ป้ายกำกับ: สาระเพื่อสุขภาพ

มหัศจรรย์สมุนไพรไทยต้านโรค..อยู่หมัด

original_6239

คนสมัยนี้เป็นอะไรนิดหน่อยก็ชอบกินยา แถมยังเชื่อผิดๆว่า อยากมีสุขภาพดีชีวิตยืนยาว ต้องโด๊ปอาหารเสริม และวิตามินเยอะๆRead More

18 ธ.ค.

ยานอกบัญชีคืออะไร?

ยานอกบัญชีคือรายการยาที่ไม่ได้อยู่ในบัญชียาหลักแห่งชาติ เป็นยาเดิมที่มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบเล็กน้อย หรือนำเคมีหลักการต่อเติมสารอื่นเพิ่มเติมเข้าไป เพื่อให้เกิดความใหม่เทียมและหวังผลด้านการค้าเป็นสำคัญ ยาใหม่แต่ละตัวนั้นจะมีการทำการทดลองในมนุษย์และสรุปผลออกมา หรือเป็นยาที่ยังอยู่ในระหว่างการค้นคว้าวิจัย ยาที่ไม่มีผลการรักษาที่แน่ชัดโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับผู้ป่วยชาวผิวเหลืองRead More

หลากวิธีแก้โรคเท้าเหม็นอย่างได้ผล เหม็นแบบโครตๆก็เอาอยู่ (Pitted Keratolysis)

ปัญหาเท้าเหม็น นั้นถือเป็นปัญหาระดับชาติเลยก็ว่าได้ บางคนอาจจะมองว่าปัญหาเท้าเหม็นนั้นเป็นเรื่องปกติที่เกิดกับทุกคนได้ถ้าใส่รองเท้าผ้าใบ รองเท้าหนัง หรือรองเท้าที่มีการระบายต่ำ ถอดรองเท้าออกมาก็น่าจะเหม็นกันทุกคนRead More

ผมร่วง ผมบาง ปัญหาที่แก้ได้

เราชอบพูดถึงทรงผมที่ไม่รับกับใบหน้า และกับผมเสีย เช่น ผมร่วงล่ะ คุณจะทำอย่างไร

เมื่ออายุมากขึ้น เรามักประสบกับปัญหาผมร่วง ซึ่งนี่เป็นเรื่องตามธรรมชาติที่เมื่ออายุมากขึ้น ผมก็จะยิ่งบางลงRead More

อาหารต้องห้ามกับ 4 อาการป่วย

คุณเคยสังเกตไหมว่า เวลาที่ไม่สบาย เรามักจะได้ยินผู้ใหญ่บอกห้ามทานโน่นทานนี่ เพราะว่าเป็นของแสลง แล้วคุณเคยสงสัยไหมว่า ทำไมถึงห้ามกินของเหล่านี้Read More

ทานขิงปรับสมดุล

ในช่วงที่อากาศเปลี่ยนแปลง ตามทฤษฏีของไทยบอกว่า “จะทำให้ธาตุลมของร่างกายอ่อนแอ และอาจจะเป็นเหตุให้ร่างกายคุณป่วย เป็นโรคไข้หวัด การย่อยอาหารไม่ดี มีอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ” ดังนั้น การเสริมอาหารโดยใช้สมุนไพรที่มีรสเผ็ดร้อน เพื่อช่วยปรับธาตุลมให้กลับคืนเข้ามาสู่สมดุล และมีสุขภาพที่แข็งแรงขึ้น


