่งอาจระเบิดได้   ถ้าหากไม่ทำให้เจือจางเพียงพอ
4.2   สารที่สัมผัสกับน้ำแล้วทำให้เกิดก๊าซไวไฟ   (Substances  whice  in  contact  with  water  emit   flammable  gases)  หมายถึง   สารที่ทำปฎิกิริยากับน้ำแล้วมีแนวโน้มที่จะเกิดการติดไฟได้เอง   หรือทำให้เกิดก๊าซไวไฟในปริมาณที่เป็นอันตราย

ประเภทที่ 5 สารออกไดส์และสารอินทรีย์เปอร์ออกไซด์ (Oxidizing  substances  and  Organic peroxides) แยกเป็น 2 ประเภทย่อย คือ
5.1   สารออกซิไดส์ (Oxidizing  substances)   หมายถึง   สารที่ตัวเองของารเองอาจไม่ติดไฟ   โดยทั่วไปจะปล่อยออกซิเจนหรือเป็นเหตุหรือช่วยใ้วัตถุอื่นเกิดการลุกไหม้
5.2   สารอินทรีย์เปอร์ออกไซด์ (Organic peroxides)   สารอินทรีย์ที่มีโครงสร้างออกซิเจน   2  อะตอม  -O-O-   และอาจถือได้ว่าเป็นสารที่อนุพันธ์ของ   Hydrogen peroxide  ซึ่งอะตอมของ  Hydrogen 1   หรือทั้ง  2 อะตอม   ถูกแทนที่ด้วย  Oranic  radicals   สารนี้ไม่เสถียรความร้อนซึ่งอาจเกิดปฏิกิริยาคายความร้อนและเร่งการแตกตัวด้วยตนเอง   และอาจมีคุณสมบัติอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างดังต่อไปนี้
ก.   แนวโน้มที่จะระเบิดสลายตัว ข.   เผาไหม้อย่างรวดเร็ว
ค.   ไวต่อการกระแทกหรือการเสียดสี ง.   ทำปฏิกิริยากับสารอื่นก่อให้เกิดอันตรายได้
จ.    เป็นอันตรายต่อตา

ประเภทที่  6   สารพิษและสารติดเชื้อ (Toxic  and   Infections  sustances) แยกเป็น  2   ประเภทย่อย  คือ
6.1  สารพิษ    (Toxic  sustances)  หมายถึง   สารที่มีแนวโน้มจะทำให้เสียชีวิต   หรือบาดเจ็บรุนแรง   หรือเป็นอันตรายต่อสุขภาพ   หากกลืนหรือสูดดม   หรือสัมผัสทางผิวหนัง
6.2   สารติดเชื้อ  (Infections  sustances )   หมายถึงสารที่ทราบว่าหรือคาดว่ามีเชื้อดรคปนอยู่ด้วย   เชื้อโรค  คือ  จุลินทรีย์   (ซึ่งรวมถึง  แบคทีเรีย   ไวรัส  Rickettsia  พยาธิ  เชื้อรา)   หรือจุลินทรีย์ที่เกิดใหม่   หรือเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรม   ซึ่งรู้กันโดยทั่วไปหรือมีข้อสรุปที่เชื่อถือได้ว่าเป็นเหตุให้เกิดโรคต่อมนุษย์หรือสัตว์

ประเภทที่  7   วัสดุกัมมันตรังสี (Radioactive   material) หมายถึง    วัสดุที่สามารถแผ่รังสีที่มองไม่เห็น   ซึ่งเป็นอันตรายต่อร่างกาย    การพิจารณาความเป็นอันตรายให้เป็นไปตามมารตราฐานและข้อกำหนดต่าง ๆ   ด้านการขนส่งสารกัมตรังสีของทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างปรหะเทศ   (International  Atomic  Energy  Agency  หรือ  IAEA)

ประเภทที่   8  สารกัดกร่อน (Corrosive   substances) หมายถึง   สารซึ่งโดยปฏิกิริยาเคมีจะก่อให้เกิดความเสียหายต่อเนื้อเยื่อของสิ่งมีชีวิตอย่างรุนแรง   หรือกรณีของการรั่วจะเกิดความเสียหาย    หรือทำลายสิ่งของอื่นหรือยานพาหนะที่ใช้ในการขนส่ง   หรือเกิดอันตรายอื่นได้ด้วย

ประเภทที่   9  วัตถุอันตรายเบ็ดเตล็ด (Misellaneous dangerous   substances  and  articles) หมายถึง   สารและสิ่งของที่ในขณะขนส่งมีความเป็นอันตราย   ซึ่งไม่จัดอยู่ในประเภทที่ 1 ถึงประเภทที่ 8   และให้รวมถึงสารที่มีอุณหภูมิไม่ต่ำกว่า   100  องศาเซียส ในสภาพของเหลว หรือมีอุณหภูมิไม่ต่ำกว่า 240   องศาเซลเซียส ในสภาพของแข็ง

ลักษณะการบรรทุกวัตถุอันตรายดังกล่าว   ที่ผู้รถที่ใช้ในการขนส่งต้องได้รับใบอนุญาตขับรถชนิดที่ 4 มีดังนี้

1. รถบรรทุกวัตถุอันตราย  (รถตามกฎหมายว่าด้วยการขนส่ง   ลักษณะ  4  )   ที่ถังบรรทุกมีความจุเกินกว่า 1,000 ลิตร

