การใช้รถยนต์ “ป้ายแดง” อย่างถูกวิธี

การใช้รถยนต์ “ป้ายแดง” อย่างถูกวิธี

 แม้เทคโนโลยีด้านโลหะวิทยาจะก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว ทำให้เครื่องยนต์ในยุคปัจจุบันมีความทนทานมากขึ้นแต่ก็ไม่ควรละเลยการรัน-อิน อย่างถูกวิธี เพราะมีผลต่ออายุการใช้งานของรถในระยะยาว

             รถยนต์ใหม่ทุกคันต้องมีระยะ รัน-อิน หมายถึง การใช้งานในระยะแรกอย่างถูกวิธี
เพื่อให้ทุกชิ้นส่วนมีการปรับสภาพได้อย่างเหมาะสม การใช้งานแบบเต็มกำลังตั้งแต่แรก
ทำให้มีการสึกหรอสูงและรวดเร็วมาก เพราะชิ้นส่วนต่างๆยังไม่เข้าที่
เพียงแต่ในปัจจุบันนี้ได้ลดระยะทางในการรัน-อินจากแต่ก่อนมากแล้ว

อดใจสักนิด อย่าเพิ่งลากรอบ
          ระยะทาง 0-1,000 กิโลเมตร ควรหลีกเลี่ยงการใช้รอบเครื่องยนต์เกิน 2,500-3,000
รอบ/นาที หรือเปลี่ยนความเร็วรอบขึ้น-ลงแบบกระทันหันโดยไม่จำเป็น
การเปลี่ยนจากเกียร์ต่ำขึ้นสู่เกียร์สูง ควรทำอย่างนิ่มนวลที่ระดับ 2,500 รอบ/นาที
แล้วถอนคลัตช์ช้าๆ ส่วนการเปลี่ยนจากเกียร์สูงลงสู่เกียร์ต่ำ เพราะต้องการใช้เกียร์สัมพันธ์กับ
ความเร็ว ไม่ควรเปลี่ยนลงเกียร์ต่ำ เพราะต้องการใช้เกียร์และเครื่องยนต์ช่วยเบรก
ถ้าต้องการเบรกให้เหยียบเบรกตามปกติ ในช่วง 0 – 5,000 กิโลเมตร
ไม่ควรใช้รอบเครื่องยนต์เกิน 4,000 รอบ/นาที

เมื่อถึงระยะ 1,000 กิโลเมตร ให้ถ่ายน้ำมันเครื่อง น้ำมันเกียร์ และน้ำมันเฟืองทิ้งท้าย
เพื่อเอาเศษสกปรกที่หลุดจากชิ้นส่วนต่างๆและปะปนอยู่ในน้ำมันออก
(แม้บางศูนย์บริการจะไม่ระบุไว้ก็ตาม)

รถยนต์ป้ายแดงกับการเดินทางไกล
          การเดินทางไกลกับรถยนต์ใหม่สามารถทำได้ แต่ต้องใช้เทคนิคและความระมัดระวังเป็นพิเศษ
โดยเฉพาะรถยนต์ที่ยังไม่พ้นระยะรัน-อิน การเดินทางไกลกับการใช้รอบเครื่องยนต์ในรถยนต์
ใหม่ อาจมีความเข้าใจผิดในหลายกรณี โดยเฉพาะในเรื่องความเร็ว ผู้ใช้ส่วนหนึ่งคิดว่า
ในเมื่อเดินทางไกลมักใช้ความเร็วสูง แล้วจะควบคุมรอบเครื่องยนต์ได้อย่างไร
เพราะถ้าขับเร็วก็น่าจะต้องใช้รอบสูงด้วย แต่ความจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น

         การขับด้วยรอบเครื่องยนต์ระดับปานกลาง ก็สามารถไต่ขึ้นสู่ความเร็วตามกฎหมายกำหนดได้
รถยนต์ส่วนใหญ่ในความเร็วระดับ 90-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ในเกียร์สูงสุดไม่ว่าจะเป็น
เกียร์ธรรมดาหรือเกียร์อัตโนมัติมักใช้รอบเครื่องยนต์ประมาณ 2,500-3,000 รอบ/นาที
เท่านั้น ซึ่งไม่สูงเกินไป การเดินทางไกลมีข้อดี คือ สามารถขับได้อย่างนุ่มนวลและควบคุม
รอบเครื่องยนต์ได้ตามต้องการ แต่ไม่ควรขับแช่ที่ความเร็วเดียวกันต่อเนื่องนานๆ
ควรเปลี่ยนแปลงความเร็วบ้าง โดยอาจสลับด้วยกาสรผ่อนความเร็วลงเล็กน้อย

         สำหรับกรณีคับขัน เช่น ต้องเร่งแซงหลบหลีก ก็สามารถกดคันเร่งได้เลย
ไม่ต้องเน้นรักษารอบเครื่องยนต์มากเกินไป จนขาดความปลอดภัยหรือถูกชน

อย่าไว้ใจ…..แม้เป็นป้ายแดง
          รถยนต์ส่วนใหญ่มักมีการผลิตครั้งละเป็นจำนวนมากๆ แม้มีการควบคุมคุณภาพที่เข้มงวด
ก็ยังอาจเกิดข้อผิดพลาดขึ้นได้ ดังนั้นเจ้าของรถป้ายแดงจึงไม่ควรนิ่งนอนใจ
หมั่นตรวจสอบสภาพของอุปกรณ์ต่างๆ ถ้าพบความผิดปกติจะได้เคลมก่อนหมดประกัน

ที่มา GM online

ทำไมต้องเรียนขับรถ

คุณค่าของการเรียนขับรถยนต์
ความรับผิดชอบการควบคุมการทำงานการขับรถอย่างปลอดภัยเป็นของคุณ การเรียนขับรถยนต์จะช่วยให้คุณพบกับความรับผิดชอบเหล่านี้

สิ่งที่คุณจะได้รับจากการเรียนขับรถ
การเรียนขับรถช่วยให้คุณเป็นคนขับรถที่มีความระมัดระวังและมีความรู้ความ สามารถ ในการจัดการกับสถานการณ์ การขับรถที่มีขอบเขตอันกว้างขวางได้อย่างประสบความ สำเร็จ

ความเข้าใจแนวทางของบุคลิกภาพ อารมณ์ และความรอบคอบ ที่มีผลต่อ การขับรถ
ความเข้าใจวิธีการการขับรถให้คล่องแคล่วและควบคุมรถ เพื่อลดความเสี่ยงในการขับรถในสิ่งแวดล้อมที่แตกต่างกัน
ความรอบรู้ในเรื่องของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ยาที่ทำให้ มึนเมาและสารเสพติดที่เป็นอันตรายต่อการขับรถ และความรู้ในเรื่องบทลงโทษ สำหรับการใช้ยาและเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ .
ความรู้เกี่ยวกับกฎหมายการจราจร กฎมารยาทในการใช้ถนน สัญญาณ เครื่องหมายและป้ายสัญญาณ สัญลักษณ์ ต่างๆบนถนน ข้อมูลพื้นฐาน ของผู้บริโภค เช่นแนวทางในการเลือกซื้อรถยนต์การทำประกันภัย และการวางแผนในการเดินทาง
ความเข้าใจระบบการทำงาน การดูแลรักษาและการซ่อมบำรุงรถยนต์ความรู้ความเข้าใจและการเตรียมพร้อมเมื่อ เกิดเหตุฉุกเฉินการระมัดระวัง และการป้อง กันอุบัติเหตุ ทั้งของคุณเองและบุคคลอื่นในท้องถนน
ความสามารถในการจัดการ การมองเห็น เวลาและช่องว่างระยะห่าง
การเรียนขับรถยนต์จะเพิ่มความระมัดระวังในการขับรถบนถนนและสิ่งรอบตัว คุณ จะเรียนรู้วิธีการจัดการระยะการมองเห็น เวลา และที่ว่างเพื่อการเว้นระยะห่าง คุณจะ เรียนรู้เรื่องความปลอดภัยของคุณเอง และผู้โดยสาร คนขับรถคันอื่นๆ และ คนเดิน เท้า การเรียนขับรถยนต์จะช่วยคุณประเมิน และตอบรับการเปลี่ยนแปลงอย่างมั่นคง ของสิ่งแวดล้อมในการขับรถ อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น คุณจะเรียนรู้วิธีการที่จะ จัดการให้ดีขึ้น และลดความเสี่ยง โดยการคิดวางแผนล่วงหน้าและเตรียมตัวสำหรับ เหตุการณ์ที่เลวร้ายซึ่งอาจจะเกิด ขึ้นได้ และสามารถแก้ไขได้

ปัจจัยที่มีผลต่อการขับขี่
การเป็นผู้ขับรถที่ปลอดภัยและมีความรับผิดชอบของคุณ ต้องการมากกว่าความ ชำนาญ ในการขับรถ คุณจำเป็นต้องเข้าใจด้วยว่ามีปัจจัยที่แทรกแซงความสามารถใน การขับรถ อย่างร้ายแรง เช่น

