ติดตั้ง’กูเกิ้ลแม็พส์’ อัพเกรดรถอัจฉริยะ

ติดตั้ง’กูเกิ้ลแม็พส์’ อัพเกรดรถอัจฉริยะ

ในปัจจุบัน ค่ายรถยนต์จำนวนมากต่างพยายามหาเทคโนโลยีและแอพพลิเคชั่นล้ำสมัยมาติดตั้งในรถเพื่ออำนวยความสะดวกสบายในการใช้งานให้กับผู้ขับขี่ หลังจากเมื่อเดือนพ.ย. ปีก่อน เจเนอรัล มอเตอร์ (จีเอ็ม) ค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่จากสหรัฐเพิ่งติดตั้งฟังก์ชันการสั่งผ่านด้วยเสียง “สิรี” ของแอปเปิ้ล ในรถยนต์รุ่นเชฟวี่ สปาร์ก และโซนิก LTZ RS เพื่อลดความเสี่ยงของผู้ขับขี่ในขณะใช้รถยนต์ รวมถึงความสะดวกต่อการเรียกใช้ฟังก์ชันต่างๆ

ล่าสุดค่ายรถยนต์จากเกาหลีใต้ทั้ง “เกีย” และ “ฮุนได” มีแผนติดตั้งแอพพลิเคชั่น “กูเกิ้ลแม็พส์” ในรถยนต์เช่นกัน โดยรถยนต์เกียรุ่น “โวเรนโต้ ซียูวี” จะเป็นรุ่นแรกที่เชื่อมโยงแอพพลิเคชั่นแผนที่อัจฉริยะของกูเกิ้ลกับระบบ “ยูวีโอ อีเซอร์วิส” สามารถใช้ค้นหาข้อมูลด้วย “กูเกิ้ลวอยซ์” ในปี 2557 ส่วนฮุนไดจะนำกูเกิ้ลแม็พส์มาผนวกกับระบบ “บลูลิงก์” และแพลตฟอร์ม “เทเลมาติกส์” โดยจะสาธิตคุณสมบัติในงาน CES 2013 ที่นครลาสเวกัส สหรัฐ กลางเดือนนี้

ระบบบลูลิงก์ และยูวีโอเป็นระบบที่ทำงานบนรถยนต์ร่วมกับสมาร์ตโฟนผ่านบลูทูธ สามารถสั่งการรถได้จากสมาร์ตโฟน เช่น สตาร์ตเครื่อง ล็อกและปลดล็อกรถ เปิด-ปิดไฟ เชื่อมต่อระบบนำทางผ่านดาวเทียม เช็กข้อมูลสภาพการจราจรแบบเรียลไทม์ เป็นต้น

นายเฮนรี่ ซีห์ หัวหน้าทีมพัฒนาจากเกีย กล่าวว่า การนำกูเกิ้ลแม็พส์มาบูรณาการร่วมกับระบบ ยูวีโอ อีเซอร์วิสจะช่วยยกระดับการใช้งานรถยนต์ให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ระบบยูวีโอจะช่วยให้ผู้ขับขี่ตรวจสอบ วิเคราะห์สถานะของรถยนต์ ตลอดจนพฤติกรรมการขับขี่ผ่าน “คาร์แคร์เว็บ” ได้

ด้านแบร์รี่ รัตซลาฟฟ์ ผู้บริหารฮุนไดในอเมริกากล่าวว่า ระบบบลูลิงก์ช่วยให้ผู้ขับขี่ค้นหาสถานที่หรือจุดหมายปลายทางได้ง่าย ผ่านกูเกิ้ลแม็พส์ ซึ่งระบบบลูลิงก์รุ่นใหม่นี้จะยิ่งทำให้ประสิทธิภาพของการใช้งานรถยนต์เพิ่มขึ้น ฮุนไดหวังว่าการได้ทำงานร่วมกับกูเกิ้ลอย่างต่อเนื่อง จะทำให้ฮุนไดนำเสนอนวัตกรรมใหม่ๆ สู่ผู้ใช้ได้ต่อไปในอนาคต

นายมิกกี้ คาตาเรีย ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายผลิตภัณฑ์ของกูเกิ้ล กล่าวว่า ผู้ใช้รถยนต์ควรจะมีการเข้าถึงข้อมูลที่ครอบคลุมถูกต้องและเป็นประโยชน์ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ซึ่งขณะนี้มีค่ายรถยนต์อย่างออดี้ เดมเลอร์ และเทลซา มอเตอร์ เตรียมนำกูเกิ้ลแม็พส์ไปเป็นส่วนหนึ่งในระบบภายในรถยนต์แล้วเช่นกัน

ที่มา ข่าวสด

ขับรถถอยหลัง อย่างมีเทคนิค

ปัญหาใหญ่ของมือใหม่หัดขับ รวมทั้งมือเก่าทั้งหลาย ทุกคนคงเคยเจอปัญหาการถอยหลังเข้าที่จอด บางคนขับรถทางไกลไปได้หลายกี่โลเมตร แต่พอถึงที่จอดกลับขาดความมั่นใจกว่าจะถอยเข้าซองได้ต้องใช้เวลานาน บางคนขับไปได้ถึงไหนต่อไหน พอกลับมาถึงบ้านจะถอยเข้าที่จอดรถ กลับถอยชนเสาบ้านตัวเองซะอย่างนั้น วันนี้จึงขอนำเทคนิคการขับรถถอยหลังมาฝากทุกท่านครับ

                 สาวๆหลายคนมักไม่ชินเวลาต้องขับรถถอยหลัง หรือเก้ๆ กังๆ กะระยะห่างไม่ถูกเวลาถอยรถเข้าช่องจอด เพราะคุ้นเคยแต่เดินหน้า เลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวา จนลืมไปว่าการขับรถถอยหลังก็ สำคัญไม่แพ้กัน ทั้งอาจทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ง่ายกว่าขับเดินหน้าเสียอีก เรามารู้วิธีขับรถถอยหลังให้ถูกและเทคนิคง่ายๆ ที่ได้จากการสังเกต

: ขับรถถอยหลังนั้น ควรจะใช้ความเร็วต่ำ และขับช้าๆ ซึ่งจะทำให้การหมุนพวงมาลัยได้ผลดี

: ขณะที่จะหมุนพวงมาลัย ควรให้รถมีการเคลื่อนที่นิดหน่อย เพราะจะช่วยลดการเสียดสี ระหว่างหน้ายางกับพื้นถนน

: หลักการถอยหลัง มีอยู่ว่าหลักว่าต้องการให้ท้ายของรถยนต์หันไปทางใด ก็ให้หมุนพวงมาลัยไปทางนั้นเช่น ต้องการให้ท้ายรถเลี้ยวไปทางซ้าย ก็ให้หมุนพวงมาลัยไป ด้านซ้าย และถ้าต้องการให้ท้ายรถเลี้ยวไปทางขวา ก็หมุนพวงมาลัยไปทางด้านขวา

: ในขณะที่คุณจะถอยหลัง หากอยู่ในภาวะขับขัน การจราจรแออัดควรเปิดสัญญาณไฟ และสังเกตรถที่ผ่านไปมาทั้งด้านหน้า-หลัง ซ้าย-ขวา ว่าพ้นระยะในการหักวงเลี้ยวของรถเราหรือเปล่า

: เพิ่มความมั่นใจขณะถอยด้วยการใช้มือขวาควบคุมพวงมาลัย และใช้แขนซ้ายอ้อมไปจับด้านหลังของเบาะคู่หน้า จากนั้นค่อยๆ ถอยช้าๆ เข้าซอง ซึ่งวิธีนี้จะทำให้การเอี้ยวคอไปมองท้ายรถสะดวกขึ้น

: การทิ้งช่วงห่างระหว่างท้ายรถกับกำแพงด้านหลัง บ่อยครั้งที่เรามักจะกะระยะไม่ถูก เนื่องจากไม่กล้าถอยกลัวท้ายจะชนโดยเฉพาะในเวลากลางคืน ลองใช้วิธีแตะเบรกช่วย แล้วสังเกตแสงไฟท้าย ประเมินดูได้จากรัศมีของแสงไฟ หากจอดชิดเกินไปจะมีแสงหรี่หรือมองไม่แสง แต่หากแสงจ้าแสดงว่ายังถอยหลังได้อีก

: ทั้งนี้ลองสังเกตการจอดของรถข้างๆ ที่มีขนาดใกล้กันช่วยด้วยก็ได้ โดยพยายามให้บานประตูรถอยู่ในระนาบเดียวกัน หรือสังเกตุกระจกมองข้างของรถเราให้ตรงกับของรถข้างๆ (ถ้าความยาวของรถไกล้เคียงกัน) และระวังเรื่องรถคุณจะจอดล้ำหน้าเกินไป

