ป้ายกำกับ: พรบ.รถ

13 มิ.ย.

ทำอย่างไร เมื่ออุบัติเหตุจากรถ

ประชาชนทุกคนที่ได้รับอุบัติเหตุจากรถจะได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย ไม่ว่าผู้ประสบภัยนั้นจะเป็นใคร อยู่ที่ไหน ในรถหรือนอกรถ เป็นผู้ขับขี่ ผู้โดยสาร เจ้าของรถ คนเดินถนน หรือแ้ม้กระทั่้งขณะกำลังนอนหลับอยู่ในบ้านแล้วถูกรถชนบ้าน หากได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตอันเนื่องจากอุบัติเหตุที่เกิดจากรถจะได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย

การที่รัฐบาลได้ออกกฎหมายกำหนดให้รถทุกคันต้องจัดให้มีประกันภัย อย่างน้อยที่สุด เพื่อ การทำประกันภัยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อคุ้มครองและให้ความช่วยเหลือแก่ประชาชนผู้ประสบภัยจากรถ ที่ได้รับบาดเจ็บ/ เสียชีวิต เพราะเหตุประสบภัยจากรถ โดยให้ได้รับการรักษาพยาบาลอย่างทันท่วงทีกรณีบาดเจ็บ หรือช่วยเป็นค่าปลงศพกรณีเสียชีวิต เป็นหลักประกันให้กับโรงพยาบาล/สถานพยาบาลว่าจะได้รับค่ารักษาพยาบาล ในการรับรักษาพยาบาลผู้ประสบภัยจากรถ

ซึ่งเป็นสวัสดิการสงเคราะห์ที่รัฐมอบให้แก่ประชาชนผู้ได้รับความเสียหายเพราะเหตุประสบภัยจากรถ ส่งเสริมและสนับสนุนให้การประกันภัยเข้ามามีส่วนร่วมในการบรรเทาความเดือนร้อน แก่ผู้ประสบภัยและครอบครัว

ทำอย่างไรเมื่อประสบภัยจากรถ?
ทันทีที่ได้รับอุบัติเหตุจากรถ หรือเป็นผู้เห็นเหตุการณ์ขอให้รีบผู้ที่ได้รับบาดเจ็บส่งโรงพยาบาลหรือสถานพยาบาลที่ใกล้และสะดวกที่สุด เพื่อรับการรักษาโดยเร็ว และไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายโดยแจ้งว่าเป็นผู้บาดเจ็บโดยอุบัติเหตุจากรถควรตรวจดูว่ารถคันที่ก่อให้เกิดเหตุ มีการประกันภัยหรือไม่ ประกันภัยกับบริษัทอะไร เลขที่เท่าใดเพื่อที่จะแจ้งกับโรงพยาบาลและบริษัทประกันภัยได้ถูกต้อง

ข้อพึงปฏิบัติเมื่อประสบภัยจากรถ

เมื่ออุบัติเหตุรถยนต์เกิดขึ้น ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับอุบัติเหตุ หรือผู้พบเห็นควรปฏิบัติดังนี้
กรณีมีผู้บาดเจ็บ
1. นำคนเจ็บเข้ารักษาพยาบาลในสถานพยาบาลที่ใกล้ที่สุดและสะดวกที่สุดก่อน
2. แจ้งเหตุที่เกิดให้ตำรวจทราบ และขอสำเนาประจำวันตำรวจเก็บไว้
3. แจ้งเหตุบริษัทประกันภัยทราบ แจ้งวัน เวลา สถานที่เกิดเหตุ
4. เตรียมเอกสาร
ถ่ายสำเนากรมธรรม์ประกันภัยรถคันเกิดเหตุ ภาพถ่ายสำเนาบัตรประชาชน หรือหลักฐานอื่นใดที่ออกโดยราชการกรณีเมื่อเรียกร้องค่าเสียหาย
5. ให้ชื่อ ที่อยู่ ผู้ที่พบเห็นเหตุการณ์เพื่อช่วยเหลือในการเป็นพยานให้แก่คนเจ็บ

การยื่นขอรับค่าเสียหายเบื้องต้นผ่านโรงพยาบาล
เมื่อความเสียหายเกิดขึ้นแก่ผู้ประสบภัย
ให้เตรียมเอกสารดังนี้