ความรู้สึกที่ว่ามีความเสี่ยงน้อยหรือไม่เสี่ยงเลยที่ เกี่ยวข้องกับการขับ และถ้าเกิด การชนขึ้น ซึ่งคุณจะรูสึกว่าเป็นความผิดของรถคันอื่น
ผลกระทบของความเจ็บป่วยหรือบาดเจ็บ หรือผลข้างเคียงของยาที่คุณอาจจะ ทานเข้าไป เพื่อรักษาอาการหรือบาดแผล
สภาวะอารมณ์ของคุณ
ผลกระทบของแอลกอฮอล์และยาอื่นๆ
ความรู้ที่คุณจะได้จากการเรียนขับรถและประสบการณ์ที่คุณจะได้รับ จะพัฒนาความ ชำนาญ การใช้ทักษะความสามารถในการตัดสินใจ อย่างไรก็ตามขึ้นอยู่กับตัวคุณเอง คุณเท่านั้นที่สามารถตัดสินใจได้

การใช้อัตราส่วนของแผนที่
คนที่ขับรถจากสถานที่หนึ่งไปยังอีกสถานที่หนึ่งพวกเขาอาจไม่รู้ทางเสมอไป หรือไม่รู้ระยะทางที่จะต้องขับไปไกลแค่ไหน ดังนั้นการใช้แผนที่เป็นการช่วยให้ทราบ จุดหมายปลายทางและระยะทางที่จะไป

15 วิธี ในการขับขี่ แบบประหยัดน้ำมัน

1. ควรวางแผนก่อนการเดินทาง จะช่วยให้การเดินทางสั้นลงหรือเร็วขึ้นกว่าเดิม และยังประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงได้อีกด้วย

2. ควรเติมน้ำมันเชื้อเพลิงก่อน 9 โมงเช้าเสมอ เพราะว่าอุณหภูมิเย็นน้ำมันเชื้อเพลิงจะหดตัวจึงได้ปริมาตรน้ำมันเชื้อเพลิง เพิ่มขึ้น 2%

3. ควรเติมน้ำมันเชื้อเพลิงแค่หัวจ่ายตัดก็พอแล้ว ถ้าเติมจนเต็มปรี่ พอร้อนๆน้ำมันเชื้อเพลิงจะขยายตัวแล้วระเหยทิ้งที่รูระบาย

4. ควรอุ่นเครื่องยนต์สัก 1 นาที ในหน้าร้อน และ 3 นาที ในหน้าหนาว ซึ่งเครื่องยนต์จะได้ไม่ใช้กำลังฉุดมากและการหล่อลื่นจะสมบูรณ์ขึ้น

5.ค่อยๆ ออกตัวเมื่อรถจอดนิ่งที่ 1,000-2,000 รอบ จะได้ความนิ่มนวล ประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงและลดการสึกหรอของเครื่องยนต์ 6.ควรใช้เกียร์สูงขึ้นเมื่อรถวิ่งได้ 2,500 รอบ ขึ้นไป เพราะการลากเกียร์จะทำให้ชุดเกียร์ทำงานหนักจนอายุการใช้งาน สั้นและทำให้สิ้น เปลืองน้ำมันเชื้อเพลิง

7.เครื่อง ยนต์ 2,000 cc. ขึ้นไป ความเร็วคงที่ๆประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงคือ 110 Km./h. ซึ่งการรักษาเสถียรภาพความเร็วทำให้รถยนต์กินน้ำมันเชื้อเพลิงน้อยที่สุดขณะ รถวิ่ง

8.เครื่องยนต์ต่ำ กว่า 1,600 cc. ความเร็วคงที่ๆประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงคือ 90 Km./h. ซึ่งการรักษาเสถียรภาพความเร็ว ทำให้รถยนต์กินน้ำมันเชื้อเพลิงน้อยที่สุดขณะรถวิ่ง

9. ควรพักรถสัก 15 นาที เมื่อขับรถเกิน 4 ชั่วโมง เพื่อให้ความร้อนลดลง ซึ่งจะทำให้น้ำมันเชื้อเพลิงและน้ำมันหล่อลื่นในระบบคลายความร้อนลงและกลับ มามีคุณสมบัติที่ดีอีกครั้ง

10.เกียร์ ถอยหลังจะกินน้ำมันเชื้อเพลิงมากที่สุด ควรค่อยๆ ถอยหลังไม่ต้องเร่งเครื่องยนต์มากเกินไป โดยเกียร์ถอยหลังจะใช้อัตราทด และใช้แรงฉุดมากกว่าทุกเกียร์ 11.ควรเว้นระยะห่างจากรถคันหน้าให้เหมาะสม และไม่ควรหยุดรถหรือเบรกรถโดยไม่จำเป็น ซึ่งจะช่วยให้ประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงและ ทำให้ไม่สิ้นเปลืองผ้าเบรกโดยไม่จำเป็น

12.ก่อน ถึงปลายทางสัก 500 เมตร ควรปิดคอมเพรสเซอร์แอร์เพื่อลดภาระของเครื่องยนต์ ซึ่งจะช่วยให้ประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิง และพัดลมจะเป่าลมไล่ความชื้นในตู้แอร์ ไล่เชื้อราที่สะสมอยู่ในความชื้นด้วย

13.ตรวจสอบลมยางให้สม่ำ เสมอ ทุกๆ 2 อาทิตย์ และหากลมยางอ่อนรถจะวิ่งได้ช้าลง ขอบยางจะสึกมากและยางจะหมดอายุก่อน กำหนด รวมทั้งยังเป็นการสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงอีกด้วย

14.ควร เก็บสัมภาระหรือของหนักๆที่ไม่จำเป็นออกจากรถเพื่อลดน้ำหนัก ซึ่งการเพิ่มน้ำหนักจะทำให้รถกินน้ำมันเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้น 20% ตามระยะทางที่วิ่ง 15.หมั่นปรับตั้งเครื่องยนต์ให้สมบูรณ์อยู่เสมอ จะทำให้สมรรถนะของเครื่องยนต์ดีอยู่เสมอ และลดการสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิง

14 ธ.ค.

การจองคิวอบรมในการขอรับใบอนุญาตขับรถตามพ.ร.บ.รถยนต์ ชนิดชั่วคราว (ขอใหม่)

 กรมการขนส่งทางบก เปิดให้ประชาชนสามารถจองคิวเพื่อเข้ารับการอบรมได้ล่วงหน้า โดยสามารถจองคิวได้ด้วยตนเอง หรือ ทางโทรศัพท์ ดังนี้

      สำนักงานขนส่งกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1 เปิดรับคำขอรับใบอนุญาตขับรถได้ไม่เกิน 120 คน/วัน
ผู้ที่ประสงค์จองคิวทางโทรศัพท์ ติดต่อหมายเลข 0-2415-7337 ต่อ 204-205

      สำนักงานขนส่งกรุงเทพมหานครพื้นที่ 2 เปิดรับคำขอรับใบอนุญาตขับรถได้ไม่เกิน 85 คน/วัน

ผู้ที่ประสงค์จองคิวทางโทรศัพท์ ติดต่อหมายเลข 0-2433-4773

      สำนักงานขนส่งกรุงเทพมหานครพื้นที่ 3 เปิดรับคำขอรับใบอนุญาตขับรถได้ไม่เกิน 100 คน/วัน

ผู้ที่ประสงค์จองคิวทางโทรศัพท์ ติดต่อหมายเลข 0-2333-0035

      สำนักงานขนส่งกรุงเทพมหานครพื้นที่ 4 เปิดรับคำขอรับใบอนุญาตขับรถได้ไม่เกิน 100 คน/วัน

ผู้ที่ประสงค์จองคิวทางโทรศัพท์ ติดต่อหมายเลข 0-2543-5512

      สำนักงานขนส่งกรุงเทพมหานครพื้นที่ 5 (ฝั่งตรงข้ามตลาดนัดจตุจักร) เปิดรับคำขอรับใบอนุญาตขับรถได้ไม่เกิน 170 คน/วัน ผู้ที่ประสงค์จองคิวทางโทรศัพท์ ติดต่อหมายเลข 0-2271-8888 ต่อ 4201-4 หรือสอบถาม 1584

      สำหรับในส่วนภูมิภาคสำนักงานขนส่งจังหวัดทุกจังหวัด จะเปิดรับคำขอตามความเหมาะสม
ซึ่งสามารถสอบถามข้อมูลได้ที่สำนักงานขนส่งจังหวัดนั้นๆ

     ผู้ที่ประสงค์ขอรับใบอนุญาตขับรถควรติดต่อจองคิวล่วงหน้า โดยสามารถมาจองด้วยตนเองพร้อมเอกสาร ได้แก่ บัตรประจำตัวประชาชน พร้อมสำเนา ใบรับรองแพทย์ อายุไม่เกิน 1 เดือน ซึ่งเจ้าหน้าที่จะทำการทดสอบสมรรถภาพร่างกายในวันเดียวกัน และจะออกใบนัดเพื่อให้เข้ารับการอบรมตามวัน เวลา ที่ระบุ ตามลำดับ โดยต้องมาลงทะเบียนก่อนเวลา 09.00 น. เพื่อเจ้ารับการอบรม ทดสอบข้อเขียน ซึ่งผู้ที่สอบผ่านแล้วจะเข้ารับการอบรม ทดสอบข้อเขียน ซึ่งผู้ที่สอบผ่านแล้ว จะเข้ารับการทดสอบขับรถในวันทำการถัดไป หากผ่านการทดสอบจะได้รับใบอนุญาตขับรถทันที