: ขณะเดียวกันก็ต้องประเมินขนาดของรถ และขนาดช่องว่างพื้นที่ๆ จะนำรถเข้าจอด พร้อมด้วยช่องว่างที่เหลือ เพื่อการหักเลี้ยวด้วย

ที่มา Lisa

ขับขี่ปลอดภัย ตั้งใจดีอย่างเดียวไม่พอ

การตั้งสถาบันสอนกฎจราจรแห่งแรกในประเทศไทย เป็นเรื่องน่าชื่นชมในความตั้งใจดีของกระทรวงศึกษาธิการกับกองบัญชาการตำรวจนครบาล เพราะเป็นที่รู้กันมานานว่าพฤติกรรมเสี่ยงคือ สาเหตุใหญ่ของอุบัติเหตุ การที่เล็งเด็กเป็นกลุ่มเป้าหมาย คงสะท้อนความเชื่อของผู้รับผิดชอบว่า การสอนกฎจราจร ตั้งแต่เยาว์วัยจะนำไปสู่ การลดพฤติกรรมเสี่ยงได้ในระยะยาว เข้าทำนอง คติ “ไม้อ่อนดัดง่าย ไม้แก่ดัดยาก”

  ถ้าความเชื่อนั้นถูกต้อง ก็แปลว่าในระยะสั้น เด็กที่ผ่านการสอนของสถาบันนี้จะข้ามถนนเดินถนนถูกกฎในระยะยาวเมื่อโตขึ้นมีรถขับ จะขับรถด้วยความ ปลอดภัยตามกฎจราจร อนุมานต่อไปว่า เมื่อเป็นเช่นนี้ เด็กที่ผ่านการสอนจะประสบอุบัติเหตุน้อยกว่าเด็กทั่วไป เมื่อโตขึ้นจะประสบอุบัติเหตุจากการขับขี่น้อยกว่า คนรุ่นเดียวกันที่ไม่ผ่านการสอน

           ผู้เขียนก็อยากเอาใจช่วยให้เป็นไปในทางที่ดี แต่เมื่อไปสำรวจความรู้ที่ผู้เชี่ยวชาญรวบรวมสังเคราะห์ไว้ ก็อดเป็นห่วงไม่ได้ว่า ชะรอยความเชื่อข้างต้นจะ ไม่มีหลักฐานที่เชื่อถือได้สนับสนุน ดร.เมย์ฮิว แห่งมูลนิธิเพื่อการวิจัยการบาดเจ็บทางถนน ประเทศแคนาดาได้ตีพิมพ์บทสังเคราะห์องค์ความรู้ ใน วารสาร Injury Prevention ฉบับที่ 8 ปีพ.ศ.2545 รวบรวมความรู้ เกือบสามสิบปี ตั้งแต่ปีพ.ศ.2518-2545 สรุปใจความสำคัญได้ว่า โครงการฝึกอบรมหรือสอนขับขี่รถยนต์/จักรยานยนต์ทั้งหลายล้วนล้มเหลวในการส่งเสริมพฤติกรรมขับขี่ปลอดภัย

         ข้อสรุปนี้สอดคล้องกับผลการสังเคราะห์ความรู้ก่อนหน้านี้ของนักวิชาการหลายกลุ่ม เช่นจากมหาวิทยาลัยจอห์นฮอบกิ้น ประเทศสหรัฐอเมริกา สถาบันTransport South Australia ประเทศออสเตรเลีย กลุ่มCochrane Injuriesในสหราชอาณาจักร ฯลฯ ซึ่งเสนอผลงานในระหว่างปีพ.ศ.2543-45 ซ้ำร้ายกว่านั้น งานวิชาการหลายชิ้นยังสรุปด้วยว่า การสอนขับขี่ชักนำให้ผู้เรียนได้ใบขับขี่มาเร็วกว่าคนวัยเดียวกันที่
ไม่ได้ผ่านการสอน เลยออกถนนเร็วกว่า และประสบอุบัติเหตุมากกว่าเพื่อน

            ในรายงานชิ้นหนึ่งแสดงตัวเลขให้เห็นว่า ในบรรดานักเรียนชั้นมัธยมปลาย 16,388 คน เมื่อจำแนกเป็นสามกลุ่ม สองกลุ่มแรกผ่านการอบรมการขับขี่หลักสูตร 72 ชั่วโมง และ24 ชั่วโมง ได้ใบขับขี่ร้อยละ 88.4 และ 86.2 ตามลำดับ ในขณะที่กลุ่มที่สามไม่ได้ผ่านการอบรมได้ใบขับขี่ ร้อยละ 84.3 เมื่อติดตามต่อมาพบอัตราการประสบอุบัติเหตุในสองกลุ่มแรกเท่ากับร้อยละ 28.6 และ 26.5 ตามลำดับ และ ในกลุ่มที่สาม พบร้อยละ26.7

               ถึงตรงนี้ เชื่อว่าท่านผู้อ่านคงรู้สึกลำบากใจที่จะยอมรับข้อสรุปที่ออกจะสวนทางกับสามัญสำนึกทั่วไป ผู้เขียนจึงขอขยายความต่อไปว่า มีเหตุผลอันใดที่อยู่เบื้องหลังความล้มเหลวเช่นนั้น

            1. การสอนฯละเลยหรือไม่ให้น้ำหนักเพียงพอต่อการปลูกฝังความรู้และทักษะที่จำเป็นยิ่งต่อการขับขี่ ปลอดภัย ตัวอย่างเช่น ทักษะในการประเมิน ความเสี่ยงบนถนน ผู้เรียนอาจไม่ถูกฝึกให้ตระหนักและสามารถประเมินความ เสี่ยงของการขับขี่ยามค่ำคืน การขับขี่ขณะถนนลื่น การขับจักรยานยนต์บนช่อง ทางที่ใช้ความเร็วสูง เป็นต้น

           2. การสอนฯ ไม่สามารถปลูกฝังเจตคติที่ดีในการขับขี่ปลอดภัย ทำให้ผู้เรียนไม่ใส่ใจที่จะนำทักษะและความรู้ ไปใช้ในชีวิตจริง ความจริงที่อาจมองข้ามคือ ในชีวิตจริงมีสิ่งเร้าให้ผู้เรียนขับขี่ไปในทางที่เสี่ยงภัย เช่น โฆษณายานยนต์และผลิตภัณฑ์โดยใช้ความแรง ความเร็วเป็นจุดขาย ภาพยนตร์แนวแอ๊คชั่นที่ตัวละครแสดงลีลา ผาดโผนขณะขับขี่ เพื่อนฝูงที่มีค่านิยมความเร็วและแรงในการขับขี่ ฯลฯ สิ่งเร้าเหล่านี้มักมีแรงชักจูง(ในทางเสื่อม) มากกว่าเจตคติขับขี่ปลอดภัย ที่หลักสูตรปลูกฝังไว้

         3. การสอนฯ สร้างความเชื่อมั่นเกินจริงในความสามารถของตนเอง มีหลักสูตรจำนวนไม่น้อยฝึกให้ผู้เรียนขับขี่ สามารถประคองรถในสภาพการณ์ที่ลื่นไถล แต่ในชีวิตจริงโอกาสที่จะเผชิญสถานการณ์นี้มีน้อย
ทำให้ทักษะที่เรียนมาเสื่อมถอยไป โดยที่ผู้เรียนไม่ทันรู้ตัว เลยหลงผิดว่าตนยังมีความสามารถนั้นอยู่ จึงชะล่าใจ ปล่อยให้ตนเองเข้าสู่สถานการณ์ลื่นไถลโดยไม่จำเป็น ถ้าหันมาเน้นการฝึกสอนให้ผู้เรียนรู้จักและตระหนักในขีดจำกัดของตนเองอยู่ตลอดเวลา ก็จะลดความฮึกเหิม ลดความชะล่าใจนั้นได้ จะสังเกตเห็นว่า คนตาบอดและคนพิการอื่นๆมักระมัดระวังตัวในการเดินมากกว่าคนปกติ เพราะตระหนักรู้ขีดจำกัดของตนเองตลอดเวลา

          4. การสอนฯไม่สามารถช่วยให้ผู้เรียนจัดการกับสิ่งเร้าใจให้สุ่มเสี่ยงได้ มีการวิจัยมากมายที่แสดงให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างการเกิดอุบัติเหตุกับสิ่งเร้า ใจให้สุ่มเสี่ยง เช่น การท้าทายของเพื่อนให้แข่งรถ ตัวแบบในภาพยนตร์ การโฆษณาที่เย้ายวนด้วยค่านิยมโฉบเฉี่ยว เร็วแรง ฯลฯ สิ่งเร้าในทางเสี่ยงเหล่านี้ รุมเร้าสังคมอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ในขณะที่การสอนขับขี่ส่วนใหญ่มองข้ามการฝึกทักษะ ฝึกการครองสติให้เผชิญกับสิ่งเร้าอย่างมีวิจารณญาณ