1.สำเนากรมธรรม์ของรถ (ใบเสร็จรับเงินจาก บริษัทประกัน)
2.สำเนาใบบันทึกประจำวันของตำรวจ (เจ้าหน้าที่ตำรวจรับรองสำเนาถูกต้อง)
3.สำเนาคู่มือรถหน้าจดทะเบียนและหน้ารายการเสียภาษีหรือสำเนาสัญญาซื้อขาย(สมุดเขียว /น้ำเงิน)
4.สำเนาบัตรประชาชนของผู้ประสบภัย
5.สำเนาบัตรประชาชนของเจ้าของรถ

มีสิทธิข้าราชการ อุบัติเหตุจากรถ ต้องใช้สิทธิไหนก่อน? 
เมื่อผู้ป่วยประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์และเข้ามารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลรามาธิบดี ตามนัยมาตรา9 แห่งพระราชกฤษฎีกาเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล พ.ศ.2535 ของระบบราชการ ต้องใช้สิทธิพรบ.ผู้ประสบภัยจากรถ

มีสิทธิบัตรประกันสุขภาพ อุบัติเหตุจากรถ  จะใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพก่อนโดยไม่ใช้พรบ.ผู้ประสบภัยจากรถได้หรือไม่? 
ตามระเบียบกระทรวงสาธารณะสุข ว่าด้วยหลักประกันสุขภาพ พ.ศ.2540 ต้องใช้สิทธิตามพรบ.ผู้ประสบภัยจากรถ ก่อน

ค่าเสียหายเบื้องต้นคืออะไร มีวงเงินเท่าใด?


ค่าเสียหายเบื้องต้น
หมายถึงค่ารักษาพยาบาลและค่าใช้จ่ายอันจำเป็นเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล เช่น ค่ายา ค่าอาหารทางเส้นเลือด ค่าออกซิเจน ค่าอวัยวะเทียม ค่าบริการทางการแพทย์ ค่าตรวจ ค่าห้อง และค่าอาหารตลอดเวลาที่เข้ารับการรักษา รวมถึงค่าพาหนะนำผู้ประสบภัยไปโรงพยาบาล แต่ทั้งนี้ไม่รวมค่าจ้างพยาบาลพิเศษและค่าบริการอื่นทำนองเดียวกัน ค่าเสียหายเบื้องต้นสำหรับรักษาพยาบาลนี้ ผู้ประสบภัยจะได้รับตามที่จ่ายจริงไม่เกิน 15,000 บาท

ความคุ้มครองเบื้องต้นตามพ.ร.บ.
ผู้ประสบภัย จะได้รับความคุ้มครองในความเสียหายที่เกิดขึ้น เป็นค่ารักษาพยาบาลกรณีบาดเจ็บ เป็นค่าปลงศพในกรณีเสียชีวิต โดยไม่ต้องรอพิสูจน์ความผิด บริษัทจะชดใช้ให้แก่ผู้ประสบภัย/ทายาทของผู้ประสบภัย ภายใน 7 วัน นับ แต่บริษัทได้รับคำร้องขอ ค่าเสียหาย ดังกล่าว เรียกว่า “ค่าเสียหายเบื้องต้น” โดยมีจำนวนเงินดังนี้

  • กรณีบาดเจ็บ จะได้รับการชดใช้เป็นค่ารักษาพยาบาล และค่าใช้จ่ายอันจำเป็นเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล ตามที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน15,000บาท
  • กรณีเสียชีวิต จะได้รับการชดใช้เป็นค่าปลงศพ และค่าใช้จ่ายอันจำเป็นเกี่ยวกับการจัดการศพ จำนวน 35,000 บาท (เฉพาะกรมธรรม์คุ้มครองตั้ง แต่ 1 เมษายน 2546 เป็นต้นมา)
  • กรณีเสียชีวิตภายหลังการรักษาพยาบาล จะได้รับการชดใช้เป็นค่ารักษาพยาบาลตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 15,000 บาท และค่าปลงศพ จำนวน 35,000 บาท (เฉพาะกรมธรรม์คุ้มครองตั้ง แต่ 1 เมษายน 2546 เป็นต้นมา) รวมแล้วจะได้รับค่าเสียหายเบื้องต้นไม่เกิน 50,000 บาท

การพิสูจน์ความรับผิดตามกฎหมาย
กรณีที่ได้รับบาดเจ็บ คุ้มครองสูงสุดไม่เกิน 80,000 บาท
กรณีเสียชีวิต สูญเสียอวัยวะ ทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิง คุ้มครองสูงสุดไม่เกิน 200,000 บาท
ผู้ขับขี่รถประกันที่เป็นฝ่ายผิดรับ 30,000 บาท เท่านั้น เฉพาะค่าเสียหายเบื้องต้น

ความคุ้มครองของพรบ.ผู้ประสบภัยจากรถ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2553 มีการคุ้มครองเปลี่ยนไปจากเดิมยังไง?

  • ประกาศมาจากคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย หรือ กปภ. ในส่วนที่มีการปรับเพิ่ม ก็เป็นการเพิ่มให้ประโยชน์กับตัวผู้บริโภคโดยตรง คือมีการปรับเพิ่มในกรณีเสียชีวิตและทุพลภาพ ซึ่งจากเดิมกำหนดไว้แค่ไม่เกิน 100,000 บาทต่อคน ก็ปรับเพิ่มเป็น 200,000 บาทต่อคน เพิ่มอีกเท่าตัว
  •  ส่วนที่สองเป็นส่วนที่เพิ่มเข้ามาใหม่ พรบ.เดิม สิ้นสุดตั้งแต่ 31 ธันวาคม 2552 จะไม่มีในเรื่องของค่าชดเชยรายวัน กรณีที่ประสบเหตุและต้องเข้ารักษาตัวเป็นคนไข้ในในโรงพยาบาล ของเดิมไม่มี ของใหม่กปภ.ได้ประกาศเพิ่มให้ ว่าให้มีความคุ้มครองในเรื่องของการชดเชยรายวัน กับกรณีเข้ารักษาในโรงพยาบาลในกรณีคนไข้ในด้วย โดยกำหนดจำนวนเงินค่าเสียหายเอาไว้สูงสุดวันละไม่เกิน 200 บาท รวมกันไม่เกิน 20 วัน เพราะฉะนั้นสูงสุดที่เพิ่มขึ้นมา คือ 4,000 บาท

การขอรับค่าเสียหาย ผู้ประสบภัยจากรถ หรือทายาท มีสิทธิ์เรียกร้องค่าเสียหายได้จาก

  • บริษัทประกันภัย โดยผู้ประสบภัยอยู่ในรถคันใด จะได้รับค่าเสียหายเบื้องต้นจากบริษัทที่รับประกันภัยรถคันนั้น
  • กรณีหากรถ2 คัน ไปก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลภายนอก เช่น คนข้ามถนน กรณีนี้บริษัทที่รับประกันภัยรถทั้งสองคัน จะร่วมกันเฉลี่ยชดใช้ความเสียหายเบื้องต้นสำหรับค่าเสียหายส่วนที่เกินกว่าค่าเสียหายเบื้องต้น จะได้รับภายหลังจากที่มีการพิสูจน์ความถูกผิดเรียบร้อยแล้ว

*** กองทุนทดแทนผู้ประสบภัย จ่ายเฉพาะค่าเสียหายเบื้องต้นตามที่กฎหมายกำหนดเท่านั้น

เป็นผู้โดยสาร หรือ บุคคลภายนอกรถ (บุคคลที่3) แล้วมีรถชนกัน2ฝ่ายจะใช้พรบ.ของรถคันไหนก่อน? 
การเบิกค่าเสียหายเบื้องต้น ผู้ประสบภัยโดยสารหรือได้รับความเสียหายจากรถคันไหนให้เบิกค่าเสียหายเบื้องต้นจากรถคันนั้น แต่ถ้าผู้ประสบภัยเป็นบุคคลภายนอกให้เบิกค่าเสียหายเบื้อต้นจากรถที่เกิดเหตุ(หรือเบิกจากกองทุนเงินทดแทน)

ดังนั้นกรณีที่มีผู้ประสบภัยจากรถ ท่านสามารถเข้ารับการรักษาพยาบาลได้ทั้งโรงพยาบาลของรัฐและเอกชนโดยที่ท่านจะรับการรักษาด้วยความสะดวกรวดเร็วไม่น้อยกว่ามาตรฐานของโรงพยาบาล เมื่อเข้ารับการรักษาพยาบาลผู้ประสบภัยหรือญาติจะต้องแจ้งความประสงค์ในการใช้สิทธิตามพ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ และให้ญาติเตรียมเอกสารดังกล่าวข้างต้นให้กับโรงพยาบาล โดยโรงพยาบาลจะเป็นผู้ตั้งเบิกต่อบริษัทประกันแทนผู้ประสบภัย ตามค่ารักษาพยาบาลที่เกิดขึ้นจริงไม่เกิน 15,000 บาท โดยไม่ต้องสำรองจ่าย