หมวดหมู่: สาระเพื่อสุขภาพ

2 พ.ค.

ไปโรงพยาบาล อยากรักษาโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายทำยังไง

1. ถ้าเป็นคนไทย ทุกคนมีสิทธิรักษา พื้นฐานเป็นสิทธิประกันสุขภาพ(บัตรทอง)ทั้งหมด ให้ไที่โรงพยาบาลตามสิทธิถ้าไม่รู้ว่าตัวเองมีสิทธิโรงพยาบาลไหน ให้โทร. 1330 หรือ ตรวจสอบสิทธิตัวเองได้ที่เว็บ

Read More

26 เม.ย.

เปลี่ยนพฤติกรรม ลดเสี่ยงโรคหลอดเลือดหัวใจ

สถาบันโรคทรวงอก กรมการแพทย์ ชี้อัตราการตายและป่วยด้วยโรคหลอดเลือดหัวใจยังคงมีความรุนแรงและแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากการมีพฤติกรรมสุขภาพที่ไม่เหมาะสม ขาดการออกกำลังกาย ส่งผลให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่เป็นปัจจัยเสี่ยงก่อให้เกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด

Read More
26 เม.ย.

สถาบันวัคซีนแห่งชาติ ชวนเข้ารับวัคซีนฟรี

สถาบันวัคซีนแห่งชาติ ชวนคนไทยทุกเพศทุกวัยเข้ารับ วัคซีนฟรี เพื่อสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค

นพ.นคร เปรมศรี ผู้อำนวยการสถาบันวัคซีนแห่งชาติ (สวช.) เปิดเผยว่า องค์การอนามัยโลกกำหนดให้วันที่ 24 – 30 เมษายนของทุกปี เป็นสัปดาห์รณรงค์การสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคด้วยวัคซีนมาอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2019 มีแคมเปญว่า Protected Together: Vaccines Work! ทั้งนี้ต้องยอมรับว่า การรับวัคซีนนับเป็นการลงทุนทางด้านสาธารณสุขที่คุ้มค่าอย่างยิ่ง เพราะมีค่าใช้จ่ายถูกกว่าค่ารักษาพยาบาลและการควบคุมการระบาดของโรคติดต่ออย่างมาก แต่จากสถิติพบว่าในแต่ละปีทั่วโลกยังมีเด็กจำนวนไม่น้อยกว่า 20 ล้านคนยังเข้าไม่ถึงวัคซีนรวมทั้งในประเทศไทยยังมีข้อจำกัดของประชาชนในบางกลุ่มด้วย

Read More
25 เม.ย.
13 ม.ค.

แวร์อีสเซ็นเตอร์

แหล่งข้อมูล :  : ท่องเที่ยว :  : โรงเรียน-สถานศึกษา :  : วัด-ศาสนสถาน :  : โรงพยาบาล :  : รหัสไปรษณีย์ :  : ข้อมูลจังหวัด :  : ธุรกิจ :  : ส่งออก :  : ส่งออกข้าวโพด :  : ส่งออกเสื้อผ้า :  : ห้างสรรพสินค้า :  : โรงแรมรีสอร์ท :  : บริษัททัวร์ :  : บริการด้านการเงิน :  : ประกันภัย :  : จองตั๋วเครื่องบิน :  : ยานยนต์ :  : อู่ซ่อมรถ :  : โชว์รูม :  : ปั๊มน้ำมัน :  : สอนขับรถ :  : อะหลั่ย*แต่งรถ :  : การศึกษา :  : สอนดนตรี :  : สอนภาษา :  : ติวเตอร์ :  : สอนวิชาชีพ :  : สินค้าและบริการ :  : เบเกอรี่ :  : มินิมาร์ท :  : เสริมสวย-ความงาม :  : เครื่องดื่ม :  : ร้านปลอดอากร :  : ถ่ายภาพ :  : อาหาร :  : กระจก :  : วัสดุก่อสร้าง :  : ขายยา :  : เสื้อผ้า :  : ก๊าซ :  : พระเครื่อง :  : เคมีภัณฑ์ :  : ขายตรง :  : ธุรกิจออนไลน์ :  : เกมส์ออนไลน์ :  : ธุรกิจออนไลน์ :  : จดโดเมน :  : เว็บโฮสติ้ง :  : จัดทำเว็บไซต์ :  : ต่อภาษีรถออนไลน์ :  : การไฟฟ้าออนไลน์ :  : แผนที่ :  : ติดต่อเรา :  :

8 พ.ย.

ง่วงกลางวัน แสดงว่า….

1. นอนไม่พอ
การนอนของแต่ละคนนั้นไม่เท่ากัน บางคน 6 ชั่วโมง บางคน 8 ชั่วโมง ถึงจะพอ ยิ่งไปกว่านั้นในคน ๆ เดียวกัน แต่ต่างเวลา ความต้องการเวลานอนอาจไม่เท่ากันก็ได้ รวมถึงคนที่อดนอนมาหลายวันจะขาดการนอนสะสม ต้องนอนชดเชยย้อนหลังให้มากกว่าเวลาที่อดนอนไป

2. โรคนอนไม่หลับ (insomnia)
ใครที่มีอาการนอนตาค้าง คิดนั่นคิดนี่ ฟุ้งซ่าน สติแตก พลิกไปพลิกมา ข่มตาหลับอย่างไรก็ไม่สำเร็จ แสดงว่าคุณเป็นโรคนอนไม่หลับ โรคนี้ค่อนข้างทรมานเพราะจะมีผลทำให้ร่างกายอ่อนล้า เนื่องจากพักผ่อนไม่เพียงพอ ทางแก้ที่ควรทำ คือ ควรเข้านอนเป็นเวลาทุกวัน เพื่อปรับสภาพร่างกายให้ชิน งดเว้นสารกระตุ้นต่าง ๆ หรือการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ แต่ควรเปลี่ยนเป็นเครื่องดื่มสมุนไพรอุ่น ๆ เช่น ชาคาร์โมมายด์ ลาเวนเดอร์ จะช่วยให้ผ่อนคลาย และหลับง่ายยิ่งขึ้น

