หมวดหมู่: สาระเพื่อสุขภาพ

6 ส.ค.

ทำอย่างไร…ไอรังควาน

อาการไอ

เป็นการขับลมผ่านสายเสียงที่ปิด เป็นกลไกการตอบสนองของร่างกายอย่างหนึ่งต่อสิ่งผิดปกติในทางเดินหายใจ และยังเป็นกลไกป้องกันที่สำคัญของร่างกายในการกำจัดเชื้อโรค เสมหะ หรือสิ่งแปลกปลอมในทางเดินหายใจ อาการไอจะเกิดขึ้นได้ต้องมีสิ่งกระตุ้นที่ตัวรับสัญญาณการไอก่อน ซึ่งตัวรับสัญญาณการไอในร่างกายของเรามีตั้งแต่ ช่องหู เยื่อบุแก้วหู จมูก โพรงจมูก ไซนัส คอหอย กล่องเสียง หลอดลม ปอด กะบังลม เยื่อหุ้มปอด เยื่อหุ้มหัวใจ และกระเพาะอาหาร เมื่อมีเหตุกระตุ้นไม่ว่าจะเป็นสิ่งแวดล้อม สารเคมี หรือรอยโรคบางอย่าง ตัวรับสัญญาณการไอจะส่งสัญญาณไปที่ศูนย์ควบคุมการไอในสมอง ซึ่งจะส่งสัญญาณต่อไปที่กล้ามเนื้อและอวัยวะที่เกี่ยวข้องกับการไอ เช่น กล้ามเนื้อกะบังลม กล้ามเนื้อซี่โครง กล้ามเนื้อท้อง กล้ามเนื้อกล่องเสียง และกล้ามเนื้อหลอดลม ทำให้เกิดกระบวนการไอขึ้น 

Read More
6 ส.ค.

น้ำมูกมาจากไหน ทำไมต้องมีน้ำมูกไหล

อาการน้ำมูลไหล เป็นอาการที่มีของเหลว (หรือน้ำมูก) ที่ถูกสร้างขึ้นจากเนื้อเยื่อและเส้นเลือดในโพรงจมูกส่วนเกินจำนวนมากไหลออกมาจากโพรงจมูก น้ำมูกที่ไหลออกอาจเป็นได้ทั้งของเหลวใสหรือขุ่นเหนียว อาการน้ำมูกไหลเกิดขึ้นจากการระคายเคืองหรือจากการอักเสบของเนื้อเยื่อในจมูก อาการน้ำมูกไหลสามารถเกิดขึ้นได้เมื่อร่างกายติดเชื้อ เช่น โรคหวัดจากการติดเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรีย หรือไม่ได้ติดเชื้อแต่ได้รับสารก่อภูมิแพ้ก็ทำให้เกิดน้ำมูกไหลได้เช่นเดียวกัน

Read More
31 พ.ค.

2 ยอดคุณยายสุดสตรอง คอกระเช้าเข้า’ฟิตเนส’โชว์แกร่ง

การเป็นคลิปที่น่าประทับใจและสร้างแรงบันดาลใจให้หลายคนที่กำลังอยากรักษาสุขภาพด้วยการออกกำลัง มีแรงกระตุ้นขึ้นเมื่อได้เห็นคุณยายทั้งสองออกกำลังกายในฟิตเนสอย่างแข็งขัน

Read More
31 พ.ค.
2 พ.ค.

ไปโรงพยาบาล อยากรักษาโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายทำยังไง

1. ถ้าเป็นคนไทย ทุกคนมีสิทธิรักษา พื้นฐานเป็นสิทธิประกันสุขภาพ(บัตรทอง)ทั้งหมด ให้ไที่โรงพยาบาลตามสิทธิถ้าไม่รู้ว่าตัวเองมีสิทธิโรงพยาบาลไหน ให้โทร. 1330 หรือ ตรวจสอบสิทธิตัวเองได้ที่เว็บ

Read More

26 เม.ย.

เปลี่ยนพฤติกรรม ลดเสี่ยงโรคหลอดเลือดหัวใจ

สถาบันโรคทรวงอก กรมการแพทย์ ชี้อัตราการตายและป่วยด้วยโรคหลอดเลือดหัวใจยังคงมีความรุนแรงและแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากการมีพฤติกรรมสุขภาพที่ไม่เหมาะสม ขาดการออกกำลังกาย ส่งผลให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่เป็นปัจจัยเสี่ยงก่อให้เกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด

Read More
26 เม.ย.