ขิง เป็นสมุนไพรรสเผ็ดร้อน สามารถประกอบอาหารได้หลายอย่าง ในประเทศอินเดียใช้ขิงในการบำบัดรักษาสุขภาพมานานกว่า 2,000 ปีแล้ว ในสรรพคุณของขิงจะมีสารออกฤทธิ์สำคัญคือ “จิงเจอรอล” “โชกอร” ใช้ช่วยบรรเทาอาการ ปวดท้อง ท้องอืด ท้องเฟ้อ บางตำรา มารดาที่ให้นมบุตรให้รับประทานขิงมากๆ สารสำคัญจากขิงสามารถผ่านไปยังน้ำนม ช่วยทำให้ทารกไม่มีอาการปวดท้อง นอกจากนั้น ในกรณีที่ท้องเสีย ให้ลดอาหารที่มีกาก อาหารแข็ง และการดื่มน้ำขิงจะช่วยทำให้การอักเสบที่เกิดจากพิษของเชื้อโรคลดลงช่วยขับเชื้อโรค ดังนั้น หากว่าอาการท้องเสียมีความรุนแรง ควรรีบไปพบแพทย์จะดีกว่า ส่วนผู้ที่เจ็บป่วย เป็นหวัด หรือ ปวดศรีษะ การรับประทานขิงสดๆจะช่วยได้ดีมาก สรรพคุณของขิง ยังมีอีกมากมาย เช่น ขิงยังช่วยแก้อาการคลื่นไส้ อาเจียน เวลาที่อาหารเป็นพิษได้

น้ำขิงสด 1 – 2 ช้อนชา ผสมน้ำผึ้งเจือน้ำอุ่น เติมเกลือเล็กน้อย จะทำให้รสดีขึ้น ช่วยแก้อาการอาเจียนได้เป็นอย่างดี หรือนำขิงแก่มาต้มใส่น้ำตาล ดื่มร้อนๆ จะทำให้รู้สึกอบอุ่นขึ้น ป้องกันอาการหวัดได้ดี

ที่มา : สาระน่ารู้คู่บ้าน

โรคไขมันในเลือดสูง (ผอมก็เป็นได้)

ตามปกติแล้ว คนเราจะมีไขมันในเลือด เพราะคนเรากินอาหารก็ต้องมีไขมัน และไขมันในร่างกาย ก็เป็นเชื้อเพลิงที่ทำให้เกิดพลังงาน ไขมันที่เรากินเป็นอาหาร เช่นไขมันสัตว์ ไขมัน-พืช กระเพาะและลำไส้จะย่อย และดูดซึมเข้าสู่เส้นเลือด ซึ่งร่ายกายจะนำไปใช้เป็นพลังงาน ถ้ากินมากไขมันก็มาก ถ้ากินน้อยไขมันก็น้อย ร่างกายก็ใช้หมด ถ้ามากร่างกายใช้ไม่หมด จะเก็บสะสมไว้ในร่างกาย ดังนั้นคนกินมากๆ ร่างกายจึงอ้วน

ลักษณะของไขมันในเส้นเลือดแบ่งเป็นกลุ่มใหญ่ๆ ได้ 2 กลุ่ม คือุ
1. ไขมันในรูป โคเลสเตอรอล
2. ไขมันในรูป ไตรกลีเซอไรด์
ในคนปกติจะมี โคเลสเตอรอล 150-200 มิลลิกรัมเปอร์เซ็น
ไตรกลีเซอไรด์ 100 มิลลิกรัมเปอร์เซ็น

ดังนั้น ถ้าโคเลสเตอรอลเกิน 200 และไตรกลีเซอไตด์ เกิน 100 จะเป็นอันตรายต่อสุขภาพของผู้สูงอายุ เนื่องจากจะเป็นผลให้เกิดโรคหัวใจขาดเลือด และเส้นเลือดอุดตันและเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้
การที่ไขมันในเลือดสูง มีผลทำให้เลือดมีความเข้มข้น และหนืดมากขึ้น การไหลเวียนของเลือดช้าลง ทำให้ไขมันตกตะกอน เกาะตามเส้นเลือด เป็นผลทำให้เส้นเลือดแข็งและหนาขึ้น ช่องว่างในเส้นเลือดเล็กลง มีผลทำให้เลือดไหลไปเลี้ยงสมอง และหัวใจน้อยลง หรือเกิดการอุดตัน ซึ่งพบมากในผู้สูงอายุ