3. หม่ำคาร์โบไฮเดรตมากเกินไป
นักวิจัยเล่าว่าการกินอาหารมื้อใหญ่ ๆ ที่หนักแป้ง หนักน้ำตาล มีผลทำให้เลือดไหลที่กระเพาะอาหาร เพราะต้องทำการย่อยอาหารปริมาณมากให้เสร็จสิ้น ทำให้เลือดไหลเวียนช้าโดยเฉพาะส่วนสมองจึงทำให้รู้สึกง่วงซึม เฉื่อยชา และอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตสูง เป็นตัวบ่งชี้ว่าทำให้มีการหลั่งสารเคมีในสมองที่มีความสัมพันธ์กับความง่วงนอน เช่น เซโรโทนิน

4. คุณอาจเป็นโรคเหล่านี้
โลหิตจาง เบาหวาน ซึมเศร้า และโรคหยุดหายใจระหว่างหลับ (Obstructive Sleep Apnea หรือ OSA) โรคนี้ คือภาวะที่ทางเดินลมหายใจส่วนบนยุบตัวลงระหว่างนอนหลับ ทำให้หยุดหายใจไปเลย (apnea) นานครั้งละ 10 วินาทีขึ้นไปแล้วสะดุ้งตื่นไม่ต่ำกว่าชั่วโมงละ 5 ครั้ง คนเป็นโรคนี้จะมีผลทำให้ง่วงกลางวันมึนงงแต่เช้า ความจำเสื่อม โรคนี้มักเป็นกับคนที่มีภาวะอ้วนลงพุง

แนวทางแก้ไข

1. เพิ่มเวลาการนอน ในช่วงเวลากลางคืน หากต้องการรู้ว่าเวลานอนของเราพอหรือไม่ คือจัดเวลานอนให้มากขึ้น อย่างน้อยคือ 8 ชั่วโมง ลองดูเป็นเวลา 1 สัปดาห์ หากอาการง่วงนอนกลางวันยังไม่ดีขึ้น แสดงว่าอาจเกิดจากสาเหตุอื่น

2. บริหารลมหายใจ กระตุ้นร่างกาย ปลุกตัวเองให้กระฉับกระเฉงเพียงแค่หายใจเข้าออกถี่ ๆ ทางจมูก หุบปากตามสบาย จนรู้สึกว่ากล้ามเนื้อที่ฐานต้นคอเหนือกระดูกไหปลาร้า และที่กระบังลมเกิดการเคลื่อนไหวตาม วิธีนี้ทำบ่อย ๆ จะทำให้ร่างกายแข็งแรง จะรู้สึกมีพลัง ตื่นตัว แก้ง่วงได้ดีนัก

3. จิบน้ำระหว่างวัน ควรเป็นน้ำอุ่นอุณหภูมิห้อง เพื่อให้ร่างกายดูดซึมไปใช้ในระบบไหลเวียนมาเลี้ยงเลือดได้ทันที ช่วยเพิ่มความสดชื่น กระปรี้กระเปร่าได้ดี

4. ปรับเปลี่ยนอิริยาบถ โดยการลุกเดิน หากิจกรรมทำ ก็เป็นกระตุ้นให้ร่างกายตื่นตัวได้

5. งีบหลับสัก 10-15 นาที มีงานวิจัยชี้ว่า การงีบหลับสัก 10-15 นาที เมื่อตื่นขึ้นมาจะรู้สึกสดชื่น กระปรี้กระเปร่า พร้อมรับกับสถานการณ์ช่วงบ่ายได้เป็นอย่างดี แต่วิธีนี้ควรทำเมื่อถึงจุดวิกฤติจริง ๆ แนะนำว่าควรหามุมส่วนตัวก็จะดี ยิ่งเป็นที่ทำงานด้วยแล้ว อาจถูกตำหนิได้

6. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เป็นอีกทางที่ช่วยเติมพลังได้อย่างไม่น่าเชื่อ ลองหาเวลาออกกำลังกาย อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้ง ครั้งละไม่ต่ำกว่าครึ่งชั่วโมง รับรองสมองปลอดโปร่ง สุขภาพร่างกายแข็งแรง มีไฟในทุกสถานการณ์

ที่มา : npzmoon.com/bloggang.com

3 ต.ค.

ผมร่วง ผมบาง ปัญหาที่แก้ได้

เราชอบพูดถึงทรงผมที่ไม่รับกับใบหน้า และกับผมเสีย เช่น ผมร่วงล่ะ คุณจะทำอย่างไร

          เมื่ออายุมากขึ้น เรามักประสบกับปัญหาผมร่วง ซึ่งนี่เป็นเรื่องตามธรรมชาติที่เมื่ออายุมากขึ้น ผมก็จะยิ่งบางลง ยิ่งไปกว่านั้นผมที่ร่วงในแต่ละวันจะยิ่งมีปริมาณมากขึ้น ปกติผมคนเราจะร่วงประมาณวันละ 100 เส้น แต่ผมร่วงที่เป็นปัญหาจริง ๆ เกิดขึ้นเมื่อผมร่วงแล้วไม่งอกขึ้นมาใหม่ หรือร่วงมากกว่าวันละ 130 เส้น และถ้าร่วงเรื้อรังตั้งแต่ 3 เดือนขึ้นไป จะทำให้ผมบางลงเรื่อย ๆ นำไปสู่จุดเริ่มต้นของศีรษะล้านในที่สุด

          ปัญหา ผมร่วง ผมบาง ศีรษะล้าน รังแค เป็นปัญหาใหญ่ที่ทำลายบุคลิกดี ๆ ของคุณให้เสียไป ทำให้ดูแก่เกินวัย จนทำให้เกิดความเครียดและกังวล ถ้ารู้ว่าผมเริ่มร่วงมากขึ้น ผมเริ่มบางขึ้น จะต้องรีบแก้ไขทันทีก่อนสายเกินแก้ ปล่อยทิ้งไว้มีโอกาสศีรษะล้านได้ในเวลาเพียงไม่กี่ปี

ปัญหาของผมร่วง (Hair Loss) มาจาก 2 สภาวะ ดังนี้

1) ผมร่วงจากรากผมถูกทำลาย ผมร่วงจากรากผมถูกทำลายมาจากหลาย ๆ สาเหตุด้วยกัน

           ผมร่วงจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนเพศ ทั้งชายและหญิง ก่อให้เกิดปัญหาผมร่วงได้ ฮอร์โมนบางชนิด (DHT) จะเข้าไปทำลายโคนรากของเส้นผม โดยเฉพาะตรงบริเวณส่วนหน้าและตรงกลางกระหม่อมในเพศชาย