     สำหรับผู้ที่จองคิวทางโทรศัพท์ ต้องมาลงทะเบียนในวันที่นัดอบรมก่อนเวลา 08.00 เพื่อทำการทดสอบสมรรถภาพร่างกายก่อนเข้ารับการอบรม จากนั้น จึงดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป

ที่มา กรมการขนส่งทางบก

การหัดขับรถครั้งแรกฝึกขับด้วยตัวเองสำหรับมือใหม่หัดขับ

เนื้อหานี้ ไม่ได้ชี้แนะให้ท่าน อ่านแล้วเอาไปลองขับรถด้วยตัวเองเพียงลำพังคนเดียว สำหรับมือใหม่จำเป็นอย่างยิ่ง จะต้องมีผู้ชำนาญที่เป็นคนสนิทกับตัวเรา นั่งไปกับเราเพื่อเป็นผู้แนะนำด้วย เว้นแต่ว่าเราพอขับได้แล้ว จะลองขับ คนเดียว ในสถานที่โล่งๆ แต่ก็ควรจะมีผู้แนะนำยืนดูอยู่นอกรถตรงที่เราหัดด้วย การหัดขับรถนั้นไ่ม่ใช่เรื่องยาก ขอเพียงแต่เราฝึกตั้งแต่ตอนที่ไม่ได้อยู่ในรถ ฝึกเพื่อให้ตัวเองเข้าใจ ทั้งในเรื่องการหมุนพวงมาลัย ไปทางไหน แล้วรถจะเคลื่อนที่ไปทางไหน, ฝึกเหยียบเบรค, ฝึกแตะคันเร่งเบาๆแล้วค่อยๆเร่ง พยายามสร้างความมั่นใจในการขับขี่ หมั่นฝึกบ่อยๆ ก็จะเป็นเอง เช่นเดียวกับการขี่จักรยาน สิ่งสำคัญที่สุดคือความไม่ประมาท ที่จะช่วยเซฟตัวเองได้ดีที่สุด อุบัติเหตุส่วนมากมักจะเกิดกับคนที่ขับเป็นแต่ประมาท กับคนที่ขับไม่เป็นนั้นน้อยกว่ามาก

การหัดขับรถด้วยตัวเองตอนเริ่มต้นนี้ เราควรฝึกทำสมาธิสักเล็กน้อยด้วย สำหรับมือใหม่ต้องมีอาการเกร็งหรือประหม่าแน่นอนกันทุกคน หากมีอาการอย่างที่ว่านี้ ควรหายใจเข้าออกลึกๆ เพื่อทำให้เรารู้สึกผ่อนคลาย จากนั้นค่อยเริ่มเรียนต่อไป … หาสนามกว้าง ๆ เช่นสนามฟุตบอลโรงเรียนหัดขับครับ ถอยหน้าถอยหลัง หัดเปลี่ยนเกียร์ เมื่อชำนาญ ก็ไปหาถนน ว่างๆขับ พอเป็นก็เรียนรู้กฎจราจร และที่สำคัญที่สุด คือมารยาท

ลำดับขั้นตอน การหัดขับรถด้วยตัวเอง

ให้ผู้ชำนาญ อาจเป็นญาติหรือเพื่อนสนิท หรือแฟน เตรียมรถให้พร้อม
ก่อนขึ้นรถ ให้สังเกตุสิ่งกีดขวาง ทั้งด้านข้าง หน้าและหลังก่อน ว่าไม่มีอะไรขวาง
เปิดรถแล้วเข้าไปนั่งที่เบาะให้เรียบร้อย อย่าสตาร์ทรถในทันที
ตรวจสอบระยะห่างที่เรานั่ง กับพวงมาลััยอยู่ในระยะพอดีหรือไม่ โดยยื่นแขนสองข้างออกไปจับพวงมาลัย แขนต้องไม่ตึงหรือย่อหย่อนเกินไป
มองกระจกซ้าย, ขวา และกระจกหลัง ให้อยู่ในตำแหน่งที่มองเห็นได้ถนัด
ดูเกียร์ของรถว่าอยู่ตำแหน่ง P หรือตำแหน่ง N เท่านั้น
ดูเบรคมือที่อยู่ข้างๆมือซ้ายว่าถูกดึงขึ้นหรือไม่ ถ้าดึงขึ้นให้เอาลง
เสียบกุญแจรถแล้วหมุนกุญแจช้าๆไป 1 step แล้วสังเกตุไฟที่หน้าคอนโซลว่าปรกติ
หมุนกุญแจอีก 1 ครั้งเพื่อสตาร์ทรถ การหมุนโดยการบิดกุญแจค้างไว้ประมาณ 3 วินาที ติดแล้วเอามือออกจากกุญแจ
ให้รถติดเครื่องไว้สักแป้บ ระหว่างติดเครื่องนี้ให้สังเกตุบริเวณนอกรถ ด้านข้าง หน้า และหลังก่อน
เมื่อไม่มีสิ่งกีดขวางแล้ว ให้ใช้มือซ้ายผลักเกียร์ไปตำแหน่ง D (เดินหน้า) หรือ R (ถอยหลัง)
รถจะค่อยๆเคลื่อนโดยไม่ต้องเหยียบคันเร่ง สำหรับรถรุ่นเก่าๆให้แตะคันเร่งเบาๆ

* สำหรับการขับออกถนนครั้งแรก อย่าตื่นตระหนก แม้จะโดนบีบแตรไล่ ก็ให้ไปต่อกับสิ่งที่เราจำมาและเดินหน้าต่อไป เวลาออกถนน ถ้าไม่มีใบขับขี่ ต้องมีคนที่มีใบขับขี่ไปด้วย

หัดเลี้ยวรถตรงทางแยก ตัวรถต้องพ้น

ให้ตัวรถเลยไปหน่อย ค่อยหักเลี้ยว
ขอฝากคำนี้ไว้นะครับ สำหรับท่านที่ไม่แน่ใจในการเลี้ยว สิ่งที่มีโอกาสเจอสำหรับท่านที่หัดขับคือเลี้ยวรถ แล้วขอบด้านข้างไปครูดกับริมฟุตบาทถนน เนื่องจากกะระยะตัวรถไม่พ้น หรือขับเข้าออกประตูบ้านกะไม่พ้นก็อาจครูดกับขอบประตูรั้วบ้านได้ บนท้องถนนนั้น ช่องทางขับรถเลี้ยวรถเค้าออกแบบมาให้เลี้ยวรถได้อยู่แล้ว

เมื่อไกล้ถึงทางเลี้ยว ไม่ควรขับรถชิดขอบถนน ที่จะเลี้ยวเกินไป ค่อยๆขับรถให้ตัวรถเลยไปสักหน่อย ประมาณเกือบครึ่งคันค่อยหักพวงมาลัยไปทางที่จะเลี้ยว ตัวรถจะอยู่ในเลนถนนพอดี แต่อย่าลืมก่อนเลี้ยวให้หยุดรถ หรือชะลอรถให้แน่ใจว่าไม่มีรถวิ่งมาตรงช่องที่จะเลี้ยว

หัดเรียนขับรถถอยหลัง
ควรกระทำในขณะที่ความเร็วต่ำและขับช้าๆ ขณะหมุนพวงมาลัย ควรให้รถเคลื่อนที่นิดหน่อย (เพราะจะช่วยลดการเสียดสีระหว่างหน้ายางกับพื้นถนน) โดยเหยียบแตะคันเร่งเบาๆ
หลักการถอยหลัง มีหลักอยู่ว่า ต้องการให้ท้ายของรถยนต์หันไปทางใด ก็ให้หมุนพวงมาลัยไปทางนั้น เช่น ต้องการให้ท้ายรถเลี้ยวไปทางซ้าย ก็ให้หมุนพวงมาลัยไปด้านซ้าย และถ้าต้องการให้ท้ายรถเลี้ยวไปทางขวาก็หมุนพวงมาลัยไปทางขวา
หากมีการจราจรแออัด ในขณะที่จะถอยหลัง ควรเปิดสัญญาณไฟ และสังเกตรถที่ผ่านไปมาทั้งด้านหน้า-หลัง ซ้าย-ขวา ว่าพ้นระยะในการหักวงเลี้ยวของรถเราหรือไม่ จากนั้นค่อยๆ ถอยช้าๆ เข้าซอง ซึ่งวิธีนี้จะทำให้การเอี้ยวคอไปมองท้ายรถสะดวกขึ้น
สังเกตการจอดของรถข้างๆ(ถ้ามี) ที่มีขนาดใกล้กันช่วยก็ได้ โดยพยายามให้บานประตูรถอยู่ในระนาบเดียวกัน และระวังเรื่องรถคุณจะจอดล้ำหน้าเกินไป ขณะเดียวกันก็ต้องประเมินมิติ หรือขนาดของรถและขนาดช่องว่างพื้นที่ที่จะนำรถเข้าจอด พร้อมด้วยช่องว่างที่เหลือเพื่อหักเลี้ยวด้วย