            5. การสอนฯ ส่วนใหญ่มักมีหลักสูตรประเภทตัดเสื้อโหลแจกคือ ไม่คำนึงถึงพื้นเพทางสติปัญญา ทักษะ ความรู้ จิตใจ และร่างกายที่หลากหลาย จึงอาจจะไม่สามารถเติมเต็มในส่วนขาดที่สำคัญของแต่ละบุคคล คนที่ตาบอดสีอาจผ่านการสอนโดยไม่ได้รับการพัฒนาทักษะในการแยกแยะสัญญาณไฟจราจร ทำให้อาจตีความสัญญาณไฟผิดพลาด จนฝ่าไฟแดงและเกิดอุบัติเหตุ เป็นต้น

            ที่กล่าวมานี้ ไม่ได้เจตนาให้ผู้อ่านตีความว่า ควรยกเลิกการสอนขับขี่ทุกรูปแบบ แต่ต้องการชี้ให้เห็นว่า ยังมีโอกาสพัฒนาอีกมากรออยู่ หากการลงทุนทั้งของภาครัฐและเอกชนในเรื่องนี้จะก่อประโยชน์สูงสุดและคุ้มค่า กระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกรมการขนส่งทางบก ตลอดจนภาคธุรกิจที่สนใจเรื่องนี้ ควรระดมสมอง และสังเคราะห์องค์ความรู้ให้รอบด้านเพื่อคิดค้นรูปแบบวิธีการจัดกระบวนการเรียนรู้ด้านการใช้รถ ใช้ถนนที่เหมาะสมที่สุดสำหรับสังคมไทย โดยมีการวิจัยประเมินผล คอยกำกับตรวจสอบว่า สิ่งที่ออกแบบและ ดำเนินการเป็นไปตามความคาดหวังหรือไม่ ยังมีส่วนใดต้องปรับปรุง ผู้เขียนเชื่อว่า เส้นทางแห่งการพัฒนาคุณภาพกระบวนการเรียนรู้การขับขี่ปลอดภัยเป็นเส้นทางที่ไม่มีจุดจบ กระนั้นก็ตามหากจะริเริ่มให้สง่างาม พึงตั้งมั่นอยู่กับการใช้ความรู้ที่รอบด้าน

โดย นพ.ไพบูลย์ สุริยะวงศ์ไพศาล
ผู้จัดการหน่วยจัดการความรู้เพื่อถนนปลอดภัย(จรป)
คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี

20 ธ.ค.

ท่านั่งขับรถยนต์มีผลต่อความปลอดภัย

 

การขับรถยนต์ให้ปลอดภัย นอกจากผู้ขับต้องมีความชำนาญแล้ว ท่าทางในการขับ ก็มีความสำคัญ เช่นกัน เพราะมีส่วนเพิ่ม หรือลดประสิทธิภาพในการควบคุมรถยนต์

การปรับตำแหน่งเบาะ
เบาะนั่งที่ดี ควรปรับได้อย่างน้อย 3 จุด คือ
ระยะของเบาะนั่ง
มุมเอียงของพนักพิง
และระดับสูง-ต่ำของหมอนรองศีรษะ

ส่วนการปรับระดับสูง-ต่ำของเบาะนั่ง
มุมเอียงของหมอนรองศีรษะและพนักพิง ช่วยให้ผู้ขับมีความสะดวกสบายมากขึ้น

การปรับเบาะนั่ง ให้ได้ระยะที่เหมาะสม สำหรับรถยนต์เกียร์ธรรมดา ทำได้โดย
ใช้ฝ่าเท้าซ้ายเหยียบแป้นคลัตช์ให้สุด (อย่าใช้ปลายเท้าเหยียบคลัตช์)
จากนั้นเลื่อนเบาะให้หัวเข่าซ้ายงอเล็กน้อย

สำหรับรถยนต์เกียร์อัตโนมัติ ซึ่งไม่มีแป้นคลัตช์
ให้ใช้เท้าซ้าย เหยียบลงบนแป้นพักเท้าหรือพื้นรถยนต์
และใช้ฝ่าเท้าขวาเหยียบแป้นเบรก จากนั้นเลื่อนเบาะให้หัวเข่าขวางอเล็กน้อย

การปรับมุมเอียงของพนักพิง
ให้ใช้มือซ้าย-ขวาจับพวงมาลัย ที่ตำแหน่ง 9 และ 3 นาฬิกา หรือ 10 และ 2 นาฬิกา
และปรับตำแหน่งพนักพิงเอนไปด้านหลัง กระทั่งข้อศอกทั้ง 2 ข้าง หย่อนเล็กน้อย
ลองเลื่อนมือไปจับพวงมาลัยในตำแหน่ง 12 นาฬิกา แขนต้องเกือบเหยียดตึงโดยไม่ต้องโยกตัวขึ้นมา
หรือแบบมือพาดลงไป วงพวงมาลัยต้องอยู่บริเวณข้อมือจึงจะเป็นตำแหน่งที่เหมาะสมต่อการขับมากที่สุด

หมอนรองศีรษะไม่ได้มีไว้ให้หนุนขณะขับ
แต่ช่วยลดอาการบาดเจ็บบริเวณต้นคอ หากเกิดอุบัติเหตุ
โดยเฉพาะการถูกชนท้ายที่ศีรษะจะสะบัดไปด้านหลัง
การปรับระดับของหมอนรองศีรษะที่เหมาะสม ควรปรับให้ขอบบนของหมอนรองศีรษะอยู่ระดับใบหูด้านบน
ถ้าหมอนรองศีรษะสามารถปรับระดับมุมเอียงได้
ควรปรับให้ใกล้ศีรษะมากที่สุด เพื่อลดการสะบัดของศีรษะเมื่อถูกชนท้าย

การปรับตำแหน่งพวงมาลัย
รถยนต์ส่วนใหญ่ที่พวงมาลัยสามารถปรับได้ มักเป็นการปรับระดับสูง-ต่ำ
ไม่ควรปรับไว้ต่ำเกินไปจนส่วนล่างของวงพวงมาลัยติดกับต้นขา

รถยนต์ราคาแพงบางรุ่น พวงมาลัยสามารถปรับระยะใกล้-ไกลได้ด้วย
ไม่ควรปรับไว้ไกลเกินไปจนต้องเหยียดแขนตึง
เพราะอาจเกิดความเมื่อยล้าและลดความฉับไวในการบังคับทิศทาง
หรือใกล้เกินไป เพราะอาจได้รับอันตราย เมื่อถุงลมนิรภัยทำงาน

การปรับมุมกระจกมองข้าง และกระจกมองหลัง
กระจกมองข้างซ้าย-ขวา ส่วนใหญ่สามารถปรับได้ 4 ทิศทาง คือ บน-ล่าง และซ้าย-ขวา
การปรับ ไม่ควรให้เห็นตัวถังด้านข้างมากเกินไปเพราะจะเป็นการลดมุมมองด้านข้าง
และควรปรับให้เป็นแนวขนาน ไม่ก้มหรือเงยมากเกินไป

ส่วนกระจกมองหลัง ควรปรับให้เห็นด้านหลังให้มากที่สุด
และเอียงไปเห็นพื้นที่ด้านซ้ายของรถยนต์ด้วย
โดยเมื่อนั่งในท่าปกติแล้วมองกระจกมองหลัง ไม่ควรเห็นศีรษะของผู้ขับ

ท่านั่ง
การปรับตำแหน่งเบาะนั่งที่เหมาะสมจะหมดความสำคัญ ถ้าผู้ขับนั่งในลักษณะที่ไม่ถูกต้อง
ผู้ขับหลายคน ปรับเบาะได้ถูกต้องแล้ว แต่พยายามโยกตัวมาด้านหน้า เพื่อให้มองเห็นปลายของฝากระโปรงหน้า
หรือวัยรุ่นที่ชอบปรับเบาะให้เอนมากๆ แล้วชะโงกตัวขึ้นมาโหนพวงมาลัยแผ่นหลัง
จึงไม่สัมผัสพนักพิงอย่างเต็มที่ ทำให้สูญเสียความฉับไว และแม่นยำในการควบคุมรถยนต์
เมื่อจะมองกระจกมองข้างและกระจกส่องหลัง ก็ต้องเบนแนวสายตามากขึ้น
รวมทั้งเกิดความเมื่อยล้า เมื่อนั่งเป็นเวลานาน

