หมวดหมู่: สาระเพื่อสุขภาพ

31 พ.ค.

2 ยอดคุณยายสุดสตรอง คอกระเช้าเข้า’ฟิตเนส’โชว์แกร่ง

การเป็นคลิปที่น่าประทับใจและสร้างแรงบันดาลใจให้หลายคนที่กำลังอยากรักษาสุขภาพด้วยการออกกำลัง มีแรงกระตุ้นขึ้นเมื่อได้เห็นคุณยายทั้งสองออกกำลังกายในฟิตเนสอย่างแข็งขัน

Read More
31 พ.ค.
2 พ.ค.

ไปโรงพยาบาล อยากรักษาโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายทำยังไง

1. ถ้าเป็นคนไทย ทุกคนมีสิทธิรักษา พื้นฐานเป็นสิทธิประกันสุขภาพ(บัตรทอง)ทั้งหมด ให้ไที่โรงพยาบาลตามสิทธิถ้าไม่รู้ว่าตัวเองมีสิทธิโรงพยาบาลไหน ให้โทร. 1330 หรือ ตรวจสอบสิทธิตัวเองได้ที่เว็บ

Read More

26 เม.ย.

เปลี่ยนพฤติกรรม ลดเสี่ยงโรคหลอดเลือดหัวใจ

สถาบันโรคทรวงอก กรมการแพทย์ ชี้อัตราการตายและป่วยด้วยโรคหลอดเลือดหัวใจยังคงมีความรุนแรงและแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากการมีพฤติกรรมสุขภาพที่ไม่เหมาะสม ขาดการออกกำลังกาย ส่งผลให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่เป็นปัจจัยเสี่ยงก่อให้เกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด

Read More
26 เม.ย.

สถาบันวัคซีนแห่งชาติ ชวนเข้ารับวัคซีนฟรี

สถาบันวัคซีนแห่งชาติ ชวนคนไทยทุกเพศทุกวัยเข้ารับ วัคซีนฟรี เพื่อสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค

นพ.นคร เปรมศรี ผู้อำนวยการสถาบันวัคซีนแห่งชาติ (สวช.) เปิดเผยว่า องค์การอนามัยโลกกำหนดให้วันที่ 24 – 30 เมษายนของทุกปี เป็นสัปดาห์รณรงค์การสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคด้วยวัคซีนมาอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2019 มีแคมเปญว่า Protected Together: Vaccines Work! ทั้งนี้ต้องยอมรับว่า การรับวัคซีนนับเป็นการลงทุนทางด้านสาธารณสุขที่คุ้มค่าอย่างยิ่ง เพราะมีค่าใช้จ่ายถูกกว่าค่ารักษาพยาบาลและการควบคุมการระบาดของโรคติดต่ออย่างมาก แต่จากสถิติพบว่าในแต่ละปีทั่วโลกยังมีเด็กจำนวนไม่น้อยกว่า 20 ล้านคนยังเข้าไม่ถึงวัคซีนรวมทั้งในประเทศไทยยังมีข้อจำกัดของประชาชนในบางกลุ่มด้วย

Read More
25 เม.ย.
13 ม.ค.

แวร์อีสเซ็นเตอร์

แหล่งข้อมูล :  : ท่องเที่ยว :  : โรงเรียน-สถานศึกษา :  : วัด-ศาสนสถาน :  : โรงพยาบาล :  : รหัสไปรษณีย์ :  : ข้อมูลจังหวัด :  : ธุรกิจ :  : ส่งออก :  : ส่งออกข้าวโพด :  : ส่งออกเสื้อผ้า :  : ห้างสรรพสินค้า :  : โรงแรมรีสอร์ท :  : บริษัททัวร์ :  : บริการด้านการเงิน :  : ประกันภัย :  : จองตั๋วเครื่องบิน :  : ยานยนต์ :  : อู่ซ่อมรถ :  : โชว์รูม :  : ปั๊มน้ำมัน :  : สอนขับรถ :  : อะหลั่ย*แต่งรถ :  : การศึกษา :  : สอนดนตรี :  : สอนภาษา :  : ติวเตอร์ :  : สอนวิชาชีพ :  : สินค้าและบริการ :  : เบเกอรี่ :  : มินิมาร์ท :  : เสริมสวย-ความงาม :  : เครื่องดื่ม :  : ร้านปลอดอากร :  : ถ่ายภาพ :  : อาหาร :  : กระจก :  : วัสดุก่อสร้าง :  : ขายยา :  : เสื้อผ้า :  : ก๊าซ :  : พระเครื่อง :  : เคมีภัณฑ์ :  : ขายตรง :  : ธุรกิจออนไลน์ :  : เกมส์ออนไลน์ :  : ธุรกิจออนไลน์ :  : จดโดเมน :  : เว็บโฮสติ้ง :  : จัดทำเว็บไซต์ :  : ต่อภาษีรถออนไลน์ :  : การไฟฟ้าออนไลน์ :  : แผนที่ :  : ติดต่อเรา :  :