           รากผมถูกทำลายจาก เกลือและยูเรีย ที่ถูกขับออกมาในรูปของเหงื่อผ่านทางรูขุมขน เกลือและยูเรียมีฤทธิ์กัดกร่อนและเป็นอันตรายต่อเส้นผม ทำให้ผมเน่าเสีย ผมร่วงง่ายขึ้น

           รากผมถูกทำลายจากโรคบางชนิด เช่น มะเร็ง ไตวายเรื้อรัง เอดส์ ฯลฯ เนื่องจากโรคบางชนิดเหล่านี้ มีผลกระทบต่อความสมดุลของร่างกาย ทำให้เซลล์บางส่วนของร่างกายเสื่อมได้รวมทั้งเซลล์รากผม ทำให้เกิดภาวะผมร่วงขึ้นได้

           รากผมถูกทำลายจากการรับประทานบางชนิด ซึ่งเป็นผลกระทบต่อเนื่องจากการรับประทานยาเข้าไป ทำให้เซลล์บางส่วนรวมถึงรากผมเสื่อมลงได้และสลายไปในที่สุด

           รากผมถูกทำลายจากสารเคมีบางชนิด ซึ่งมีผลกระทบต่อรากผม หรือยับยั้งการเจริญเติบโตของรากผมได้

2) ผมร่วงจากการอักเสบของผิวหนังศีรษะ และการแบ่งเซลล์ผิดปกติของหนังศีรษะ

           จากการแพ้สารเคมีบางชนิด ก่อให้เกิดการอักเสบที่บริเวณผิวหนังศีรษะ และมีผลกระทบไปถึงเส้นผมทำให้ผมหลุดร่วงง่ายขึ้น

           จากการย่อยสลายไขมัน และสิ่งสกปรกที่ร่างกายขับออกมาผ่านทางรูขุมขนของแบคทีเรียในบรรยากาศ โดยเฉพาะผู้ที่มีปัญหาหนังศีรษะมัน จะพบกับอาการคันศีรษะบ่อย ๆ การเกาก่อให้เกิดการอักเสบบริเวณผิวหนังศีรษะ และอาจติดเชื้อได้ง่าย ๆ ซึ่งจะก่อให้เกิดปัญหาผมร่วง และผมที่ร่วงจะลุกลามบริเวณใกล้เคียงได้

           ผมร่วงจากการแบ่งเซลล์มากผิดปกติของเซลล์ผิวหนังศีรษะ ซึ่งการแบ่งเซลล์ที่มากกว่าปกติเช่นนี้ ก่อให้เกิดปรากฏการณ์ที่เรียกกันว่า รังแค นั่นเอง ซึ่งถ้าเป็นมาก ๆ ก่อให้เกิดปัญหา ผมร่วง ได้เช่นกัน

          นอกจากนี้ปัญหาผมร่วง ยังมีสาเหตุมาจากหลาย ๆ ส่วนอีกมากมาย เช่น ความผิดปกติจากฮอร์โมนเพศเปลี่ยนแปลง การกินยาคุมกำเนิดชนิดที่มีฮอร์โมนแอนโดรเจนเป็นส่วนประกอบ ถ้ารับประทานบ่อย ๆ หรือเป็นประจำก็จะพบกับปัญหาผมร่วงมากผิดปกติเช่นกัน สตรีภายหลังการคลอดบุตรใหม่ ๆ เส้นผมจะหลุดร่วงมากกว่าปกติ เนื่องจากการปรับสภาวะสมดุลของร่างกายและฮอร์โมน

          ผู้ที่มีความเครียดทางอารมณ์สะสมเป็นเวลานาน ๆ หรือผมร่วงจากปัญหาสุขภาพ เช่น มีการผ่าตัดใหญ่ มีปัญหาโรคโลหิตจาง ผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับโรคทางต่อมไทรอยด์ ไดวาย การฉีดคีโม การสวมหมวกกันน็อกเป็นประจำ ซึ่งจะทำให้หนังศีรษะร้อนอบอ้าว การใช้สารเคมีที่มีฤทธิ์ที่รุนแรงต่อเส้นผม ผู้ที่มีโภชนาการไม่ปกติ ทำให้ร่างกายขาดโปรตีน ขาดธาตุเหล็ก

          ผมที่ร่วงจากสาเหตุเหล่านี้นี่เอง ที่ก่อตัวให้เกิดปัญหาผมบางติดตามมา ถ้าไม่มีการรักษาอย่างถูกต้อง และถูกวิธีก็เตรียมตัวรับกับสภาวะผมบางอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ผมบางเริ่มต้นอย่างไร?

          ผมบางเริ่มต้นจากผมร่วง ทั้งร่วงผิดปกติและผมร่วงเรื้อรัง โดยทั่วไปผมบางส่วนใหญ่จะมาจากปัญหาทางด้านพันธุกรรม ที่สืบทอดกันมาจากบรรพบุรุษ โดยเฉพาะในเพศชายที่เห็นได้ชัดเจนมากที่สุด แต่ในปัจจุบันนอกจากปัญหากรรมพันธุ์แล้ว ปัญหาจากสภาวะแวดล้อมและของใช้สอยในชีวิตประจำวัน เริ่มเข้ามามีบทบาททำให้เกิดปัญหาผมบางติดตามมามากขึ้น

ข้อสังเกต

          ผู้ที่มีปัญหาผมบางส่วนใหญ่ พบว่ามักมีปัญหาผมมันหรือหนังศีรษะมันถึงมันมาก มักจะสร้างปัญหาให้กับเส้นผมและหนังศีรษะ ทำให้ผมร่วงมากขึ้นและง่ายขึ้น ภาวะที่หนังศีรษะเป็นกรด จะก่อให้เกิดปัญหาอีกหลายอย่างติดตามมา ดังนั้นผู้ที่มีปัญหาหนังศีรษะมัน พึงหลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง พยายามขจัดไขมันหรือน้ำมันส่วนเกินออกไปให้เร็วที่สุด เพื่อป้องกันไม่ให้ไขมันหรือน้ำมันเหล่านี้ สร้างปัญหาให้กับเส้นผมและผิวหนังศีรษะ แต่ในการขจัดไขมันส่วนเกินนี้ พึงระวังการใช้สารเคมี หรือแชมพูที่มีฤทธิ์กัดกร่อนรุนแรง หรือทำให้หนังศีรษะระคายเคือง ซึ่งอาจจะกระทบถึงเส้นผมได้ทุกเมื่อ

          อย่างไรก็ตาม ทั้งปัญหาผมร่วงและผมบางจะลดลงได้ โดยการหมั่นตรวจสอบ ดูแลและรักษาสุขภาพของเส้นผม และหนังศีรษะอยู่เป็นประจำ ถ้าผิดปกติต้องรีบแก้ไขทันที อย่ารอให้เวลาผ่านไปนาน ๆ จึงค่อยแก้ไข ซึ่งจะไม่ทันการณ์ อาจจะเกิดปัญหาศีรษะล้านแบบไม่ทันตั้งตัว

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
20 ก.ย.