สาเหตุ

-พันธุกรรม คือมีประวัติคนในครอบครัว/ญาติ ไขมันในเลือดสูง
-จากพยาธิสภาพของโรคบางชนิด เช่น เบาหวาน ต่อมไทรอยด์ โรคตับ โรคไต โรคพิษสุราเรื้อรัง ซึ่งโรคเหล่านี้ ทำให้การเผาผลาญสารไขมันผิดปกติไป เกิดภาวะไขมันในเลือดสูง
-การบริโภคอาหารที่มีไขมันมากเกินไป

อาการ
คนไข้ไขมันในเลือดสูงจะมีอาการ หรือไม่มีอาการก็ได้ หรือมีอาการของโรคที่ทำให้ไขมันในเลือดสูง เช่น โรคเบาหวาน โรคตับ

การป้องกัน

-ตรวจไขมันในเลือดทุกครั้งที่ตรวจสุขภาพประจำปี
-งดสูบบุหรี่
-ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
-ลดอาหารที่มีไขมันสูง เช่น ไขมันสัตว์ ขนมหวาน อาหารที่ใช้กะทิ อาหารเนื้อสัตว์ที่มีไขมันสูง ไข่แดง สมองสัตว์ ชา-กาแฟ และเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์

ที่มา : กรมอนามัย

วิตามินและแร่ธาตุสำหรับคนสายตาสั้น

การที่คนมีสายตาสั้นแล้วไม่ใช่ว่าสายตาจะต้องสั้นลงเรื่อย ๆ เสมอไป เนื่องจากเซลล์ประสาทตาจะไม่เสื่อมลงไปตลอดเวลา ถ้าหากเรามี วิธีบำรุงที่ดีด้วยอาหารที่มีวิตามินและแร่ธาตุต่าง ๆ ที่สำคัญ เช่น

1. วิตามิน เอ
มีความสำคัญต่อร่างกาย บำรุงสายตา ช่วยในด้านการมองเห็น ถ้าขาดวิตามินเอจะทำให้มองเห็นได้ยากในเวลากลางคืนหรือในที่มีแสงน้อย เยื่อบุตาแห้ง กระจกตาเป็นแผล ในกรณีที่ขาดรุนแรงอาจทำให้ตาบอดได้ แหล่งอาหารที่สำคัญที่มี วิตามิน เอ ได้แก่ พืชผักที่มีสี ผักใบเขียวเข้ม มะละกอ ฟักทอง แครอท น้ำมันตับปลา

2. วิตามิน บี 1
มีความสำคัญช่วยในการบำรุงดวงตาได้เป็นอย่างดี การขาดวิตามิน บี 1 มีผลทำให้ประสาทที่ทำหน้าที่นำภาพไปสู่สมองเกิดความผิดปกติได้ แหล่งอาหารที่สำคัญที่มีวิตามิน บี 1 ได้แก่ ข้าวซ้อมมือหรือข้าวกล้อง ถั่วลิสง เต้าหู้ งา กระเทียม

3. วิตามิน อี
มีคุณสมบัติสำคัญที่ช่วยในการป้องกันโรคตา โดยเฉพาะในทารกที่คลอดก่อนกำหนด จากการวิจัยพบว่า การขาดวิตามิน อี ทำให้จอรับภาพของดวงตาเสื่อมได้ แหล่งอาหารสำคัญที่มีวิตามิน อี สูง เช่น น้ำมันพืช จมูกข้าวสาลี ถั่วเปลือกแข็ง ถั่วเมล็ดแห้ง และธัญพืชต่าง ๆ

4. ธาตุสังกะสี
มีความสำคัญต่อการเจริญเติบโตและการแบ่งเซลล์ การมองเห็นในที่มืด และระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย ถ้าขาดสังกะสีแล้วจะทำให้การเจริญเติบโตช้า ภูมิคุ้มกันบกพร่อง และตาบอดกลางคืนได้ อาหารที่ให้ธาตุสังกะสีสูงและมีการดูดซึมได้ดี คือ อาหารทะเล ข้าวกล้องหรือข้าวซ้อมมือ เป็นข้าวที่ไม่ได้ขัดขาว และ ถั่วต่าง ๆ