14 พ.ย.

ล้างมือให้ถูกวิธี 7 ขั้นตอนและทำให้เป็นวัฒนธรรม

การล้างมือ 
ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ ผลการศึกษาของคณะนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ประเทศอังกฤษ ระบุว่า บนธนบัตร 1 ใบ จะมีเชื้อแบคทีเรียสะสมโดยเฉลี่ยถึง 26,000 ตัว ส่วนหนึ่งมาจากการใช้ธนบัตรผ่านมือไปหลายต่อ
 แบคทีเรียเหล่านี้มีจำนวนมากพอที่จะทำให้คนทั่วไปเกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน และก่อให้เกิดการแพร่กระจายของเชื้อโรคได้
นอกจากนี้ยังมีข้อมูลจากองค์การยูนิเซฟ ระบุว่า ในแต่ละปีมีเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 5 ปี ต้องเสียชีวิตจากโรคอุจจาระร่วงถึง 3.5 ล้านคน และโรคปอดบวมอีกประมาณ 2 ล้านคน ทั้งๆที่วิธีการที่จะลดอัตราการเสียชีวิตดังกล่าวไม่ใช่เรื่องยาก มีการศึกษาวิจัยพบว่า เพียงแค่ล้างมือด้วยน้ำและสบู่อย่างถูกวิธีจะช่วยลดอัตราการเสียชีวิตจากโรคอุจจาระร่วงได้ถึง ร้อยละ 50 และจากโรคปอดบวมได้ถึงร้อยละ 25

สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UN) ได้กำหนดให้วันที่ 15 ตุลาคมของทุกปี เป็น “วันล้างมือโลก” หรือ Global Hand Washing Day เพื่อเป็นการรณรงค์และกระตุ้นให้เด็ก เยาวชน และประชากรทั่วโลกหันมาให้ความสำคัญของการล้างมือด้วยสบู่อย่างถูกวิธีเป็นประจำ

คนไทยยังไม่ให้ความสำคัญในการล้างมือด้วยน้ำและสบู่เท่าที่ควร จำเป็นที่จะต้องกระตุ้นให้มีการล้างมือด้วยน้ำและสบู่กันมากขึ้น เพื่อป้องกันและลดอัตราการเกิดโรคอันเกิดจากอาหารและน้ำเป็นสื่อ โดยเฉพาะโรคอุจจาระร่วง เฉพาะปีที่ผ่านมาพบผู้ป่วยโรคอุจจาระร่วงสูงถึง 1,013,225 ราย

กรมอนามัย ได้มีการกระตุ้นให้ประชาชนเกิดความตื่นตัวในการป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโรค ซึ่งถ้าพิจารณาถึงความคุ้มค่าจากวิธีการป้องกันดังกล่าวแล้ว พบว่าไม่มีวิธีใดที่ดีไปกว่า “การล้างมือด้วยสบู่”  ซึ่งทางกรมอนามัย ได้ให้ความสำคัญด้วยการรณรงค์เรื่องการล้างมืออย่างต่อเนื่อง โดยแนะนำให้ประชาชนล้างมือทุกครั้งภายหลังทำกิจกรรมต่างๆ เช่น หลังการจามหรือไอ หลังสัมผัสสิ่งสกปรกหรือสิ่งของที่ใช้ร่วมกับผู้อื่น หลังออกจากห้องส้วม และก่อนรับประทานอาหาร ฯลฯ