วิตามินและแร่ธาตุสำหรับคนสายตาสั้น

การที่คนมีสายตาสั้นแล้วไม่ใช่ว่าสายตาจะต้องสั้นลงเรื่อย ๆ เสมอไป เนื่องจากเซลล์ประสาทตาจะไม่เสื่อมลงไปตลอดเวลา ถ้าหากเรามี วิธีบำรุงที่ดีด้วยอาหารที่มีวิตามินและแร่ธาตุต่าง ๆ ที่สำคัญ เช่น

1. วิตามิน เอ
มีความสำคัญต่อร่างกาย บำรุงสายตา ช่วยในด้านการมองเห็น ถ้าขาดวิตามินเอจะทำให้มองเห็นได้ยากในเวลากลางคืนหรือในที่มีแสงน้อย เยื่อบุตาแห้ง กระจกตาเป็นแผล ในกรณีที่ขาดรุนแรงอาจทำให้ตาบอดได้ แหล่งอาหารที่สำคัญที่มี วิตามิน เอ ได้แก่ พืชผักที่มีสี ผักใบเขียวเข้ม มะละกอ ฟักทอง แครอท น้ำมันตับปลา

2. วิตามิน บี 1
มีความสำคัญช่วยในการบำรุงดวงตาได้เป็นอย่างดี การขาดวิตามิน บี 1 มีผลทำให้ประสาทที่ทำหน้าที่นำภาพไปสู่สมองเกิดความผิดปกติได้ แหล่งอาหารที่สำคัญที่มีวิตามิน บี 1 ได้แก่ ข้าวซ้อมมือหรือข้าวกล้อง ถั่วลิสง เต้าหู้ งา กระเทียม

3. วิตามิน อี
มีคุณสมบัติสำคัญที่ช่วยในการป้องกันโรคตา โดยเฉพาะในทารกที่คลอดก่อนกำหนด จากการวิจัยพบว่า การขาดวิตามิน อี ทำให้จอรับภาพของดวงตาเสื่อมได้ แหล่งอาหารสำคัญที่มีวิตามิน อี สูง เช่น น้ำมันพืช จมูกข้าวสาลี ถั่วเปลือกแข็ง ถั่วเมล็ดแห้ง และธัญพืชต่าง ๆ

4. ธาตุสังกะสี
มีความสำคัญต่อการเจริญเติบโตและการแบ่งเซลล์ การมองเห็นในที่มืด และระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย ถ้าขาดสังกะสีแล้วจะทำให้การเจริญเติบโตช้า ภูมิคุ้มกันบกพร่อง และตาบอดกลางคืนได้ อาหารที่ให้ธาตุสังกะสีสูงและมีการดูดซึมได้ดี คือ อาหารทะเล ข้าวกล้องหรือข้าวซ้อมมือ เป็นข้าวที่ไม่ได้ขัดขาว และ ถั่วต่าง ๆ

นอกจากอาหารดังกล่าวแล้ว สิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งคือการปรับพฤติกรรมในการใช้สายตาให้เหมาะสม เช่น หลังจากที่อ่านหนังสือทุก ๆ 40 – 50 นาที ก็ควรจะพักสายตาโดยการมองออกไปไกล ๆ หรือมองต้นไม้ ใบไม้ สักระยะหนึ่งเป็นครั้งคราว เพื่อถนอมสายตามของเรานั่นเอง

ที่มา : edtech.ipst.ac.th

23 ส.ค.

เล่นบาสแล้วตัวสูงจริงหรือ? วิธีไหนบ้างที่ช่วยให้สูงขึ้นได้บ้าง?

เด็กยุคใหม่ใครๆ ก็อยากสูง แต่ทำอย่างไรถึงจะสูงได้อย่างเต็มที่ แล้วที่มีคนบอกว่าเล่นบาสเก็ตบอลแล้วทำให้ตัวสูงนั้น จริงหรือเปล่า…เรามาหาคำตอบกันดีกว่า

การที่เด็กๆ จะตัวสูงได้นั้นมีองค์ประกอบหลายอย่าง ทั้งเรื่องกรรมพันธุ์ สังเกตดูสิว่า ถ้าคุณพ่อคุณแม่ตัวสูงแล้วล่ะก็ เด็กๆ ก็จะมีโอกาสสูงตามไปด้วย แต่ก็มีหลายครอบครัวที่คุณพ่อคุณแม่ไม่สูงแต่ลูกตัวสูงได้ นั่นก็เป็นเพราะเด็กๆ ได้กินอาหารที่ดีมีประโยชน์ ออกกำลังกายอยู่เสมอ และนอนหลับพักผ่อนอย่างเต็มที่นั่นเอง

ช่วงอายุเท่าไหร่ที่ความสูงจะเพิ่มขึ้นได้มากที่สุด
ช่วงที่เด็กๆ สูงเร็วและ มีความสูงเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวคือช่วง 1 ขวบแรก และสูงขึ้นน้อยลงเมื่ออายุ 2 ปี หลังจากนั้นความสูง จะเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 6-8 เซนติเมตร จนเมื่อเป็นวัยรุ่น เด็กผู้หญิงจะเติบโตเร็วที่สุดเมื่ออายุประมาณ 11 ปีครึ่งและหยุดเมื่ออายุ 18 ปี ส่วนเด็กผู้ชายจะอยู่ในอายุประมาณ 13 ปีครึ่งและหยุดเมื่ออายุ 20 ปี