ที่ถูกต้อง ตลอดการขับ
แผ่นหลังต้องพิงพนักเต็มที่ แม้จะมองไม่เห็นปลายของฝากระโปรงหน้าก็ตาม
เพราะรถยนต์ยุคใหม่มักออกแบบฝากระโปรงหน้าให้ลาดเท
เพื่อผลทางหลักอากาศพลศาสตร์ ชะโงกอย่างไรก็เห็นได้ยาก

ที่มา เดลินิวส์

การใช้รถยนต์ “ป้ายแดง” อย่างถูกวิธี

 แม้เทคโนโลยีด้านโลหะวิทยาจะก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว ทำให้เครื่องยนต์ในยุคปัจจุบันมีความทนทานมากขึ้นแต่ก็ไม่ควรละเลยการรัน-อิน อย่างถูกวิธี เพราะมีผลต่ออายุการใช้งานของรถในระยะยาว

             รถยนต์ใหม่ทุกคันต้องมีระยะ รัน-อิน หมายถึง การใช้งานในระยะแรกอย่างถูกวิธี
เพื่อให้ทุกชิ้นส่วนมีการปรับสภาพได้อย่างเหมาะสม การใช้งานแบบเต็มกำลังตั้งแต่แรก
ทำให้มีการสึกหรอสูงและรวดเร็วมาก เพราะชิ้นส่วนต่างๆยังไม่เข้าที่
เพียงแต่ในปัจจุบันนี้ได้ลดระยะทางในการรัน-อินจากแต่ก่อนมากแล้ว

อดใจสักนิด อย่าเพิ่งลากรอบ
          ระยะทาง 0-1,000 กิโลเมตร ควรหลีกเลี่ยงการใช้รอบเครื่องยนต์เกิน 2,500-3,000
รอบ/นาที หรือเปลี่ยนความเร็วรอบขึ้น-ลงแบบกระทันหันโดยไม่จำเป็น
การเปลี่ยนจากเกียร์ต่ำขึ้นสู่เกียร์สูง ควรทำอย่างนิ่มนวลที่ระดับ 2,500 รอบ/นาที
แล้วถอนคลัตช์ช้าๆ ส่วนการเปลี่ยนจากเกียร์สูงลงสู่เกียร์ต่ำ เพราะต้องการใช้เกียร์สัมพันธ์กับ
ความเร็ว ไม่ควรเปลี่ยนลงเกียร์ต่ำ เพราะต้องการใช้เกียร์และเครื่องยนต์ช่วยเบรก
ถ้าต้องการเบรกให้เหยียบเบรกตามปกติ ในช่วง 0 – 5,000 กิโลเมตร
ไม่ควรใช้รอบเครื่องยนต์เกิน 4,000 รอบ/นาที

เมื่อถึงระยะ 1,000 กิโลเมตร ให้ถ่ายน้ำมันเครื่อง น้ำมันเกียร์ และน้ำมันเฟืองทิ้งท้าย
เพื่อเอาเศษสกปรกที่หลุดจากชิ้นส่วนต่างๆและปะปนอยู่ในน้ำมันออก
(แม้บางศูนย์บริการจะไม่ระบุไว้ก็ตาม)

รถยนต์ป้ายแดงกับการเดินทางไกล
          การเดินทางไกลกับรถยนต์ใหม่สามารถทำได้ แต่ต้องใช้เทคนิคและความระมัดระวังเป็นพิเศษ
โดยเฉพาะรถยนต์ที่ยังไม่พ้นระยะรัน-อิน การเดินทางไกลกับการใช้รอบเครื่องยนต์ในรถยนต์
ใหม่ อาจมีความเข้าใจผิดในหลายกรณี โดยเฉพาะในเรื่องความเร็ว ผู้ใช้ส่วนหนึ่งคิดว่า
ในเมื่อเดินทางไกลมักใช้ความเร็วสูง แล้วจะควบคุมรอบเครื่องยนต์ได้อย่างไร
เพราะถ้าขับเร็วก็น่าจะต้องใช้รอบสูงด้วย แต่ความจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น

         การขับด้วยรอบเครื่องยนต์ระดับปานกลาง ก็สามารถไต่ขึ้นสู่ความเร็วตามกฎหมายกำหนดได้
รถยนต์ส่วนใหญ่ในความเร็วระดับ 90-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ในเกียร์สูงสุดไม่ว่าจะเป็น
เกียร์ธรรมดาหรือเกียร์อัตโนมัติมักใช้รอบเครื่องยนต์ประมาณ 2,500-3,000 รอบ/นาที
เท่านั้น ซึ่งไม่สูงเกินไป การเดินทางไกลมีข้อดี คือ สามารถขับได้อย่างนุ่มนวลและควบคุม
รอบเครื่องยนต์ได้ตามต้องการ แต่ไม่ควรขับแช่ที่ความเร็วเดียวกันต่อเนื่องนานๆ
ควรเปลี่ยนแปลงความเร็วบ้าง โดยอาจสลับด้วยกาสรผ่อนความเร็วลงเล็กน้อย

         สำหรับกรณีคับขัน เช่น ต้องเร่งแซงหลบหลีก ก็สามารถกดคันเร่งได้เลย
ไม่ต้องเน้นรักษารอบเครื่องยนต์มากเกินไป จนขาดความปลอดภัยหรือถูกชน

อย่าไว้ใจ…..แม้เป็นป้ายแดง
          รถยนต์ส่วนใหญ่มักมีการผลิตครั้งละเป็นจำนวนมากๆ แม้มีการควบคุมคุณภาพที่เข้มงวด
ก็ยังอาจเกิดข้อผิดพลาดขึ้นได้ ดังนั้นเจ้าของรถป้ายแดงจึงไม่ควรนิ่งนอนใจ
หมั่นตรวจสอบสภาพของอุปกรณ์ต่างๆ ถ้าพบความผิดปกติจะได้เคลมก่อนหมดประกัน

ที่มา GM online

ทำไมต้องเรียนขับรถ

คุณค่าของการเรียนขับรถยนต์
ความรับผิดชอบการควบคุมการทำงานการขับรถอย่างปลอดภัยเป็นของคุณ การเรียนขับรถยนต์จะช่วยให้คุณพบกับความรับผิดชอบเหล่านี้

สิ่งที่คุณจะได้รับจากการเรียนขับรถ
การเรียนขับรถช่วยให้คุณเป็นคนขับรถที่มีความระมัดระวังและมีความรู้ความ สามารถ ในการจัดการกับสถานการณ์ การขับรถที่มีขอบเขตอันกว้างขวางได้อย่างประสบความ สำเร็จ

ความเข้าใจแนวทางของบุคลิกภาพ อารมณ์ และความรอบคอบ ที่มีผลต่อ การขับรถ
ความเข้าใจวิธีการการขับรถให้คล่องแคล่วและควบคุมรถ เพื่อลดความเสี่ยงในการขับรถในสิ่งแวดล้อมที่แตกต่างกัน
ความรอบรู้ในเรื่องของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ยาที่ทำให้ มึนเมาและสารเสพติดที่เป็นอันตรายต่อการขับรถ และความรู้ในเรื่องบทลงโทษ สำหรับการใช้ยาและเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ .
ความรู้เกี่ยวกับกฎหมายการจราจร กฎมารยาทในการใช้ถนน สัญญาณ เครื่องหมายและป้ายสัญญาณ สัญลักษณ์ ต่างๆบนถนน ข้อมูลพื้นฐาน ของผู้บริโภค เช่นแนวทางในการเลือกซื้อรถยนต์การทำประกันภัย และการวางแผนในการเดินทาง
ความเข้าใจระบบการทำงาน การดูแลรักษาและการซ่อมบำรุงรถยนต์ความรู้ความเข้าใจและการเตรียมพร้อมเมื่อ เกิดเหตุฉุกเฉินการระมัดระวัง และการป้อง กันอุบัติเหตุ ทั้งของคุณเองและบุคคลอื่นในท้องถนน
ความสามารถในการจัดการ การมองเห็น เวลาและช่องว่างระยะห่าง
การเรียนขับรถยนต์จะเพิ่มความระมัดระวังในการขับรถบนถนนและสิ่งรอบตัว คุณ จะเรียนรู้วิธีการจัดการระยะการมองเห็น เวลา และที่ว่างเพื่อการเว้นระยะห่าง คุณจะ เรียนรู้เรื่องความปลอดภัยของคุณเอง และผู้โดยสาร คนขับรถคันอื่นๆ และ คนเดิน เท้า การเรียนขับรถยนต์จะช่วยคุณประเมิน และตอบรับการเปลี่ยนแปลงอย่างมั่นคง ของสิ่งแวดล้อมในการขับรถ อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น คุณจะเรียนรู้วิธีการที่จะ จัดการให้ดีขึ้น และลดความเสี่ยง โดยการคิดวางแผนล่วงหน้าและเตรียมตัวสำหรับ เหตุการณ์ที่เลวร้ายซึ่งอาจจะเกิด ขึ้นได้ และสามารถแก้ไขได้

