ประวัติและตำนาน “ทุ่งกุลาร้องไห้”

13 ต.ค.

ประวัติและตำนาน “ทุ่งกุลาร้องไห้”

  ไม่มีหมวดหมู่ admin

มีตำนานเล่าสืบต่อกันมาว่าเมื่อหลายพันปีมาแล้วดินแดนทุ่งกุลาร้องไห้เคย เป็นทะเลสาบมาก่อนกว้างยาวสุดลูกหูลูกตาไม่มีต้นไม้ใหญ่สสักต้นเพราะน้ำลึก มาก เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำนานาชนิด ในสมัยนั้นมีเมืองสำคัญอยู่เมืองหนึ่งคือ เมืองจำปาขัน หรือเมืองจำปานาคบุรี อยู่ทางทิศตะวันตกของทะเลสาบ
ปัจจุบันก็คือเทศบาล ตำบล จำปาขัน อำเภอ สุวรรณภูมิ จังหวัด ร้อยเอ็ด คือเมือง จำปานาคบุรี หรือ เมือง จำปาขัน นั้นเอง

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ทุ่งกุลาร้องไห้

พื้นที่และอาณาเขต

ทุ่งกุลาร้องไห้เป็นที่ราบขนาดใหญ่ มีพื้นที่ประมาณ 2,000,000 ไร่ มีอาณาบริเวณครอบคลุมพื้นที่ 5 จังหวัด คือ จังหวัดร้อยเอ็ด จังหวัดศรีสะเกษ จังหวัดสุรินทร์ จังหวัดบุรีรัมย์ และจังหวัดมหาสารคาม
ทุ่งกุลาร้องไห้มีเนื้อที่ประมาณ 2.1 ล้านไร่(2,107,690 ไร่ ) มีความยาววัดจากแนวตะวันออก – ตะวันตก ประมาณ150 กิโลเมตรความกว้างที่สุดวัดจากด้านทิศเหนือ- ด้านทิศใต้ ประมาณ50 กิโลเมตรครอบคลุมพื้นที่ 5 จังหวัด 12 อำเภอ 79 ตำบล 1,048 หมู่บ้าน เป็นที่นาปลูกข้าวหอมมะลิ 1,266,103 ไร่ ให้ผลผลิตปีละ 4 แสนกว่าตัน เป็นทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ 470,961 ไร่ มีวัวควายอยู่ราว 270,000 ตัว มียูคาลิปตัสอยู่ประมาณ 60 ล้านต้นให้ผลผลิตไม้ปีละ 2 ล้านตัน มีแหล่งโบราณคดี 408 แห่ง มีคนอยู่อาศัยราว 620,000 คน ดังนี้
1 จังหวัดร้อยเอ็ด มีเนื้อที่ทั้งหมด986,807 ไร่ได้แก่ พื้นที่บางส่วนของอำเภอเกษตรวิสัย390,600 ไร่จำนวน 7 ตำบล อำเภอสุวรรณภูมิ247,000 ไร่ อำเภอปทุมรัตต์ 162,207 ไร่และอำเภอโพนทราย186,600 ไร่ จำนวน 7 ตำบล
2. จังหวัดมหาสารคาม มีเนื้อที่ทั้งหมด193,890 ไร่ได้แก่ พื้นที่บางส่วนของอำเภอพยัคฆภูมิพิสัย จำนวน 5 ตำบล
3. จังหวัดสุรินทร์ มีเนื้อที่ทั้งหมด575,933 ไร่ ได้แก่ พื้นที่ทั้งหมดของอำเภอท่าตูม175,593 ไร่จำนวน 2 ตำบล อำเภอชุมพลบุรี400,400 ไร่จำนวน 7 ตำบล
4. จังหวัดยโสธร พื้นที่บางส่วนของอำเภอมหาชนะชัย 3 ตำบล และอำเภอค้อวัง 3 ตำบล มีเนื้อที่64,000 ไร่
5. จังหวัดศรีสะเกษ พื้นที่ทั้งหมดของอำเภอราษีไศลจำนวน 10 ตำบล มีเนื้อที่ทั้งหมด 287,000 ไร่