“ผลการสำรวจในแหล่งชุมชนที่มีผู้สัญจรในกรุงเทพมหานคร ปี 2552 พบว่าประชาชนส่วนใหญ่มีพฤติกรรมการล้างมือก่อนรับประทานอาหาร ร้อยละ 61 แต่มีการล้างมือด้วยน้ำและสบู่หลังเข้าส้วมเพียง ร้อยละ 8 ทำให้ยังพบการปนเปื้อนของเชื้อโรคในมือประมาณร้อยละ 12”  แม้ว่าประชาชนส่วนใหญ่จะให้ความสำคัญของการล้างมือมากขึ้นถึง ร้อยละ 90 แต่ก็ยังมีวิธีการล้างมือที่ไม่ถูกต้อง คือ ล้างด้วยน้ำเปล่าถึง ร้อยละ 41 มีผลทำให้ยังมีการติดเชื้อแบคทีเรียจากมือที่ไปหยิบจับอาหาร วัสดุต่างๆที่มีเชื้อแบคทีเรียอยู่

เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายได้ ทางปาก ทางจมูก และทางผิวหนัง หากเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายได้ก็จะก่อให้เกิดโรคติดต่อ และโรคติดเชื้อหลายโรค โรคติดต่อที่เป็นกันมากโดยเฉพาะในเด็กเล็ก ได้แก่ โรคไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ โรคท้องร่วง และโรคมือเท้าปาก เป็นต้น ซึ่ง “มือ” ถือเป็นอวัยวะสำคัญที่นำเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย

ทุกคนสัมผัสกับเชื้อโรคอยู่ตลอดเวลา เพราะเชื้อโรคมีอยู่ทุกหน ทุกแห่ง แม้แต่กระทั่งในอากาศที่เราหายใจ ดังนั้นเราจึงควรสร้างสุขอนามัยที่ดีด้วยการล้างมือด้วยสบู่เป็นประจำ และต้องล้างมือทันทีเมื่อทำกิจกรรม

 หากเราสามารถล้างมือด้วยสบู่อย่างถูกสุขลักษณะสม่ำเสมอ และช่วยกันปลูกฝังทุกคนให้เห็นความสำคัญของการล้างมือตั้งแต่ยังเด็กก็จะช่วยลดการเจ็บป่วยลงได้

ในการรณรงค์เรื่องการล้างมือนั้น นอกจากภาครัฐแล้วในส่วนของภาคเอกชนก็ได้เข้ามามีส่วนร่วมสำคัญในการรณรงค์เรื่องการล้างมือเพื่อเป็นการสกัดต้นตอของการติดเชื้อโรค

“จากงานวิจัย พบว่า การล้างมืออย่างถูกสุขลักษณะด้วยสบู่จะช่วยลดการสะสมของแบคทีเรีย จะช่วยลดโอกาสติดเชื้อโรคต่างๆที่มีมือเป็นพาหะนำเชื้อโรคเข้าสู่ระบบต่างๆ ในร่างกายได้ โดยพบว่า โรคไข้หวัด โรคท้องร่วง โรคผิวหนังอักเสบ โรคตาแดง ลดลงถึง 50% หลังล้างมืออย่างถูกสุขลักษณะด้วยสบู่ นอกจากนี้ยังพบว่า การรณรงค์ยังต่อเนื่องส่งผลให้พฤติกรรมการล้างมือของเด็กนักเรียนเปลี่ยนไป โดยนักเรียนขยันล้างมือบ่อยขึ้นโดยที่ไม่ต้องบอกให้ล้างถึงร้อยละ 84”

การล้างมือ 7 ขั้นตอน 
ฟอกบริเวณฝ่ามือ
ฟอกฝ่ามือและง่ามนิ้วมือด้านหน้า
ฟอกหลังมือและง่ามนิ้วมือด้านหลัง
ฟอกนิ้วมือและข้อนิ้วมือด้านหลัง
ฟอกปลายนิ้วมือและเล็บ
ฟอกโคนนิ้วและนิ้วหัวแม่มือ
ฟอกรอบข้อมือ

การล้างมืออย่างถูกสุขลักษณะเป็นประจำและสม่ำเสมอ ถือเป็นวิธีการป้องกันโรคติดเชื้อในทางเดินอาหาร ทางเดินหายใจ และการสัมผัสผ่านทางผิวหนังได้ แม้จะไม่ 100% แต่ก็เป็นจุดเริ่มต้นของการสกัดต้นตอของการติดเชื้อโดยเฉพาะแบคทีเรียลงได้มากทีเดียว