ปัจจัยที่มีผลต่อการขับขี่
การเป็นผู้ขับรถที่ปลอดภัยและมีความรับผิดชอบของคุณ ต้องการมากกว่าความ ชำนาญ ในการขับรถ คุณจำเป็นต้องเข้าใจด้วยว่ามีปัจจัยที่แทรกแซงความสามารถใน การขับรถ อย่างร้ายแรง เช่น

ความรู้สึกที่ว่ามีความเสี่ยงน้อยหรือไม่เสี่ยงเลยที่ เกี่ยวข้องกับการขับ และถ้าเกิด การชนขึ้น ซึ่งคุณจะรูสึกว่าเป็นความผิดของรถคันอื่น
ผลกระทบของความเจ็บป่วยหรือบาดเจ็บ หรือผลข้างเคียงของยาที่คุณอาจจะ ทานเข้าไป เพื่อรักษาอาการหรือบาดแผล
สภาวะอารมณ์ของคุณ
ผลกระทบของแอลกอฮอล์และยาอื่นๆ
ความรู้ที่คุณจะได้จากการเรียนขับรถและประสบการณ์ที่คุณจะได้รับ จะพัฒนาความ ชำนาญ การใช้ทักษะความสามารถในการตัดสินใจ อย่างไรก็ตามขึ้นอยู่กับตัวคุณเอง คุณเท่านั้นที่สามารถตัดสินใจได้

การใช้อัตราส่วนของแผนที่
คนที่ขับรถจากสถานที่หนึ่งไปยังอีกสถานที่หนึ่งพวกเขาอาจไม่รู้ทางเสมอไป หรือไม่รู้ระยะทางที่จะต้องขับไปไกลแค่ไหน ดังนั้นการใช้แผนที่เป็นการช่วยให้ทราบ จุดหมายปลายทางและระยะทางที่จะไป

15 วิธี ในการขับขี่ แบบประหยัดน้ำมัน

1. ควรวางแผนก่อนการเดินทาง จะช่วยให้การเดินทางสั้นลงหรือเร็วขึ้นกว่าเดิม และยังประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงได้อีกด้วย

2. ควรเติมน้ำมันเชื้อเพลิงก่อน 9 โมงเช้าเสมอ เพราะว่าอุณหภูมิเย็นน้ำมันเชื้อเพลิงจะหดตัวจึงได้ปริมาตรน้ำมันเชื้อเพลิง เพิ่มขึ้น 2%

3. ควรเติมน้ำมันเชื้อเพลิงแค่หัวจ่ายตัดก็พอแล้ว ถ้าเติมจนเต็มปรี่ พอร้อนๆน้ำมันเชื้อเพลิงจะขยายตัวแล้วระเหยทิ้งที่รูระบาย

4. ควรอุ่นเครื่องยนต์สัก 1 นาที ในหน้าร้อน และ 3 นาที ในหน้าหนาว ซึ่งเครื่องยนต์จะได้ไม่ใช้กำลังฉุดมากและการหล่อลื่นจะสมบูรณ์ขึ้น

5.ค่อยๆ ออกตัวเมื่อรถจอดนิ่งที่ 1,000-2,000 รอบ จะได้ความนิ่มนวล ประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงและลดการสึกหรอของเครื่องยนต์ 6.ควรใช้เกียร์สูงขึ้นเมื่อรถวิ่งได้ 2,500 รอบ ขึ้นไป เพราะการลากเกียร์จะทำให้ชุดเกียร์ทำงานหนักจนอายุการใช้งาน สั้นและทำให้สิ้น เปลืองน้ำมันเชื้อเพลิง

7.เครื่อง ยนต์ 2,000 cc. ขึ้นไป ความเร็วคงที่ๆประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงคือ 110 Km./h. ซึ่งการรักษาเสถียรภาพความเร็วทำให้รถยนต์กินน้ำมันเชื้อเพลิงน้อยที่สุดขณะ รถวิ่ง

8.เครื่องยนต์ต่ำ กว่า 1,600 cc. ความเร็วคงที่ๆประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงคือ 90 Km./h. ซึ่งการรักษาเสถียรภาพความเร็ว ทำให้รถยนต์กินน้ำมันเชื้อเพลิงน้อยที่สุดขณะรถวิ่ง

9. ควรพักรถสัก 15 นาที เมื่อขับรถเกิน 4 ชั่วโมง เพื่อให้ความร้อนลดลง ซึ่งจะทำให้น้ำมันเชื้อเพลิงและน้ำมันหล่อลื่นในระบบคลายความร้อนลงและกลับ มามีคุณสมบัติที่ดีอีกครั้ง

10.เกียร์ ถอยหลังจะกินน้ำมันเชื้อเพลิงมากที่สุด ควรค่อยๆ ถอยหลังไม่ต้องเร่งเครื่องยนต์มากเกินไป โดยเกียร์ถอยหลังจะใช้อัตราทด และใช้แรงฉุดมากกว่าทุกเกียร์ 11.ควรเว้นระยะห่างจากรถคันหน้าให้เหมาะสม และไม่ควรหยุดรถหรือเบรกรถโดยไม่จำเป็น ซึ่งจะช่วยให้ประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงและ ทำให้ไม่สิ้นเปลืองผ้าเบรกโดยไม่จำเป็น

12.ก่อน ถึงปลายทางสัก 500 เมตร ควรปิดคอมเพรสเซอร์แอร์เพื่อลดภาระของเครื่องยนต์ ซึ่งจะช่วยให้ประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิง และพัดลมจะเป่าลมไล่ความชื้นในตู้แอร์ ไล่เชื้อราที่สะสมอยู่ในความชื้นด้วย

13.ตรวจสอบลมยางให้สม่ำ เสมอ ทุกๆ 2 อาทิตย์ และหากลมยางอ่อนรถจะวิ่งได้ช้าลง ขอบยางจะสึกมากและยางจะหมดอายุก่อน กำหนด รวมทั้งยังเป็นการสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงอีกด้วย

14.ควร เก็บสัมภาระหรือของหนักๆที่ไม่จำเป็นออกจากรถเพื่อลดน้ำหนัก ซึ่งการเพิ่มน้ำหนักจะทำให้รถกินน้ำมันเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้น 20% ตามระยะทางที่วิ่ง 15.หมั่นปรับตั้งเครื่องยนต์ให้สมบูรณ์อยู่เสมอ จะทำให้สมรรถนะของเครื่องยนต์ดีอยู่เสมอ และลดการสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิง

14 ธ.ค.

การจองคิวอบรมในการขอรับใบอนุญาตขับรถตามพ.ร.บ.รถยนต์ ชนิดชั่วคราว (ขอใหม่)

 กรมการขนส่งทางบก เปิดให้ประชาชนสามารถจองคิวเพื่อเข้ารับการอบรมได้ล่วงหน้า โดยสามารถจองคิวได้ด้วยตนเอง หรือ ทางโทรศัพท์ ดังนี้

      สำนักงานขนส่งกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1 เปิดรับคำขอรับใบอนุญาตขับรถได้ไม่เกิน 120 คน/วัน
ผู้ที่ประสงค์จองคิวทางโทรศัพท์ ติดต่อหมายเลข 0-2415-7337 ต่อ 204-205

      สำนักงานขนส่งกรุงเทพมหานครพื้นที่ 2 เปิดรับคำขอรับใบอนุญาตขับรถได้ไม่เกิน 85 คน/วัน

ผู้ที่ประสงค์จองคิวทางโทรศัพท์ ติดต่อหมายเลข 0-2433-4773

      สำนักงานขนส่งกรุงเทพมหานครพื้นที่ 3 เปิดรับคำขอรับใบอนุญาตขับรถได้ไม่เกิน 100 คน/วัน

ผู้ที่ประสงค์จองคิวทางโทรศัพท์ ติดต่อหมายเลข 0-2333-0035

      สำนักงานขนส่งกรุงเทพมหานครพื้นที่ 4 เปิดรับคำขอรับใบอนุญาตขับรถได้ไม่เกิน 100 คน/วัน

ผู้ที่ประสงค์จองคิวทางโทรศัพท์ ติดต่อหมายเลข 0-2543-5512

      สำนักงานขนส่งกรุงเทพมหานครพื้นที่ 5 (ฝั่งตรงข้ามตลาดนัดจตุจักร) เปิดรับคำขอรับใบอนุญาตขับรถได้ไม่เกิน 170 คน/วัน ผู้ที่ประสงค์จองคิวทางโทรศัพท์ ติดต่อหมายเลข 0-2271-8888 ต่อ 4201-4 หรือสอบถาม 1584

