ผู้เขียน: admin

18 ก.ย.

ทำไมต้องเด๊ด (Dead) สะมอเร่ DEADSMORRE! … มันมาจากไหน?

หลายคนคงเคยได้ยินคำว่า เดด สมอเร่  คำว่า  DEADSMORRE! … มันมาจากไหน?

คุณอาจเป็นคนหนึ่ง เคยพูดคำนี้ตอนสมัยยังเป็นเด็กครับ (เด้ด-สะ-มอ-เร่) แต่ก็ไม่ได้ใช้มานานRead More

16 ก.ย.
16 ก.ย.
22 มี.ค.

เคลือบแก้วรถยนต์ดีอย่างไร? ต่างจากเคลือบสีธรรมดาอย่างไร?

เคลือบแก้ว (Glass Coating) เรามาทำความรู้จักกับคำนี้กันก่อน โดยเฉพาะคนที่ออกรถมาใหม่ แน่นอนคุณจะต้องศึกษา และค้นหาข้อมูลการ เคลือบแก้ว มาว่าคุณจะนำรถไปเคลือบมันดีไหม? ส่วนรถใครที่มีอายุการใช้งานแล้วอยากจะเคลือบแก้วบ้าง จะทำได้ไหม?

ทำความรู้จักกับ เคลือบแก้วก่อนว่าคืออะไร?

      เคลือบแก้ว (Glass Coating) คือ การเคลือบชั้นผิวของสีรถเปรียบเสมือนกระจกใสที่มีคุณสมบัติแข็งและสามารถเพิ่มความหนาของพื้นผิวสีตัวถังรถยนต์บนชั้นClear Lacquer จะมีระดับความหนาของชั้นเคลือบที่แตกต่างกัน มีตั้งแต่ระดับ 1-9 H โดยสารที่ใช้ในการทำเคลือบแก้วมักมีส่วนผสมของสาร Silica หรือ Polysilazane โดยเคลือบแก้วในท้องตลาดนั้นมีหลายระดับ หลายราคา หลายคุณภาพ สารที่ใช้ผสมที่แตกต่างกัน การบริการ ดังนั้นจึงมีคำถามมากมายเกี่ยวกับเคลือบแก้วจากผู้ใช้รถว่า

1. ประโยชน์ที่ได้รับจากการเคลือบแก้วดีอย่างไร

2. เคลือบแก้ว ต่างจากการเคลือบสีธรรมดาอย่างไร

3. อาศัยปัจจัยอะไร ใช้ในการตัดสินใจเลือกใช้ บริการร้านเคลือบแก้ว?

เริ่มจากประโยชน์ของ เคลือบแก้ว (Glass Coating) กันเลย

1. ให้ความคงทนความเงางามของสีรถด้วยชั้นเคลือบแก้ว ที่เปรียบเสมือนกระจกทำให้เกิดความเงางามของสีรถ

2. การเคลือบแก้ว ทำหน้าที่เหมือนเกราะป้องกันรถ ซึ่งอาจมีผลให้สีของตัวถังรถยนต์ซีดหมอง ส่งผลให้สีรถจะคงทนและคงสภาพอยู่กับเราได้นานขึ้น

3. ช่วยป้องกันการเกิดรอยขนแมว รอยขีดข่วน ได้มากกว่าปกติ บางคนเข้าใจผิดว่าไปเคลือบมาแล้ว รถต้องไม่เป็นรอยเวลาโดนเฉี่ยว โดนสะเก็ดหิน หรือกิ่งไม้เกี่ยว มีโอกาสเป็นรอยได้ แต่ยากกว่าปกติมากหน่อยเท่านั้นเอง  ทางผู้ให้บริการถึงต้องมีบริการเสริม 2 เดือน  6 เดือน แล้วแต่ให้เข้าไปเช็คสภาพ