การทิ้งช่วงห่างระหว่างท้ายรถกับกำแพงด้านหลัง
บ่อยครั้งที่เรามักจะกะระยะไม่ถูก แล้วไม่กล้าถอย กลัวท้ายจะชนโดยเฉพาะในเวลากลางคืน ลองใช้วิธีแตะเบรกช่วย แล้วสังเกตแสงไฟท้าย ประเมินดูได้จากรัศมีของแสงไฟ หากจอดชิดเกินไปจะมีแสงหรี่หรือมองไม่เห็นแสง แต่หากแสงจ้าแสดงว่ายังถอยได้อีก ทั้งนี้ลองสังเกตการจอดของรถข้างๆ ที่มีขนาดใกล้กันช่วยก็ได้ โดยพยายามให้บานประตูรถอยู่ในระนาบเดียวกัน และระวังเรื่องรถคุณจะจอดล้ำหน้าเกินไป ขณะเดียวกันก็ต้องประเมินมิติ หรือขนาดของรถและขนาดช่องว่างพื้นที่ที่จะนำรถเข้าจอด พร้อมด้วยช่องว่างที่เหลือเพื่อหักเลี้ยวด้วย

สติ๊กเกอร์ “มือใหม่หัดขับ” จำเป็นหรือไม่

ติดหรือไม่ก็ได้ ขอให้ขับดีๆก็แล้วกัน แค่เราขับตามกฏ และมีน้ำใจบนท้องถนน ออกถนนคุณต้อง”พร้อม” เพราะว่าเมื่อเกิดอะไรขึ้น คำว่ามือใหม่ใช้เป็นข้ออ้างอะไรไม่ได้ครับ บางท่านก็กลัวติดไว้แล้วจะมีคนแกล้ง บางท่านก็ติดไว้เพราะเป็นคนเกรงใจคนอื่น แต่บางท่านติดไว้แนวขำขัน อาจช่วยให้คนขับตามหลังหายเครียดหายเซ็งได้

หัดขับรถกันนานแค่ไหน ถึงจะกล้าขับออกต่างจังหวัด
ขับรถจนคล่อง ควบคุมรถให้อยู่บนถนนอย่างปลอดภัย รู้จังหวะเร่งแซง หลบทางให้คันที่ขับเร็วกว่าแซงไป และสำคัญต้อง !
อ่านเครื่องหมายบังคับจราจรให้เข้าใจ เส้นประเส้นทึบบนพื้นถนนต้องรู้จัก ป้ายเตือนทางโค้ง ทางลาดชัน ห้ามเข้าเป็นต้น ต้องทำตามป้ายบังคับ

มันอยู่ที่ใจ บางคนขับรถมาเป็นปี ยังไม่กล้าออกต่างจังหวัด ทำใจกล้าๆ ไม่ต้องกังวลรถคันอื่น ตั้งใจขับรถเราให้อยู่ในเลนของเรา
คันอื่นที่เค้าชำนาญ เค้าเห็นว่าเราช้า ยังไม่ชำนาญ เค้าจะหลบเราเอง
ขับในเลนตัวเอง ถ้าไม่มั่นใจก็อย่าเพิ่งแซง เปลี่ยนช่องจราจรก็เปิดไฟเลี้ยวให้สัญญาณ แล้วก็ดูกระจกข้าง,กระจกหลังก่อน ว่างแล้วค่อยออก ที่สำคัญ รักษาระยะห่างจากคันหน้าอย่างน้อยสองช่วงคันรถ หรือระยะที่มั่นใจได้ว่าเบรกทัน เพราะ ตจว. สิบล้อเยอะครับ พี่ท่านนึกจะออกก็ออก ออกครึ่งคันแล้วค่อยเปิดไฟเลี้ยวบอก อันนี้ต้องระวัง ไม่จำเป็นอย่าตามก้นสิบล้อ เวลาแซงสิบล้อต้องระวังมากๆ ดูด้วย บางทีเค้าเบียดมาโดยไม่บอกเรา

จำเป็นหรือไม่ ต้องไปเรียนขับกับโรงเรียนสอนขับรถ
การเรียน มันคือการเพิ่มความมั่นใจให้กับเรา และเป็นการถ่ายทอดประสบการณ์ของครูสอนขับรถ ให้ทราบถึงกฏกติกา และกฏจราจรแบบเร่งรัด และทำให้เราได้ซักถามในสิ่งที่ไม่รู้ได้
สำหรับความจำเป็นนั้น อาจจะจำเป็นหากคนสนิท (ญาติ, เพื่อน, แฟน, คนรู้จัก) ของท่านไม่ว่างสอนขับ

ตามต่างจังหวัดแทบจะไม่มีโรงเรียนสอนขับรถให้เห็นเลย ถ้ามีก็น้อยมาก คนต่างจังหวัดหัดไม่ยากตรงที่มีบริเวณให้หัดขับกันเยอะ และรถก็ไม่เยอะเท่าในเมืองใหญ่ๆอย่าง กทม, เชียงใหม่ เป็นต้น การเรียนหัดขับรถไม่ใช่เรื่องยาก แต่ยากตรงที่หาที่หัดลองขับรวมทั้งกฏจราจร และมารยาทการขับขี่บนท้องถนนนี่ล่ะครับ ส่วนใหญ่ที่โรงเรียนสอนหัดขับรถเอง ก็ไม่ได้มีที่สำหรับ ให้ผู้เรียนได้หัดเป็นของตนเอง แต่จะพาเราไปหัดบริเวณสาธารณะมากกว่า ถ้าโรงเรียนที่มี่สนามฝึกซ้อมมักจะอยู่ตามชานเมือง รวมทั้งโรงเรียนสอนขับรถจะเหมาะสำหรับท่านที่ไม่มีคนสอนให้ขับ
ความปลอดภัยขณะเรียนคือสิ่งสำคัญ อาจทำให้เราถอดใจไปเลยก็ได้หากเกิดอุบัติเหตุขณะเรียนรู้เอง
ดังนั้น รถที่โรงเรียนสอนขับรถ จึงต้องมีเบรคในฝั่งผู้สอนด้วยเพื่อควบคุมขณะฝึกสอนด้วย

ใช้รถเดินทางไกล เตรียมตัวอย่างไรให้ปลอดภัย

อีกไม่นานแล้ว สำหรับหลาย เทศกาลวันหยุดยาว ในช่วงนี้ไปจนถึงส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ที่หลายคนก็มีโครงการที่จะเดินทางไปพักผ่อนชาร์จแบตฯ ให้กับชีวิต ซึ่งทุกครั้งในช่วงวันหยุดยาวนั้นจะต้องมี 7 วันอันตราย ที่หมายถึง การเดินทางที่มีผลแห่งการสุ่มเสี่ยงมากยิ่งขึ้นกว่าปกติ ทว่า เรื่องเหล่านี้จะกลายเป็นเรื่องง่ายๆ ถ้าคุณรู้จักการจัดการอย่างถูกวิธี  หลายต่อหลายครั้งการเดินทางในช่วงวันหยุดกลายเป็นหายนะ และอุบัติเหตุนั้นเป็นเรื่องที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น จึงมีความรู้เด็ดๆ มาฝากคนรักรถ

การจะเดินทางให้ปลอดภัยนั้น ต้องมีการเตรียมตัวที่ดี ซึ่งมีขั้นตอนดังต่อไปนี้

1.ตรวจสอบสภาพรถ 
การเดินทางไกลนั้น คือการที่เราต้องขับรถยนต์เป็นระยะเวลานาน มีการสึกหรอที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องต่อระบบต่างๆ ซึ่งการตรวจสอบสภาพรถก่อนออกเดินทางนั้นเป็นเรื่องสำคัญมาก ทั้งระบบเบรค ระบบเครื่องยนต์ ไปจนถึง หม้อน้ำ และระบบปรับอากาศ ที่ควรจะพร้อมเพื่อให้การเดินทางนั้นเป็นไปอย่างราบรื่นทาง
ด้านตัวรถ ตรวจดูยาง มีร่องรอยสึก บวม ดอกยางสึกเกินมาตรฐาน หรือไม่ วัดลมยางให้พอดี และหากต้องบรรทุกน้ำหนักมาก ควรเพิ่มแรงดันมากกว่าปกติ 2-3 ปอนด์ และก็อย่าลืมให้ความสำคัญกับยางอะไหล่ด้วย
ระบบเบรก ช่วงล่าง น้ำมันหล่อลื่นในจุดต่างๆ ระบบทำความเย็น ตรวจดูให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน อุปกรณ์ประจำรถ ตรวจดูชุดเครื่องมือว่ายังอยู่ดี สายพ่วง สายลาก ควรจะมีติดรถเอาไว้ มองกันในแง่ดี ว่าเอาไว้ช่วยคนอื่น หาไฟสปอตไลท์สักดวง หรือไฟฉายคุณภาพดีๆ สักกระบอก

2.ศึกษาข้อมูลเส้นทาง
เมื่อรถพร้อมก็ควรจะมาทำการบ้านก่อนไปเที่ยวกัน ซึ่งจะช่วยให้คุณเข้าถึงข้อมูลได้ ลองศึกษาดูว่า จะไปทางไหนอย่างไรบ้างเพื่อป้องกันการหลงทางที่ทำให้เสียน้ำมันโดยเปล่าประโยชน์ เช่นเดียวกับ การมองหาสถานที่สำคัญๆ และเบอร์โทรฉุกเฉินพกติดเอาไว้เพื่อเกิดปัญหา ระหว่างทาง

3.เตรียมอุปกรณ์ฉุกเฉิน
การเดินทางไกลนั้นทุกอย่างสามารถเป็นไปได้ และการพกอุปกรณ์ฉุกเฉินเบื้องต้นเอาไว้ก็เป็นเรื่องดีเช่น ไฟฉาย ป้ายสามเหลี่ยมสะท้อนแสง หรือจะเป็นอุปกรณ์เติมลมพกพา และเครื่องมือประจำรถ ซึ่งช่วยให้คุณมีไว้ใช้ยามต้องการดีกว่าหาไม่ได้