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง

พื้นที่ส่วนใหญ่ประมาณ 700,000 ไร่ อยู่ในเขตจังหวัดร้อยเอ็ด บริเวณอำเภอโพนทราย อำเภอเกษตรวิสัย และอำเภอปทุมรัตน์

สภาพภูมิศาสตร์

สภาพภูมิศาสตร์ทุ่งกุลาร้องไห้เริ่มปรากฏตั้งแต่ยุค Jurassic ตอนปลาย ถึงต้นยุค Cretaceous ราว 135 ล้านปีมาแล้ว เกิดยุคน้ำแข็งและแผ่นดินไหว เกิดการสูญเสียครั้งใหญ่ของสัตว์เลื้อยคลาน และมีผลอย่างมากต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิประเทศของประเทศไทย โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย กล่าวคือน้ำทะเลได้ทะลักเข้ามาทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ในส่วนของแอ่งโคราชเริ่มจมลงทำให้เกิดชั้นเกลือและยิปซัมในชุดหินโคราชที่อยู่ต่ำลงไปประมาณ 500–600 ฟุต
ต่อมาปลายยุค Cretaceous ต่อกับยุค Tertiary ราว 68–70 ล้านปีมาแล้ว เปลือกโลกเริ่มหมุนตัวแทรกขึ้นมาของหินแกรนิต ทำให้แอ่งโคราชเริ่มยกตัวขึ้นในระยะนี้และแรงดันภายในโลกทำให้เกิดรอยเลื่อน (Fault) ขึ้นทางด้านตะวันตก และด้านใต้ของภาคเกิดเป็นเทือกเขาทางด้านตะวันตกของภูมิภาคคือแนวเทือกเขาดงพญาเย็น และเทือกเขาเพชรบูรณ์ สำหรับเทือกเขาด้านใต้คือเทือกเขาดงรักและเทือกเขาสันกำแพงขึ้นพร้อมๆกันนั้นได้เกิดแรงบีบอัดตัวภายในโลก ทำให้เปลือกโลกโก่งตัว (Fold) เป็นเทือกเขาภูพาน และเทือกเขาภูพานก็ได้แบ่งภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นสองแอ่ง คือ แอ่งโคราช (Korat basin) และแอ่งสกลนคร(Sakol nakhon basin)แนวของชั้นหินทำมุม 5–10 องศา สู่กลางแอ่ง สำหรับทุ่งกุลาร้องไห้ตั้งอยู่ในแอ่งโคราช
ในยุค Quaternary หรือประมาณ 2 – 3 ล้านปีมาแล้ว ลักษณะของทุ่งกุลาร้องไห้นั้นน่าจะเป็นแอ่งน้ำเก่าซึ่งไม่ต่างจากหนองหาน จังหวัดสกลนครในปัจจุบันนัก เนื่องจากการสลายตัวของชุดหินโคราช โดยเฉพาะหินทรายได้ดำเนินไปอย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว ทำให้แอ่งน้ำใหญ่ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือเกิดการตื้นเขินซึ่งเข้าใจว่าต่อเนื่องกับทุ่งกุลาร้องไห้ แต่การตื้นเขินเกิดขึ้นมานานแล้ว ทำให้เกิดปฏิกิริยาเปลี่ยนแปลงทางชีววิทยา ลักษณะที่เห็นซึ่งต่างจากทุ่งกุลาไปบ้าง แอ่งน้ำทุ่งกุลาร้องไห้อาจเป็นทะเลน้ำจืดขนาดใหญ่ ซึ่งปรากฏหลักฐานการทับถมของซากดึกดำบรรพ์ ได้แก่ ซากหอยที่จับตัวกันแน่นเป็นแผ่นหนาตั้งแต่ 10-30 เซนติเมตรซึ่งเป็นที่มาของ “โพนขี้นก”
สำหรับอำเภอสุวรรณภูมิมีโพนขี้นกอยู่หลายแห่ง รวมไปถึงอำเภอเกษตรวิสัยด้วย บริเวณที่พบซากหอยโบราณที่กล่าวถึงนี้ ชาวบ้านเรียกว่า โพนขี้นกน้อย อยู่ในเขตบ้านดอนพิมาน ตำบลสระคู อำเภอสุวรรณภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด ตามผิวดินปรากฏซากหอยที่จับตัวกันแน่น หรือ “ฟอสซิล” นี้แบ่งออกหลายประเภทตามลักษณะการเกิด นักโบราณชีววิทยาได้จัดประเภทฟอสซิลหอยที่โพนขี้นกอยู่ ประเภทซากแร่แทรก (Mineralization หรือ Per mineralization) เกิดจากสารละลายแทรกเข้าไปตกตะกอนบรรจุอยู่ตามรูพรุนของซากหิน ซึ่งทำให้ซากไม่เปลี่ยนรูปร่าง หรือสารของซากไม่เปลี่ยนแปลง เหตุนี้เองทำให้ซากดูหนักขึ้นเหมือนหิน จากการวิเคราะห์ของ นายภราเดช ศรีสุข อาสาสมัครประจำศูนย์วิจัยไดโนเสาร์ภูกุ้มข้าว วัดสักกะวัน อำเภอสหัสขันธ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ ซากหอยเหล่านี้มีอายุประมาณ 2 ล้านปี ตรงกับยุค Quaternary น่าจะเป็นหอยน้ำจืดประเภทที่มีฝาเดียว (Gastropod) จำพวกหอยขม (genus viviparous) และประเภทสองฝา (bivalve) จำพวกหอยกาบ (family cardida )