4. ลดการเกิดรอยด่างบนสีตัวถังรถยนต์ที่อาจเกิดจากคราบมูลนก ยางไม้ หรือ ยางมะตอย ทำให้สีตัวถังรถยนต์ยังคงความใสและเงางามอยู่อย่างต่อเนื่อง

5. มีคุณสมบัติลื่นต่อน้ำทำให้คราบสกปรกต่าง ๆ ที่เกาะติดอยู่บนตัวถังถูกชำระด้วยน้ำฝนอย่างง่ายดาย และสามารถรักษาคุณสมบัตินี้ได้ยาวนาน


เคลือบแก้ว ต่างจากการเคลือบสีธรรมดาอย่างไร
หากจะพูดง่ายๆ คือ การเคลือบสีผิวรถระยะสั้นกับระยะยาว การเคลือบสีปกติก็เสมือนการเคลือบสีระยะสั้น และการเคลือบแก้วเปรียบเสมือนการเคลือบสีระยะยาว โดยการเคลือบสีทั้ง 2 แบบนั้น จะช่วยดูแลสีรถ และทำให้รถดูเงางานเหมือนกันแต่สิ่งที่แตกต่างคือ
เคลือบแก้ว ( glass coating ) จะได้เรื่องความทนทานของชั้นผิวที่เคลือบมากกว่า มีคุณสมบัติการลื่นต่อน้ำยาวนานกว่า ส่งผลให้การเกิดคราบ รอยขนแมว รอยขีดข่วน มีโอกาสเกิดน้อยกว่า และอีกส่วนจะเป็นเรื่องความเงางานที่สูงกว่าเนื่องจากชั้น silica ที่เปรียบเสมือนชั้นกระจกทำให้สีดูเงาสดใสคงทนมากกว่า แต่ขอเสียของเคลือบแก้ว คงเป็นเรื่องราคาที่สูง ถ้าหากท่านต้องการแค่จะชะลอการเสื่อมของสีรถ ไม่ว่าจะเป็นเคลือบสีธรรมดา หรือเคลือบแก้วต่างก็ช่วยท่านได้

 ปัจจัยที่ใช้ในการตัดสินใจเลือกใช้ผู้ให้บริการหรือร้านเคลือบแก้ว

1. ราคาและคุณภาพผลิตภัณฑ์

         การให้เคลือบแก้วปัจจุบันมีตั้งแต่ราคาหลักร้อย หลักพัน ถึงหลักหมื่น หลักแสน แล้วอะไรหล่ะคือราคาที่แท้จริง ถูกเกินไป หรือ แพงเกินไป จะน่าเชื่อถือหรือไม่ ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว การใช้ราคาเป็นเกณฑ์ตัดสินคงไม่ใช่คำตอบที่ดีนัก เราควรจะพิจารณาเรื่องคุณภาพผลิตภัณฑ์ ความคงทนของเคลือบแก้ว การบริการก่อน และหลังการขาย ควบคู่กันไปด้วย ว่ามันคุ้มกับราคานั้นหรือไม่ เพราะหากราคาถูก แต่คุณภาพไม่ดี สุดท้ายเราอาจจะต้องเสียเงินมากกว่าเดิมก็เป็นไปได้

โดยปกติแล้วหากน้ำยาดีมีคุณภาพ ก็อาจจะมีราคาแพงเป็นธรรมดา เพราะ“ของดี ราคาถูก” คงไม่มี จะมีก็แต่ “ของดี ราคาสมเหตุสมผล” แต่ก็ควรระมัดระวังด้วยเช่นกัน เพราะบางที่อาจตั้งราคาให้สูง เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือ ซึ่งในความเป็นจริง แล้วอาจใช้ของที่ไม่มีคุณภาพ ฉะนั้นเราควรสังเกตด้วยว่าน้ำยาที่ใช้เคลือบเป็นของอะไร โดยน้ำยาที่ดีจะต้องเป็นผู้ผลิตที่มีตัวตนชัดเจน หรือ มี Reference ผู้ผลิตที่น่าเชื่อถือ เพราะสมัยนี้ของปลอมมันเยอะมาก