2. รถพ่วงและรถกึ่งพ่วง  (รถตามกฎหมายว่าด้วยการขนส่ง   ลักษณะ  6  และลักษณะ  7)   ที่ถังที่ใช้ในการบรรทุกเฉพาะวัตถุอันตราย   มีความจุเกินกว่า 1,000 ลิตร
และรถตามกฎหมายว่าด้วยการขนส่ง   ลักษณะอื่น   ที่มีลักษณะการบรรทุกโดยนำไปไช้ในการบรรทุกวัตถุอันตราย   ดังนี้

1. วัตถุอันตรายประเภทที่  1   (วัตถุระเบิด)   ประเภทที่  6   (สารพิษและสารติดเชื้อ)   และประเภทที่  7 (วัตถุกัมมันตรังสี)

2. วัตถุอันตรายที่เป็นก๊าซหรือก๊าซเหลวบรรจุในภาชนะโดยมีปริมาณรวมกันเกินกว่า 1,000 ลิตร   หรือมีน้ำหนักรวมกันเกินกว่า 1,000  ลิตร

3. วัตถุอันตรายที่เป็นของเหลวที่บรรจุในภาชนะ   โดยมีปริมมาณรวมกันเกินกว่า 1,000 ลิตร   หรือเป็นขอิงแข็งที่มีน้ำหนักรวมกันเกินกว่า 1,000  กิโลกรัม   หรือทั้งสองอย่างรวมกันเกินกว่า   1,000 ลิตร หรือเกินกว่า 1,000   กิโลกรัม  อย่างใดอย่างหนึ่ง
ทั้งนั้   ประกาศนี้มิให้ใช้บังคับแก่

1. รถที่ใช้ในการบรรทุกเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอลล์    ที่มีภาชนะบรรจุเครื่องดื่มในแต่ภาชนะมีปริมาตรไม่เกิน   250  ลิตร

2. รถที่ใช้ลากจูงที่รถบรรทถุกวัตถุอันตรายตามประกาศนี้   ในกรณีที่รถบรรทุกวัตถุอันตรายนั้นไม่สามารถใช้งานได้ตามปกติหรือเกิดอุบัติเหตุ

3. รถที่ใช้ในการขนส่งวัตถุอันตรายอื่น   นอกจากที่กำหนดไว้ในข้อ 1   และข้อ 2   ที่ได้รับยกเว้นตามเอกสารคำแนะนำของสหประชาชาติ   ว่าด้วยการขนส่งสินค้าอันตราย   (UN  Recommemdations  on  the  Transport  of   Dangerous  Gooods)    ที่ได้รับความเห็นชอบจากรมการขนส่งทางบก

หากผู้ประกอบการขนส่งวัตถุอันตราย   มีข้อสังสัยสามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่   สำนักวิศวกรรมและความปลอดภัย   โทร  272-5312

คู่มือสอบใบขับขี่รถยนต์-ดาวน์โหลดฟรี !

คู่มือสอบใบอนุญาตขับขี่รถยนต์ เนื้อหาอธิบายความรู้เกี่ยวกับกฎจราจร การใช้รถใช้ถนนให้ถูกต้องและปลอดภัย แสดงภาพจำลองสถานการณ์ต่างๆ เนื้อหาอยู่ในส่วนท้ายๆ ถือว่าใช้ในการเตรียมตัวสอบได้ดีเลยทีเดียว ส่วนรายละเอียดประกอบด้วย

– คำนิยาม
– การใช้รถ
– การใช้ไฟ หรือเสียงสัญญาณของรถ
– การบรรทุก
– สัญญาณจราจร และเครื่องหมายจราจร
– การขับรถ
– การขับรถแซง และผ่านขึ้นหน้า
– การออกรถ การเลี้ยวรถ และการกลับรถ
– การหยุดรถ และจอดรถ
– ข้อกำหนดเกี่ยวกับความเร็วของรถ
– การขับรถผ่านทางร่วมทางแยก หรือวงเวียน
– รถฉุกเฉิน
– การลากรถ หรือการจูงรถ
– อุบัติเหตุ
– ลักษณะป้ายจราจร และเครื่องหมายบนพื้นทาง

ที่มา http://www.drivingdd.com 

สอบ-ต่อใบขับขี่ เตรียมตัวอย่างไร

ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่ต้องขับขี่รถยนต์ หรือรถจักรยานยนต์เดินทางบนท้องถนน คงไม่ดีแน่ หากไร้ซึ่งใบอนุญาตขับขี่ ดังนั้น วันนี้เราจะมาว่าด้วยเรื่องของใบขับขี่กัน แต่อย่างแรกคงต้องพูดถึงข้อกำหนดใหม่ในการสอบใบขับขี่ 2555 กันก่อน ซึ่งข้อกำหนดใหม่นี้ จะใช้เวลาในการสอบใบขับขี่ 2 วันด้วยกัน แยกออกเป็นการสอบข้อเขียน และสอบปฏิบัติ สำหรับคนที่กำลังเตรียมตัวเพื่อสอบใบขับขี่ ต่ออายุใบขับขี่ ทั้งรถยนต์และรถจักรยานยนต์ นอกจากจะต้องฝึกขับรถให้คล่องแล้ว มีข้อควรรู้อะไรอีกบ้างไปดูกันเลยจ้า