      สำหรับในส่วนภูมิภาคสำนักงานขนส่งจังหวัดทุกจังหวัด จะเปิดรับคำขอตามความเหมาะสม
ซึ่งสามารถสอบถามข้อมูลได้ที่สำนักงานขนส่งจังหวัดนั้นๆ

     ผู้ที่ประสงค์ขอรับใบอนุญาตขับรถควรติดต่อจองคิวล่วงหน้า โดยสามารถมาจองด้วยตนเองพร้อมเอกสาร ได้แก่ บัตรประจำตัวประชาชน พร้อมสำเนา ใบรับรองแพทย์ อายุไม่เกิน 1 เดือน ซึ่งเจ้าหน้าที่จะทำการทดสอบสมรรถภาพร่างกายในวันเดียวกัน และจะออกใบนัดเพื่อให้เข้ารับการอบรมตามวัน เวลา ที่ระบุ ตามลำดับ โดยต้องมาลงทะเบียนก่อนเวลา 09.00 น. เพื่อเจ้ารับการอบรม ทดสอบข้อเขียน ซึ่งผู้ที่สอบผ่านแล้วจะเข้ารับการอบรม ทดสอบข้อเขียน ซึ่งผู้ที่สอบผ่านแล้ว จะเข้ารับการทดสอบขับรถในวันทำการถัดไป หากผ่านการทดสอบจะได้รับใบอนุญาตขับรถทันที

     สำหรับผู้ที่จองคิวทางโทรศัพท์ ต้องมาลงทะเบียนในวันที่นัดอบรมก่อนเวลา 08.00 เพื่อทำการทดสอบสมรรถภาพร่างกายก่อนเข้ารับการอบรม จากนั้น จึงดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป

ที่มา กรมการขนส่งทางบก

การหัดขับรถครั้งแรกฝึกขับด้วยตัวเองสำหรับมือใหม่หัดขับ

เนื้อหานี้ ไม่ได้ชี้แนะให้ท่าน อ่านแล้วเอาไปลองขับรถด้วยตัวเองเพียงลำพังคนเดียว สำหรับมือใหม่จำเป็นอย่างยิ่ง จะต้องมีผู้ชำนาญที่เป็นคนสนิทกับตัวเรา นั่งไปกับเราเพื่อเป็นผู้แนะนำด้วย เว้นแต่ว่าเราพอขับได้แล้ว จะลองขับ คนเดียว ในสถานที่โล่งๆ แต่ก็ควรจะมีผู้แนะนำยืนดูอยู่นอกรถตรงที่เราหัดด้วย การหัดขับรถนั้นไ่ม่ใช่เรื่องยาก ขอเพียงแต่เราฝึกตั้งแต่ตอนที่ไม่ได้อยู่ในรถ ฝึกเพื่อให้ตัวเองเข้าใจ ทั้งในเรื่องการหมุนพวงมาลัย ไปทางไหน แล้วรถจะเคลื่อนที่ไปทางไหน, ฝึกเหยียบเบรค, ฝึกแตะคันเร่งเบาๆแล้วค่อยๆเร่ง พยายามสร้างความมั่นใจในการขับขี่ หมั่นฝึกบ่อยๆ ก็จะเป็นเอง เช่นเดียวกับการขี่จักรยาน สิ่งสำคัญที่สุดคือความไม่ประมาท ที่จะช่วยเซฟตัวเองได้ดีที่สุด อุบัติเหตุส่วนมากมักจะเกิดกับคนที่ขับเป็นแต่ประมาท กับคนที่ขับไม่เป็นนั้นน้อยกว่ามาก

การหัดขับรถด้วยตัวเองตอนเริ่มต้นนี้ เราควรฝึกทำสมาธิสักเล็กน้อยด้วย สำหรับมือใหม่ต้องมีอาการเกร็งหรือประหม่าแน่นอนกันทุกคน หากมีอาการอย่างที่ว่านี้ ควรหายใจเข้าออกลึกๆ เพื่อทำให้เรารู้สึกผ่อนคลาย จากนั้นค่อยเริ่มเรียนต่อไป … หาสนามกว้าง ๆ เช่นสนามฟุตบอลโรงเรียนหัดขับครับ ถอยหน้าถอยหลัง หัดเปลี่ยนเกียร์ เมื่อชำนาญ ก็ไปหาถนน ว่างๆขับ พอเป็นก็เรียนรู้กฎจราจร และที่สำคัญที่สุด คือมารยาท

ลำดับขั้นตอน การหัดขับรถด้วยตัวเอง

ให้ผู้ชำนาญ อาจเป็นญาติหรือเพื่อนสนิท หรือแฟน เตรียมรถให้พร้อม
ก่อนขึ้นรถ ให้สังเกตุสิ่งกีดขวาง ทั้งด้านข้าง หน้าและหลังก่อน ว่าไม่มีอะไรขวาง
เปิดรถแล้วเข้าไปนั่งที่เบาะให้เรียบร้อย อย่าสตาร์ทรถในทันที
ตรวจสอบระยะห่างที่เรานั่ง กับพวงมาลััยอยู่ในระยะพอดีหรือไม่ โดยยื่นแขนสองข้างออกไปจับพวงมาลัย แขนต้องไม่ตึงหรือย่อหย่อนเกินไป
มองกระจกซ้าย, ขวา และกระจกหลัง ให้อยู่ในตำแหน่งที่มองเห็นได้ถนัด
ดูเกียร์ของรถว่าอยู่ตำแหน่ง P หรือตำแหน่ง N เท่านั้น
ดูเบรคมือที่อยู่ข้างๆมือซ้ายว่าถูกดึงขึ้นหรือไม่ ถ้าดึงขึ้นให้เอาลง
เสียบกุญแจรถแล้วหมุนกุญแจช้าๆไป 1 step แล้วสังเกตุไฟที่หน้าคอนโซลว่าปรกติ
หมุนกุญแจอีก 1 ครั้งเพื่อสตาร์ทรถ การหมุนโดยการบิดกุญแจค้างไว้ประมาณ 3 วินาที ติดแล้วเอามือออกจากกุญแจ
ให้รถติดเครื่องไว้สักแป้บ ระหว่างติดเครื่องนี้ให้สังเกตุบริเวณนอกรถ ด้านข้าง หน้า และหลังก่อน
เมื่อไม่มีสิ่งกีดขวางแล้ว ให้ใช้มือซ้ายผลักเกียร์ไปตำแหน่ง D (เดินหน้า) หรือ R (ถอยหลัง)
รถจะค่อยๆเคลื่อนโดยไม่ต้องเหยียบคันเร่ง สำหรับรถรุ่นเก่าๆให้แตะคันเร่งเบาๆ

* สำหรับการขับออกถนนครั้งแรก อย่าตื่นตระหนก แม้จะโดนบีบแตรไล่ ก็ให้ไปต่อกับสิ่งที่เราจำมาและเดินหน้าต่อไป เวลาออกถนน ถ้าไม่มีใบขับขี่ ต้องมีคนที่มีใบขับขี่ไปด้วย

หัดเลี้ยวรถตรงทางแยก ตัวรถต้องพ้น

ให้ตัวรถเลยไปหน่อย ค่อยหักเลี้ยว
ขอฝากคำนี้ไว้นะครับ สำหรับท่านที่ไม่แน่ใจในการเลี้ยว สิ่งที่มีโอกาสเจอสำหรับท่านที่หัดขับคือเลี้ยวรถ แล้วขอบด้านข้างไปครูดกับริมฟุตบาทถนน เนื่องจากกะระยะตัวรถไม่พ้น หรือขับเข้าออกประตูบ้านกะไม่พ้นก็อาจครูดกับขอบประตูรั้วบ้านได้ บนท้องถนนนั้น ช่องทางขับรถเลี้ยวรถเค้าออกแบบมาให้เลี้ยวรถได้อยู่แล้ว

เมื่อไกล้ถึงทางเลี้ยว ไม่ควรขับรถชิดขอบถนน ที่จะเลี้ยวเกินไป ค่อยๆขับรถให้ตัวรถเลยไปสักหน่อย ประมาณเกือบครึ่งคันค่อยหักพวงมาลัยไปทางที่จะเลี้ยว ตัวรถจะอยู่ในเลนถนนพอดี แต่อย่าลืมก่อนเลี้ยวให้หยุดรถ หรือชะลอรถให้แน่ใจว่าไม่มีรถวิ่งมาตรงช่องที่จะเลี้ยว