images

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ เผ่ากุลา

ประวัติตำนานทุ่งกุลาร้องไห้
เมื่อทะเลอันกว้างใหญ่ไพศาลได้กลายสภาพมาเป็นท้องทุ่งอันกว้างใหญ่ทำให้มองเห็นดินจรดท้องฟ้ามาแล้วเป็นเวลานานเท่าไร่ไม่มีใครสามารถบอกได้ แต่คนเฒ่าคนแก่ได้เล่าสืบต่อกันมาว่า เมื่อหลายร้อยปีมาแล้ว ได้มีการค้าขายติดต่อกับพ่อค้าต่างบ้านต่างเมืองทั้งที่ใกล้เคียงและห่างไกลกันมีพ่อค้าหาบสินค้าเที่ยวขายไปตามหมู่บ้านแถบทุ่งกว้างนี้เป็นประจำโดยเฉพาะฤดูแล้ง
บรรดาพ่อค้าที่มาค้าขายในเขตทุ่งกุลาร้องไห้นี้ได้มีพ่อค้าพม่าเผ่าหนึ่งชื่อว่า “เผ่ากุลา” ได้นำสินค้ามาเร่ขายและมากันเป็นหมู่คณะ 20 – 30 คน สินค้าที่นำมาขายได้แก่ สีย้อมผ้า เข็ม แพรพรรณ ยาสมุนไพร เครื่องถม ซึ่งทาด้วยไม้ไผ่ทารักลงสี ลวดลายสวยงามเป็นกล่องคล้ายกระติ๊บข้าวเหนียวชาวบ้านนิยมซื้อไว้ใส่บุหรี่และหมากพลู เวลาเดินทางไปไหนมาไหนพวกพ่อค้านำสินค้าใส่ถุงใบใหญ่ที่เรียกว่า “ถึงกระเทียว” มาขายจะหาบเร่ร่อนรอนแรมไปเรื่อยๆเป็นแรมเดือนแรมปีขายหมดที่ใดก็จะซื้อสิ้นค้าหาบเร่ขายไปเรื่อยๆ
ครั้งหนึ่งมีกุลาพวกหนึ่งเที่ยวเร่ขายสินค้าจากอุบลราชธานี ศรีสะเกษ เรื่อยมาจนถึงสุรินทร์พอถึงท่าตูม พวกกุลาได้พาซื้อครั่งเป็นจำนวนมาก เพื่อจะไปทำสีย้อมผ้ามาขายอีกต่อหนึ่ง พวกกุลาต่างพากันหาบครั่งข้ามแม่น้ำมูล พอได้มาสักหน่อยก็ถึงท้องทุ่งอันกว้างใหญ่ หมายใจว่าจะเดินตัดท้องทุ่งไปสู่เมืองป่าหลาน (อำเภอพยัคฆภูมิพิสัย) มหาสารคาม ขอนแก่น อุดรธานี ขึ้นเหนือไปเรื่อยๆ ซึ่งเป็นเส้นทางที่พ่อค้ายังไม่เคยเดินผ่านทุ่งนี้มาก่อน ทำให้ไม่ทราบระยะทางที่แท้จริง เพราะเห็นเมืองป๋าหลานอยู่หลัดๆหาทราบไม่ว่า “ใกล้ตาแค่ไกลตีน” (สำนวนภาษาอีสาน คือ มองเห็นเป็นใกล้แต่ต้องเดินไกล) ขณะที่เดินข้ามทุ่งรู้สึกเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้ามาก และเป็นฤดูแล้งด้วย น้ำจะดื่มก็ไม่มี ต้นไม้ที่จะอาศัยร่มเงาแม้เพียงต้นเดียวก็ไม่มี ทั้งที่แดดก็ร้อนจัดต่างก็พากันอิดโรยไปตามๆกัน ครั่งที่หาบมาจะทิ้งก็เสียดาย จึงพากันโอดครวญและคิดว่าจะเอาชีวิตมาตายในท้องทุ่งนี้เป็นแน่แท้ จึงพากันร้องไห้ไปตามๆกัน
พวกกุลาต่างพากันร้องไห้แล้วได้พากันพักพอหายเหนื่อย จึงเดินทางต่อไปอีก แต่ครั่งที่หาบมาหนักมากพวกกุลาจึงพากันทิ้งครั่งบ้างเล็กน้อย ต่อมากลายเป็น “หมู่บ้านดงครั่งน้อย” อำเภอเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด
เมื่อพวกกุลาเดินทางต่อไปอีกรู้สึกอิดโรยมาก ครั้นไปถึงกลางทุ่งจึงตัดสินใจเทครั่งทั้งหมดคงเหลือไว้แต่อาหารเท่านั้น บริเวณที่กุลาเทครั่งทิ้งทั้งหมดนี้ ต่อมาได้ชื่อว่า “บ้านดงครั่งใหญ่” อำเภอเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด เมื่อพวกกุลาเดินทางมาพ้นทุ่งแล้ว เข้าสู่หมู่บ้านมีคนมามุงดูจะขอซื้อสินค้าเป็นจำนวนมากแต่พวกกุลาไม่มีสินค้าที่จะขายให้แก่ชาวบ้าน พวกกุลาพากันเสียใจและเสียดายสินค้าที่ตนได้เททิ้งลงกลางทุ่ง พวกกุลาจึงพากันร้องไห้อีกครั้งเป็นครั้งที่สอง ทำให้เกิดเป็นชื่อเรียกทุ่งอันกว้างใหญ่ไพศาลแห่งนี้ว่า “ทุ่งกุลาร้องไห้” มาตราบเท่าทุกวันนี้