และมือเอง ก็เป็นสิ่งที่เราใช้ตลอดเวลาและโรคหลายโรคก็ติดต่อทางมือโดยมือเป็นตัวนำเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย การล้างมือเป็นวิธีการป้องกันโรคติดเชื้อทั้งทางเดินหายใจและการสัมผัส

 โรคติดเชื้อที่ติดต่อผ่านทางมือที่พบบ่อยๆคือ

  • โรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ เช่น หวัด วัณโรค ไข้หวัดใหญ่ โรคหัด หัดเยอรมัน
  • โรคติดเชื้อทางเดินอาหาร เช่น ท้องเสีย โรคตับอักเสบชนิดเอ โรคบิด อหิวาตกโรค
  • โรคพยาธิชนิดต่างๆซึ่งติดต่อได้จากการที่มือปนเปื้อนเชื้อเหล่านี้แล้วหยิบจับอาหารเข้าไป
  • โรคติดต่อทางการสัมผัสโดยตรง เช่น โรคตาแดง โรคเชื้อรา แผลอักเสบที่ผิวหนัง หิด เหา โรคเริม
  • โรคที่ติดต่อได้หลายทาง เช่น โรคอีสุกอีใสอาจติดต่อได้จากการสัมผัสและจากการหายใจ

 ควรล้างมือเมื่อไหร่
1.หลังการไอหรือจาม หรือไปสัมผัสสารคัดหลั่งมือเมื่อไหร่ของผู้ป่วย
2.ก่อนและหลังรับประทานอาหาร
3.ก่อนและหลังการเตรียมอาหาร
4.ก่อนและหลังการเข้าห้องนํ้า
5.ก่อนและหลังการสูบบุหรี่
6.ก่อนและหลังการทำงาน
7.เมื่อกลับจากทำงาน

8 พ.ย.

ง่วงกลางวัน แสดงว่า….

1. นอนไม่พอ
การนอนของแต่ละคนนั้นไม่เท่ากัน บางคน 6 ชั่วโมง บางคน 8 ชั่วโมง ถึงจะพอ ยิ่งไปกว่านั้นในคน ๆ เดียวกัน แต่ต่างเวลา ความต้องการเวลานอนอาจไม่เท่ากันก็ได้ รวมถึงคนที่อดนอนมาหลายวันจะขาดการนอนสะสม ต้องนอนชดเชยย้อนหลังให้มากกว่าเวลาที่อดนอนไป

2. โรคนอนไม่หลับ (insomnia)
ใครที่มีอาการนอนตาค้าง คิดนั่นคิดนี่ ฟุ้งซ่าน สติแตก พลิกไปพลิกมา ข่มตาหลับอย่างไรก็ไม่สำเร็จ แสดงว่าคุณเป็นโรคนอนไม่หลับ โรคนี้ค่อนข้างทรมานเพราะจะมีผลทำให้ร่างกายอ่อนล้า เนื่องจากพักผ่อนไม่เพียงพอ ทางแก้ที่ควรทำ คือ ควรเข้านอนเป็นเวลาทุกวัน เพื่อปรับสภาพร่างกายให้ชิน งดเว้นสารกระตุ้นต่าง ๆ หรือการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ แต่ควรเปลี่ยนเป็นเครื่องดื่มสมุนไพรอุ่น ๆ เช่น ชาคาร์โมมายด์ ลาเวนเดอร์ จะช่วยให้ผ่อนคลาย และหลับง่ายยิ่งขึ้น

3. หม่ำคาร์โบไฮเดรตมากเกินไป
นักวิจัยเล่าว่าการกินอาหารมื้อใหญ่ ๆ ที่หนักแป้ง หนักน้ำตาล มีผลทำให้เลือดไหลที่กระเพาะอาหาร เพราะต้องทำการย่อยอาหารปริมาณมากให้เสร็จสิ้น ทำให้เลือดไหลเวียนช้าโดยเฉพาะส่วนสมองจึงทำให้รู้สึกง่วงซึม เฉื่อยชา และอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตสูง เป็นตัวบ่งชี้ว่าทำให้มีการหลั่งสารเคมีในสมองที่มีความสัมพันธ์กับความง่วงนอน เช่น เซโรโทนิน