หัดเรียนขับรถถอยหลัง
ควรกระทำในขณะที่ความเร็วต่ำและขับช้าๆ ขณะหมุนพวงมาลัย ควรให้รถเคลื่อนที่นิดหน่อย (เพราะจะช่วยลดการเสียดสีระหว่างหน้ายางกับพื้นถนน) โดยเหยียบแตะคันเร่งเบาๆ
หลักการถอยหลัง มีหลักอยู่ว่า ต้องการให้ท้ายของรถยนต์หันไปทางใด ก็ให้หมุนพวงมาลัยไปทางนั้น เช่น ต้องการให้ท้ายรถเลี้ยวไปทางซ้าย ก็ให้หมุนพวงมาลัยไปด้านซ้าย และถ้าต้องการให้ท้ายรถเลี้ยวไปทางขวาก็หมุนพวงมาลัยไปทางขวา
หากมีการจราจรแออัด ในขณะที่จะถอยหลัง ควรเปิดสัญญาณไฟ และสังเกตรถที่ผ่านไปมาทั้งด้านหน้า-หลัง ซ้าย-ขวา ว่าพ้นระยะในการหักวงเลี้ยวของรถเราหรือไม่ จากนั้นค่อยๆ ถอยช้าๆ เข้าซอง ซึ่งวิธีนี้จะทำให้การเอี้ยวคอไปมองท้ายรถสะดวกขึ้น
สังเกตการจอดของรถข้างๆ(ถ้ามี) ที่มีขนาดใกล้กันช่วยก็ได้ โดยพยายามให้บานประตูรถอยู่ในระนาบเดียวกัน และระวังเรื่องรถคุณจะจอดล้ำหน้าเกินไป ขณะเดียวกันก็ต้องประเมินมิติ หรือขนาดของรถและขนาดช่องว่างพื้นที่ที่จะนำรถเข้าจอด พร้อมด้วยช่องว่างที่เหลือเพื่อหักเลี้ยวด้วย

การทิ้งช่วงห่างระหว่างท้ายรถกับกำแพงด้านหลัง
บ่อยครั้งที่เรามักจะกะระยะไม่ถูก แล้วไม่กล้าถอย กลัวท้ายจะชนโดยเฉพาะในเวลากลางคืน ลองใช้วิธีแตะเบรกช่วย แล้วสังเกตแสงไฟท้าย ประเมินดูได้จากรัศมีของแสงไฟ หากจอดชิดเกินไปจะมีแสงหรี่หรือมองไม่เห็นแสง แต่หากแสงจ้าแสดงว่ายังถอยได้อีก ทั้งนี้ลองสังเกตการจอดของรถข้างๆ ที่มีขนาดใกล้กันช่วยก็ได้ โดยพยายามให้บานประตูรถอยู่ในระนาบเดียวกัน และระวังเรื่องรถคุณจะจอดล้ำหน้าเกินไป ขณะเดียวกันก็ต้องประเมินมิติ หรือขนาดของรถและขนาดช่องว่างพื้นที่ที่จะนำรถเข้าจอด พร้อมด้วยช่องว่างที่เหลือเพื่อหักเลี้ยวด้วย

สติ๊กเกอร์ “มือใหม่หัดขับ” จำเป็นหรือไม่

ติดหรือไม่ก็ได้ ขอให้ขับดีๆก็แล้วกัน แค่เราขับตามกฏ และมีน้ำใจบนท้องถนน ออกถนนคุณต้อง”พร้อม” เพราะว่าเมื่อเกิดอะไรขึ้น คำว่ามือใหม่ใช้เป็นข้ออ้างอะไรไม่ได้ครับ บางท่านก็กลัวติดไว้แล้วจะมีคนแกล้ง บางท่านก็ติดไว้เพราะเป็นคนเกรงใจคนอื่น แต่บางท่านติดไว้แนวขำขัน อาจช่วยให้คนขับตามหลังหายเครียดหายเซ็งได้

หัดขับรถกันนานแค่ไหน ถึงจะกล้าขับออกต่างจังหวัด
ขับรถจนคล่อง ควบคุมรถให้อยู่บนถนนอย่างปลอดภัย รู้จังหวะเร่งแซง หลบทางให้คันที่ขับเร็วกว่าแซงไป และสำคัญต้อง !
อ่านเครื่องหมายบังคับจราจรให้เข้าใจ เส้นประเส้นทึบบนพื้นถนนต้องรู้จัก ป้ายเตือนทางโค้ง ทางลาดชัน ห้ามเข้าเป็นต้น ต้องทำตามป้ายบังคับ

มันอยู่ที่ใจ บางคนขับรถมาเป็นปี ยังไม่กล้าออกต่างจังหวัด ทำใจกล้าๆ ไม่ต้องกังวลรถคันอื่น ตั้งใจขับรถเราให้อยู่ในเลนของเรา
คันอื่นที่เค้าชำนาญ เค้าเห็นว่าเราช้า ยังไม่ชำนาญ เค้าจะหลบเราเอง
ขับในเลนตัวเอง ถ้าไม่มั่นใจก็อย่าเพิ่งแซง เปลี่ยนช่องจราจรก็เปิดไฟเลี้ยวให้สัญญาณ แล้วก็ดูกระจกข้าง,กระจกหลังก่อน ว่างแล้วค่อยออก ที่สำคัญ รักษาระยะห่างจากคันหน้าอย่างน้อยสองช่วงคันรถ หรือระยะที่มั่นใจได้ว่าเบรกทัน เพราะ ตจว. สิบล้อเยอะครับ พี่ท่านนึกจะออกก็ออก ออกครึ่งคันแล้วค่อยเปิดไฟเลี้ยวบอก อันนี้ต้องระวัง ไม่จำเป็นอย่าตามก้นสิบล้อ เวลาแซงสิบล้อต้องระวังมากๆ ดูด้วย บางทีเค้าเบียดมาโดยไม่บอกเรา

จำเป็นหรือไม่ ต้องไปเรียนขับกับโรงเรียนสอนขับรถ
การเรียน มันคือการเพิ่มความมั่นใจให้กับเรา และเป็นการถ่ายทอดประสบการณ์ของครูสอนขับรถ ให้ทราบถึงกฏกติกา และกฏจราจรแบบเร่งรัด และทำให้เราได้ซักถามในสิ่งที่ไม่รู้ได้
สำหรับความจำเป็นนั้น อาจจะจำเป็นหากคนสนิท (ญาติ, เพื่อน, แฟน, คนรู้จัก) ของท่านไม่ว่างสอนขับ

ตามต่างจังหวัดแทบจะไม่มีโรงเรียนสอนขับรถให้เห็นเลย ถ้ามีก็น้อยมาก คนต่างจังหวัดหัดไม่ยากตรงที่มีบริเวณให้หัดขับกันเยอะ และรถก็ไม่เยอะเท่าในเมืองใหญ่ๆอย่าง กทม, เชียงใหม่ เป็นต้น การเรียนหัดขับรถไม่ใช่เรื่องยาก แต่ยากตรงที่หาที่หัดลองขับรวมทั้งกฏจราจร และมารยาทการขับขี่บนท้องถนนนี่ล่ะครับ ส่วนใหญ่ที่โรงเรียนสอนหัดขับรถเอง ก็ไม่ได้มีที่สำหรับ ให้ผู้เรียนได้หัดเป็นของตนเอง แต่จะพาเราไปหัดบริเวณสาธารณะมากกว่า ถ้าโรงเรียนที่มี่สนามฝึกซ้อมมักจะอยู่ตามชานเมือง รวมทั้งโรงเรียนสอนขับรถจะเหมาะสำหรับท่านที่ไม่มีคนสอนให้ขับ
ความปลอดภัยขณะเรียนคือสิ่งสำคัญ อาจทำให้เราถอดใจไปเลยก็ได้หากเกิดอุบัติเหตุขณะเรียนรู้เอง
ดังนั้น รถที่โรงเรียนสอนขับรถ จึงต้องมีเบรคในฝั่งผู้สอนด้วยเพื่อควบคุมขณะฝึกสอนด้วย

ใช้รถเดินทางไกล เตรียมตัวอย่างไรให้ปลอดภัย

อีกไม่นานแล้ว สำหรับหลาย เทศกาลวันหยุดยาว ในช่วงนี้ไปจนถึงส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ที่หลายคนก็มีโครงการที่จะเดินทางไปพักผ่อนชาร์จแบตฯ ให้กับชีวิต ซึ่งทุกครั้งในช่วงวันหยุดยาวนั้นจะต้องมี 7 วันอันตราย ที่หมายถึง การเดินทางที่มีผลแห่งการสุ่มเสี่ยงมากยิ่งขึ้นกว่าปกติ ทว่า เรื่องเหล่านี้จะกลายเป็นเรื่องง่ายๆ ถ้าคุณรู้จักการจัดการอย่างถูกวิธี  หลายต่อหลายครั้งการเดินทางในช่วงวันหยุดกลายเป็นหายนะ และอุบัติเหตุนั้นเป็นเรื่องที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น จึงมีความรู้เด็ดๆ มาฝากคนรักรถ