วิธีไหนบ้างที่ช่วยให้สูงขึ้น  

1 : อาหาร ทานอาหารให้ครบห้าหมู่โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ธาตุแคลเซี่ยม ที่ใช้สร้างกระดูก เด็กวัยเจริญเติบโตต้องการวันละ 1200 มิลลิกรัม

อาหารอะไรที่ให้ แคลเซียมสูง อาหารที่ให้ปริมาณธาตุแคลเซี่ยมสูง คือ งาดำ (ให้แคลเซียมสูงมาก มีแคลเซียม มากกว่าพืชผักทั่วไปถึง 40 เท่า ) ถั่วอัลมอน ถั่วเหลือง ผักใบสีเขียวเข้ม เช่น คะน้า ผักบุ้ง ผักโขม ยอดแค ปลาตัวเล็กๆที่กินได้ทั้งตัว กุ้งแห้ง เป็นต้น

ดื่มนมมากๆแล้วจะทำให้ตัวสูง จริงหรือ?
เรามักได้ยินบ่อยๆ ว่า ให้ดื่มนมมากๆ เพื่อจะให้ได้แคลเซี่ยมมาก และทำให้ตัวสูง ดอกเตอร์ วิลเลี่ยม เอลลิส ผู้เชี่ยวชาญในเรื่องนมเนย ของประเทศสหรัฐอเมริกา ระบุว่า มีคนไม่กี่คนเท่านั้นที่สามารถสันดาปโปรตีนจากนมวัวได้อย่างเหมาะสม ความจริงก็คือ คาซีน ( casein) เป็นโปรตีนหลักในนมวัว และเป็นสารจำเป็นในกระบวนการเผาผลาญอาหารของวัว แต่ไม่ใช่สารจำเป็นของมนุษย์ และคนเราจะย่อยโปรตีนนี้ได้ยากมาก จากการศึกษาของเขาพบว่า ทั้งเด็ก และ ผู้ใหญ่ ย่อย คาซีน ได้อย่างยากลำบาก มีโปรตีนบางส่วนเท่านั้น จะถูกย่อยได้และโปรตีนในส่วนที่ย่อยได้นี้จะเข้าสู่กระแสเลือด และรบกวนเนื้อเยื่อ เพิ่มโอกาสำให้เป็นภูมิแพ้ได้ และตับจะพยายามกำจัดโปรตีนที่ถูกย่อย นี้ออกไป ซึ่งผลกระทบหลักที่นมมีต่อร่างกายคือ จะก่อให้เกิดก้อนมูกที่ทำให้ภายในลำไส้เล็กแข็งตัวอุดตัน ดังนั้นการดื่มนมมากๆ นอกจะไม่ได้ปริมาณแคลเซี่ยมมากตามที่ต้องการแล้ว ยังเป็นการเพิ่มภาระให้กับระบบการขับถ่ายของร่างกายอีกด้วย และจากการศึกษาของเขา ในการตรวจ เลือดคนจำนวน 25,000 คน ทีดื่มนม 3-5 แก้วต่อวัน กลับมีแคลเซี่ยมในเลือดที่ต่ำมาก

2 การนอน ควรนอนหลับให้เพียงพอในช่วงกลางคืน เพราะ Growth Hormone จะหลั่งออกมามากขณะนอนหลับ และเริ่มหลั่งตั้งแต่ช่วงหัวค่ำ จึงไม่ควรนอนดึก

3 การออกกำลังกายที่ ช่วยกระตุ้นความสูงคือ โดยเฉพาะกีฬาที่ต้องอาศัยการกระโดดหรือ การยืดตัว การออกกำลังกายที่มีการลงน้ำหนักที่เท้า เช่น กระโดดเชือก บาสเก็ต บอล วอลเล่บอล วิ่ง ฟุตบอล แบดบินตัน และ แอโรบิก เป็นต้น การออกกำลังกายประเภทนี้ จะเป็นการส่งแรงกระตุ้นไปที่แผ่นความเจริญเติบโตของกระดูก ซึ่งจะมีอยู่ บริเวณปลายกระดูกแต่ละท่อน จึงช่วยทำให้ในช่วงที่ร่างกายยังมีการเจริญเติบโตอยู่นี้ สูงขึ้นได้เร็วกว่าปกติ และการออกกำลังกายยังช่วยให้ Growth Hormone หลั่งออกมาอีกด้วย หลายคนจึงบอกว่าเล่นกีฬาอย่างบาสเก็ตบอลหรือว่ายน้ำจะทำให้ตัวสูง   แต่ความจริงแล้วกีฬาทุกอย่างช่วยกระตุ้นให้สูงได้ทั้งนั้น โดยเฉพาะในช่วงที่อายุ 12 – 16 ปี ดังนั้น ถ้าเด็กๆ ออกกำลังกายหรือเล่นกีฬาอย่างสม่ำเสมอ ไม่ว่าจะเป็นบาสเก็ตบอล ว่ายน้ำ ฟุตบอล หรืออื่นๆ ก็สามารถสูงได้ทั้งนั้น เพียงแต่มีเคล็ดลับเล็กน้อยว่า… การเล่นกีฬาไม่ว่าชนิดไหน เด็กๆ ควรเล่นอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เล่นๆ หยุดๆ โดยเล่นกีฬา หรือออกกำลังกายให้สัปดาห์ละ 3 ครั้ง แต่ละครั้งก็ควรเล่นให้ต่อเนื่องกัน 40 นาทีถึง 1 ชั่วโมง กล้ามเนื้อและกระดูกถึงจะถูกกระตุ้นให้ทำงานขยายและยาวขึ้นได้

เป็นเรื่องน่าเสียดายอย่างมากที่เด็กๆ ไม่ได้สร้างปัจจัยให้ตัวเองมากพอ ที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเจริญเติบโตของร่างกายให้เติบโตได้อย่างเต็มที่ เด็ก ๆส่วนใหญ่ไม่ได้รับอาหารที่มีแคลเซียมอย่างเพียงพอ ที่ร่างกายจะนำไปใช้สร้างกระดูก หรือ ขาดการออกกำลังกาย จึงเป็นการเสียโอกาสที่จะตัวสูงใหญ่ได้เต็มที่อย่างที่ควรจะเป็น

ฉะนั้นวิธีที่ดีที่สุดก็คือ ควรให้ร่างกายได้รับแคลเซียมให้ได้วันละ 1200 มิลลิกรัม พร้อมกับการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และ พักผ่อนให้เพียงพอในตอนกลางคืน

ความสูงนอกจากจะช่วยเสริมให้บุคลิกภาพดูสง่างาม ยังช่วยเพิ่มโอกาสที่จะให้เด็กๆ เลือกอาชีพที่เขาต้องการจะเป็นในอนาคตได้อีกด้วย อย่ารอให้สายเกินไป เพราะเมื่อปลายกระดูกปิดตัวแล้ว ไม่ว่าจะพยายามบำรุงดูแลร่างกายอย่างไร ก็ไม่อาจจะช่วยอะไรได้

6 ส.ค.

โรคนิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะ

โรคนิ่วนั้นมีอยู่ด้วยกันสองชนิด คือนิ่วในถุงน้ำดี และนิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะ ได้แก่ นิ่วในไต นิ่วในท่อไต นิ่วในกระเพาะปัสสาวะ และนิ่วในท่อปัสสาวะ ซึ่งนิ่วทั้งสองประเภทนี้มีความแตกต่างกันทั้งในส่วนประกอบ สาเหตุ รวมทั้งการดูแลรักษา แต่ที่เรียกว่านิ่วเหมือนกัน อันนี้คงเป็นเพราะว่า ลักษณะที่เห็นนั้น เป็นก้อนคล้ายหินเหมือนกัน เพราะฉะนั้น เวลาคนที่ว่าเป็น โรคนิ่ว จึงต้องรู้ว่า เป็นนิ่วที่ไหน ซึ่งในที่นี้โรคนิ่วจะหมายถึงเฉพาะนิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะเท่านั้น

โรคนิ่วนั้นเป็นโรคที่ว่าไปแล้ว เป็นโรคที่ดึกดำบรรพ์ทีเดียว เพราะได้มีคนรายงานพบนิ่วในกระเพาะปัสสาวะในโครงกระดูกศพมัมมี่ของประเทศอียิปต์ มัมมี่ตัวนั้นเข้าใจว่าเป็นเด็กชายอายุประมาณ 16 ปี ซึ่งตายมาแล้วประมาณ 7,000 ปี จนถึงปัจจุบัน โรคนิ่วเป็นปัญหาสาธารณสุขที่พบมากทั่วโลก และอุบัติการณ์โรคนิ่วไตมีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ ในประเทศไทยมีอุบัติการณ์โรคนิ่วไตสูงมากในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ การมีนิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะจะส่งผลให้เกิดภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ ได้ เช่น การติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ การทำงานของไตเสื่อมลง และอาจร้ายแรงจนถึงเกิดภาวะไตวายเรื้อรังและโรคไตระยะสุดท้าย ซึ่งทำให้ถึงแก่ความตายได้ นอกจากนี้โรคนิ่วไตมีอุบัติการณ์การเป็นนิ่วซ้ำสูงมาก ทำให้ทั้งผู้ป่วยและภาครัฐต้องสูญเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาและป้องกันการเกิดนิ่วซ้ำสูงมาก ดังนั้นโรคนิ่วไตจึงจัดเป็นปัญหาสุขภาพที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของประชากรไทยเป็นอย่างยิ่ง โรคนิ่วนั้นมักเริ่มต้นเกิดในไต และต่อมาเลื่อนตำแหน่งไปยังกรวยไต ท่อไต กระเพาะปัสสาวะ และท่อปัสสาวะ ซึ่งถ้านิ่วมีขนาดเล็กก็จะหลุดออกมาเองได้ตอนผู้ป่วยปัสสาวะ แต่ถ้านิ่วมีขนาดใหญ่ก็จะไปอุดตันตามตำแหน่งต่างๆ

สาเหตุของโรคนิ่ว
เกิดจากหลากหลายปัจจัย ทั้งปัจจัยเสี่ยงทางด้านสิ่งแวดล้อม เมตตาบอลิซึม พันธุกรรม วิถีการดำเนินชีวิต และอุปนิสัยการกินอาหารของตัวผู้ป่วยเอง
นิ่วเกิดจาก “ สารก่อนิ่ว ” ที่มีอยู่ในปัสสาวะตามปกติ ได้แก่ แคลเซียม ฟอสเฟต ออกซาเลต ยูเรต ในภาวะที่มีปริมาณผิดปกติและสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยสารเหล่านี้สามารถรวมตัวกันจนกลายเป็นก้อนผลึกแข็งและมีขนาดใหญ่ขึ้นจนกลายเป็นนิ่วอุดตันที่บริเวณต่างๆของทางเดินปัสสาวะองค์ประกอบส่วนใหญ่ในก้อนนิ่วเป็นผลึกแร่ธาตุ เช่น แคลเซียมออกซาเลต แคลเซียมฟอสเฟต ยูเรต แมกนีเซียมแอมโมเนียมฟอสเฟต เป็นต้น นิ่วที่พบมากที่สุดในประเทศไทย คือ นิ่วแคลเซียมฟอสเฟตประมาณร้อยละ 80 รองลงมาคือ นิ่วกรดยูริกพบประมาณร้อยละ 10-20
สำหรับสารที่ป้องกันการก่อผลึกในปัสสาวะเรียกว่า “สารยับยั้งนิ่ว” ที่สำคัญได้แก่ ซิเทรต โพแทสเซียม และแมกนีเซียม ปัจจัยเสี่ยงด้านความผิดปกติทางเมแทบอลิซึมที่พบได้บ่อยในผู้ป่วยโรคนิ่วไตไทย คือ การมีสารยับยั้งนิ่วในปัสสาวะต่ำ ได้แก่ ภาวะซิเทรตในปัสสาวะต่ำพบประมาณร้อยละ 70-90 และภาวะโพแทสเซียมในปัสสาวะต่ำพบประมาณร้อยละ 40-60 ปัจจัยเสี่ยงต่อโรคนิ่วอาจแบ่งได้เป็นปัจจัยภายใน เช่น กายวิภาคของไต พันธุกรรม เชื้อชาติ และปัจจัยภายนอก เช่น ปัจจัยทางภูมิศาสตร์ อากาศ และฤดูกาล ปริมาณน้ำที่ดื่ม พฤติกรรมการกิน อาชีพ ยาบางชนิด