4.ศึกษาขั้นตอนฉุกเฉิน
บางครั้งเราก็ต้องยอมรับว่า เหตุการณ์ฉุกเฉินอาจจะเป็นเรื่องที่เลี่ยงไม่ได้ แต่เราสามารถเข้าใจมันได้ เช่น ยางระเบิดควรทำอย่างไร เมื่อกระจกแตกควรทำอย่างไร ลองหาประสบการณ์จากผู้รู้หรือคำชี้แนะไว้ประดับความรู้เล็กๆน้อยๆ ซึ่งช่วยให้สามารถปฏิบัติตัวได้ถูกต้องเมื่อเกิดเหตุสุดวิสัย และลดความตื่นตกใจได้ไม่มากก็น้อย

5.อย่ามองข้ามที่วางศีรษะ
มีหลายมักคิดว่าที่วางศีรษะที่ติดกับเบาะรถนั้นไม่มีความสำคัญ แต่นั่นนับเป็นเรื่องเข้าใจผิดมหันต์ เพราะเจ้าที่รองศรีษะนี้ จะช่วยให้คุณไม่เมื่อยล้าในการขับรถเป็นเวลานานๆ เพราะทำให้กระดูกสันหลังจัดวางไว้ได้อย่างถูกต้อง เช่นเดียวกันกับเมื่อเกิดอุบัติเหตุ เจ้าหมอนรองคอนี่แหละช่วยลดอาการบาดเจ็บของต้นคอจากอุบัติเหตุได้เป็นอย่างดี

6.คาดเข็มขัดนิรภัยเสมอ
เมื่อเดินทางเรื่องที่ควรต้องปฏิบัติอีกอย่างคงหนีไม่พ้นการคาดเข็มขัดนิรภัย ซึ่งควรจะทำให้ชิน เพื่อเสริมสร้างความปลอดภัย โดยเฉพาะในยามเกิดอุบัติเหตุจะผ่อนหนักเป็นเบาได้มาก และในรถที่มีถุงลมนิรภัย การคาดเข็มขัดจะทำให้การทำงานของถุงลมนิรภัยมีความปลอดภัยมากขึ้นด้วย

7.เตรียมพร้อมร่างกาย
เมื่อต้องขับรถทางไกลควรเตรียมร่างกายให้พร้อมต่อการเดินทาง สิ่งสำคัญคือ ควรนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอก่อนเดินทางไม่ควรพึ่งกาแฟ หรือเครื่องดื่มชูกำลัง รวมทั้งแอลกอฮอล์ ก่อนออกเดินทาง เพราะจะทำให้อ่อนล้าได้ในระหว่างการเดินทาง ซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ

8.เซทรถให้พร้อมก่อนออกเดินทาง
เมื่อจะเดินทางควรเซทรถให้พร้อม ทั้งการจัดวางสิ่งของที่บรรทุกไปด้วย ซึ่งสิ่งของที่มีน้ำหนักมาก ควรอยู่ด้านล่าง เพื่อป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้น เช่น กลิ้งมาโดนผู้โดยสารได้รับบาดเจ็บ นอกจากนี้ มันยังช่วยให้น้ำหนักกดทับลงไปบนช่วงล่างเพิ่มขึ้น และเมื่อบรรทุกน้ำหนักมากขึ้น ก็ควรเติมลมยางเพิ่มขึ้นด้วย แต่ต้องตรวจสอบให้อย่าเกินอัตราที่กำหนดบนยาง

9.หยุดพักบ้างถ้าจำเป็น
การหยุดพักนั้นเป็นเรื่องที่จำเป็นในการเดินทาง อย่ามองข้าม เพราะมันมีผลมาก ทั้งความอ่อนล้าต่อรถ และตัวคุณเอง ความจริงแล้ว การหยุดพักควรทำทุก 2 ชั่วโมง เพื่อยืดเส้นยืดสาย และช่วยให้คุณไม่เบื่อถนนมากเกินไป แต่ถ้าทำไม่ได้ ก็พยายามจิบน้ำเปล่าบ่อยๆ ในระหว่างการเดินทาง จะช่วยผ่อนคลายความรู้สึกตึงเครียด และลดการกระหายน้ำได้ ซึ่งเป็นต้นเหตุของการอ่อนล้า

10.อย่าหยุดรถ หรือแวะรับคนข้างทางในที่เปลี่ยวโดยไม่จำเป็น
โดยเฉพาะเส้นทางที่ไม่เคยไปนั้น นักเดินทางหลายรายอาจพบสิ่งไม่คาดคิด เมื่อคนร้ายอาจจะแกล้งขับรถชนท้ายรถท่านเพื่อให้ลงมาเจรจา แล้วใช้อาวุธปืนจี้ ปล้น เมื่อเกิดเหตุการณ์ทำนองนี้ ไม่ควรหยุดรถ แต่ควรเดินทางต่อไปจนถึงป้อมตำรวจ

เพียง 10 ข้อนี้ ก็น่าจะเพียงพอที่จะช่วยให้การเดินทางในช่วงวันหยุดยาวนี้ไม่สะดุดขลุกขลักระหว่างทาง ถึงที่หมายอย่างสบายใจ และปลอดภัย อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญที่สุดคงหนีไม่พ้นความไม่ “ประมาท” ที่อาจะป้นต้นเหตุของการเกิดอุบัติเหตุ ขอให้เพื่อนๆ โชคดีทุกคนครับ

มาทำความสะอาดรถ ขจัดกลิ่นอับในรถ กันเถอะครับ..


กลิ่นในรถจัดการได้


การแก้กลิ่นเหม็นอับในรถ ถ้าแก้ไขไม่ถูกจุดอันตรายถึงชีวิต โดยเฉพาะการใช้น้ำหอมปรับอากาศหรือการบูร สองสิ่งนี้ถ้าได้รับความร้อนจัดๆ จะเกิดการระเหยของสารเคมีวนเวียนอยู่ในรถ โดยจะเกาะตามมุมตามขอบต่างๆ เมื่อเปิดแอร์เป่าทุกวันมันจะกลายสภาพเป็นเมือกและเชื้อรา นอกจากทำให้แอร์อุดตันแล้ว หากสูดดมประจำทุกวันอาจก่อให้เกิดโรคมะเร็งได้

เพราะฉะนั้น ใช้วิธีธรรมชาติขจัดกลิ่นไม่พึงประสงค์ในรถแทนจะดีกว่า ทั้งประหยัดและเป็นผลดีต่อสุขภาพ ดังนี้

– น้ำส้มสายชู
– เทน้ำส้มสายชู 2-4 ช้อนโต๊ะใส่ถ้วยเล็กๆ นำไปตั้งทิ้งไว้ในรถประมาณ 1-2 ชั่วโมง ความเปรี้ยวของน้ำส้มสายชูจะช่วยดูดกลิ่นอับชื้นในรถให้หายไป

– ถ่านไม้
– นำถ่านไม้ 1-2 ก้อนใส่ในถุงผ้าแล้วห้อยไว้ในรถ ช่วยดับกลิ่นได้
– ทำความสะอาดเบาะรถ
– แค่นำรถไปจอดกลางแดด จากนั้นเปิดประตูทุกบาน แล้วใช้ไม้ตีที่นอนที่ทำจากหวายตีที่เบาะและพนักพิงให้ทั่ว จะทำให้ฝุ่นละอองและคราบสกปรกที่สะสมอยู่ในเบาะผ้าหลุดออก

ดอกไม้-สมุนไพร
ใช้สมุนไพรหรือดอกไม้ เช่น ใบเตย ใบมะกรูด ดอกมะลิ ใส่ไว้ในรถ สมุนไพรเหล่านี้นอกจากจะมีน้ำมันหอมระเหยตามธรรมชาติที่ช่วยผ่อนคลายแล้ว ยังปลอดภัยต่อสุขภาพด้ว

พฤติกรรมหลายอย่างที่ทำให้รถมีกลิ่นเหม็น เช่น การสูบบุหรี่ การรับประทานอาหารในรถ หรือแม้แต่การไม่ทำความสะอาดรถเลย หลายคนแก้ปัญหาด้วยการวางน้ำหอมไว้ในรถเพื่อดับกลิ่น แต่คุณรู้ไหมว่า นั่นคืออันตราย

ดังนั้น มาหาหนทางกำจัดสารพัดกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์ในรถด้วยวิธีธรรมชาติกันดีกว่า

กลิ่นบุหรี่
ใช้เบกกิ้งโซดา (ผงฟู) 2 ช้อนโต๊ะ ใส่ถ้วยใบเล็กตั้งทิ้งไว้ในรถ 1-2 ช.ม. กลิ่นจะหายไป แต่ทางที่ดี อย่าสูบดีกว่า เพราะบุหรี่ทำให้เกิดมะเร็งปอดได้ง่ายกว่าน้ำหอมหลายเท่านัก

กลิ่นอับ มี 3 สูตรดับกลิ่นดังนี้
– นำใบชาแห้งใส่ถุงผ้าห้อยไว้ในรถ วิธีนี้จะช่วยให้กลิ่นอับในรถเจือจางลง