นอกจากอาหารดังกล่าวแล้ว สิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งคือการปรับพฤติกรรมในการใช้สายตาให้เหมาะสม เช่น หลังจากที่อ่านหนังสือทุก ๆ 40 – 50 นาที ก็ควรจะพักสายตาโดยการมองออกไปไกล ๆ หรือมองต้นไม้ ใบไม้ สักระยะหนึ่งเป็นครั้งคราว เพื่อถนอมสายตามของเรานั่นเอง

ที่มา : edtech.ipst.ac.th

จริงหรือไม่… กับเรื่องเหล่านี้

1. การแลบลิ้นให้น้ำลายยืดลงพื้น 3 หยดจะแก้เผ็ดได้ จริงหรือ
เฉลย จริง อาการเผ็ดเกิดจากสารที่ชื่อ แคปไซซิน ที่อยู่ในพริกเข้าไปจับกับปลายประสาทรับรสที่ลิ้น ร่างกายจะก็จะแสดงปฎิกริยาโดยขับน้ำลายออกมาชะล้างเอาเจ้าสารนี้ออกไป

2. ดูดนมยางของเด็กทารกตอนนอนจะแก้อาการนอนกรนได้ จริงหรือ
เฉลย จริง การคาบหรืออมนมยางของเด็กทารกไว้ในปากจะทำให้ลิ้นในปากอยู่นิ่ง ก็จะพลอยให้เนื้อเยื่อของเพดานไม่กระเทือนสั่นไหวขึ้น จึงไม่เกิดอาการกรน และไม่นอนอ้าปากอีกด้วย

3. การสูดกลิ่นตัวผู้ชายทำให้หายเครียดได้ จริงหรือ
เฉลย จริง เพราะกลิ่นตัวผู้ชายที่เป็นคนรักนั้นมีสารฟีโรโมนผสมอยู่ โดยเฉพาะในผมและผิวของเขา เมื่อสูดดมแล้วจะช่วยลดอาการเครียดและเหนื่อยล้าลงได้

4. แอปเปิ้ลผลิตกระแสไฟฟ้าได้ จริงหรือ
เฉลย จริง ถ้าเสียบแผ่นสังกะสี และแผ่นทองแดง กรดในแอปเปิ้ลจะทำให้เกิดการแตกตัวของไอออน ทำให้ลูกแอปเปิ้ลเป็นเหมือนแบตเตอรี่ ซึ่งผลไม้ชนิดอื่นเช่น มะนาว เกรป ฟรุ๊ต หรือมันฝรั่ง ก็ทำได้เช่นกัน

5.ปัสสาวะมนุษย์ใช้ทำยาสีฟันในสมัยโบราณ จริงหรือ
เฉลย จริง โดยแพทย์ชาวโรมันเชื่อว่า ปัสสาวะมนุษย์ มีคุณสมบัติทำให้ฟันขาว และแข็งแรง ยาสีฟันในยุคดังกล่าวจึงเป็น น้ำยาบ้วนปากที่ทำจากปัสสาวะมนุษย์

6.วัวกระทิงเกลียดสีแดง จริงหรือ
เฉลย ไม่จริงเพราะ วัวเป็นสัตว์ตาบอดสี ไม่สามารถแยกแยะสีต่างๆได้ แต่การที่วัวเมื่อถูกล่อด้วยผ้าแดงเหมือนในสนามสู้วัว แล้วก็พุ่งเข้าใส่นั้น เป็นเพราะความรำคาญ และเพราะถูกยั่วยุมากกว่า

7.เพชรแท้จะไม่ติดสีหมึก จริงหรือ
เฉลย จริง การทดสอบดูเพชรแท้นั้น ให้ป้ายน้ำหมึกสีดำไปบนเพชร ถ้ามีความลื่นออก ไม่ติดอยู่บนเพชร แสดงว่าเป็นเพชรแท้ แต่ถ้ายังมีจุดดำตรงที่แต้มอยู่ ก็แสดงว่าเป็นเพชรเทียม