4. คุณอาจเป็นโรคเหล่านี้
โลหิตจาง เบาหวาน ซึมเศร้า และโรคหยุดหายใจระหว่างหลับ (Obstructive Sleep Apnea หรือ OSA) โรคนี้ คือภาวะที่ทางเดินลมหายใจส่วนบนยุบตัวลงระหว่างนอนหลับ ทำให้หยุดหายใจไปเลย (apnea) นานครั้งละ 10 วินาทีขึ้นไปแล้วสะดุ้งตื่นไม่ต่ำกว่าชั่วโมงละ 5 ครั้ง คนเป็นโรคนี้จะมีผลทำให้ง่วงกลางวันมึนงงแต่เช้า ความจำเสื่อม โรคนี้มักเป็นกับคนที่มีภาวะอ้วนลงพุง

แนวทางแก้ไข

1. เพิ่มเวลาการนอน ในช่วงเวลากลางคืน หากต้องการรู้ว่าเวลานอนของเราพอหรือไม่ คือจัดเวลานอนให้มากขึ้น อย่างน้อยคือ 8 ชั่วโมง ลองดูเป็นเวลา 1 สัปดาห์ หากอาการง่วงนอนกลางวันยังไม่ดีขึ้น แสดงว่าอาจเกิดจากสาเหตุอื่น

2. บริหารลมหายใจ กระตุ้นร่างกาย ปลุกตัวเองให้กระฉับกระเฉงเพียงแค่หายใจเข้าออกถี่ ๆ ทางจมูก หุบปากตามสบาย จนรู้สึกว่ากล้ามเนื้อที่ฐานต้นคอเหนือกระดูกไหปลาร้า และที่กระบังลมเกิดการเคลื่อนไหวตาม วิธีนี้ทำบ่อย ๆ จะทำให้ร่างกายแข็งแรง จะรู้สึกมีพลัง ตื่นตัว แก้ง่วงได้ดีนัก

3. จิบน้ำระหว่างวัน ควรเป็นน้ำอุ่นอุณหภูมิห้อง เพื่อให้ร่างกายดูดซึมไปใช้ในระบบไหลเวียนมาเลี้ยงเลือดได้ทันที ช่วยเพิ่มความสดชื่น กระปรี้กระเปร่าได้ดี

4. ปรับเปลี่ยนอิริยาบถ โดยการลุกเดิน หากิจกรรมทำ ก็เป็นกระตุ้นให้ร่างกายตื่นตัวได้

5. งีบหลับสัก 10-15 นาที มีงานวิจัยชี้ว่า การงีบหลับสัก 10-15 นาที เมื่อตื่นขึ้นมาจะรู้สึกสดชื่น กระปรี้กระเปร่า พร้อมรับกับสถานการณ์ช่วงบ่ายได้เป็นอย่างดี แต่วิธีนี้ควรทำเมื่อถึงจุดวิกฤติจริง ๆ แนะนำว่าควรหามุมส่วนตัวก็จะดี ยิ่งเป็นที่ทำงานด้วยแล้ว อาจถูกตำหนิได้

6. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เป็นอีกทางที่ช่วยเติมพลังได้อย่างไม่น่าเชื่อ ลองหาเวลาออกกำลังกาย อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้ง ครั้งละไม่ต่ำกว่าครึ่งชั่วโมง รับรองสมองปลอดโปร่ง สุขภาพร่างกายแข็งแรง มีไฟในทุกสถานการณ์

ที่มา : npzmoon.com/bloggang.com

3 ต.ค.

ผมร่วง ผมบาง ปัญหาที่แก้ได้

เราชอบพูดถึงทรงผมที่ไม่รับกับใบหน้า และกับผมเสีย เช่น ผมร่วงล่ะ คุณจะทำอย่างไร

          เมื่ออายุมากขึ้น เรามักประสบกับปัญหาผมร่วง ซึ่งนี่เป็นเรื่องตามธรรมชาติที่เมื่ออายุมากขึ้น ผมก็จะยิ่งบางลง ยิ่งไปกว่านั้นผมที่ร่วงในแต่ละวันจะยิ่งมีปริมาณมากขึ้น ปกติผมคนเราจะร่วงประมาณวันละ 100 เส้น แต่ผมร่วงที่เป็นปัญหาจริง ๆ เกิดขึ้นเมื่อผมร่วงแล้วไม่งอกขึ้นมาใหม่ หรือร่วงมากกว่าวันละ 130 เส้น และถ้าร่วงเรื้อรังตั้งแต่ 3 เดือนขึ้นไป จะทำให้ผมบางลงเรื่อย ๆ นำไปสู่จุดเริ่มต้นของศีรษะล้านในที่สุด