ชนชาติกุลา
กุลา หรือพระราชพงศาวดาร เรียกว่า ต้องสู้หรือต้องซู่ ได้เข้ามาค้าขายในภาคอีสาน บางคนได้ภรรยาเป็นชาวอีสาน ตั้งหลักแหล่งเป็นกลุ่มใหญ่ ดังเช่น กุลาบ้านโดนใหญ่ ตำบลก่อเอ้ อำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี กุลา หรือ กุหล่า ในพจนานุกรมฉบับบัณฑิตยสถาน หมายถึง ชาติต้องซู่ และไทยใหญ่ คำว่ากลุ่มกุลาไม่ทราบแน่ชัดว่าเป็นภาษาอีสานหรือพายัพ แต่ภาษาถิ่นภาคเหนือเรียกคนต่างถิ่นว่า กุลา เช่นฝรั่ง เรียกว่า กุลาขาว เรียกแขกว่า กุลาดำ (ต้องซู่ เป็นชาวกะเหรี่ยงเผ่ากะโป อาศัยอยู่บนภูเขา ส่วนไทยใหญ่ คือ ชาน หรือเงี้ยว เอกสารทางราชการมักเรียกชาวกุลาว่าต้องซู่)
ชาวกุลาเป็นพ่อค้าหาบเร่ (Iterant Peddlers) รองจากชาวจีน ชาวกุลาได้เร่ขายสินค้าเช่น ง้าว (ดาบปลายกุด) เครื่องเงิน เครื่องเขิน ขันทองเหลือง เชี่ยนหมาก ผ้าแพร สีย้อมผ้า และฆ้อง เร่ร่อนไปตามหมู่บ้าน และเนื่องจากการเดินทางในสมัยก่อนมีผู้ร้ายชุกชุม จึงมักไปกันเป็นกลุ่มๆ10-20 คน นำสินค้าเดินทางเร่ขายจากเมืองนั้นไปเมืองนี้ รอนแรมไปตามหมู่บ้าน ค่ำไหนนอนนั้น ส่วนมากจะอาศัยนอนตามศาลาวัด เมื่อสินค้าที่นำมาขายหมดก็จะขึ้นไปซื้อสินค้านำลงมาขายใหม่ แต่จะไปโดยไม่ให้เสียเที่ยว เพราะเขาจะซื้อสินค้าจากภาคอีสานขึ้นไปขายด้วย เมื่อขายหมดก็จะซื้อสินค้าจากเหนือลงมาขายอีก กลับไปแต่ละครั้งก็ชวนญาติพี่น้องพวกพ้องที่สนิทสนมนำสินค้าตามมาค้าขายด้วย
Junko Kooisumi (จุนโกะ โคอิชูมิ) เขียนไว้ในบทความเรื่องทำไมกุลาถึงร้องไห้ (why the Kula Wept) กล่าวถึงการเข้ามาของชนเผ่ากุลาในปี พ.ศ. 2381 ในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3 ) ใจความว่า “ชาวต้องซู่” (กุลา) จะมาเป็นกลุ่มจากมะละแหม่ง (เมาะลำเมิง-เมืองมอลเมียนที่ว่าราชการของมณฑลตะนาวศรี) ผ่านจังหวัดตาก หรือเมืองระแหง นำสินค้ามาขายระหว่างทางและซื้อช้างซื้อวัวไปยังบ้านเกิดเมืองนอนของตน ช้าง งาช้าง เขาสัตว์ ไหม วัว ควาย เป็นสินค้าที่นิยมในการซื้อขายของกุลา(ต้องซู่) ในแถบนครราชสีมาและลาวเหนือ และเหตุที่ทำให้การค้าขายของชาวกุลาเฟื่องฟูเพราะได้รับอภิสิทธิ์ด้านการค้าตามสนธิสัญญาเบาริ่ง พ.ศ. 2398 เนื่องจากชาวกุลาถือเป็นคนบังคับของอังกฤษ รัฐบาลไทยให้ความสะดวกในการค้าขายตามพันธะสัญญาเบาริ่ง