การจะเดินทางให้ปลอดภัยนั้น ต้องมีการเตรียมตัวที่ดี ซึ่งมีขั้นตอนดังต่อไปนี้

1.ตรวจสอบสภาพรถ 
การเดินทางไกลนั้น คือการที่เราต้องขับรถยนต์เป็นระยะเวลานาน มีการสึกหรอที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องต่อระบบต่างๆ ซึ่งการตรวจสอบสภาพรถก่อนออกเดินทางนั้นเป็นเรื่องสำคัญมาก ทั้งระบบเบรค ระบบเครื่องยนต์ ไปจนถึง หม้อน้ำ และระบบปรับอากาศ ที่ควรจะพร้อมเพื่อให้การเดินทางนั้นเป็นไปอย่างราบรื่นทาง
ด้านตัวรถ ตรวจดูยาง มีร่องรอยสึก บวม ดอกยางสึกเกินมาตรฐาน หรือไม่ วัดลมยางให้พอดี และหากต้องบรรทุกน้ำหนักมาก ควรเพิ่มแรงดันมากกว่าปกติ 2-3 ปอนด์ และก็อย่าลืมให้ความสำคัญกับยางอะไหล่ด้วย
ระบบเบรก ช่วงล่าง น้ำมันหล่อลื่นในจุดต่างๆ ระบบทำความเย็น ตรวจดูให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน อุปกรณ์ประจำรถ ตรวจดูชุดเครื่องมือว่ายังอยู่ดี สายพ่วง สายลาก ควรจะมีติดรถเอาไว้ มองกันในแง่ดี ว่าเอาไว้ช่วยคนอื่น หาไฟสปอตไลท์สักดวง หรือไฟฉายคุณภาพดีๆ สักกระบอก

2.ศึกษาข้อมูลเส้นทาง
เมื่อรถพร้อมก็ควรจะมาทำการบ้านก่อนไปเที่ยวกัน ซึ่งจะช่วยให้คุณเข้าถึงข้อมูลได้ ลองศึกษาดูว่า จะไปทางไหนอย่างไรบ้างเพื่อป้องกันการหลงทางที่ทำให้เสียน้ำมันโดยเปล่าประโยชน์ เช่นเดียวกับ การมองหาสถานที่สำคัญๆ และเบอร์โทรฉุกเฉินพกติดเอาไว้เพื่อเกิดปัญหา ระหว่างทาง

3.เตรียมอุปกรณ์ฉุกเฉิน
การเดินทางไกลนั้นทุกอย่างสามารถเป็นไปได้ และการพกอุปกรณ์ฉุกเฉินเบื้องต้นเอาไว้ก็เป็นเรื่องดีเช่น ไฟฉาย ป้ายสามเหลี่ยมสะท้อนแสง หรือจะเป็นอุปกรณ์เติมลมพกพา และเครื่องมือประจำรถ ซึ่งช่วยให้คุณมีไว้ใช้ยามต้องการดีกว่าหาไม่ได้

4.ศึกษาขั้นตอนฉุกเฉิน
บางครั้งเราก็ต้องยอมรับว่า เหตุการณ์ฉุกเฉินอาจจะเป็นเรื่องที่เลี่ยงไม่ได้ แต่เราสามารถเข้าใจมันได้ เช่น ยางระเบิดควรทำอย่างไร เมื่อกระจกแตกควรทำอย่างไร ลองหาประสบการณ์จากผู้รู้หรือคำชี้แนะไว้ประดับความรู้เล็กๆน้อยๆ ซึ่งช่วยให้สามารถปฏิบัติตัวได้ถูกต้องเมื่อเกิดเหตุสุดวิสัย และลดความตื่นตกใจได้ไม่มากก็น้อย

5.อย่ามองข้ามที่วางศีรษะ
มีหลายมักคิดว่าที่วางศีรษะที่ติดกับเบาะรถนั้นไม่มีความสำคัญ แต่นั่นนับเป็นเรื่องเข้าใจผิดมหันต์ เพราะเจ้าที่รองศรีษะนี้ จะช่วยให้คุณไม่เมื่อยล้าในการขับรถเป็นเวลานานๆ เพราะทำให้กระดูกสันหลังจัดวางไว้ได้อย่างถูกต้อง เช่นเดียวกันกับเมื่อเกิดอุบัติเหตุ เจ้าหมอนรองคอนี่แหละช่วยลดอาการบาดเจ็บของต้นคอจากอุบัติเหตุได้เป็นอย่างดี

6.คาดเข็มขัดนิรภัยเสมอ
เมื่อเดินทางเรื่องที่ควรต้องปฏิบัติอีกอย่างคงหนีไม่พ้นการคาดเข็มขัดนิรภัย ซึ่งควรจะทำให้ชิน เพื่อเสริมสร้างความปลอดภัย โดยเฉพาะในยามเกิดอุบัติเหตุจะผ่อนหนักเป็นเบาได้มาก และในรถที่มีถุงลมนิรภัย การคาดเข็มขัดจะทำให้การทำงานของถุงลมนิรภัยมีความปลอดภัยมากขึ้นด้วย

7.เตรียมพร้อมร่างกาย
เมื่อต้องขับรถทางไกลควรเตรียมร่างกายให้พร้อมต่อการเดินทาง สิ่งสำคัญคือ ควรนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอก่อนเดินทางไม่ควรพึ่งกาแฟ หรือเครื่องดื่มชูกำลัง รวมทั้งแอลกอฮอล์ ก่อนออกเดินทาง เพราะจะทำให้อ่อนล้าได้ในระหว่างการเดินทาง ซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ

8.เซทรถให้พร้อมก่อนออกเดินทาง
เมื่อจะเดินทางควรเซทรถให้พร้อม ทั้งการจัดวางสิ่งของที่บรรทุกไปด้วย ซึ่งสิ่งของที่มีน้ำหนักมาก ควรอยู่ด้านล่าง เพื่อป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้น เช่น กลิ้งมาโดนผู้โดยสารได้รับบาดเจ็บ นอกจากนี้ มันยังช่วยให้น้ำหนักกดทับลงไปบนช่วงล่างเพิ่มขึ้น และเมื่อบรรทุกน้ำหนักมากขึ้น ก็ควรเติมลมยางเพิ่มขึ้นด้วย แต่ต้องตรวจสอบให้อย่าเกินอัตราที่กำหนดบนยาง

9.หยุดพักบ้างถ้าจำเป็น
การหยุดพักนั้นเป็นเรื่องที่จำเป็นในการเดินทาง อย่ามองข้าม เพราะมันมีผลมาก ทั้งความอ่อนล้าต่อรถ และตัวคุณเอง ความจริงแล้ว การหยุดพักควรทำทุก 2 ชั่วโมง เพื่อยืดเส้นยืดสาย และช่วยให้คุณไม่เบื่อถนนมากเกินไป แต่ถ้าทำไม่ได้ ก็พยายามจิบน้ำเปล่าบ่อยๆ ในระหว่างการเดินทาง จะช่วยผ่อนคลายความรู้สึกตึงเครียด และลดการกระหายน้ำได้ ซึ่งเป็นต้นเหตุของการอ่อนล้า

10.อย่าหยุดรถ หรือแวะรับคนข้างทางในที่เปลี่ยวโดยไม่จำเป็น
โดยเฉพาะเส้นทางที่ไม่เคยไปนั้น นักเดินทางหลายรายอาจพบสิ่งไม่คาดคิด เมื่อคนร้ายอาจจะแกล้งขับรถชนท้ายรถท่านเพื่อให้ลงมาเจรจา แล้วใช้อาวุธปืนจี้ ปล้น เมื่อเกิดเหตุการณ์ทำนองนี้ ไม่ควรหยุดรถ แต่ควรเดินทางต่อไปจนถึงป้อมตำรวจ

เพียง 10 ข้อนี้ ก็น่าจะเพียงพอที่จะช่วยให้การเดินทางในช่วงวันหยุดยาวนี้ไม่สะดุดขลุกขลักระหว่างทาง ถึงที่หมายอย่างสบายใจ และปลอดภัย อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญที่สุดคงหนีไม่พ้นความไม่ “ประมาท” ที่อาจะป้นต้นเหตุของการเกิดอุบัติเหตุ ขอให้เพื่อนๆ โชคดีทุกคนครับ

error: Content is protected !!