8.การทะเลาะกันทำให้แผลหายช้า จริงหรือ
เฉลย จริง เพราะความเครียดที่เกิดขึ้น ทั้งระหว่าง และหลังจากการทะเลาะกัน จะส่งผลให้ร่างกายลดการผลิตโปรตีนเม็ดเลือด ที่มีประโยชน์ต่อการรักษาบาดแผล หรือส่วนที่สึกหรอในร่างกายให้น้อยลง ทำให้บาดแผลต่างๆ หายช้า

9.แสงแดดอ่อนๆ ช่วยป้องกันโรคซึมเศร้าได้ จริงหรือ
เฉลย จริง เพราะแสงแดดอ่อนๆจะช่วยลดการสร้างฮอร์โมนเมลาโตนิน ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ควบคุมการนอนหลับ ถ้าหากเก็บตัวอยู่แต่ในที่มืดจะทำให้ฮอร์โมนตัวนี้สูงขึ้น และอาจส่งผลให้เกิดการง่วง เหงาซึมเซาได้

10. การฟังเพลงช่วยบรรเทาอาการปวดข้อได้ จริงหรือ
เฉลย จริง เพราะการฟังเพลงทำให้สมองหลั่งสารเอนดอร์ฟินส์ ซึ่งเป็นฮอร์โมนสร้างความสุขออกมา ช่วยลดความดันโลหิต และบรรเทาอาการปวดข้อลงได้

11. กินน้ำมะนาวปั่นสามารถแก้อาการเมาค้างได้ จริงหรือ
เฉลย ไม่จริง แต่แก้อาการเมาค้างได้โดยการดื่มน้ำกล้วยปั่นกับนมและน้ำผึ้ง เพราะกล้วยจะทำให้กระเพาะของเราสงบลง ส่วนน้ำผึ้งจะเป็นตัวช่วยหนุนเสริมปริมาณน้ำตาลในเส้นเลือดที่หมดไป ในขณะที่นมก็ช่วยปรับระดับของเหลวในร่างกายของเรา ทำให้อาการเมาหายไปได้

12. เมื่อเป็นไข้ไม่ควรกินฝรั่ง จริงหรือ
เฉลย จริง เพราะในฝรั่งมีแร่โพแทสเซียมสูง เมื่อเวลาเป็นไข้ร่างกายจะมีอุณหภูมิสูงขึ้น การกินอาหารที่มีโพแทสเซียมสูงจะส่งผลให้เกิดอาการชักได้

13. มันฝรั่งช่วยลดความดันโลหิตให้ต่ำลงได้ จริงหรือ
เฉลย จริง เพราะในมันฝรั่งมีสารเคมีที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติที่ชื่อว่า คูคัวไมน์ส มีสรรพคุณในการควบคุมความดันโลหิตให้ต่ำลง และมันยังรักษาโรคที่ลึกลับที่เรียกว่า โรคนอนหลับ ได้อีกด้วย

14. ดื่มนมร้อนก่อนนอนจะช่วยกระตุ้นอารมณ์ทางเพศได้ จริงหรือ
เฉลย ไม่จริง แต่การดื่มนมร้อนก่อนนอนจะช่วยให้นอนหลับสบายยิ่งขึ้น เพราะนมร้อนจะส่งเสริมให้สมองหลั่งสาร

15. การเคี้ยวหมากฝรั่งช่วยเพิ่มฮอร์โมนเพศชายได้ จริงหรือ
เฉลย ไม่จริง แต่การเคี่ยวหมากฝรั่งช่วยให้คนไข้ผ่าตัดลำไส้ใหญ่หายเร็วขึ้น เพราะการเคี้ยวหมากฝรั่งหลังการผ่าตัด เป็นการบริหารให้ลำไส้กลับมาทำงานตามปกติได้เร็วขึ้น คนไข้จะไม่เกิดอาการลำไส้อืด ซึ่งทำให้ปวดท้อง และท้องอืด หลังจากที่ต้องหยุดทำงานไปพักหนึ่ง