 คุณสมบัติของผู้ที่มีสิทธิ์สอบใบขับขี่
          1. ใบขับขี่รถจักรยานยนต์ ผู้สอบใบขับขี่ ต้องมีอายุ 15 ปี ขึ้นไป
          2. ใบขับขี่รถยนต์ ผู้สอบใบขับขี่ ต้องมีอายุ 18 ปี ขึ้นไป
          3. ไม่เป็นผู้พิการทางสายตา (ตาบอด)
          4. ไม่มีอาการตาบอดสี
          5. สำหรับผู้พิการดังต่อไปนี้ ถ้าต้องการทำใบขับขี่ ให้ติดต่อเจ้าหน้าที่กรมการขนส่งทางบกเพื่อรับคำปรึกษา
              – ผู้พิการแขนขาดข้างเดียว
              – ผู้พิการขาขาดข้างเดียว
              – ผู้พิการตาบอดข้างเดียว
              – ลำตัวพิการ
              – หูหนวก
 เอกสารในการยื่นขอสอบใบขับขี่
          1. บัตรประชาชนตัวจริง พร้อมสำเนา
          2. กรณีไม่มีบัตรประชาชน ให้ใช้บัตรข้าราชการ หรือหลักฐานอื่น ๆ ที่ใช้แทน พร้อมสำเนา
          3. ใบรับรองแพทย์ มีอายุไม่เกิน 1 เดือน

          4. สำเนาทะเบียนบ้าน

          5. ขอใบขับขี่แบบสมาร์ทการ์ด ไม่ต้องใช้รูปถ่าย


          6. ขอใบขับขี่แบบธรรมดา ใช้รูปถ่าย 1 นิ้ว จำนวน 2 ใบ มีอายุไม่เกิน 6 เดือน
 ขั้นตอนในการขอสอบใบขับขี่
          1. รับบัตรคิวสอบใบขับขี่ ได้ที่กรมการขนส่งทางบกใกล้บ้านท่าน
          2. นำเอกสารที่เตรียมมายื่นต่อเจ้าหน้าที่
          3. ทดสอบสมรรถภาพทางร่างกาย ดังนี้
               ทดสอบตาบอดสี โดยให้เรียกชื่อสีหลังจากเห็นสัญญาณไฟจราจรจำลอง
               ทดสอบสายตาทางลึก โดยการกดปุ่มเลื่อนเสา 2 เสา ให้อยู่ตำแหน่งตรงกัน
               ทดสอบสายตาทางกว้าง เป็นการทดสอบการมองกระจกข้าง โดยการจ้องที่จุดสีตรงกลาง แล้วมีสีต่าง ๆ ขึ้นมาให้เห็นทางหางตาทั้งสองข้าง ให้ตอบให้ถูกต้องว่าสีที่หางตาคือสีอะไร
               ทดสอบการใช้เท้า โดยการเหยียบคันเร่ง แล้วเหยียบเบรกหลังเห็นสัญญาณไฟแดง ต้องผ่านเกณฑ์ 2 ใน 3 ครั้ง
          4. อบรมทฤษฎีการขับขี่รถยนต์ การอ่านป้ายจราจรต่าง ๆ ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง
          5. สอบข้อเขียนเกี่ยวกับทฤษฎีในการขับขี่รถยนต์และรถจักรยานยนต์ มีเวลา 1 ชั่วโมง ข้อสอบจำนวน 30 ข้อ ผู้สอบใบขับขี่รถยนต์ต้องตอบถูก 23 ข้อขึ้นไป ส่วนผู้สอบใบขับขี่มอเตอร์ไซค์ ต้องตอบถูก 24 ข้อขึ้นไป ทำในคอมพิวเตอร์ รู้ผลทันที และให้กลับบ้านได้ โดยให้มาสอบปฏิบัติใหม่ในวันรุ่งขึ้น
          6. วันต่อมา ให้มารับบัตรคิวสอบปฏิบัติการขับขี่ ฟังการสาธิตการสอบ หากนำรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ไปเองให้นำไปจอดรอใกล้ ๆ สนามสอบ หากไม่มี ให้ทำเรื่องเช่ารถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ได้
 ขั้นตอนการสอบปฏิบัติรถยนต์
          1. การขับรถเดินหน้าและหยุดรถเทียบทางเท้า
               ด้านซ้ายของรถต้องจอดขนานกับขอบทาง มีระยะห่างไม่เกิน 25 เซนติเมตร
               ด้านหน้าของรถต้องไม่ล้ำเกินจุดหยุดรถข้างทาง และมีระยะห่างไม่เกิน 1 เมตร
               ห้ามขับปีนทางเท้าหรือขอบทาง
          2. การขับรถเดินหน้าและถอยหลังทางตรง มีการทดสอบให้เลือก 2 แบบ
               แบบที่ 1 ขับเดินหน้าและถอยหลังออก ในช่องเดินรถที่มีความยาวประมาณ 10-12 เมตร มีหลักวางขนานกัน 2 แถว ระยะห่างวัดจากความกว้างของตัวรถบวกเพิ่มไปอีกข้างละ 50 เซนติเมตร ห้ามชนหรือขับเบียดหลักที่วางไว้
               แบบที่ 2 ขับเดินหน้าและถอยหลัง ในช่องที่กำหนดให้ มีขนาดกว้าง 2.5 เมตร โดยล้อรถต้องไม่ทับเส้น และห้ามชน หรือปีนขอบทาง
          3. การขับรถถอยหลังเข้าซอง
               เปลี่ยนเกียร์เดินหน้า และถอยหลังรวมกันได้ไม่เกิน 7 ครั้ง
               ท้ายรถต้องตั้งฉากกับขอบทาง ไม่ปีนหรือไม่ตกขอบทาง