– ใช้น้ำส้มสายชู 2-4 ช้อนโต๊ะ เทใส่ถ้วย ตั้งทิ้งไว้ในรถประมาณ 1-2 ช.ม. ความเปรี้ยวของน้ำส้มสายชูจะช่วยดูดกลิ่นอับชื้นในรถให้หายไป

– นำถ่านไม้ สัก 1-2 ก้อน ใส่ถุงผ้า ห้อยไว้ในรถสามารถช่วยลดกลิ่นอับได้เช่นเดียวกับที่เราใส่ไว้ในตู้เย็น
นอกจากนี้ ถ้าหากคุณยังเคยชินกับการขับรถแล้วต้องมีกลิ่นหอม ๆ แนะนำให้หาสมุนไพรหรือดอกไม้ เช่น ใบเตย ใบมะกรูด ดอกมะลิ มาใส่ไว้ในรถแทนน้ำหอมปรับอากาศ เพราะในพืชสมุนไพรเหล่านี้ นอกจากจะมีน้ำมันหอมระเหยตามธรรมชาติที่ช่วยผ่อนคลาย ปลอดภัยต่อสุขภาพ และไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมแล้ว ยังประหยัดอีกด้วย

การจัดการกับพรมในรถ
พรมเป็นหนึ่งสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดกลิ่นไม่พึงประสงค์ในรถและเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรค มีข้อแนะนำในการดูแลพรมมาฝากค่ะ

พรมเปียกน้ำ
ถ้าเป็นพรมชนิดที่ไม่สามารถยกออกได้ง่าย ๆ ให้ใช้ผ้าสะอาดเช็ดให้หมด จากนั้นขับรถไปจอดกลางแดด เปิดกระจำทิ้งไว้ ความร้อนจะช่วยทำให้พรมแห้งเร็วขึ้นค่ะ หรือถ้าสามารถถอดพรมออกมาได้ควรนำออกไปตากแดด เพราะนอกจากจะช่วยลดความเปียกชื้นของพรมแล้ว ยังช่วยลดเชื้อราที่หมักหมมอยู่ในพรมได้ด้วย

พรมเปื้อนคราบต่าง ๆ
อาจเกิดจากคราบกาแฟ คราบอาหาร (สำหรับคนที่ชอบกินอาหารในรถ) หรือสารคเคมีจำพวกน้ำยาล้างเล็บ จาระบี ให้ซักด้วยแชมพูสำหรับซักพรม (มีขายทั่วไป) แล้วจอดรถตากแดดและเปิดประตูรถทิ้งไว้ค่ะ

หมากฝรั่งติดพรม
ใช้นำแข็งประคบที่หมากฝรั่ง ความเย็นจะทำให้หมากฝรั่งแข็งตัว จากนั้นใช้ช้อนขูดออก

ใส่ใจกับเบาะรถกันหน่อย
จัดการกับพรมในรถไปแล้ว คราวนี้มาดูเรื่องเบาะกันบ้างดีกว่าค่ะ เบาะรถยนต์ส่วนใหญ่ทำจากหนังเทียม ทำให้มักจะเกิดความสกปรกได้ง่าย มีวิธีจัดการดังนี้ค่ะ

ไม้หวายลดคราบฝุ่น
เป็นการทำความสะอาดผ้าเบาะอย่างหนึ่งที่ไม่ต้องลงทุนอะไรมากมาย เพียงนำรถของคุณไปจอดกลางแดด จากนั้นเปิดประตูทุกบาน แล้วใช้ไม้ตีที่นอนซึ่งทำจากหวายมาตีที่เบาะและพนักพึงให้ทั่วทั้งเบาะหน้าและเบาะหลัง (ระหว่างตีจะสังเกตเห็นฝุ่นฟุ้งกระจาย ดังนั้น คนตีควรอยู่ต้นลมค่ะ) วิธีนี้จะช่วยให้ฝุ่นละอองและคราบสกปรกที่สะสมอยู่ที่ผ้าเบาะหลุดออกค่ะ

น้ำส้มสายชูลบคราบสกปรก
สำหรับเบาะหนังที่มีคราบเปื้อนต่าง ๆ ติดอยู่ ให้ใช้น้ำส้มสายชูชุบผ้าสะอาดพอหมาดเช็ดไปมา (ระยะเวลาขึ้นอยู่กับรอยเปื้อน) เพียงเทานี้คราบไม่พึงประสงค์ทั้งมวลก็จะหายไปค่ะ
อย่าลืมนะคะ… สารพันปัญหาในรถแก้ไขได้ ลองนำไปใช้ดูนะคะ

TIP ข้อควรรู้เกี่ยวกับรถ
ไม่ควรกินอาหารในรถ เพราะเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้มดเฮโลกันมาสร้างอาณาจักรในรถคุณได้
งดเก็บตุ๊กตาไว้ในรถ เพราะเป็นแหล่งสะสมฝุ่น และอาจนำมาซึ่งโรคภูมิแพ้ได้
ห้ามใส่ของหนัก ทุกครั้งที่รถบรรทุกน้ำหนักเพิ่มขึ้นเพียง 10 กก. จะทำให้สิ้นเปลืองน้ำมันมากขึ้น 60 บาทต่อเดือน ดังนั้น ของที่ไม่ใช่แล้วควรเก็บออกจากรถ เพราะจะช่วยให้รถเบาขึ้นและประหยัดเงินในกระเป๋า
ปิดแอร์บ้าง ลดการใช้แอร์ในรถลงแค่ 10% ของการใช้แอร์ตามปกติ จะช่วยให้เราประหยัดเงินได้ถึง 40 บาทต่อเดือน ดังนั้น ควรเลือกเปิดเฉพาะเวลาที่จำเป็น (หรือในบางเวลาเช่นตอนเช้า ๆ จะเปิดกระจกรับอากาศยามเช้าบ้างก็ไม่เลวเช่นกัน)

เครดิต : คอลัมน์ รอบรั้วบ้าน นิตยสาร ชีวจิต

เคล็ดลับเอกสาร 9 ชิ้น ภารกิจล่าเงินคืนภาษี “รถคันแรก”

ใกล้วันที่ 1 ตุลาคมเข้ามาทุกที บรรดาผู้ใช้สิทธิ์ขอคืนภาษีรถคันแรกต่างหูผึ่ง ความหวังเริ่มเป็นจริงเสมือนคนถูกลอตเตอรี่ เมื่อผู้โชคดี 50 คนแรกที่ยื่นเอกสารมาตั้งแต่ก่อน “น้ำท่วม” เมื่อปีที่แล้ว กำลังจะได้เงินคืนเป็นกลุ่มแรก

SMS จากกรมบัญชีกลางที่จะแจ้งเข้ามาว่า “คุณได้รับการโอนเงินเข้าบัญชีแล้ว” เปรียบเสมือน SMS แจ้งว่า “คุณคือผู้โชคดี” ยังไงยังงั้น

สร้างความหวังให้กับผู้ใช้สิทธิ์รถคันแรกคนอื่น ๆ ที่จากนี้ก็เตรียมนั่งนับวันรอว่า เมื่อไรจะถึงคิวของตัวเอง

จริง ๆ ต้องเรียกว่า กว่าจะมาถึงวันที่เจ้าของรถคันแรกเหล่านี้ได้รับเงินคืนนั้น ไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ อย่างที่คิด

ไม่นับรวมเรื่อง “ทุนทรัพย์” ที่หลายคนต้องพยายามเสาะหา “เงินดาวน์” แบบเร่งด่วน เพื่อขอใช้สิทธิ์ “รถคันแรก” กับเขาด้วย

ก่อนจะมาถึงขั้นตอนการรวบรวมเอกสารทุกอย่างเพื่อไปยื่นกับกรมสรรพสามิต เบ็ดเสร็จแล้วไม่มากไม่น้อยเกินไป ตัวเลขกำลังสวยที่ 9 ชิ้น

ไล่ลำดับไปตั้งแต่สำเนาบัตรประชาชน, สำเนาทะเบียนบ้าน, สำเนาบัญชีเงินฝากธนาคารของผู้ขอใช้สิทธิ์, หนังสือยินยอมสละสิทธิ์การโอนรถยนต์ใหม่คันแรก,ใบคำขอใช้สิทธิ์และเงื่อนไขสำหรับรถยนต์ใหม่คันแรก, สำเนาคู่มือการจดทะเบียน, สำเนาหลักฐานการซื้อขายรถยนต์ และใบจองรถยนต์, สำเนาหนังสือสัญญาเช่าซื้อ (กรณีที่ไม่ได้ซื้อเงินสด)

เจ้าของรถบางคนถือว่าทำการบ้านมาอย่างดี ทั้งค้นข้อมูลผ่านเว็บ Google ว่าต้องไปที่ไหน เตรียมเอกสารอะไรไปบ้าง บางคนก็มีเซลส์มาคอยแนะนำนู่นนี่นั่นให้

จากการพูดคุยกับ “เจ้าของรถคันแรก” ผู้ขอใช้สิทธิ์คืนภาษีมาแล้วคนหนึ่ง เธอเล่าให้ฟังว่า กว่าจะยื่นเอกสารจนได้ “ใบรับคำขอใช้สิทธิ์ฯ สำหรับรถยนต์ใหม่คันแรก” มาไว้อยู่ในครอบครอง

เพื่อการันตีว่า “เอกสารทุกอย่างครบถ้วน” นั้น ไม่ “หมู” อย่างที่คิด

แม้จะทำการบ้านมาเป็นอย่างดี ตั้งแต่การเสิร์ชหาสถานที่ยื่นเอกสาร ซึ่งระบุว่าต้องเป็นสำนักงานสรรพสามิตพื้นที่ตามที่อยู่ในทะเบียนบ้าน รวมถึงการเตรียมเอกสารทั้งหมดที่ต้องยื่นกับทางสำนักงาน

แต่หลังจากฝ่ารถติดเกือบ 2 ชั่วโมงเพื่อไปยังสำนักงานสรรพสามิตพื้นที่กรุงเทพมหานคร 2 ย่านสาทร เธอกลับพบว่า จริง ๆ แล้วการยื่นเอกสารนั้นสามารถทำที่สำนักงานสรรพสามิตที่ไหนก็ได้!