กลไกการเกิดโรค
สาเหตุของการเกิดนิ่วไต คือ การมีสารก่อนิ่วในปัสสาวะสูงกว่าระดับสารยับยั้งนิ่ว ร่วมกับปัจจัยเสริมคือ ปริมาตรของปัสสาวะน้อย ส่งผลให้เกิดภาวะอิ่มตัวยวดยิ่งของสารก่อนิ่วในปัสสาวะ จึงเกิดผลึกที่ไม่ละลายน้ำขึ้น เช่น แคลเซียมออกซาเลต แคลเซียมฟอสเฟต และยูเรต ผลึกนิ่วที่เกิดขึ้นจะกระตุ้นให้เกิดการอักเสบ ส่งผลให้เซลล์บุภายในไตถูกทำลาย ตำแหน่งถูกทำลายนี้จะเป็นพื้นที่ให้ผลึกนิ่วเกาะยึดและรวมกลุ่มกัน เกิดการทับถมของผลึกนิ่วเป็นเวลานานจนกลายเป็นก้อนนิ่วได้ในที่สุด ในคนปกติที่มีสารยับยั้งนิ่วในปัสสาวะสูงเพียงพอจะสามารถยับยั้งการก่อตัวของผลึกนิ่วได้ โดยสารเหล่านี้จะไปแย่งจับกับสารก่อนิ่ว เช่น ซิเทรตจับกับแคลเซียม หรือแมกนีเซียมจับกับออกซาเลต ทำให้เกิดเป็นสารที่ละลายน้ำได้ดี และขับออกไปพร้อมกับน้ำปัสสาวะ ทำให้ปริมาณสารก่อนิ่วในปัสสาวะลดลงและไม่สามารถรวมตัวกันเป็นผลึกนิ่วได้ นอกจากสารยับยั้งนิ่วกลุ่มนี้แล้วโปรตีนในปัสสาวะหลายชนิดยังทำหน้าที่ป้องกันการก่อผลึกในปัสสาวะและเมื่อเคลือบที่ผิวผลึกจะช่วยขับผลึกออกไปพร้อมกับปัสสาวะได้ง่ายขึ้น ปัจจุบันมีหลายงานวิจัยระบุว่าความผิดปกติของการสังเคราะห์และการทำงานของโปรตีนยับยั้งนิ่วเหล่านี้เป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดโรคนิ่วไต

