เบื้องหลังความสำเร็จ “น้องข้าวมันไก่” สุดดังในอเมริกา

5 ก.พ.

เบื้องหลังความสำเร็จ “น้องข้าวมันไก่” สุดดังในอเมริกา

“น้อง พูนสุขวัฒนา” (ปัจจุบันอายุ 37 ปี) เล่าว่า เธอเกิดและเติบโตที่กรุงเทพฯ แม่ของเธอเป็นลูกจ้างในร้านอาหาร ส่วนพ่อติดเหล้า ไม่มีงานทำ ทุกวันชอบทำร้ายร่างกายและจิตใจของคนในครอบครัว รวมทั้งหมาในบ้าน แต่แม่ได้ต่อสู้เลี้ยงดูลูกๆ จนศึกษาจบปริญญาตรีได้สำเร็จ

เธอแต่งงานกับคนอเมริกันในไทย แล้วย้ายตามเขาไปอยู่ที่เมืองพอร์ตแลนด์ รัฐโอเรกอน อเมริกา ในปี 2546 (ตอนนั้นเธอมีอายุ 23 ปี) ก่อนออกเดินทาง พี่สาวให้เงินเธอ US$ 300 (ประมาณ 1 หมื่นบาท) ระหว่างแวะเปลี่ยนเครื่องบินที่เกาหลีใต้ เธอใช้เงิน US$ 230 ซื้อน้ำหอมยี่ห้อชาแนลและแป้งทาหน้า เมื่อถึงอเมริกา เธอจึงมีเงินติดตัวแค่ US$ 70 (ประมาณ 2,350 บาท)

ไม่นานนัก เธอได้แยกทางกับแฟน ตอนนั้นเธอตัดสินใจว่า จะสร้างอนาคตที่อเมริกาแทนที่จะกลับไทย เธอจึงเริ่มจากทำงานเป็นเด็กเสริฟ 7 วันต่อสัปดาห์ ช่วงที่มาอยู่อเมริกาใหม่ๆ เธอคิดว่า เธอพูดอังกฤษได้ แต่ไม่มีใครเข้าใจที่เธอพูดเลยสักคน แม้ไม่เคยเข้าเรียนหนังสือในโรงเรียนที่อเมริกา เธอพยายามฝึกพูดภาษาอังกฤษจากการทำงานในร้านอาหาร ขณะเดียวกันเธอพยายามหางานอื่นทำ แต่ไม่มีใครให้โอกาสเธอเลย

หลังจากทำงานเสริฟ 5 ปี เธอได้ย้ายไปทำงานเป็นแม่ครัว ในร้านอาหารไทย Pok Pok ซึ่งเจ้าของร้าน Andy Ricker เป็นเชฟที่มีชื่อเสียงด้านอาหารไทยภาคเหนือ ช่วงนั้นเธอมีความคิดที่จะเริ่มธุรกิจบูธขายข้าวมันไก่ ดังนั้น หลังจากเลิกงานทุกวัน เธอใช้ครัวในอพาร์ตเมนต์ของเธอ เป็นที่ฝึกทำข้าวมันไก่และน้ำจิ้ม โดยสรรหาไก่จากหลายๆที่ ข้าวหลายๆอย่าง และทดลองทำน้ำจิ้มหลากหลายสูตร ตอนที่เธอพยายามทำ เธอไม่รู้ว่าจะสำเร็จหรือไม่ อีกทั้งครอบครัวของเธอก็ไม่สนับสนุน อย่างไรก็ตาม เธอคิดบวกว่า แม้สถานการณ์จะแย่แค่ไหน ขอให้เชื่อมั่นในตัวเองและลงมือทำ วันหนึงเราเองอาจจะตกใจกับผลลัพธ์ที่ออกมา

ปี 2552 เธอใช้เงิน US$ 1,300 ซื้อบูธเก่าๆเพื่อเปิดขายข้าวมันไก่ ช่วง 1½ ปีแรก เธอพยายามที่จะทำให้ ข้าวมันไก่ของเธอเป็น ข้าวมันไก่ที่ดีที่สุด แต่เธอพบว่า การจะประสบความสำเร็จ แค่ข้าวมันไก่ที่สมบูรณ์แบบนั้น ไม่เพียงพอ ยังมีปัจจัยอื่นที่สำคัญ เช่น ความสะดวกสบายของลูกค้า บริการรวดเร็ว รู้วิธีการบริหารธุรกิจ และการเป็นผู้นำ จนวันหนึ่งทุกคนต่างเรียกเธอว่า “เชฟน้อง” เธอยึดมั่นคำสอนของแม่ที่ว่า “เป็นผู้ให้ก่อน แล้วจึงค่อยเป็นผู้รับ เคารพลูกค้า และอย่าลืมที่จะยิ้ม” ระหว่างที่ประกอบธุรกิจ เธอเคยทำเรื่องผิดพลาดมากมาย แต่ได้รับความช่วยเหลือจากทีมงานที่มี 19 คน

น้ำจิ้มข้าวมันไก่สูตรของเธอ ได้ถูกวางขายตามห้างสรรพสินค้าทั่วอเมริกา เธอวางแผนขยายกิจการ เปิดสาขาร้านข้าวมันไก่เพิ่มที่ นิวยอร์ค ออสติน และฮาวาย เธอกลายเป็นที่รู้จักในวงกว้าง เมื่อเธอชนะการแข่งทำอาหารในรายการ Chopped และได้เงินรางวัล US$ 10,000 นอกจากนี้ ร้านของเธอยังติดอันดับ 10 รถขายอาหาร (food truck) ของเมืองพอร์ตแลนด์ ซึ่งจัดอันดับโดยเว็บไซต์เดอะการ์เดี้ยนด้วย

วันที่ 12/4/2557 เธอกล่าวบนเวที TEDxPortland ซึ่งมีผู้เข้าฟัง 2,900 กว่าคน ว่า “สิ่งที่ฉันเรียนรู้ ซึ่งทำให้ฉันมีวันนี้ คือ ฉันมักต้องการทำทุกอย่างให้สมบรูณ์แบบ แต่ฉันได้เรียนรู้ว่า ฉันไม่มีทางทำได้ ความจริงคือฉันอยู่ห่างไกลจากความสมบรูณ์แบบนั้นมาก แต่การเดินทางของฉัน เป็นเรื่องน่าเหลือเชื่อ ที่น่าสนใจคือ ฉันพบว่า มันไม่มีจุดจบ เส้นที่ต้องไปให้ถึงนั้น สูงขึ้นไปเรื่อยๆ ไม่ว่าสถานการณ์ที่คุณเผชิญอยู่ จะแย่แค่ไหน จงเชื่อในตัวเอง เชื่อมั่นว่า ตัวเองทำได้ สำคัญที่สุดคือ ต้องลงมือทำ และเมื่อคุณมีโอกาส ลงมือทำมันให้ยิ่งใหญ่ ทำให้มากกว่าที่ผู้คนคาดไว้ แล้วคุณจะประหลาดใจกับผลลัพธ์ของมัน”

ทุกๆการต่อสู้
ทุกๆความตั้งใจและทุ่มเท
จะให้ผลลัพธ์ที่เกิดความคาดหมาย
ขอสดุดีนักสู้

error: Content is protected !!