“ตอนนี้ทางรัฐบาลเขาเปลี่ยนกฎแล้ว คือยื่นที่สำนักงานสรรพสามิตเขตไหนก็ได้ ไม่ต้องตามทะเบียนบ้าน เพื่อความสะดวก” เจ้าหน้าที่คนหนึ่งทำให้เธอถึงบางอ้อ

เธอเล่าว่า ขณะนั้นนึกในใจ “ไม่เห็นรู้เรื่องเลย หรือว่าคนอื่นเขารู้กัน เราไม่รู้อยู่คนเดียว”

ไม่เพียงเท่านั้น หลังจากเจ้าหน้าที่คนนั้นพลิก ๆ ดูเอกสารสักพักหนึ่ง ก็เงยหน้าขึ้นมาถามเธอว่า “คุณซื้อเงินสดเหรอ”

เท่านั้นแหละ เธอรู้ว่า “พลาดแล้ว”

มิหนำซ้ำนอกจากหนังสือเช่าซื้อที่ไม่มี เธอยังขาดเอกสารสำคัญอีก 2 อย่าง คือ สำเนาหลักฐานการซื้อขายรถยนต์ และใบจองรถยนต์อีกด้วย

“เซลส์ยี่ห้อนี้เป็นอย่างนี้เยอะเลย ไม่ให้ใบจองรถกับใบยืนยันการส่งมอบรถให้กับลูกค้าประจำ ผมเจอมาเป็นสิบ ๆ เคสแล้ว ต้องโทร.ไปให้เขาแฟกซ์มาที่นี่ แต่หลัง ๆ เริ่มเยอะไม่เอาแล้ว ให้เจ้าของรถไปขอเอง” เธอเล่าคำพูดของเจ้าหน้าที่สรรพสามิตให้ฟัง

ดังนั้น วันนั้นเธอจึงกลับไปอย่างมึนตึ้บพร้อมกับภารกิจสำคัญ คือ “ตามล่า” หาเอกสารอีก 3 ชิ้นที่ยังขาดอยู่ สำหรับใบจองกับใบยืนยันการส่งมอบรถนั้นไม่ยาก เธอรีบโทร.ไปหาเซลส์ให้แฟกซ์มาให้

“ปัญหาใหญ่” จริง ๆ อยู่ที่ “หนังสือเช่าซื้อ” ที่ต้องโทร.เข้าไปขอที่ไฟแนนซ์ ซึ่งต้องใช้เวลาถึง 2 อาทิตย์กว่าเอกสารทั้งหมดจะเดินทางมาถึงบ้าน

“เจ้าหน้าที่ไฟแนนซ์ดูเชี่ยวชาญมาก เพราะคงจะรับสายในลักษณะนี้ไม่รู้กี่เคสแล้ว เค้าให้แฟกซ์รายการจดทะเบียนรถเข้าไป พร้อมพูดแบบเซ็ง ๆ ว่า เซลส์ค่ายนี้เป็นแบบนี้หลายรายแล้ว ไม่บอกลูกค้าตั้งแต่แรก มีคนเพิ่งรู้แล้วโทร.เข้ามาขอเยอะมาก เร่งให้เราส่งให้ แต่ขั้นตอนมันต้องใช้เวลา 2 อาทิตย์”

กว่าที่สาวเจ้าของรถคันแรกผู้นี้จะรวบรวมเอกสารอีก 3 ชิ้นได้ครบก่อนกลับไปยังสำนักงานสรรพสามิตอีกครั้ง แน่นอนว่าครั้งนี้เธอเลือกที่มันใกล้บ้านมากขึ้น

เธอเล่าติดตลกว่า “กลับไปยื่นเอกสารอีกครั้ง คนเต็มสำนักงานถึงขนาดต้องมีบัตรคิวสำหรับรถคันแรก มีเจ้าหน้าที่ที่คอยดูเรื่องนี้กันอยู่ 2 คน ก็ดูงานยุ่งมาก เช็กเอกสารกันให้วุ่นวาย ส่วนพวกเจ้าหน้าที่ที่คอยดูขอใบอนุญาตสุรา ยาสูบ ไพ่ ก็นั่งตบยุงกัน”

เชื่อแล้วว่ากว่าจะได้ “หลักฐานรอรับเงินคืนเงินภาษี” กระดาษขนาดครึ่ง A4 ใบเล็ก ๆ มาครอบครองนั้น ไม่ง่ายอย่างที่คิด

ตามล่าเงินคืนภาษีจากรัฐบาล นับว่ายากแล้วการตามล่าเอกสารให้ครบถ้วน นับว่ายากไม่แพ้กัน

สำนวนที่ว่า เงินหลวง ตกน้ำไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้ นั้นนับว่ายังใช้ได้ในราชการไทย

ฟังแล้วเหนื่อยแทน

ที่มา ประชาชาติธุรกิจ

ยางอะไหล่ ถอดง่ายก็หายง่าย


ความเสี่ยงต่อการถูกโจรกรรม โดยเฉพาะกับรถที่มีตำแหน่งติดตั้งยางอะไหล่เอาไว้ภายนอกตัวถัง ยางรถ กระบะ รถตู้ หรือรถ SUV ที่มักจะเป็นเป้าหมายอันดับต้นๆของโจรประเภทนี้



ตามติดข่าว-โจรขโมยยางอะไหล่

วีธีป้องกันการโจรกรรมรถยนต์ รถจักรยานยนต์ และแจ้งเหตุรถหายไปยังศูนย์รับแจ้งเหตุ (lostcar) 1599

(1) ล็อคมันไว้  Lock it
– ล็อคกุญแจ ไม่ว่าจะในบ้าน-นอกบ้าน จอดนาน-ไม่นาน รถที่ล็อคมีโอกาสหายน้อยลง 3.55 เท่า และรถที่หายส่วนหนึ่งมีกุญแจ แต่ลืมล็อค
– ใช้ที่ล็อครถอย่างน้อย 2 ระบบที่ใช้กลไก หรือรูปแบบการป้องกันไม่เหมือนกัน ต่างยี่ห้อกันมาใช้
– ล็อครถชนิดที่มีลักษณะเป็นวงรอบ (disc lock) หรือล็อคตัวยู (U-lock) จะดีกว่าแบบคีบหรือหนีบ (fork lock) …
– ใช้โซ่ล่ามไว้กับเสา หรือสิ่งที่ยึดติดกับพื้นดีกว่าไม่ใช้โซ่
– ล็อคกุญแจหรือโซ่ให้แน่นมีโอกาสหายน้อยกว่าล็อคหลวมๆ (ยิ่งหลวมยิ่งตัดหรือทุบได้ง่ายขึ้น) …
– การทำระบบป้องกันขโมยแบบทำเอง เสริมเข้าไปอีกช่วยได้มาก แต่ควรใช้ร่วมกับระบบล็อคทั่วไปด้วยเสมอ เช่น จากล็อค 2 ระบบเพิ่มเป็น 3-4 ระบบ
– ถ้าซื้อรถใหม่ (ไม่ว่าจะมือ 1 หรือ 2)… ต้องเปลี่ยนระบบกันขโมยใหม่เสมอ ระบบกันขโมยที่ติดตั้งก่อนซื้อรถอาจถูกทำสำเนากุญแจไว้แล้ว

(2) ปกปิดมันไว้  Cover it
– ก่อนให้ใครเข้ามาใกล้บ้าน หรือเข้ามาในบ้านต้องปกปิดทรัพย์สินมีค่าเสมอ
– ระวังพวกที่ชอบสอดรู้สอดเห็น เช่น พนักงานติดตั้งเครื่องไฟฟ้า หรือคนงานสำนักงานที่ชอบถามเรื่องซอกแซกในบ้าน ฯลฯ มักจะเป็นสายให้โจร หรือเป็นคนที่ไว้ใจไม่ได้ …
– อย่าทำตัวรวย เช่น ใส่ทอง ทำตัวหรู ฯลฯ หรือจอดรถไว้ให้คนที่ผ่านหน้าบ้านเห็นได้ง่าย… ควรหาผ้าคลุมแบบราคาไม่แพงมาคลุมไว้(ถ้าทำได้) โดยเลือกผ้าคลุมแบบราคาไม่แพง ยิ่งแพงยิ่งเสี่ยง …
– ไม่ควรวางสิ่งของมีค่าไว้ในรถยนต์ หากจำเป็นควรเก็บซุกซ่อนให้มิดชิด ไม่ควรวางไว้ที่เบาะนั่ง เพราะจะเป็นการล่อให้คนร้ายกระทำความผิด