 นอกจากนี้ ยังต้องตรวจสอบดูให้ดีด้วยว่า ร้านที่เราไปทำเป็นการเคลือบแก้วหรือแค่เคลือบสีธรรมดา โดยทั่วไปแล้ว การเคลือบแก้วจะมีราคาค่าบริการสูงกว่าการเคลือบสีทั่วไป เพราะการเคลือบแก้วนั้น มีรายละเอียดขั้นตอนมากกว่าการเคลือบสีทั่วไปอย่างมาก และจะเป็นไปไม่ได้เลยที่ การเคลือบแก้วจะมีราคาเท่าหรือสูงกว่าเพียงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับการเคลือบสีทั่วไป

 2. คุณสมบัติของสารที่ใช้ทำเคลือบแก้ว

       การทำเคลือบแก้วนั้นเราไม่ได้ดูกันที่ความหนาว่ากี่ไมครอน แต่เราดูที่ความแข็งแกรงของสารที่นำมาใช้ มีทั้ง สารซิลีก้า (Si) , Polysilazane และ Sio2 เป็นต้น โดยสิ่งที่ควรสอบถามทางร้านว่า สารที่นำมาใช้มีค่าความแข็งแกรงเท่าไร ถ้าของที่มีคุณภาพจะมีค่าความแข็งแกรงสูงสุดที่ 9H

นอกจากเรื่องความแข็งแกรงแล้วยังต้องดูคุณสมบัติเรื่องการปกป้องสีแท้ของรถจากแสงแดดว่าสารดังกล่าวปกป้องสีจากแดดรึเปล่าหรือเพียงแค่เคลือบชั้นผิวสีเฉยๆ ต้องสอบหาหรือค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับสารที่ใช้ทำเคลือบแก้วว่าช่วยลดการเกิดรอยด่างบนสีตัวถังรถยนต์ที่อาจเกิดจากคราบมูลนก ยางไม้ หรือ ยางมะตอย ได้หรือไม่ แค่เพียงเท่านี้ก็มั่นใจว่าสารดังกล่าวจะสามารถปกป้องรถที่ท่านรักได้อย่างแน่นอน

 3. ความน่าเชื่อถือ 

        หากท่านค้นหาใน internet ท่านจะพบว่ามีผู้ให้บริการเคลือบแก้วมากมาย หลากหลายราคา แล้วท่านจะไว้วางใจให้รถที่ท่านรัก เงินที่ท่านเสียกับผู้ให้บริการเจ้าไหนดี ดังนั้นความน่าเชื่อถือก็เป็นสิ่งสำคัญอีกประการ ดังนั้นเราควรต้องพิจารณาดูเรื่อง

  1.  ความมั่นคงของสถานที่ให้บริการ ว่ามีหลักแหล่งเลื่อนลอยเปิดแล้วปิดบ่อย หากเกิดความเสียหายจะรับผิดชอบได้หรือไม่
  2. ผลงานที่ผ่านมาว่าผู้ให้บริการ มีประสบการมากแค่ไหน
  3. ดูการตอบรับจากลูกค้า ของผู้ให้บริการว่าเป็นอย่างไร
  4. อยู่ในรูปแบบบริษัทหรือผลิตภัณฑ์ที่มีบริษัทที่มั่นคงหรือไม่ มีหลายสาขารองรับบริการหรือไม่

4. บริการหลังการขาย และการรับประกัน

        หลังเคลือบแก้วแล้ว ทุกคนย่อมอยากให้รถของเรานั้นเงางามอยู่เสมอ ดังนั้นสี่งที่ต้องคำนึงถึง คือการบริการหลังการขาย เช่น การบำรุงรักษาในทุกๆ 6 เดือน เป็นต้น รวมถึงควรดูเรื่องระยะเวลาการรับประกัน เพราะนั่นจะเป็นสิ่งที่สามารถการันตีได้ว่า เคลือบแก้วของทางร้านนั้นมีคุณภาพจริงหรือไม่