วัฒนธรรมทุ่งกุลาร้องไห้
การจัดกลุ่มวัฒนธรรมต่างๆนั้น ได้มีการนำหลักฐานทางโบราณคดีสำคัญสองประการมาพิจารณา คือ ภาชนะลักษณะดินเผา และประเพณีการฝังศพเป็นหลัก โดยทั้งนี้กลุ่มวัฒนธรรมในภาคตะวันออกเฉียงเหนือได้มีการจัดแบ่งกลุ่มต่างๆ ดังนี้
กลุ่มชุมชนโบราณลุ่มแม่น้ำสงคราม หรือกลุ่มวัฒนธรรมบ้านเชียง
กลุ่มชุมชนโบราณลุ่มแม่น้ำชีตอนบน
กลุ่มชุมชนโบราณลุ่มแม่น้ำมูลตอนบน หรือกลุ่มพิมาย
กลุ่มชุมชนโบราณลุ่มแม่น้ำชีตอนล่าง และแม่น้ำมูลตอนกลาง หรือกลุ่มทุ่งกุลาร้องไห้
กลุ่มชุมชนโบราณลุ่มแม่น้ำมูลตอนล่าง
วัฒนธรรมทุ่งกุลาร้องไห้แตกต่างกลุ่มวัฒนธรรมอื่นๆ เพราะภาชนะดินเผามีลักษณะเฉพาะทั้งในด้านเนื้อดิน การตกแต่ง และหน้าที่การใช้งาน เดิมได้มีนักวิชาการ เช่น รศ.ศรีศักดิ์ วัลลิโภดมได้กล่าวถึงลักษณะพิเศษของภาชนะดินเผาที่พบในทุ่งกุลาร้องไห้นี้ว่า “แบบทุ่งกุลา” มีเนื้อดินสีขาว ลักษณะบาง เผาด้วยอุณหภูมิสูง ตกแต่งด้วยลายเชือกทาบ ทาน้ำสีแดง บริเวณขอบปากเขียนเป็นเส้นตรงที่ขอบปาก และ ศ.ชาร์ล ไฮแอมได้ค้นพบภาชนะดินเผาที่มีลักษณะพิเศษที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย คือ ภาชนะแบบร้อยเอ็ด (Roi-et ware) พบครั้งแรกที่แหล่งโบราณคดี บ้านโนนเดื่อ บ่อพันขัน ดอนตาพัน อำเภอสุวรรณภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด (ปัจจุบันเป็นแหล่งโบราณคดีดอนตาพัน อยู่ในเขตอำเภอโพนทราย จังหวัดร้อยเอ็ด) ซึ่งมีลักษณะพิเศษ ในด้านการตกแต่งผิว คือ ผิวภาชนะด้านนอกจะตกแต่งด้วยลายทาบเชือกทำให้เรียบแล้วเขียนทับด้วยสีแดงเป็นแถบ