นิ่วที่พบได้บ่อยในประเทศไทย
ก้อนนิ่วสามารถจำแนกชนิดคร่าวๆ ออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ นิ่วชนิดเนื้อเดียวที่มีองค์ประกอบเพียงอย่างเดียว และนิ่วชนิดเนื้อผสมที่มีหลากหลายองค์ประกอบรวมกัน นิ่วส่วนใหญ่ที่พบในประเทศไทยเป็นนิ่วเนื้อผสม นอกจากนั้นเราสามารถแบ่งชนิดนิ่วได้จากองค์ประกอบหลักที่สำคัญในก้อนนิ่ว ได้แก่ นิ่วแคลเซียมออกซาเลต นิ่วแคลเซียมฟอสเฟต นิ่วยูเรตหรือนิ่วกรดยูริก นิ่วสตูไวท์หรือนิ่วติดเชื้อ นิ่วซีสทีน นิ่วชนิดอื่นๆ
อาการของโรคนิ่วในทางเดินปัสสาวะ
อาการของนิ่วในทางเดินปัสสาวะจะขึ้นกับขนาดของนิ่ว ตำแหน่งที่นิ่วนั้นอุดอยู่ นิ่วนั้นอุดทางเดินปัสสาวะมากน้อยแค่ไหน หากเป็นในระยะแรกร่างกายอาจขับก้อนนิ่วออกมาได้เองทางปัสสาวะ ซึ่งจะพบตะกอนเหมือนก้อนกรวดเล็กๆ ปนออกมาพร้อมกับปัสสาวะ แต่ถ้าก้อนนิ่วมีขนาดใหญ่ขึ้นจะมีการอุดตันที่มากขึ้น มีการเสียดสีและทำให้เกิดการบาดเจ็บมีเลือดออก ส่งผลให้ปัสสาวะมีสีแดงขึ้นจากเลือดหรือบางกรณีมีสีเหมือนน้ำล้างเนื้อ
อาการของนิ่วในไต หรือท่อไต
มีอาการปวดบริเวณเอวด้านหลังที่เป็นตำแหน่งของไต เวลาที่ก้อนนิ่วมันหลุดมาอยู่ในท่อไตจะปวดชนิดที่รุนแรงมาก เหงื่อตก เกิดเป็นพักๆ ปัสสาวะอาจมีเลือดหรือเป็นสีน้ำล้างเนื้อร่วมด้วยได้ เรื่องปวดหลังต้องเข้าใจว่า ถ้าปวดเพราะทำงานหนักหรือนั่งทำงานมานานๆกล้ามเนื้อหลังอาจล้าหรือปวดได้ อันนี้เป็นเรื่องของการปวดเมื่อยซึ่งเป็นกันมากซึ่งอาจจะสับสนว่าเป็นนิ่วได้ ถ้านิ่วลงมาอุดบริเวณที่ท่อไตต่อกับกระเพาะปัสสาวะ ผู้ป่วยจะมีอาการระคายเคืองเวลาปัสสาวะ อยากปัสสาวะ แต่ปัสสาวะขัด กะปริดกะปรอย
ในกรณีที่มีการติดเชื้อแทรกซ้อนจะมีอาการไข้ร่วมด้วย หากปล่อยให้เป็นนิ่วไปนานๆ โดยมิได้รับการรักษาจะทำให้ไตบาดเจ็บเรื้อรัง ส่งผลให้ไตมีรูปร่างและทำงานผิดปกติมากขึ้นและนำไปสู่ภาวะไตวายในที่สุด ซึ่งพบว่ามีผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยไม่ได้รับการรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ ดังนั้นหากมีอาการที่น่าสงสัยก็ควรไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
อาการของนิ่วในกระเพาะปัสสาวะ
ปัสสาวะจะขัด สะดุด ถ่ายเจ็บ ไม่สะดวก บางทีออกกะปริดกะปรอยหรือออกเป็นหยดขุ่นหรือขาวเหมือนมีผงแป้งอยู่ บางครั้งมีเลือดหรือเป็นสีน้ำล้างเนื้อ อาจมีสิ่งที่คล้ายกรวดทรายปนออกมากับปัสสาวะ ถ้านิ่วไปอุดท่อทางเดินปัสสาวะก็จะทำให้เกิดการอยากถ่ายปัสสาวะอยู่เสมอ แต่ก็ถ่ายไม่ออก
การตรวจทางห้องปฏิบัติการ
ส่วนใหญ่มักจะพบเม็ดเลือดแดงในปัสสาวะ
ถ้าพบเม็ดเลือดขาวในปัสสาวะอาจแสดงถึงว่ามีการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ
ตรวจการทำงานของไตโดยการเจาะเลือดดูค่า creatinin
การตรวจทางรังสี
x-ray เงาไตที่เรียก KUB (Kidney ureter and bladder) ถ้าหากเป็นนิ่วที่ทึบแสงก็สามารถเห็นนิ่วได้ หากเป็นนิ่วที่ไม่ทึบแสงก็ไม่สามารถเห็น
IVP (Intravenous pyelogram) เป็นการฉีดสีเข้าเส้นเลือดดำ และสีนั้นจะถูกขับออกทางไตหลังจากฉีดจะ x-ray เงาไตที่เวลาต่างๆ หลังฉีดสี เพื่อดูรูปร่าง ลักษณะของไต ว่ามีการอุดตันจากนิ่วหรือไม่ รวมถึงการทำงานของไต ว่าดีมากน้อยแค่ไหน
Ultrasound ดูลักษณะ รูปร่างของไต ดูนิ่วในไตซึ่งในบางชนิดไม่สามารถเห็นจากการ x ray ปกติ เนื่องจากนิ่วไม่ทึบแสง อาจดูเห็นว่าไตมีการบวมจากการอุดตันของนิ่ว ข้อดีคือ สามารถตรวจในคนท้องได้ไม่ต้องเจอรังสี ทำในคนสูงอายุได้อย่างปลอดภัย ข้อเสียคือ มักจะไม่พบนิ่วที่ท่อไตและความไวในการตรวจต่ำ
การรักษา
การรักษามีหลายวิธี แพทย์จะพิจารณาโดยอาศัยข้อมูลเรื่องขนาดของนิ่ว ตำแหน่งของนิ่ว ความแข็งของนิ่ว ไตบวมมากหรือน้อย การอักเสบของไตเป็นต้น เพื่อพิจารณาเลือกวิธีการที่เหมาะสมที่สุดในแต่ละราย บางท่านอาจจะเหมาะสมที่จะรักษาด้วยการสลายนิ่ว แต่บางท่านไม่เหมาะสมที่จะสลายนิ่ว อาจรักษาได้ด้วยวิธีอื่น ๆ ผู้ป่วยควรปรึกษาแพทย์ถึงวิธีการต่าง ๆ เหล่านี้เพื่อจะได้เข้าใจถึงเหตุผลที่แพทย์เลือกวิธีนั้น ๆ ในการรักษา
การรักษาทางยา เหมาะในรายที่เป็นนิ่วขนาดเล็กในไตหรือท่อไต ลักษณะกลม เรียบ มีอาการปวดไตน้อย ไม่อักเสบรุนแรง
การรักษาด้วยการสลายนิ่วด้วยเครื่อง SHOCKWAVE เหมาะสำหรับนิ่วในไต หรือ ท่อไตขนาดปานกลาง โตประมาณ 2 – 3 เซนติเมตร
การรักษาด้วยการใช้กล้องส่อง เข้าไปคีบ ขบ กรอนิ่ว เหมาะสำหรับนิ่วในกระเพาะปัสสาวะและท่อไต ผู้ป่วยไม่มีแผลผ่าตัด สามารถสอดกล้องเข้าไปตามท่อปัสสาวะได้เลย
การรักษาด้วยการเจาะสีข้างเข้าไปในไตเพื่อส่องกล้องและกรอนิ่ว เหมาะสำหรับนิ่วขนาดปานกลาง และโตแบบไม่แตกแขนง
การรักษาด้วยการผ่าตัด เหมาะสำหรับนิ่วขนาดใหญ่ เช่น นิ่วเขากวางในไต นิ่วในท่อไตที่ติดแน่น ผู้ป่วยที่มีอาการอักเสบรุนแรงซึ่งต้องรีบขจัดนิ่วออก ผู้ป่วยที่มีไตเสื่อมมากแล้ว เป็นต้น
การป้องกันการเกิดโรคนิ่ว
ให้ดื่มน้ำมากกว่าวันละ 8 แก้ว หรือให้ได้ปริมาตรของปัสสาวะมากกว่า 2 ลิตรต่อวัน เพื่อลดความอิ่มตัวของสารก่อนิ่วในปัสสาวะ และลดโอกาสการก่อผลึกนิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะ
บริโภคอาหารที่มีประโยชน์ มีสารอาหารครบถ้วนและสัดส่วนเหมาะสม
ลดอาหารที่มีเนื้อสัตว์ ไขมันสัตว์ อาหารหวานและเค็มมาก และอาหารที่มีกรดยูริกสูง ได้แก่ หนังสัตว์ปีก ตับ ไต ปลาซาร์ดีน
หลีกเลี่ยงอาหารที่มีออกซาเลตสูง ได้แก่ งา ผักโขม ช็อกโกแลต สตรอเบอร์รี่ ชา ถั่ว แอปเปิ้ล หน่อไม้ฝรั่ง บล็อคโคลี่ ชีส เบียร์ น้ำอัดลม กาแฟ โกโก้ ไอศครีม นม ส้ม สัปปะรด วิตามินซี โยเกริ์ต
ผู้ที่มีนิ่วควรรับประทานอาหารที่มีใยมาก
ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
สำหรับผู้ที่มีอาการผิดปกติและสงสัยว่ามีนิ่วไตควรปรึกษาแพทย์
ผู้ที่เคยเป็นนิ่วแล้วมีโอกาสที่จะกลับมาเป็นโรคนิ่วอีกครั้งได้มาก ดังนั้น การป้องกันรักษาตัวไม่ให้เกิดโรคนิ่วจึงเป็นวิธีที่ดีที่สุด และควรพบแพทย์อย่างสม่ำเสมอหลังการรักษานิ่ว

โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์วิทย์ วิเศษสินธุ์

        หน่วยศัลยศาสตร์ระบบปัสสาวะ
        ภาควิชาศัลยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี
error: Content is protected !!