16. การกินเนยก่อนนอนทำให้นอนหลับสนิทขึ้น จริงหรือ
เฉลย จริง เพราะในเนยมี กรดอมิโน ที่มีชื่อว่า ทริปโตพัน ซึ่งมีสรรพคุณช่วยให้เกิดความรู้สึกผ่อนคลาย และสะกดให้หลับได้สนิทดีขึ้น

17. กินส้มช่วยแก้อาการเซ็งได้ จริงหรือ
เฉลย จริง การรับประทานส้มโดยปอกเปลือกเองจะมีกลิ่นส้มที่ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย และวิตามินซีที่ร่างกายได้รับในจำนวนที่เพียงพอ ช่วยให้สมองหลั่งฮอร์โมนที่ทำให้คลายความเครียดลงได้ดีออกมาด้วย

18. การกินช็อคโกแล๊ตช่วยแก้ไอได้ จริงหรือ
เฉลย จริง เพราะโกโก้ที่ใช้ทำช็อคโกแล๊ตมีสารที่ชื่อว่า ธีโอโบรไมน์ จะไปออกฤทธิ์ที่เส้นประสาทชื่อ เวกัสเนอร์ฟ ที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับการไอ ทำให้สามารถหยุดอาการไอเรื้อรังอย่างได้ผล

19. การกินบ๊วยช่วยเพิ่มกำลังได้ จริงหรือ
เฉลย จริง เพราะการที่คนเรามีอาการเหนื่อย อ่อนเพลีย เพราะกรดในเลือดสูง ร่างกายไม่สามารถปรับดุลความเป็นด่างได้ทัน แต่บ๊วยมีความเป็นด่าง Ph 7.35 ใกล้เคียงกับเลือดคนเรา จึงช่วยถ่วงดุลความเป็นด่างได้ และยังมีโปรตีน เกลือแร่ และสารอาหารจำเป็นอยู่มากอีกด้วย

20. การกินอาหารมื้อเช้าช่วยป้องกันความจำเสื่อมได้ จริงหรือ
เฉลย จริง เพราะเลือดตอนเช้าจะแข็งตัวง่ายกว่าปกติ จึงมีโอกาสที่หลอดเลือดอุดตันมากขึ้น สารอาหาร ไปเลี้ยงสมองได้น้อยลง สมองจึงค่อยๆเสื่อม

ที่มา : ทรูปลูกปัญญา

อาการนอนไม่หลับในผู้สูงอายุ

สาเหตุของการนอนไม่หลับในผู้สูงอายุ แบ่งออกได้เป็น 2 สาเหตุใหญ่ๆ คือ

1. เกิดเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของความชรา
โดยปกติเมื่อมนุษย์เริ่มเข้าสู่วัยชรา สมองจะมีการเปลี่ยนแปลงไปในทางเสื่อมเหมือนเช่นอวัยวะอื่น โดยลักษณะการนอนของผู้สูงอายุจะมีลักษณะดังต่อไปนี้
• ระยะเวลาของการนอนตอนกลางคืนจะลดลง
• ใช้เวลานานขึ้นหลังจากเข้านอนเพื่อที่จะหลับ
• ช่วงระยะที่หลับแบบตื้น ( ตอนที่กำลังเคลิ้มแต่ยังไม่หลับสนิท ) จะยาวขึ้น ขณะที่ช่วงระยะที่หลับสนิทจริงๆ จะลดลง
• จะมีการตื่นขึ้นบ่อยๆ กลางดึก
ดังนั้นผู้สูงอายุแม้จะมีสุขภาพดีทั้งกายและใจ สมวัย ก็อาจรู้สึกว่าตัวเองนอนน้อยลง หรือคิดไปว่านอนไม่หลับ แต่มีข้อที่น่าสังเกตคือ ผู้ป่วยกลุ่มนี้แม้จะดูเหมือนว่า “ นอนไม่หลับ ” แต่ช่วงกลางวันก็มักจะไม่มีอาการง่วงเหงาหาวนอนแต่อย่างใด