สิ่งสำคัญการรับประกันให้สามารถนำรถเข้ามาตรวจสอบซ่อมแซมเคลือบแก้วทุก 6 เดือนนั้น มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมหรือไม่ เพราะอาจมีค่าใช้จ่ายแฝง จึงต้องมีรู้เงื่อนไขรับประกันให้ชัดเจน หากเป็นศูนย์บริการมาตรฐานมักแถมการดูแลล้างฟรีตามจำนวนครั้งและระยะเวลา

 ฉะนั้นหากพิจารณาเลือกทำเคลือบแก้วให้กับรถที่เรารักสักครั้ง ควรจะพิจารณาตามปัจจัยทั้งหมดที่ได้กล่าวมา รวมถึงความน่าเชื่อถือ และความมั่นคงของแบรนด์เป็นหลักด้วย เพราะหากเราซื้อเคลือบแก้วทีละ 3-5 ปี ถ้าทางร้านนั้นปิดกิจการไปก็แน่นอนว่าเราก็ต้องทิ้งเงินไปโดยใช่เหตุ

หลัก 4 ประการนี้ อาจเป็นข้อมูลการพิจารณา และหวังว่าท่านจะได้รับจากศูนย์บริการเคลือบแก้วที่มีประสิทธิภาพและการบริการที่ดี เพื่อให้รถที่ท่านรักสวยงามตลอดไป

16 ก.พ.

ผจก.นิติบุคคล และคณะกรรมการ ทำหน้าที่ของคุณครบหรือยัง!!!

พระราชบัญญัติอาคารชุด (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2551 ซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 4 ก.ค. 2551 ได้แก้ไขเพิ่มเติมหลักเกณฑ์ต่างๆ จากพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ. 2522 ค่อนข้างมาก โดยมีวัตถุประสงค์ที่สำคัญคือ เพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆ ซึ่งมีการร้องเรียนจากผู้เกี่ยวข้องผ่านกรมที่ดิน ได้มีปัญหาที่เกิดขึ้นจากการบริหารจัดการของผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุด ปัญหาที่เกิดจากผู้ประกอบการ และปัญหาที่เกิดจากผู้ซื้อห้องชุด

กรมที่ดินได้รวบรวมปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการบังคับใช้พระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ. 2522 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติอาคารชุด (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2551 ในรูปแบบถามตอบดังนี้

– ผู้จัดการจะต้องรับโทษตามพระราชบัญญัติอาคารชุดในกรณีใดบ้าง และมีโทษอย่างไร

1.กรณีไม่ออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้ให้แก่เจ้าของร่วมภายใน 15 วันนับตั้งแต่วันที่ได้รับคำร้องขอและเจ้าของร่วมได้ชำระหนี้อันเกิดจากค่าใช้จ่ายตามมาตรา 18 ครบถ้วนแล้ว

2.กรณีไม่จัดให้มีการทำบัญชีรายรับรายจ่ายประจำเดือน และติดประกาศให้เจ้าของร่วมทราบภายใน 15 วันนับแต่วันสิ้นเดือน และต้องติดประกาศเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 15 วันต่อเนื่องกัน ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 5 หมื่นบาท และปรับอีกไม่เกินวันละ 500 บาท ตลอดเวลาที่ยังไม่ปฏิบัติให้ถูกต้อง

3.กรณีไม่นำมติที่ประชุมใหญ่เจ้าของร่วมเรื่องการแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับไปจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ภายใน 30 วันนับแต่วันที่ที่ประชุมใหญ่เจ้าของร่วมมีมติ ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 5,000 บาท

4.กรณีไม่นำมติที่ประชุมใหญ่เจ้าของร่วมเรื่องแต่งตั้งผู้จัดการไปจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ภายใน 30 วันนับแต่วันที่ที่ประชุมใหญ่เจ้าของร่วมมีมติ ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 5,000 บาท