          4. การหยุดรถและออกรถบนทางลาด               โดยให้ขับรถขึ้นทางลาด แล้วเหยียบเบรกเพื่อหยุดรถ โดยไม่ไหลลงจากทางลาด จากนั้นให้เดินหน้าเพื่อออกรถ

          5. การกลับรถ
               ให้กลับรถในช่องที่กำหนด โดยไม่เบียดหรือชนหลักที่ตั้งเอาไว้
          6. การขับรถตามเครื่องหมายจราจร
               ขับรถไปตามช่องทางที่กำหนด เมื่อเจอป้ายจราจรให้ปฏิบัติตามป้าย ห้ามลืมเปิดไฟเลี้ยวและให้สัญญาณไฟให้ถูกต้องทุกครั้ง
          7. เมื่อผ่านขั้นตอนทั้งหมดแล้ว ให้เดินกลับมารับผลการสอบใบขับขี่และไปยื่นขอทำใบขับขี่รถยนต์ได้เลย

 ขั้นตอนการสอบปฏิบัติรถจักรยานยนต์
          1. การเดินหน้าและหยุดรถ
               การออกรถต้องซ้าย ขวา และด้านหลังก่อนทุกครั้ง การหยุดรถต้องจอดให้สนิทและเอาขาซ้ายลงวางกับพื้น
          2. การขี่รถซิกแซก
               ให้ขี่รถซิกแซกผ่านกรวยสีส้มที่วางอยู่ประมาณ 5 อัน โดยไม่ชน หรือทำกรวยล้ม
          3. การทรงตัวบนทางแคบ
               ให้ขี่รถบนแท่นปูนซีเมนต์ หรือสะพานไม้แคบ ๆ กว้างประมาณ 30 เซนติเมตร ยาวประมาณ 3 เมตร ให้ขี่ทรงตัวไปจนสุดทาง
          4. การอ่านป้ายและทำตามกฎจราจร
               เมื่อขี่รถและพบทางแยก ให้เปิดไฟเลี้ยว และเลี้ยวไปตามที่ป้ายจราจรบอกไว้ พบทางม้าลายให้จอดให้คนเดินข้าม โดยหยุดรถให้สนิท
          5. เมื่อสอบปฎิบัติเสร็จแล้ว ให้ไปยื่นขอทำใบขับขี่รถจักรยานยนต์ได้เลย
 การต่ออายุใบขับขี่
          สำหรับใครที่ใบขับขี่หมดอายุ การต่อใบขับขี่ในปัจจุบัน ต้องเข้าฟังการอบรมประมาณ 2 ชั่วโมง เตรียมเอกสารให้พร้อม แล้วไปยื่นขอต่อใบขับขี่กับเจ้าหน้าที่ โดยหากใบขับขี่ขาดการต่ออายุไม่เกิน 1ปี ให้เข้าฟังอบรม ทดสอบสมรรถภาพ และสอบข้อเขียนใหม่ หากใบขับขี่ขาดการต่ออายุเกิน 3 ปี จะต้องสอบใบขับขี่ใหม่ทั้งหมด
 เอกสารในการต่อใบขับขี่รถยนต์และจักรยานยนต์
          1. บัตรประชาชนตัวจริง พร้อมสำเนา
          2. ใบขับขี่ใบเดิมที่หมดอายุ
          3. ใบรับรองแพทย์ มีอายุไม่เกิน 1 เดือน

          4.  หากมีการย้ายทะเบียนบ้าน ให้นำสำเนาทะเบียนบ้านฉบับใหม่ไปด้วย

 ขั้นตอนในการต่อใบขับขี่รถยนต์และจักรยานยนต์
          1. ยื่นเอกสารขอต่อใบขับขี่

          2. เข้าฟังการอบรม

          3. ทดสอบสมรรถนะทางร่างกาย
          4. ถ่ายรูป
          5. ชำระค่าธรรมเนียมการต่อใบขับขี่รถยนต์ 605 บาท หรือ ค่าธรรมเนียมการต่อใบขับขี่รถจักรยานยนต์ 355 บาท และรอรับใบขับขี่ใหม่ได้เลย
 สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่   

          กรมการขนส่งทางบก
          ที่อยู่ 1032 ถนนพหลโยธิน แขวงจอมพล เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร 10900
          โทรศัพท์ 1584 หรือ 0-2271-8888
          เว็บไซต์ : www.dlt.go.th/th