          ปัญหา ผมร่วง ผมบาง ศีรษะล้าน รังแค เป็นปัญหาใหญ่ที่ทำลายบุคลิกดี ๆ ของคุณให้เสียไป ทำให้ดูแก่เกินวัย จนทำให้เกิดความเครียดและกังวล ถ้ารู้ว่าผมเริ่มร่วงมากขึ้น ผมเริ่มบางขึ้น จะต้องรีบแก้ไขทันทีก่อนสายเกินแก้ ปล่อยทิ้งไว้มีโอกาสศีรษะล้านได้ในเวลาเพียงไม่กี่ปี

ปัญหาของผมร่วง (Hair Loss) มาจาก 2 สภาวะ ดังนี้

1) ผมร่วงจากรากผมถูกทำลาย ผมร่วงจากรากผมถูกทำลายมาจากหลาย ๆ สาเหตุด้วยกัน

           ผมร่วงจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนเพศ ทั้งชายและหญิง ก่อให้เกิดปัญหาผมร่วงได้ ฮอร์โมนบางชนิด (DHT) จะเข้าไปทำลายโคนรากของเส้นผม โดยเฉพาะตรงบริเวณส่วนหน้าและตรงกลางกระหม่อมในเพศชาย

           รากผมถูกทำลายจาก เกลือและยูเรีย ที่ถูกขับออกมาในรูปของเหงื่อผ่านทางรูขุมขน เกลือและยูเรียมีฤทธิ์กัดกร่อนและเป็นอันตรายต่อเส้นผม ทำให้ผมเน่าเสีย ผมร่วงง่ายขึ้น

           รากผมถูกทำลายจากโรคบางชนิด เช่น มะเร็ง ไตวายเรื้อรัง เอดส์ ฯลฯ เนื่องจากโรคบางชนิดเหล่านี้ มีผลกระทบต่อความสมดุลของร่างกาย ทำให้เซลล์บางส่วนของร่างกายเสื่อมได้รวมทั้งเซลล์รากผม ทำให้เกิดภาวะผมร่วงขึ้นได้

           รากผมถูกทำลายจากการรับประทานบางชนิด ซึ่งเป็นผลกระทบต่อเนื่องจากการรับประทานยาเข้าไป ทำให้เซลล์บางส่วนรวมถึงรากผมเสื่อมลงได้และสลายไปในที่สุด

           รากผมถูกทำลายจากสารเคมีบางชนิด ซึ่งมีผลกระทบต่อรากผม หรือยับยั้งการเจริญเติบโตของรากผมได้

2) ผมร่วงจากการอักเสบของผิวหนังศีรษะ และการแบ่งเซลล์ผิดปกติของหนังศีรษะ

           จากการแพ้สารเคมีบางชนิด ก่อให้เกิดการอักเสบที่บริเวณผิวหนังศีรษะ และมีผลกระทบไปถึงเส้นผมทำให้ผมหลุดร่วงง่ายขึ้น

           จากการย่อยสลายไขมัน และสิ่งสกปรกที่ร่างกายขับออกมาผ่านทางรูขุมขนของแบคทีเรียในบรรยากาศ โดยเฉพาะผู้ที่มีปัญหาหนังศีรษะมัน จะพบกับอาการคันศีรษะบ่อย ๆ การเกาก่อให้เกิดการอักเสบบริเวณผิวหนังศีรษะ และอาจติดเชื้อได้ง่าย ๆ ซึ่งจะก่อให้เกิดปัญหาผมร่วง และผมที่ร่วงจะลุกลามบริเวณใกล้เคียงได้

           ผมร่วงจากการแบ่งเซลล์มากผิดปกติของเซลล์ผิวหนังศีรษะ ซึ่งการแบ่งเซลล์ที่มากกว่าปกติเช่นนี้ ก่อให้เกิดปรากฏการณ์ที่เรียกกันว่า รังแค นั่นเอง ซึ่งถ้าเป็นมาก ๆ ก่อให้เกิดปัญหา ผมร่วง ได้เช่นกัน