นอกจากภาชนะดินเผาแล้ว วัฒนธรรมทุ่งกุลาร้องไห้ยังปรากฏประเพณีการฝังศพที่มีการนำกระดูกคนตายใส่ลงไปในภาชนะดินเผาและฝังอีกครั้งหนึ่ง เรียกรูปแบบนี้ว่า ประเพณีการฝังศพครั้งที่สอง ซึ่งแบบแผนการฝังศพจะปรากฏมากมายหลายรูปแบบ ดังเช่น ภาชนะบรรจุกระดูก ทรงไข่ ทรงกลม และทรงกระบอก ซึ่งล้วนแล้วแต่จะมีฝาปิดเป็นทรงอ่าง ทรงชามขนาดใหญ่ (คล้ายกระทะ) และฝาปิดเป็นแผ่นดินเผาทรงกลมมีหูหรือด้ามจับ และจะพบว่ามีการฝังรวมกันเป็นกลุ่ม ทั้งการวางภาชนะในแนวนอน และตั้งฉากกับพื้นสำหรับการฝัง โดยการวางภาชนะในแนวนอนนั้นจะพบการวางเรียงต่อกันเป็นเถา (ส่วนปากภาชนะจะต่อกับส่วนก้นภาชนะดินเผาอีกใบหนึ่ง) และแบบพิเศษที่นำภาชนะทรงยาวขนาดใหญ่ 2 ใบ มีลักษณะส่วนปากประกบกันมองดูคล้าย “แคปซูล”
สำหรับชุมชนโบราณที่ปรากฏในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้จะปรากฏทั้งที่มีคูน้ำ คันดิน และไม่ปรากฏคูน้ำคันดินล้อมรอบ ซึ่งพบการตั้งถิ่นฐานบริเวณราบลุ่มน้ำท่วมถึง (flood Plain) บริเวณลานตะพักลำน้ำระดับต่ำ (low terrace) และลานตะพักลำน้ำระดับต่ำ (Middle terrace) ซึ่งอยู่ใกล้กับแหล่งน้ำที่มีผลต่อชีวิตของผู้คนในสมัยโบราณเสมอมา และจากการศึกษาที่ผ่านมาช่วงเวลาที่มีการแพร่กระจายของกลุ่มวัฒนธรรมทุ่งกุลาร้องไห้อย่างหนาแน่นน่าจะจัดอยู่ในช่วงสมัยก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลาย มีอายุประมาณ 2,500 ปี เป็นต้นมา จนกระทั่งได้รับอิทธิพลวัฒนธรรมเขมร ซึ่งมีอายุราวพุทธศตวรรษที่ 15 –18
ประมาณพุทธศตวรรษที่ 23 -24 เป็นช่วงเวลาที่เกิดการอพยพของคนลาวเวียงได้เคลื่อนเข้ามาสู่ภาคอีสานมากขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้มีชาวลาวเวียงที่อพยพมาจากนครจำปาสักและตามมาด้วยคนส่วย คนกุย และคนเขมร เข้ามาสร้างบ้านแปงเมืองมากขึ้นเพียงระยะเวลา 200 – 300 ปี เปลี่ยนสภาพทุ่งกว้างเกิดเป็นหมู่บ้านกระจายเกือบเต็มทุ่ง มีบ้าน มีเมือง ที่สำคัญและมีบุคคลสำคัญจากอดีตถึงปัจจุบันมากมายจนนับไม่ถ้วน อย่างเช่น มหาบุรุษทุ่งกุลาร้องไห้เจ้าพ่อศรีนครเตา ซึ่งกลายเป็นผีใหญ่ที่คนทุ่งกุลาร้องไห้ให้ความนับถือ