          สำนักงานขนส่ง จ.นนทบุรี
          ที่อยู่ 28/8 หมู่ที่ 8 ถ.ติวานนท์ ต.บางกระสอ อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000
          โทรศัพท์ 1584 หรือ 08-0307-1811 ฝ่ายใบอนุญาตขับรถ
          เว็บไซต์ www.site.dlt.go.th/non2011
           สำนักงานขนส่ง จ.สมุทรปราการ
          ที่อยู่ 332 หมู่ที่ 3 ถนนสุขุมวิทสายเก่า ต.บางปูใหม่  อ.เมือง จ.สมุทรปราการ 10280
          โทรศัพท์ 0-2323-3618, 0-2323-2703
          เว็บไซต์ www.samutprakan.dlt.go.th
          สำนักงานขนส่ง จ.ปทุมธานี
          ที่อยู่ 84 หมู่ 1 ต.บ้านฉาง  อ.เมือง  จ.ปทุมธานี 12000
          โทรศัพท์ 0-2581-4526, 0-2581-8070
          เว็บไซต์ www.pathumthani.dlt.go.th
          สำนักงานขนส่ง จ.สมุทรสาคร
          ที่อยู่ 119 หมู่ 1 ต.ท่าจีน อ.เมือง จ.สมุทรสาคร 74000
          โทรศัพท์ 034-820896-8
          เว็บไซต์ www.samutsakhon.dlt.go.th
          สำนักงานขนส่ง จ.นครปฐม
          ที่อยู่ 100 หมู่ที่ 8 ถนนมาลัยแมน ต.วังตะกู อ.เมือง จ.นครปฐม 73000
          โทรศัพท์ 0-3426 1011-3
          เว็บไซต์ www.nt-dlt.com
           สำนักงานขนส่ง จ.เชียงใหม่
          ที่อยู่ 192 ม.7 ต.แม่เหียะ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ 50100
          โทรศัพท์ 0-5327-8570, 0-5327-0410-2
          เว็บไซต์ www.chiangmaidlt.go.th 
          สำหรับใครที่ไปสอบใบขับขี่แล้วไม่ผ่าน ก็สามารถกลับไปสอบใหม่ได้ โดยต้องมีระยะห่าง 3 วัน จากครั้งสุดท้ายที่ไปสอบมาอ่านจบแล้วอย่าลืมเตรียมตัวให้พร้อม ทั้งเอกสาร การฝึกขับรถ และที่สำคัญต้องพกสติไปด้วยนะจ๊ะ