5.กรณีไม่นำมติที่ประชุมใหญ่เจ้าของร่วมเรื่องแต่งตั้งกรรมการนิติบุคคลอาคารชุดไปจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ภายใน 30 วันนับแต่วันที่ที่ประชุมใหญ่เจ้าของร่วมมีมติ ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 5,000 บาท

6.กรณีไม่จัดให้มีการประชุมใหญ่สามัญครั้งแรกภายใน 6 เดือนนับแต่วันที่ได้จดทะเบียนนิติบุคคลอาคารชุดเพื่อแต่งตั้งคณะกรรมการและพิจารณาให้ความเห็นชอบข้อบังคับ และผู้จัดการที่จดทะเบียนตามที่ได้ยื่นขอจดทะเบียนนิติบุคคลอาคารชุดไว้แล้วต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 5,000 บาท

7.อาจต้องถูกลงโทษตามมาตรา 71 ซึ่งเป็นบทกำหนดโทษสำหรับนิติบุคคลอาคารชุดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา 38/1 มาตรา 38/2 และมาตรา 38/3 ซึ่งหากไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่ามิได้มีส่วนในการกระทำผิดนั้น โดยมาตรา 38/1 38/2 38/3 มีรายละเอียดดังนี้

มาตรา 38/1 ให้นิติบุคคลอาคารชุดจัดทำ งบดุลอย่างน้อย 1 ครั้งทุกรอบ 12 เดือน โดยให้ถือว่าเป็นรอบปีในทางบัญชีของนิติบุคคลอาคารชุดนั้น

งบดุลตามวรรคหนึ่งต้องมีรายการแสดงจำนวนสินทรัพย์และหนี้ของนิติบุคคลอาคารชุดกับทั้งบัญชีรายรับรายจ่าย และต้องจัดให้มีผู้สอบบัญชีตรวจสอบ แล้วนำเสนอเพื่ออนุมัติในที่ประชุมใหญ่เจ้าของร่วมภายใน 120 วันนับแต่วันสิ้นปีทางบัญชี

มาตรา 38/2 ให้นิติบุคคลอาคารชุดจัดทำรายงานประจำปีแสดงผลการดำเนินงานเสนอต่อที่ประชุมใหญ่เจ้าของร่วมพร้อมกับการเสนองบดุล และให้ส่งสำเนาเอกสารดังกล่าวให้แก่เจ้าของร่วมก่อนวันนัดประชุมใหญ่ล่วงหน้าไม่เกิน 7 วัน

มาตรา 38/3 ให้นิติบุคคลอาคารชุดเก็บรักษารายงานประจำปีแสดงผลการดำเนินงานและงบดุล พร้อมทั้งข้อบังคับไว้ที่สำนักงานของนิติบุคคลอาคารชุดเพื่อให้พนักงานเจ้าหน้าที่หรือเจ้าของร่วมตรวจดูได้ รายงานประจำปีแสดงผลการดำเนินงานและงบดุลตามวรรคหนึ่ง ให้นิติบุคคลอาคารชุดเก็บรักษาไว้ไม่น้อยกว่า 10 ปีนับแต่วันที่ได้รับอนุมัติจากที่ประชุมใหญ่เจ้าของร่วม

ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 1 หมื่นบาท

คำถามเกี่ยวกับคณะกรรมการอาคารชุด

– อาคารชุดจำเป็นต้องมีคณะกรรมการอาคารชุดทุกอาคารชุดหรือไม่

ตามพระราชบัญญัติอาคารชุด (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2551 ซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 4 ก.ค. 2551 กฎหมายกำหนดให้ทุกอาคารชุดต้องจัดให้มีคณะกรรมการนิติบุคคลอาคารชุด ประกอบด้วยกรรมการไม่น้อยกว่า 3 คน แต่ไม่เกิน 9 คน การแต่งตั้งกรรมการผู้จัดการต้องนำไปจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ภายใน 30 วันนับแต่วันที่ที่ประชุมใหญ่เจ้าของร่วมมีมติแต่งตั้ง