ในปัจจุบันเรียกดินแดนแถบนี้ว่า “ทุ่งกุลาสดใส” ทั้งนี้เพราะรัฐบาลไทยร่วมมือกับรัฐบาลออสเตรเลีย ส่งเจ้าหน้าที่ผู้มีความเชี่ยวชาญในการพลิกผืนดินที่ไร้ประโยชน์ ให้สามารถทำประโยชน์ได้ด้วยการทำถนน สร้างอ่างเก็บน้ำที่มีอย่างเหลือเฟือในฤดูฝน ขุดคลองซอยอย่างถี่ยิบ แล้วผันน้ำเข้าสู่คลองซอย ผืนดินที่แห้งแล้งสีน้ำตลก็เปลี่ยนเป็นสีเขียวเข้ม เต็มไปด้วยพืชพรรณธัญญาหาร ทุ่งกุลาร้องไห้ จึงถูกเรียกใหม่เป็น ทุ่งกุลาสดใส

โครงการพัฒนาทุ่งกุลาร้องให้

ทะเลสาบที่ฟื้นฟูทุ่งกุลาร้องไห้
นาข้าวหอมมะลิ

มีพื้นที่ประมาณ 2.1 ล้านไร่ สภาพภูมิประเทศเป็นแอ่งกระทะขนาดใหญ่ รอบ ๆ ขอบเขตจะเป็นพื้นที่สูงและค่อย ๆ ลาดต่ำลงสู่ตอนกลางของพื้นที่ โดยครอบคลุมพื้นที่ 5 จังหวัดลักษณะพื้นที่ทอดวางไปตามลำน้ำมูล โดยความยาวสุดของพื้นที่วัดได้ประมาณ 150 กิโลเมตร และส่วนกว้างสุดประมาณ 50 กิโลเมตร มีแม่น้ำสำคัญหลายสาย ดังนี้

แม่น้ำมูล : อยู่ทางทิศใต้ของทุ่งกุลาร้องไห้ เป็นแนวเส้นเขตตลอดจนความยาวของพื้นที่
ลำพังชู : อยู่ทางทิศตะวันตก เป็นเส้นแนวเขต
ลำพลับพลา : อยู่ตอนกลางของทุ่งกุลาร้องไห้
ลำเสียวใหญ่ : ต้นกำเนิดจากอำเภอบรบือ จังหวัดมหาสารคามผ่านตอนบนของทุ่งกุลาร้องไห้
ลำเสียวน้อย : อยู่ทางตอนเหนือของทุ่งกุลาร้องไห้ ไหลมาบรรจบกับลำเสียวใหญ่
ลำเตา : มาจากทางตะวันตกของทุ่งกุลาร้องไห้ ไหลมาบรรจบกับลำเสียวใหญ่

พื้นที่ของทุ่งกุลาร้องไห้แยกได้ตามตาราง ดังนี้คือ
ตารางที่ 1     แสดงพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้

จังหวัด
อำเภอ
พื้นที่
ไร่                %
ร้อยเอ็ด
เกษตรวิสัย สุวรรณภูมิ ปทุมรัตต์ โพนทราย
986,807
46.8
สุรินทร์
ท่าตูม ชุมพลบุรี
575,993
27.3
ศรีสะเกษ
ราษีไศล กิ่ง อ. ศิลาลาด
287,000
13.6
มหาสารคาม
พยัคฆภูมิพิสัย
193,890
9.2
ยโสธร
มหาชนะชัย ค้อวัง
64,000
3.1
รวม
2,107,690
100.00