ขั้นตอนที่ควรรู้ เกี่ยวกับการซื้อรถยนต์ใหม่ป้ายแดง

รถยนต์เป็นสิ่งที่เกือบทุกคนอยากจะมีไว้ใช้ แต่ทว่าราคาของมันไม่ใช่ว่าทุกคนจะสามารถซื้อได้ บางคนเก็บเงินหลายปีกว่าจะซื้อได้ ดังนั้น เราควรจะต้องมีความรู้เรื่องนี้พอสมควร ไม่ควรรีบร้อน ผมเป็นคนหนึ่งที่ซื้อรถยนต์ป้ายแดงครั้งแรก มันก็ไม่ราบรื่นอย่างที่คิดไว้ เจอหลายๆอย่างจึงอยากแบ่งปันประสบการณ์ เพื่อให้ทุกคนได้รถอย่างที่ตัวเองหวังไว้ เริ่มต้นเลยนะครับ
1.     การเลือกรถที่คุณต้องการ ควรศึกษาข้อมูลเบื้องต้นหรือถามผู้รู้และความต้องการของเรา ว่าเราขอบอะไร เพื่ออะไร   
  • ยี่ห้อรถยนต์ เข้าเวบของยี่ห้อนั้นดูข้อมูล เรื่องการให้บริการ ศูนย์บริการ ข่าวไม่ดีต่างๆ
  • รุ่นรถ รุ่นที่เราชอบ option ต่างๆ ของแต่ละรุ่น ความจำเป็นในการใช้งาน
  • สีรถ สีที่ชอบและดวงตามความเชื่อ เดี๋ยวจะต้องมาเสียเวลาติดสติกเกอร์รถสีต่างๆเพิ่มอีก
  • ราคา เราควรประเมินตัวเราเองว่า เราสามารถจ่ายได้ขนาดไหน เมื่อซื้อรถจะมีปัญหาเรื่องค่าใช้จ่ายหรือเปล่า อย่าฟังคนอื่นมาก ฟังหูไว้หู เพราะยังไงเวลาเรามีปัญาเรื่องการเงินคงไม่มีใครมาช่วยจ่าย
 2.     การเลือกศูนย์บริการที่คุณต้องการเข้าไปซื้อรถ ควรเลือกศูนย์ที่ไว้ใจได้นะครับ เพราะเราต้องอยู่กับศูนย์นั้นหลายปีทีเดียว ขอย้ำว่าหลายปี หากเลือกผิดเราจะช้ำใจไปเลยครับ และจะทำอะไรเกี่ยวกับรถก็ลำบากไปหมด เราจะรู้ได้ยังไงว่าเป็นศูนย์ที่เราต้องการ ลองพิจารณาตามนี้ดูนะครับ 
  • เป็นตัวแทนจากยี่ห้อรถยนต์ที่เราต้องการจะซื้อ
  • ประวัติของศูนย์ครับ ต้องถามข้อมูลจากคนรอบข้างที่เคยไปใช้บริการ หรือข่าวลือต่างๆ ครับ บางศูนย์เห็นเราเข้าไปเหมือนพระเจ้า บางศูนย์เห็นเราเข้าไปเหมือนขอทาน บางศูนย์เจ้าของเป็นผู้มีอิทธิพล (เวลาเรามีปัญหาหลังจากซื้อรถไป เซลแมนจะเอามาขู่เราด้วย) เลือกศูนย์ที่มีประวัติดีนะครับ มีคนชมมากกว่าคนด่า ต่อให้ตั้งศูนย์ใหม่แต่เจ้าของคนเดิม ทีมงานเดิม การบริการก็ยังห่วยเหมือนเดิมครับ
  • ศูนย์บริการใกล้บ้านครับ สะดวกต่อการติดต่อ ประหยัดน้ำมัน
3.     การเลือกเซลแมน ขั้นตอนนี้สำคัญมากกว่าการเลือกศูนย์บริการนะครับ เพราะหากเจอเซลที่ดี เซลจะเป็นเหมือนที่ปรึกษาเรื่องรถที่ดีสำหรับคุณที่เดียวและคุณจะได้รถตามที่คุณหวัง แต่หากเจอเซลแย่คุณจะโดนโกงสารพัดวิธีที่เดียว เซลแมนคือที่คอยให้คำแนะนำเรื่องรถ ทำสัญญา เตรียมรถให้เรา แต่ที่สำคัญที่สุด เค้าจะต้องขายรถให้เราเพื่อทำกำไรให้ทางบริษัท และค่าคอมมิสชัน กำไรจากส่วนอื่นๆ ที่เราพลาดเผลอไปยอมรับโดยไม่ระวังซึ่งสำคัญกว่าบริการเราซะอีก แล้วเราจะเลือกยังไง 
  • ถ้าเซลเป็นญาติพี่น้องที่ดีต่อเรา จะดีมากเค้าคงเลือกสิ่งดีๆให้พี่น้องกันโดยไม่หวังผลกำไรมากอยู่แล้ว
  • เพื่อนพี่น้อง แนะนำเซลให้ แสดงว่าคนคนนั้นเคยใช้บริการมาแล้ว เซลคงรักษามาตรฐานการให้บริการที่ดีทุกคน
  • ใช้น้ำเสียงการให้บริการฟังแล้วรู้สึกสบายใจ แต่หากฟังแล้วขัดหูหรือไม่สบายใจเปลี่ยนคนเถอะ
  • ขั้นตอนการอธิบายรถ อธิบายแล้วเราเข้าใจ ถามอะไรสามารถตอบได้
  • อย่าเลือกเพียงเพราะหน้าตา หรือเพราะพูดเพราะ ให้จำสุภาษิตนี้ไว้เลยครับ หน้าเนื้อใจเสือปากหวานก้นเปรี้ยว การเลือกเซลแมน
4.     เรื่องของแถม ดูสิว่าเซลให้ของแถมไรเราบ้าง เช่น 
  • น้ำมันเต็มถัง
  • ส่วนลดเงินสด
  • เบาะหนัง
  • ฟิล์มรอบคัน ยี้ห้ออะไร ประกันกี่ปี ติดรุ่นไหนได้บ้าง ราคาที่ติดได้เท่าไร ติดที่ไหน
  • เคลือบสี+กันสนิม ทำฟรีทุกครั้ง หรือเสียตังค์แต่ละครั้งเท่าไร