การแต่งตั้งกรรมการมีผลนับแต่ที่ประชุมใหญ่เจ้าของร่วมมีมติแต่งตั้ง แต่อาจใช้บังคับบุคคลภายนอกไม่ได้หากยังไม่นำไปจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่

– ใครบ้างมีสิทธิได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการ

1.เจ้าของร่วมหรือคู่สมรสของเจ้าของร่วม

2.ผู้แทนโดยชอบธรรม ผู้อนุบาล หรือผู้พิทักษ์ในกรณีที่เจ้าของร่วมเป็นผู้เยาว์ คนไร้ความสามารถ หรือคนเสมือนไร้ความสามารถ แล้วแต่กรณี

3.ตัวแทนของนิติบุคคลจำนวน 1 คน ในกรณีที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของร่วม

ในกรณีที่ห้องชุดใดมีผู้ถือกรรมสิทธิ์เป็นเจ้าของร่วมหลายคนให้มีสิทธิได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการจำนวน 1 คน

– กรรมการมีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละกี่ปี

คราวละ 2 ปี แต่จะดำรงตำแหน่งเกิน 2 วาระติดต่อกันไม่ได้ เว้นแต่ไม่อาจหาบุคคลอื่นมาดำรงตำแหน่งได้

– เมื่อกรรมการครบกำหนดตามเวลาแล้ว ระหว่างที่ยังไม่มีการแต่งตั้งกรรมการขึ้นมาใหม่ ใครเป็นผู้มีอำนาจหน้าที่แทนกรรมการดังกล่าว

เมื่อครบกำหนดวาระการดำรงตำแหน่งแล้ว หากยังไม่ได้มีการแต่งตั้งกรรมการขึ้นใหม่ ให้กรรมการซึ่งพ้นจากตำแหน่งตามวาระนั้นปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่ากรรมการซึ่งได้รับแต่งตั้งใหม่เข้ารับหน้าที่

– ใครเป็นผู้แต่งตั้งกรรมการ

กรรมการแต่งตั้งโดยมติที่ประชุมใหญ่ตามมาตรา 44 คือได้รับคะแนนเสียงข้างมากของ เจ้าของร่วมที่เข้าประชุม โดยมีองค์ประชุมคือหนึ่งในสี่ของจำนวนเสียงลงคะแนนทั้งหมด ในกรณีเจ้าของร่วมมาประชุมไม่ครบองค์ประชุมคือมีผู้มาประชุมคะแนนเสียงรวมกันไม่ถึงหนึ่งในสี่ของจำนวนคะแนนเสียงทั้งหมดให้เรียกประชุมใหม่ภายใน 15 วันนับแต่วันเรียกประชุมครั้งก่อน และการประชุมใหญ่ครั้งหลังนี้ไม่บังคับว่าจะต้องครบองค์ประชุม

– การแต่งตั้งกรรมการต้องจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่หรือไม่

กฎหมายกำหนดให้ผู้จัดการต้องนำมติของที่ประชุมใหญ่เจ้าของร่วมที่มีมติแต่งตั้งกรรมการไปจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ภายใน 30 วันนับแต่วันที่ที่ประชุมใหญ่เจ้าของร่วมมีมติ

– การแต่งตั้งกรรมการมีผลเมื่อใด

มีผลเมื่อที่ประชุมใหญ่มีมติแต่งตั้ง แต่อาจไม่สามารถใช้ยันแก่บุคคลภายนอกได้ หากยังไม่นำไปจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่

– ถ้าผู้จัดการไม่นำมติของที่ประชุมใหญ่เจ้าของร่วมไปจดทะเบียนแต่งตั้งกรรมการต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ภายใน 30 วัน ผลทางกฎหมายเป็นอย่างไร