สภาพปัญหาในอดีต

ในอดีต ปัญหาพื้นฐานของทุ่งกุลาร้องไห้มีระดับที่ค่อนข้างรุนแรง ผลผลิตทางด้านการเกษตรค่อนข้างต่ำ เนื่องจากดินส่วนใหญ่เป็นดินทรายจัด ขาดธาตุอาหาร มีคุณสมบัติเป็นกรดในบางพื้นที่ มีการแพร่กระจายของดินเค็ม ฐานการผลิตแคบ ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำนาอย่างเดียว ประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำเนื่องจากฝนทิ้งช่วงและปัญหาน้ำท่วมในช่วงต้นและช่วงปลายฤดูทำนา ทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์เป็นทุ่งหญ้าธรรมชาติ คุณภาพไม่ดี ทำให้ผลผลิตปศุสัตว์ต่ำ นอกจากนี้ เกษตรกรยังขาดแรงจูงใจ ในการปรับปรุงบำรุงดินและใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มผลผลิตเพราะไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดิน มีการบุกรุกทำลายป่า ทำให้ขาดความสมดุลทางด้านนิเวศน์วิทยา เร่งอัตราการแพร่กระจายดินเค็มขาดเส้นทางคมนาคมที่ใช้ได้ทุกฤดูกาล โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนเนื่องจากปัญหาน้ำท่วม นอกจากนี้ยังมีปัญหาการเพิ่มของประชากรอยู่ในอัตราสูง

ความเป็นมาของโครงการ

3.1 รัฐบาลได้เข้ามาพัฒนาทุ่งกุลาร้องไห้ ตั้งแต่ปี 2514 โดยในขั้นแรกกรมพัฒนาที่ดิน ได้เข้าดำเนินการสำรวจ ดินและวางแผนการใช้ที่ดินเพื่อการพัฒนาเกษตรกรรม ในพื้นที่ 2.1 ล้านไร่ และผลจากการสำรวจนี้ กระทรวงเกษตรและ สหกรณ์ได้นำเสนอคณะรัฐมนตรีรับหลักการในโครงการพัฒนาทุ่งกุลาร้องไห้ และคณะรัฐมนตรีมีมติรับหลักการตามที่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2519

3.2 วันที่ 17 มีนาคม 2520 คณะรัฐมนตรีมีมติให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมพัฒนาที่ดิน ดำเนินการจัด ตั้งศูนย์พัฒนาทุ่งกุลาร้องไห้ ภายในวงเงิน 1 ล้านบาท

3.3 วันที่ 15 สิงหาคม 2521 คณะรัฐมนตรี อนุมัติให้แต่งตั้งคณะกรรมการบริหารโครงการพัฒนาทุ่งกุลาร้องไห้ โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นประธาน

3.4 วันที่ 9 ตุลาคม 2521 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการจัดทำแผนพัฒนาทุ่งกุลาร้องไห้ เพื่อทำหน้าที่ยกร่างแผนแม่บทโครงการพัฒนาทุ่งกุลาร้องไห้

3.5 วันที่ 9 ตุลาคม 2522 คณะรัฐมนตรีมีมติรับหลักการแผนแม่บทโครงการพัฒนาทุ่งกุลาร้องไห้ 3.6 ปีงบประมาณ 2524 โครงการพัฒนาทุ่งกุลาร้องไห้ เริ่มดำเนินการพัฒนาอย่างจริงจัง โดยมีงบประมาณเป็นของตนเอง

วัตถุประสงค์ของโครงการ
เพื่อยกระดับรายได้และความเป็นอยู่ของเกษตรกรให้ดีขึ้น ส่วนวัตถุประสงค์ในการดำเนินงานประกอบด้วย
4.1เพื่อจัดที่ดินให้เกษตรกรเข้าทำกินและปรับปรุงหรือกระจายสิทธิการถือครองที่ดินตลอดจนการจัดตั้งระบบสหกรณ์ เพื่อรองรับการพัฒนาด้านต่าง ๆ

4.2 เพื่อป้องกันอุทกภัย 4.3 เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตให้เกษตรกรมีรายได้และความเป็นอยู่ดีขึ้น

Leave a Reply

error: Content is protected !!