  • ประกันภัยชั้น 1 ฟรีหรือเปล่า
  • Sensor ถอยหลัง 2 หรือ 4 จุด ไม่ได้ติดจากโรงงาน ต้องถามว่าซื้อของอะไร ติดตั้งที่ไหน รับประกันกี่ปี ซ่อมที่ไหน
  • อุปกรณ์แต่งรถ เช่น สปอร์ยเลอร์ กระจังหน้า คิ้วกันสาด สเกิร์ตรอบคัน คิ้วบันไดสแตนเลส ต้องถามว่าซื้อของอะไร ของศูนย์ ของร้าน หรือของแท้ ติดตั้งที่ไหน ส่วนใหญ่เค้าจะแถมของที่ซื้อจากร้าน
  • ของอื่นๆ เช่น ผ้าคลุมรถ หมอนผ้าห่ม พรมปูพื้น สายรองเบลท์ อุปกรณ์ฉุกเฉิน ผ้ายางปูพื้น ถาดหลังกันเปื้อน น้ำหอม ชุดทำความสะอาด ที่ล๊อคพวกมาลัย หมอนผ้าห่ม ม่านบังแดด ฯลฯ ผมได้ครบเกือบทุกอย่างตามที่กล่าวมาตั้งแต่ต้น ทำไมเค้าถึงให้ผมเยอะขนาดนี้ มันมีเหตุครับ รับรองเซลเค้าได้มากกว่าที่เสียให้ผม
5.     ถามเรื่องประกันภัยชั้น 1 ที่เค้าให้เรานะครับ ไม่ว่าจะแถมให้ฟรี หรือเราเสียตังค์เอง มันมีส่วนสำคัญมากครับ และรถใหม่ทุกคันที่ผ่อนจะต้องทำครับ เราควรจะถามข้อมูลอะไรบ้างเกี่ยวกับประกันจากเซล หากเซลตอบไม่ได้ หรือเราไม่เข้าใจ ก็อย่าเพิ่งจองนะครับ ให้เราเข้าใจก่อนเกี่ยวกับประกันสำคัญมากครับ ให้เราเข้าใจก่อน สิ่งที่เราควรรู้นะครับ
  • เป็นของบริษัทอะไร น่าเชื่อถือหรือเปล่า ใกล้เจ้งไหม
  • บริษัทประกันนั้นมีข่าวไม่ดีจากลูกค้าหรือเปล่า เช่น บริการไม่ดี บริการช้า
  • ซ่อมศูนย์ หรือซ๋อมอู่ ถึงจะเป็นประกันชั้น 1 แต่ก็ใช่ว่าจะสามารถซ่อมได้ทุกที่ เพราะราคาการซ่อมที่ประกันสามารถจ่ายได้บางศูนย์หรือบางอู่ก็รับไม่ได้ อย่างกรณีผม มีศูนย์ยี่ห้อ A 2 ที่แถวบ้าน แต่ที่หนึ่งรับเคลมไม่ต้องจ่ายเพิ่ม แต่อีกที่เมื่อไปเคลมจะมีส่วนต่างที่เราต้องจ่ายเพิ่มเอง แต่ศูนย์ที่รับเคลมที่ไม่มีส่วนต่างรอคิวซ่อมนานเป็นเดือนๆ เราต้องรู้ก่อนเพื่อไม่เสียความรู้สึกภายหลัง
  • ข้อควรรู้สำหรับมือใหม่ หากรถเราเสียหายโดยไม่มีคู่กรณีเราต้องจ่ายประกันเริ่มต้น 1000 บาท แต่หากมีคู่กรณี คู่กรณีจ่ายครับซ่อมฟรี แต่เสียเวลา
6.     ถามเรื่องการทำสินเชื่อ หากเราไม่ได้ซื้อเงินสด ควรถามเรื่องนี้กับเซลด้วยนะครับ เพราะเราต้องทำ สัญญาเช่าซื้อกับธนาคารนั้น สิ่งที่เราควรรู้คือ 
  • บริษัทหรือธนาคารอะไร
  • ดอกเบี้ยเท่าไร
  • จำเป็นต้องมีประกันวงเงินสินเชื่อหรือเปล่า
  • ตอนนี้ก็ลองให้เซลคิดเรื่องเงินเรื่องทองให้ดูเลยนะครับ ว่ามีค่าใช้จ่ายวันรับรถอะไรบ้าง โดยของผมทั้งหมดมันจะมีตามข้างล่าง เงินที่เราจะทำสัญญาเช่าซื้อคือ ค่าใช้จ่ายทั้งหมด-เงินจอง-เงินดาวว์ ครับ  
  • ค่ารถยนต์รุ่นที่เราจอง
  • ค่าจดทะเบียน
  • ค่ามัดจำป้ายแดง
  • ค่าประกันภัยชั้น 1
  • พ.ร.บ.
  • ค่าตกแต่ง
  • ค่าประกันภัยวงเงินสินเชื่อ
7.     การจองรถยนต์ ขั้นตอนนี้เราเริ่มที่จะเสียเงินแล้วนะครับ หากเราพอใจกับตัวรถยนต์รุ่นที่เราต้องการ ของแถมที่เซลจะจัดให้ นิสัยและคำอธิบายของเซล เรื่องประกันชั้น 1 เราก็จองรถเลยครับ แต่หากเรายังรู้สึกลังแลก็อย่าเพิ่งจองนะครับ มันไม่ทำให้เซลเสียเวลาหรอกครับ เพราะรถที่เราจะซื้อไม่ใช่คันละบาทสองบาท ไปนอนคิดที่บ้านดีกว่าครับ คราวนี้มีคำถามว่าทำไมต้องจอง เนื่องจากรถมีราคาแพงดังนั้นหากไม่มี Order โรงงานก็จะไม่ผลิตรถมาขาย ดังนั้นเมื่อเราจองรถ เซลจะเก็บหลักฐานสำเนาบัตรประจำตัวประชาชน เพื่อไปใช้ประกอบการส่งข้อมูลให้โรงงานผลิตรถยนต์ รถที่ผลิตออกมาคันนั้นจะผลิตตามรุ่นและสี ตามที่เราจองไปทุกประการ หากทำมาแล้วไม่ตรง เรามีสิทธิที่จะไม่เอาและขอค่าจองคืนได้  มีข้อแนะนำดังนี้ 
  • อย่าลืมขอใบเสร็จหรือสัญญาการจอง
  • สัญญาการจองต้องระบุรุ่นและสีของรถที่เราต้องการให้ถูกต้อง