2. เกิดเนื่องจากมีโรคที่เป็นพยาธิสภาพซ่อนอยู่ ได้แก่

• จากยาที่ผู้สูงอายุกำลังใช้อยู่
ยาบางประเภทโดยเฉพาะยาที่ออกฤทธิ์ในระบบประสาทส่วนกลางหรือสมอง ทำให้ผู้สูงอายุมีอาการนอนไม่หลับอยู่บ่อยๆ เช่น การใช้ยานอนหลับนานๆ ยารักษาอาการสั่น เคลื่อนไหวช้าในโรค Pakinsonism หรือบางครั้งอาจเป็นส่วนผสมของยารักษาโรคอื่นที่ไม่เกี่ยวกับทางสมองเช่น alcohol ในพวกยาน้ำแก้ไอ หรือ caffeine ที่ผสมในยารักษาโรคหวัด เป็นต้น เมื่อผู้สูงอายุหยุดการใช้ยาเหล่านี้ อาการนอนไม่หลับก็จะหายไปเอง

• โรคเกี่ยวกับทางเดินปัสสาวะ
ผู้สูงอายุที่มีโรคใดก็ตามที่ทำให้ต้องตื่นขึ้นมาปัสสาวะบ่อยๆ ตอนกลางคืน ก็จะมีผลต่อการนอนด้วย เช่น โรคเบาหวาน จะทำให้ปัสสาวะบ่อยและปริมาณปัสสาวะมาก โรคต่อมลูกหมากโตในผู้สูงอายุชาย โรคไตวายเรื้อรัง หรือแม้แต่การใช้ยาขับปัสสาวะในผู้ที่มีความดันโลหิตสูง หรือภาวะหัวใจวาย ก็ทำให้มีปัสสาวะตอนกลางคืนได้บ่อย

• ความเจ็บปวด
ความเจ็บปวดทางกายไม่ว่าจากอวัยวะใด จะมีผลทางอ้อมต่อการนอนหลับในผู้สูงอายุเสมอ ที่พบบ่อยมักเกิดจาก โรคของกระดูกและข้อเสื่อม ที่ทำให้เกิดอาการเจ็บปวดเรื้อรังได้ เช่น ข้อเข้าเสื่อม กระดูกคอเสื่อม เป็นต้น นอกจากนั้นอาการเจ็บปวดอาจเกิดจากอวัยวะภายในช่องท้องเช่น ท้องผูก แน่นท้อง อาการไม่ย่อย เป็นต้น

• โรคสมองเสื่อมและภาวะจิตผิดปกติ
ิ ผู้สูงอายุที่เริ่มมีสมองเสื่อมในระยะแรกจะมีอาการนอนไม่หลับได้ เพิ่มจากอาการขี้หลงขี้ลืม หรือพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไป ส่วนสาเหตุของสมองเสื่อมในผู้สูงอายุไทยมักเกิดจากการอุดตันของเส้นโลหิตในสมองที่เกิดซ้ำกันหลายๆ ครั้ง อาจจะมีหรือไม่มีอาการของอัมพาตร่วมด้วยก็ได้ นอกจากนั้นภาวะซึมเศร้าก็เป็นสาเหตุของการนอนยากในผู้สูงอายุได้ โดยผู้ป่วยมักจะมีลักษณะที่เข้านอนได้ตามปกติ แต่ตื่นขึ้นกลางดึกเช่น ตี 3-4 แล้วไม่สามารถนอนต่อได้อีก