(3) พิจารณาติดตั้งเครื่องกันขโมยแบบส่งเสียงดัง Consider an alarm
– เครื่องกันขโมยแบบนี้จะใช้ได้ดีต้องมีเสียงแปลกๆ ไม่เหมือนแตรค้าง
– ระบบเตือนภัยขโมยผ่านโทรศัพท์มือถือ ถึงแม้เรื่องนี้จะยังไม่เป็นที่นิยมในปัจจุบัน(อาจเป็นเพราะราคาแพง) … แต่ในอนาคต จะมีการเชื่อมโยงระบบดังกล่าวกับแผนที่ดาวเทียม GPS เพื่อระบุพิกัดให้ตำรวจติดตามได้ทันที …

(4) อย่าโชว์ความรวยหรู Don’t be a show-off
– จอดรถไว้ในบ้าน ปิดประตูรั้ว และล็อครั้วบ้านเป็นประจำ… อย่าจอดรถโชว์ไว้หน้าบ้าน
– อาจารย์ท่านกล่าวไว้ดี คือ “It’s simple: The more your bike is out of sight, the more it’s out of a thief’s mind.” = “หลักการง่ายๆ คือ อะไรที่อยู่นอกสายตา(รถ) ก็จะอยู่นอกหัวใจขโมย” …

(5) เสริมรั้วให้แข็งแรง Reinforce your garage
– ควรใช้รั้วที่แข็งแรง ติดสัญญาณกันขโมยรั้วไว้ด้วย (ที่รถก็ติด… ที่รั้วก็ติด)
– ถ้าใช้รถมอเตอร์ไซค์… ให้ทำห่วงยึดติดไว้กับพื้น แล้วล่ามโซ่หนักๆ ยึดรถติดไว้กับพื้นด้วย ล็อคกุญแจหลายๆ ระบบด้วย …
– ควรติดตั้งโทรทัศน์วงจรปิด หรือระบบความปลอดภัยทั้งในตัวบ้านและโรงรถ(ถ้าเป็นไปได้) และติดตั้งเครื่องกีดขวาง เช่น ถังที่เวลาเลื่อนจะเกิดเสียงดัง ฯลฯ ขวางไว้อีกชั้นหนึ่ง …

(6) ทำให้รถใช้การไม่ได้(ชั่วคราว) Disable your bike or car
– คนที่ชำนาญเรื่องช่างอาจถอดอุปกรณ์รถง่ายๆ เช่น ถอดฟิวส์ (fuse) รถออก ทำสัญญาณตัดไฟ (ชนิดทำเองมีแนวโน้มจะได้ผลดี โดยเฉพาะถ้าคิดแบบที่โจรทั่วไปไม่รู้จักได้) ฯลฯ เก็บไว้กับตัวก่อนจอดรถทิ้งไว้
– โจรและขโมยส่วนใหญ่ก็คล้ายกับนักลงทุนทั่วไป คือ มักจะชอบอะไรที่ “ง่ายๆ” มากกว่า “ยากๆ” และจะเลือกรถที่ขโมยได้ง่ายกว่าในเวลาเท่าๆ กันเสมอ …

(7) เลือกที่จอดรถให้รอบคอบ Choose parking spots carefully
– อย่าจอดรถในจุดอับสายตา โจรและขโมยจะทำงานได้ง่ายขึ้น
– เลือกจอดใกล้ๆ จุดที่มีคนอยู่ประจำแทนการจอดไกลๆ หรือฝากรถไว้ถ้าเป็นไปได้ และจอดในที่ที่มีแสงไฟสว่างพอ
– ถ้ามีรถคันอื่นขับตาม… ควรพิจารณาเปลี่ยนแผนการเดินทาง และรีบไปยังที่ที่ปลอดภัยทันที
– ถ้าฝาที่เติมน้ำมันชนิดที่ต้องใช้กุญแจไขหาย… ให้คิดไว้ก่อนเลยว่า ถูกปั๊มกุญแจไปแล้ว…

(8) ระวังพวกขอลองรถ Be wary of test rides
– เราซื้อหรือผ่อนรถมาใช้ ไม่ใช่ให้คนอื่นลองขับ เพราะฉะนั้นอย่าให้ใครมาขอลองขับรถของเรา
– ถ้าขอดูรถซื้อขาย, หรือ นัดพบในที่เปลี่ยว ให้ระวัง
– ควรฝึกล้างรถด้วยตนเอง… การให้พนักงานล้างรถ “ลองขับ” รถตอนนำรถไปทำความสะอาดเป็นความเสี่ยงที่ไม่ควรลอง เพราะอาจถูกก๊อปปี้กุญแจ ทำสำเนาสัญญาณกันขโมย และขโมยรถในเวลาต่อมาได้
– ถ้าจำเป็นต้องใช้บริการล้างรถ หรือศูนย์บริการ… ควรให้กุญแจไปน้อยดอกที่สุด และให้เฉพาะกุญแจรถดอกเดียว อย่าให้กุญแจล็อคระบบอื่นๆ และอย่าให้กุญแจบ้าน เพราะจะเสี่ยงของในบ้านหาย …
– เมื่อนำรถไปซ่อม ควรเฝ้าดู และรอรับรถกลับ หากต้องฝากรถไว้ ให้เลือกอู่ที่รู้จักเป็นการส่วนตัว ไว้ใจได้

(9) ทำร่องรอยไว้ Mark your territory
– ขโมยรถอาจนำรถไปขายทั้งคัน หรือถอดขายเป็นชิ้นๆ… การจดหมายเลขเครื่อง (ถ่ายภาพด้วยกล้องดิจิตอลไว้ก่อน) และชิ้นส่วนต่างๆ ไว้
– การติดชื่อหรือเครื่องหมายไว้ซ่อนไว้ในที่พิเศษในรถอาจช่วยให้ตำรวจติดตามรถได้ดีขึ้น ..
– บริษัทผู้ผลิตหรือจำหน่ายรถยนต์ที่พัฒนาระบบกันขโมยได้ดีมีแนวโน้มจะได้รับความเชื่อถือมากขึ้นในระยะยาว เช่น ศูนย์บริการรถของตัวแทนจำหน่าย ฯลฯ ควรมีระบบตรวจสอบว่า รถคันนี้ขโมยมาหรือไม่เสมอ ฯลฯ

(10) ลดความเสี่ยง
– การเลือกรถรุ่นที่ “ดีอันดับสอง” จะช่วยให้ประหยัด มีเงินเหลือไว้เติมน้ำมัน หรือทำประกันรถหายได้
– การใช้รถยี่ห้อหรือรุ่นที่โจรชอบน้อยลงเป็นทางเลือกหนึ่งที่อาจช่วยป้องกันรถหายได้ในระดับหนึ่ง ซึ่งติดตามสอบถามได้จากเว็บไซต์ของตำรวจไทย  …
– นอกจากนั้นการที่เพื่อนบ้านจะช่วยกันเป็นหูเป็นตา ช่วยกันเฝ้าบ้าน หรือรวมกลุ่มกันจ้างทีมงานรักษาความปลอดภัย (รปภ.) ไว้ช่วยอีกแรงหนึ่งก็ช่วยลดความเสี่ยงได้มากเช่นกัน …

 (11) การขายดาวน์รถ
– ดาวน์รถมาเพื่อขับขี่เท่านั้น ไม่นำไปให้ผู้อื่นเช่า  หรือขายดาวน์ โดยทำสัญญาโอนลอย วิธีขายดาวน์ที่ถูกต้อง ต้องพากันไปเปลี่ยนสัญญาซื้อขายที่ไฟแนนท์เท่านั้น
– ระมัดระวังแก๊งหลอกซื้อดาวน์ จะปลอมแปลงเอกสารบัตรประชาชน และว่าจ้างให้บุคคลอื่นมาขอซื้อดาวน์แทน  แล้วเชิดนำรถหนีไป

(12) เมื่อรถหายทำอย่างไร
– แจ้งผ่านทางสายด่วน 1599  หรือ ทางเวปไซต์ www.lostcar.go.th  ซึ่งเป็นศูนย์รวบรวมข้อมูลรถหาย ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อติดตามรถที่ถูกโจรกรรมหรือ สามารถตรวจสอบรถว่าเป็นรถที่ถูกโจรกรรมมาหรือไม่
– แจ้งความร้องทุกข์ที่สถานีตำรวจท้องที่เกิดเหตุโดยเร็วที่สุด

(13) ทำประกันภัยภาคสมัครใจ
– ทำประกันภัยรถหายไว้ หากรถหายก็ยังมีค่าสินไหมทดแทนจากประกันภัยมาช่วยบรรเทาความเสียหาย (เค้าทำกันทั่วโลกแล้ว เหลือบ้านเรานี่แหละไม่ค่อยทำกัน)
– ไม่ควรยินยอมให้เด็กหรือเยาวชน ที่ไม่มีใบอนุญาตขับขี่รถยนต์/รถจักรยานยนต์ หรือยังไม่มีวุฒิภาวะเพียงพอ นำรถไปใช้


ศูนย์ป้องกันและปราบปรามการโจรกรรมรถยนต์ รถจักรยานยนต์  กองบัญชาการตำรวจนครบาล
(ศปจร.น.)
หรือ กองบังคับการสืบสวนสอบสวน      กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บก.สส.บช.น.)
71/1 ถนนศรีอยุธยา แขวงทุ่งพญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร 10400  โทร. 02-354-5162
www.rodhai.com

error: Content is protected !!