  • สัญญาการจองต้องเขียนของแถมทุกอย่างให้ครบอย่าบอกปากเปล่า
  • ตอนนี้ถามเลยครับว่ารถจะมาเมื่อไร และจะติดต่อกลับเราวันไหนระบุให้ชัดเจนเขียนลงในสัญญาเลยครับ
  • หากเราละเอียดมากๆ แล้วถ้าเซลงอแง หรือแกล้งลืมๆ ไม่จด เราก็บอกไปเลยครับว่ายังไม่จอง อย่ารีบร้อนนะครับ รถไม่ใช่ถูกๆ
  • หลังจากจองเสร็จก็รอ หากเซลโทรมาเปลี่ยนแปลงเรื่องของแถมก็แล้วแต่เราว่ารับได้ไหม รับไม่ได้ก็ขอเงินจองคืน
8.     การตรวจรับรถป้ายแดง แล้วก็ถึงเวลาที่รถเรามาถึง บางที่หากเราติดฟิล์มหรือไม่ได้ทำอะไรเพิ่มเติม เซลจะโทรให้ไปรับรถเลย แต่หากเรามีการตกแต่งที่ไม่ได้ทำมาจากโรงงาน เซลจะให้ไปดูรถและตรวจรถที่มาจาโรงงาน ยังไงก็ตามเราควรทำหารตรวจรับรถที่มาจากโรงงานก่อนเริ่มเลยนะครับ 
  • ควรพาผู้เชียวชาญเรื่องรถยนต์ สี และพวกจับผิดเรื่องรถยนต์เก่งๆ เพราะเรามือใหม่
  • มีแบบฟอร์มการตรวจตาม link นี้เลยครับ http://www.oknation.net/blog/print.php?id=53788 และควรจะค่อยตรวจที่ละขั้นอย่างละเอียด โดยให้คนที่พาไปด้วยช่วยเราดู อย่าแย่งกันดูนะครับ เดี๋ยวจะเช็คไม่ครบ อย่ากลัวว่าเราจะงี่เง่า รถราคาแพงครับ
  • ขอดูเอกสารที่รถลงถึงอู่ ว่าวันที่เท่าไร ช่างตรวจรับหรือยัง เค้าจะเรียกว่าใบ Warranty Bosket ครับ หากไม่มี ค่อยมาตรวจใหม่วันหลัง
  • สำคัญมาก อย่าลืมจดหมายเลขเครื่องเอาไว้ด้วยนะครับ ว่ารถคันนี้เราเช็คแล้ว
  • ข้อตกลงเรื่องการติดตั้งของอื่นๆ เพิ่มเติม ของแถมตามสัญญาการจองเช่น 
    • ติดฟิล์ม
    • สปอร์ยเลอร์ กระจังหน้า คิ้วกันสาด สเกิร์ตรอบคัน คิ้วบันไดสแตนเลส
    • Sensor ถอยหลัง
    • เบาะหนัง
  • พวกนี้ต้องรอเช็คอีกรอบวันรับรถ หากติดตั้งเสร็จแล้วให้ตรวจดูความเรียบร้อยดังนี้  
    • ติดฟิล์ม  ขอดูใบติดตั้ง ใบรับประกันเขียนถูกต้องเหรือเปล่า มีฟองอากาศหรือเปล่า
    • สปอร์ยเลอร์ กระจังหน้า คิ้วกันสาด สเกิร์ตรอบคัน คิ้วบันไดสแตนเลส การติดตั้งเรียบร้อยหรือเปล่า น๊อตที่ใช้เป็นแบบไหน กันสนิมหรือเปล่า ขอบยางหารติดสวยหรือเปล่า ใช่ซิลิโคนอะไร มีรอยหรือเปล่า สีเข้ากับสีรถหรือเปล่า เนื้อละเอียดเหมือนสีรถหรือเปล่า
    • Sensor ถอยหลัง ทดสอบว่าวัดการถอยหลังยังไง
    • เบาะหนัง สีตามที่เราต้งการหรือเปล่า ตะเข็บ ติดเรียบเนียนหรือเปล่า
9.     ทำสัญญาซื้อขาย หรือสัญญารับรถ ตราบใดที่เรายังไม่เซ็นรับรถ เราก็เหมือนพระเจ้า แต่เมื่อไรก็ตามเราเซ็นรับรถแล้วและเราเอารถออกจากศูนย์ เราเหมือนยาจกทันที ก่อนเว็นควร 
  • รถสวยงามอย่างที่เราต้องการหรือเปล่า ใช่รุ่นที่เราต้องการหรือเปล่า ไม่ใช่มาจากโรงงานอีกรุ่น มาแต่งเป็นอีกรุ่นที่เราต้องการ มันไม่สมควร
  • ตรวจตามข้อ 8 อีกรอบ เอาหมายเลขเครื่องมาดูเลยครับว่าหมายเลขเดียวกับที่เราตรวจมาแล้วหรือเปล่า
  • ตรวจดูการติดตั้งอุปกรณ์ตกแต่งเสริมตามข้อ 8
  • ของแถมครบหรือเปล่า ไม่ครบรอเซ็นรับวันหลัง
  • น้ำมันเต็มถังหรือเปล่า
  • เอกสารต่างๆครบหรือเปล่าเช่น 
เอกสารประกันหรือใบเสร็จ
พ.ร.บ. หรือใบเสร็จ
ใบเสร็จค่ามันจำป้ายแดง+สมุดคู่มือป้ายแดง
ป้ายแดงของแท้หรือเปล่า ต้องมีตรา ขส….
เอกสารติดตั้งฟิล์ม และรับประกันฟิล์ม
เอกสารการรับประกันอุปกรณ์รถหรือ Warranty Bosket ที่มีชื่อเราโดยไม่มีรอยลบ ขีด เปลี่ยนแปลงข้อมูล
คู่มือรถ
เอกสารเซ็นต์เตรียมจดทะเบียน จะได้ป้ายขาวเมื่อไร เลือกเลขทะเบียนได้หรือเปล่า หรือต้องติดต่อกับขนส่งเอง
10. ถ้าครบทุกอย่าง ตามที่กล่าวมา ก็รับรถไปได้เลยครับ
error: Content is protected !!