สถาบันวัคซีนแห่งชาติ ชวนเข้ารับวัคซีนฟรี

สถาบันวัคซีนแห่งชาติ ชวนคนไทยทุกเพศทุกวัยเข้ารับ วัคซีนฟรี เพื่อสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค

นพ.นคร เปรมศรี ผู้อำนวยการสถาบันวัคซีนแห่งชาติ (สวช.) เปิดเผยว่า องค์การอนามัยโลกกำหนดให้วันที่ 24 – 30 เมษายนของทุกปี เป็นสัปดาห์รณรงค์การสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคด้วยวัคซีนมาอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2019 มีแคมเปญว่า Protected Together: Vaccines Work! ทั้งนี้ต้องยอมรับว่า การรับวัคซีนนับเป็นการลงทุนทางด้านสาธารณสุขที่คุ้มค่าอย่างยิ่ง เพราะมีค่าใช้จ่ายถูกกว่าค่ารักษาพยาบาลและการควบคุมการระบาดของโรคติดต่ออย่างมาก แต่จากสถิติพบว่าในแต่ละปีทั่วโลกยังมีเด็กจำนวนไม่น้อยกว่า 20 ล้านคนยังเข้าไม่ถึงวัคซีนรวมทั้งในประเทศไทยยังมีข้อจำกัดของประชาชนในบางกลุ่มด้วย

Read More
25 เม.ย.
13 ม.ค.

แวร์อีสเซ็นเตอร์

แหล่งข้อมูล :  : ท่องเที่ยว :  : โรงเรียน-สถานศึกษา :  : วัด-ศาสนสถาน :  : โรงพยาบาล :  : รหัสไปรษณีย์ :  : ข้อมูลจังหวัด :  : ธุรกิจ :  : ส่งออก :  : ส่งออกข้าวโพด :  : ส่งออกเสื้อผ้า :  : ห้างสรรพสินค้า :  : โรงแรมรีสอร์ท :  : บริษัททัวร์ :  : บริการด้านการเงิน :  : ประกันภัย :  : จองตั๋วเครื่องบิน :  : ยานยนต์ :  : อู่ซ่อมรถ :  : โชว์รูม :  : ปั๊มน้ำมัน :  : สอนขับรถ :  : อะหลั่ย*แต่งรถ :  : การศึกษา :  : สอนดนตรี :  : สอนภาษา :  : ติวเตอร์ :  : สอนวิชาชีพ :  : สินค้าและบริการ :  : เบเกอรี่ :  : มินิมาร์ท :  : เสริมสวย-ความงาม :  : เครื่องดื่ม :  : ร้านปลอดอากร :  : ถ่ายภาพ :  : อาหาร :  : กระจก :  : วัสดุก่อสร้าง :  : ขายยา :  : เสื้อผ้า :  : ก๊าซ :  : พระเครื่อง :  : เคมีภัณฑ์ :  : ขายตรง :  : ธุรกิจออนไลน์ :  : เกมส์ออนไลน์ :  : ธุรกิจออนไลน์ :  : จดโดเมน :  : เว็บโฮสติ้ง :  : จัดทำเว็บไซต์ :  : ต่อภาษีรถออนไลน์ :  : การไฟฟ้าออนไลน์ :  : แผนที่ :  : ติดต่อเรา :  :

14 พ.ย.

ล้างมือให้ถูกวิธี 7 ขั้นตอนและทำให้เป็นวัฒนธรรม

การล้างมือ 
ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ ผลการศึกษาของคณะนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ประเทศอังกฤษ ระบุว่า บนธนบัตร 1 ใบ จะมีเชื้อแบคทีเรียสะสมโดยเฉลี่ยถึง 26,000 ตัว ส่วนหนึ่งมาจากการใช้ธนบัตรผ่านมือไปหลายต่อ
 แบคทีเรียเหล่านี้มีจำนวนมากพอที่จะทำให้คนทั่วไปเกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน และก่อให้เกิดการแพร่กระจายของเชื้อโรคได้
นอกจากนี้ยังมีข้อมูลจากองค์การยูนิเซฟ ระบุว่า ในแต่ละปีมีเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 5 ปี ต้องเสียชีวิตจากโรคอุจจาระร่วงถึง 3.5 ล้านคน และโรคปอดบวมอีกประมาณ 2 ล้านคน ทั้งๆที่วิธีการที่จะลดอัตราการเสียชีวิตดังกล่าวไม่ใช่เรื่องยาก มีการศึกษาวิจัยพบว่า เพียงแค่ล้างมือด้วยน้ำและสบู่อย่างถูกวิธีจะช่วยลดอัตราการเสียชีวิตจากโรคอุจจาระร่วงได้ถึง ร้อยละ 50 และจากโรคปอดบวมได้ถึงร้อยละ 25

สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UN) ได้กำหนดให้วันที่ 15 ตุลาคมของทุกปี เป็น “วันล้างมือโลก” หรือ Global Hand Washing Day เพื่อเป็นการรณรงค์และกระตุ้นให้เด็ก เยาวชน และประชากรทั่วโลกหันมาให้ความสำคัญของการล้างมือด้วยสบู่อย่างถูกวิธีเป็นประจำ

คนไทยยังไม่ให้ความสำคัญในการล้างมือด้วยน้ำและสบู่เท่าที่ควร จำเป็นที่จะต้องกระตุ้นให้มีการล้างมือด้วยน้ำและสบู่กันมากขึ้น เพื่อป้องกันและลดอัตราการเกิดโรคอันเกิดจากอาหารและน้ำเป็นสื่อ โดยเฉพาะโรคอุจจาระร่วง เฉพาะปีที่ผ่านมาพบผู้ป่วยโรคอุจจาระร่วงสูงถึง 1,013,225 ราย

กรมอนามัย ได้มีการกระตุ้นให้ประชาชนเกิดความตื่นตัวในการป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโรค ซึ่งถ้าพิจารณาถึงความคุ้มค่าจากวิธีการป้องกันดังกล่าวแล้ว พบว่าไม่มีวิธีใดที่ดีไปกว่า “การล้างมือด้วยสบู่”  ซึ่งทางกรมอนามัย ได้ให้ความสำคัญด้วยการรณรงค์เรื่องการล้างมืออย่างต่อเนื่อง โดยแนะนำให้ประชาชนล้างมือทุกครั้งภายหลังทำกิจกรรมต่างๆ เช่น หลังการจามหรือไอ หลังสัมผัสสิ่งสกปรกหรือสิ่งของที่ใช้ร่วมกับผู้อื่น หลังออกจากห้องส้วม และก่อนรับประทานอาหาร ฯลฯ

“ผลการสำรวจในแหล่งชุมชนที่มีผู้สัญจรในกรุงเทพมหานคร ปี 2552 พบว่าประชาชนส่วนใหญ่มีพฤติกรรมการล้างมือก่อนรับประทานอาหาร ร้อยละ 61 แต่มีการล้างมือด้วยน้ำและสบู่หลังเข้าส้วมเพียง ร้อยละ 8 ทำให้ยังพบการปนเปื้อนของเชื้อโรคในมือประมาณร้อยละ 12”  แม้ว่าประชาชนส่วนใหญ่จะให้ความสำคัญของการล้างมือมากขึ้นถึง ร้อยละ 90 แต่ก็ยังมีวิธีการล้างมือที่ไม่ถูกต้อง คือ ล้างด้วยน้ำเปล่าถึง ร้อยละ 41 มีผลทำให้ยังมีการติดเชื้อแบคทีเรียจากมือที่ไปหยิบจับอาหาร วัสดุต่างๆที่มีเชื้อแบคทีเรียอยู่

เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายได้ ทางปาก ทางจมูก และทางผิวหนัง หากเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายได้ก็จะก่อให้เกิดโรคติดต่อ และโรคติดเชื้อหลายโรค โรคติดต่อที่เป็นกันมากโดยเฉพาะในเด็กเล็ก ได้แก่ โรคไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ โรคท้องร่วง และโรคมือเท้าปาก เป็นต้น ซึ่ง “มือ” ถือเป็นอวัยวะสำคัญที่นำเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย

ทุกคนสัมผัสกับเชื้อโรคอยู่ตลอดเวลา เพราะเชื้อโรคมีอยู่ทุกหน ทุกแห่ง แม้แต่กระทั่งในอากาศที่เราหายใจ ดังนั้นเราจึงควรสร้างสุขอนามัยที่ดีด้วยการล้างมือด้วยสบู่เป็นประจำ และต้องล้างมือทันทีเมื่อทำกิจกรรม