          นอกจากนี้ปัญหาผมร่วง ยังมีสาเหตุมาจากหลาย ๆ ส่วนอีกมากมาย เช่น ความผิดปกติจากฮอร์โมนเพศเปลี่ยนแปลง การกินยาคุมกำเนิดชนิดที่มีฮอร์โมนแอนโดรเจนเป็นส่วนประกอบ ถ้ารับประทานบ่อย ๆ หรือเป็นประจำก็จะพบกับปัญหาผมร่วงมากผิดปกติเช่นกัน สตรีภายหลังการคลอดบุตรใหม่ ๆ เส้นผมจะหลุดร่วงมากกว่าปกติ เนื่องจากการปรับสภาวะสมดุลของร่างกายและฮอร์โมน

          ผู้ที่มีความเครียดทางอารมณ์สะสมเป็นเวลานาน ๆ หรือผมร่วงจากปัญหาสุขภาพ เช่น มีการผ่าตัดใหญ่ มีปัญหาโรคโลหิตจาง ผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับโรคทางต่อมไทรอยด์ ไดวาย การฉีดคีโม การสวมหมวกกันน็อกเป็นประจำ ซึ่งจะทำให้หนังศีรษะร้อนอบอ้าว การใช้สารเคมีที่มีฤทธิ์ที่รุนแรงต่อเส้นผม ผู้ที่มีโภชนาการไม่ปกติ ทำให้ร่างกายขาดโปรตีน ขาดธาตุเหล็ก

          ผมที่ร่วงจากสาเหตุเหล่านี้นี่เอง ที่ก่อตัวให้เกิดปัญหาผมบางติดตามมา ถ้าไม่มีการรักษาอย่างถูกต้อง และถูกวิธีก็เตรียมตัวรับกับสภาวะผมบางอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ผมบางเริ่มต้นอย่างไร?

          ผมบางเริ่มต้นจากผมร่วง ทั้งร่วงผิดปกติและผมร่วงเรื้อรัง โดยทั่วไปผมบางส่วนใหญ่จะมาจากปัญหาทางด้านพันธุกรรม ที่สืบทอดกันมาจากบรรพบุรุษ โดยเฉพาะในเพศชายที่เห็นได้ชัดเจนมากที่สุด แต่ในปัจจุบันนอกจากปัญหากรรมพันธุ์แล้ว ปัญหาจากสภาวะแวดล้อมและของใช้สอยในชีวิตประจำวัน เริ่มเข้ามามีบทบาททำให้เกิดปัญหาผมบางติดตามมามากขึ้น

ข้อสังเกต

          ผู้ที่มีปัญหาผมบางส่วนใหญ่ พบว่ามักมีปัญหาผมมันหรือหนังศีรษะมันถึงมันมาก มักจะสร้างปัญหาให้กับเส้นผมและหนังศีรษะ ทำให้ผมร่วงมากขึ้นและง่ายขึ้น ภาวะที่หนังศีรษะเป็นกรด จะก่อให้เกิดปัญหาอีกหลายอย่างติดตามมา ดังนั้นผู้ที่มีปัญหาหนังศีรษะมัน พึงหลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง พยายามขจัดไขมันหรือน้ำมันส่วนเกินออกไปให้เร็วที่สุด เพื่อป้องกันไม่ให้ไขมันหรือน้ำมันเหล่านี้ สร้างปัญหาให้กับเส้นผมและผิวหนังศีรษะ แต่ในการขจัดไขมันส่วนเกินนี้ พึงระวังการใช้สารเคมี หรือแชมพูที่มีฤทธิ์กัดกร่อนรุนแรง หรือทำให้หนังศีรษะระคายเคือง ซึ่งอาจจะกระทบถึงเส้นผมได้ทุกเมื่อ

          อย่างไรก็ตาม ทั้งปัญหาผมร่วงและผมบางจะลดลงได้ โดยการหมั่นตรวจสอบ ดูแลและรักษาสุขภาพของเส้นผม และหนังศีรษะอยู่เป็นประจำ ถ้าผิดปกติต้องรีบแก้ไขทันที อย่ารอให้เวลาผ่านไปนาน ๆ จึงค่อยแก้ไข ซึ่งจะไม่ทันการณ์ อาจจะเกิดปัญหาศีรษะล้านแบบไม่ทันตั้งตัว

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
error: Content is protected !!