ห้องฉุกเฉินรามา นสพ.ไทยรัฐ คอลัมน์ "กิเลนประลองเชิง"

By | สิงหาคม 28, 2013

กระบวนการแก้ทุกข์ของแผ่นดิน ไม่ว่าจะชื่อปฏิรูป หรือปฏิวัติ ทุกครั้งไม่เคยแก้ทุกข์ได้ หลายครั้งเพิ่มเงื่อนไขให้ทุกข์หนักยิ่งขึ้น

สมมติฐานของทุกข์ เป็นเช่นเดียวกับโรค แพทย์ต้องรู้จักอาการของโรค รู้จักต้นเหตุของโรค หากเป็นโรคร้ายริมเป็นริมตาย… ผมเพิ่งเอาตัวเองเป็นกรณีศึกษา จากห้องฉุกเฉินโรงพยาบาลรามาธิบดี


ค่อนรุ่งลุกจากเตียงเดินหานมดื่ม…วูบล้มนอนกับพื้น…ถึง 4 ครั้ง รู้สึกตัวก็ไม่อยากปลุกใคร…เช้าจึงให้คนในบ้านช่วยเอาไปโรงพยาบาล หัวใจตอนนั้นอ่อนล้า โรยแรง เต็มที

หมอไม่เชื่ออาการวูบหลายครั้ง…เกิดจากระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ…ขอยาที่กินประจำ เบาหวาน ความดัน ไขมัน ไปดูเอกซเรย์ เจาะเลือด ตรวจคลื่นหัวใจ

ห้องฉุกเฉินรามาฯเต็ม และแน่นตลอดเวลา กว่า 12 ชั่วโมงที่ผมนอน ล้นออกนอกห้อง

เตียงห้องฉุกเฉินออกแบบไว้ดีมากๆ พี่เปลของน้องพยาบาล เข็นออกจากห้องหมอ ไปเข้าห้องโน้น ห้องนี้ กระทั่งห้องน้ำ กลับมาทีก็ได้ช่องใหม่ เสียบเข้าไปใหม่

รอบที่แล้วมีเพื่อนคนไข้หน้าตานั้น เสียงร้องครางเป็นจังหวะถี่กระชั้นอย่างนั้น รอบใหม่เพื่อนเปลี่ยนหน้าไปแล้ว

ญาติคนไข้กลุ่มเก่า ถูกเชิญออกนอกห้อง ญาติกลุ่มใหม่กับคนไข้ใหม่ก็เติมเข้ามา หมุนเวียนเปลี่ยนกันไป ชีวิตในห้องฉุกเฉิน ฉุกเฉินอยู่ทุกวินาที

ผมหลับตา สมาธิยังดี…นึกถึงคำสวดมนต์แปล สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนเกิดแก่เจ็บตาย…ด้วยกันหมดทั้งสิ้น ฯลฯ

คุณบรรหาร ศิลปอาชา ว่า ปัญหาบ้านเมืองที่แก้ไม่ได้ เพราะคนมีอัตตา…เอาแต่ได้ ถ้าคนหมดกิเลส ช่วยกันคิดเรื่องปฏิรูปการเมือง ถอยกันคนละก้าว…ปัญหาก็จบ

คุณบรรหารท่านอายุยืนยาว ผ่านหนาวร้อนมากกว่าใคร… จึงเข้าถึงจุดดับทุกข์ได้ด้วยประสบการณ์ และปัญญาของท่านเอง

ส่วนนักการเมืองที่ยังไม่บรรลุ ผมอยากให้ป่วยเข้าห้องฉุกเฉิน เพื่อศึกษาผู้คนในกระบวนการ หมอ พยาบาล พนักงานเปล รปภ. …ต่างมีหน้าที่สอดประสาน…เหมือนเสียงเพลงมาร์ชเข้มแข็งเร้าใจ

ค่าเอกซเรย์ห้องฉุกเฉิน ญาติถูกเรียกจ่าย 10 บาท ชี้ชัดว่า ในห้องแห่งนี้เงินไม่ใช่ปัจจัย ทุกฝ่ายมีจุดหมายเดียว…คือรักษาคนไข้

ต่อมาหมอวินิจฉัยชัดเจนว่า ผมเป็นโรคขาดเกลือแร่ ในขณะผมเริ่มรู้สึกว่าร่างกาย และหัวใจอบอุ่นมีกำลังขึ้น และสว่างกระจ่างใจว่า ห้องฉุกเฉินเป็นห้องฝึกวิปัสสนาชั้นเยี่ยม ทุกสิ่งไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และเป็นอนัตตา

วิถีของห้องฉุกเฉินยังเดินหน้าไป…ผมนึกถึงคำพระพุทธเจ้า “ดูก่อน ธนิยะ ถ้าเพียงเธอเห็นแล้วสักแต่ว่าเห็น ได้ยินสักแต่ว่าได้ยิน ฯลฯ จิตว่าง จนละวางได้แล้ว…ตัวตนเธอก็เหมือนไม่มี

ทุกข์จะกล้ำกรายเธอไม่ได้ต่อไป”

ทบทวนตัวเอง เมื่อรู้ว่าโรคเบาหวานขึ้นตา ระหว่างทำเลเซอร์ก่อนผ่าตัดต้อกระจก…ผมควบคุมการกินอาหารเต็มที่ ออกกำลังกาย 50 นาทีเหงื่อท่วมทุกวัน รวมผลข้างเคียงจากยาบางตัว…ผมเดาเอา ผมคุมระดับน้ำตาลได้

เพิ่งมารู้บัดนั้นว่า…วิธีการนั้น…ทำให้เกิดโรคใหม่ โรคขาดเกลือแร่

สี่โมงเย็น หมอให้ดื่มน้ำเค็มขมที่เรียกว่าโปแตสเซียม ครึ่งแก้ว ราวหกโมง อีกครึ่งแก้ว เลือดที่ถูกเจาะไปตรวจสอบ…ผลออกมาว่าใช่…สองทุ่มกว่าๆ หมอก็สั่งให้กลับบ้าน

นี่คือกระบวนการรักษาที่ถูกสร้างไว้สู้กับทุกโรคร้าย ที่ห้องฉุกเฉินรามาฯ

สำหรับผม นี่คือปาฏิหาริย์

โรคของแผ่นดินรักษาไม่ยาก หากมีจุดหมายเดียว มีหน้าที่ช่วยกันทำ…และข้อสำคัญ ต้องไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน ข้อนี้แหละครับ ที่ปฏิรูปกี่ครั้งก็ล้มแผละทุกครั้ง.

กิเลน ประลองเชิง

ที่มา นสพ.ไทยรัฐ