 หากเราสามารถล้างมือด้วยสบู่อย่างถูกสุขลักษณะสม่ำเสมอ และช่วยกันปลูกฝังทุกคนให้เห็นความสำคัญของการล้างมือตั้งแต่ยังเด็กก็จะช่วยลดการเจ็บป่วยลงได้

ในการรณรงค์เรื่องการล้างมือนั้น นอกจากภาครัฐแล้วในส่วนของภาคเอกชนก็ได้เข้ามามีส่วนร่วมสำคัญในการรณรงค์เรื่องการล้างมือเพื่อเป็นการสกัดต้นตอของการติดเชื้อโรค

“จากงานวิจัย พบว่า การล้างมืออย่างถูกสุขลักษณะด้วยสบู่จะช่วยลดการสะสมของแบคทีเรีย จะช่วยลดโอกาสติดเชื้อโรคต่างๆที่มีมือเป็นพาหะนำเชื้อโรคเข้าสู่ระบบต่างๆ ในร่างกายได้ โดยพบว่า โรคไข้หวัด โรคท้องร่วง โรคผิวหนังอักเสบ โรคตาแดง ลดลงถึง 50% หลังล้างมืออย่างถูกสุขลักษณะด้วยสบู่ นอกจากนี้ยังพบว่า การรณรงค์ยังต่อเนื่องส่งผลให้พฤติกรรมการล้างมือของเด็กนักเรียนเปลี่ยนไป โดยนักเรียนขยันล้างมือบ่อยขึ้นโดยที่ไม่ต้องบอกให้ล้างถึงร้อยละ 84”

การล้างมือ 7 ขั้นตอน 
ฟอกบริเวณฝ่ามือ
ฟอกฝ่ามือและง่ามนิ้วมือด้านหน้า
ฟอกหลังมือและง่ามนิ้วมือด้านหลัง
ฟอกนิ้วมือและข้อนิ้วมือด้านหลัง
ฟอกปลายนิ้วมือและเล็บ
ฟอกโคนนิ้วและนิ้วหัวแม่มือ
ฟอกรอบข้อมือ

การล้างมืออย่างถูกสุขลักษณะเป็นประจำและสม่ำเสมอ ถือเป็นวิธีการป้องกันโรคติดเชื้อในทางเดินอาหาร ทางเดินหายใจ และการสัมผัสผ่านทางผิวหนังได้ แม้จะไม่ 100% แต่ก็เป็นจุดเริ่มต้นของการสกัดต้นตอของการติดเชื้อโดยเฉพาะแบคทีเรียลงได้มากทีเดียว

และมือเอง ก็เป็นสิ่งที่เราใช้ตลอดเวลาและโรคหลายโรคก็ติดต่อทางมือโดยมือเป็นตัวนำเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย การล้างมือเป็นวิธีการป้องกันโรคติดเชื้อทั้งทางเดินหายใจและการสัมผัส

 โรคติดเชื้อที่ติดต่อผ่านทางมือที่พบบ่อยๆคือ

  • โรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ เช่น หวัด วัณโรค ไข้หวัดใหญ่ โรคหัด หัดเยอรมัน
  • โรคติดเชื้อทางเดินอาหาร เช่น ท้องเสีย โรคตับอักเสบชนิดเอ โรคบิด อหิวาตกโรค
  • โรคพยาธิชนิดต่างๆซึ่งติดต่อได้จากการที่มือปนเปื้อนเชื้อเหล่านี้แล้วหยิบจับอาหารเข้าไป
  • โรคติดต่อทางการสัมผัสโดยตรง เช่น โรคตาแดง โรคเชื้อรา แผลอักเสบที่ผิวหนัง หิด เหา โรคเริม
  • โรคที่ติดต่อได้หลายทาง เช่น โรคอีสุกอีใสอาจติดต่อได้จากการสัมผัสและจากการหายใจ

 ควรล้างมือเมื่อไหร่
1.หลังการไอหรือจาม หรือไปสัมผัสสารคัดหลั่งมือเมื่อไหร่ของผู้ป่วย
2.ก่อนและหลังรับประทานอาหาร
3.ก่อนและหลังการเตรียมอาหาร
4.ก่อนและหลังการเข้าห้องนํ้า
5.ก่อนและหลังการสูบบุหรี่
6.ก่อนและหลังการทำงาน
7.เมื่อกลับจากทำงาน

error: Content is protected !!