• อื่นๆ
ผู้สูงอายุบางรายเวลานอนหลับสนิท สมองส่วนที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับการกระตุ้นการหายใจจะทำงานลดลง ผู้ป่วยอาจหยุดหายใจได้ชั่วขณะ จากนั้นสมองจะถูกกระตุ้นอีกครั้งอย่างรุนแรงเพื่อให้หายใจ ขณะนั้นผู้ป่วยอาจตื่นขึ้นมาได้ทำให้การนอนหลับไม่ต่อเนื่องได้ หรือบางรายเวลาหลับสนิท ลิ้นในช่องปากจะตกย้อนไปข้างหลังและอุดกั้นทางเดินหายใจ ทำให้เกิดเสียงกรนขึ้นได้ และถ้าอุดกั้นมากขึ้นถึงกับทำให้อากาศไม่สามารถผ่านเข้าหลอดลมและปอด สมองก็จะถูกกระตุ้นอย่างรุนแรง เพื่อให้ร่างกายพยายามหายใจก็ทำให้ผู้ป่วยตื่นขึ้นได้อีกเช่นกัน

จากสาเหตุของการนอนหลับที่กล่าวมาแล้วข้างต้น จะเห็นว่าผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับการซักประวัติการเจ็บไข้ได้ป่วย ประวัติการนอน และตรวจร่างกายจากแพทย์โดยละเอียดเพื่อสืบสาวถึงสาเหตุที่แท้จริงของการนอนไม่หลับในผู้ป่วยแต่ละราย

ในขั้นต้น ผู้สูงอายุที่เริ่มประสบปัญหาการนอนไม่หลับ มีข้อปฏิบัติบางประการที่อาจช่วยบรรเทาอาการนอนไม่หลับได้ ดังนี้
• พยายามหลีกเลี่ยงการนอนกลางวัน หรือจำกัดเวลาการนอนกลางวัน ไม่ควรเกินครึ่งชั่วโมงในช่วงบ่าย
• หลีกเลี่ยงการดื่มสุราหรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ , เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน เช่น กาแฟ โดยเฉพาะเวลาเย็น เป็นต้น
• ไม่ควรดื่มน้ำในช่วงเวลา 4-5 ชั่วโมงก่อนที่จะถึงเวลาเข้านอน ถ้ามีปัญหาปัสสาวะเวลากลางคืนบ่อยๆ
• เพิ่มกิจกรรมหรือการออกกำลังกายในช่วงเวลากลางวันให้มากขึ้น
• ถ้าผู้สูงอายุไม่มีอาการง่วงนอนเมื่อถึงเวลาเข้านอน และไม่สามารถนอนหลับได้ ก็ควรลุกขึ้นมาหาอะไรทำดีกว่าที่จะนอนกลิ้งไปมาบนเตียง
• กำหนดเวลาอาหารมื้อเย็นให้คงที่สม่ำเสมอและควรจะเป็นอาหารที่มี protein สูงเมื่อเทียบกับมื้ออื่นๆ
• พยายามจัดสิ่งแวดล้อมภายในห้องนอนให้เงียบและมืดพอสมควร ไม่ร้อนหรือหนาวเกินไป
• ฝึกการทำสมาธิเพื่อให้จิตใจสงบ

โดยสรุป ผู้สูงอายุมักประสบกับปัญหาการนอนไม่หลับได้บ่อยๆ ทั้งนี้เนื่องจากความชรา มีผลกระทบต่อความเสื่อมของสมอง ผู้สูงอายุโดยทั่วไปจึงควรทำความเข้าใจกับปัญหาที่เป็น “ ปกติ ” ในผู้สูงอายุและพยายามปฏิบัติตัวตามคำแนะนำดังกล่าวข้างต้น และเมื่ออาการนอนไม่หลับยังไม่ดีขึ้น ผู้สูงอายุก็อาจจำเป็นต้องรับการตรวจวินิจฉัยจากแพทย์ เพื่อค้นหาโรคต่างๆ ที่อาจเป็นสาเหตุของการนอนไม่หลับในผู้สูงอายุต่อไป

ที่มา : เวชศาสตร์ผู้สูงอายุมหิดล