มติที่ประชุมเจ้าของร่วมยังมีผล แต่ผู้จัดการมีโทษฐานฝ่าฝืนมาตรา 69 แห่งพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ. 2522 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติอาคารชุด (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2551 ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 5,000 บาท

– คุณสมบัติของบุคคลที่จะได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการมีอย่างไรบ้าง

บุคคลซึ่งจะได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการต้องไม่มีลักษณะต้องห้ามดังต่อไปนี้

1.เป็นผู้เยาว์ คนไร้ความสามารถ หรือคนเสมือนไร้ความสามารถ

2.เคยถูกที่ประชุมใหญ่เจ้าของร่วมให้พ้นจากตำแหน่งกรรมการ หรือถอดถอนจากการเป็นผู้จัดการเพราะเหตุทุจริต หรือมีความประพฤติเสื่อมเสียหรือบกพร่องในศีลธรรมอันดี

3.เคยถูกไล่ออก ปลดออก หรือให้ออกจากราชการ องค์การ หรือหน่วยงานของรัฐหรือเอกชน ฐานทุจริตต่อหน้าที่

4.เคยได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ

– กรรมการมีหน้าที่อย่างไร

คณะกรรมการมีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้

1.ควบคุมการจัดการนิติบุคคลอาคารชุด

2.แต่งตั้งกรรมการคนหนึ่งขึ้นทำหน้าที่เป็นผู้จัดการ ในกรณีที่ไม่มีผู้จัดการหรือผู้จัดการไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ตามปกติได้เกิน 7 วัน

3.จัดประชุมคณะกรรมการ 1 ครั้งในทุก 6 เดือนเป็นอย่างน้อย

4.หน้าที่อื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง (ปัจจุบันยังไม่มีการออกกฎกระทรวงกำหนดหน้าที่ของกรรมการแต่อย่างใด)

– ในกรณีคณะกรรมการแต่งตั้งกรรมการขึ้นทำหน้าที่เป็นผู้จัดการต้องจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่หรือไม่

ไม่ต้องไปจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ เนื่องจากไม่ใช่เป็นเรื่องแต่งตั้งผู้จัดการ แต่เป็นกรณีคณะกรรมการแต่งตั้งกรรมการขึ้นทำหน้าที่เป็นผู้จัดการ (ชั่วคราว) เนื่องจากไม่มีผู้จัดการ หรือผู้จัดการไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ตามปกติได้เกิน 7 วัน

– การถอดถอนผู้จัดการ (ชั่วคราว) ที่เป็นกรรมการแต่ได้รับการแต่งตั้งจากคณะกรรมการให้ทำหน้าที่เป็นผู้จัดการ ต้องใช้มติคะแนนของเจ้าของร่วมเท่าไร

เนื่องจากบุคคลดังกล่าวเป็นกรรมการไม่ใช่ผู้จัดการ เพียงแต่ได้รับแต่งตั้งจากคณะกรรมการไปทำหน้าที่ผู้จัดการในกรณี

1.ไม่มีผู้จัดการ

2.มีผู้จัดการแต่ผู้จัดการไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ตามปกติได้เกิน 7 วัน

ดังนั้น เมื่อมีการแต่งตั้งผู้จัดการแล้วหรือผู้จัดการที่มีอยู่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ตามปกติแล้ว กรรมการดังกล่าวก็พ้นจากหน้าที่ผู้จัดการทันที โดยไม่ต้องใช้มติถอดถอนจากเจ้าของร่วม

– การเปลี่ยนตัวกรรมการเพื่อทำหน้าที่ผู้จัดการกระทำได้หรือไม่

กระทำได้โดยมติเสียงข้างมากของคณะกรรมการ

ในกรณีนี้ไม่สามารถใช้มติคะแนนเสียงของเจ้าของร่วมให้มีการเปลี่ยนแปลงตัวกรรมการให้มาทำหน้าที่ผู้จัดการได้ เนื่องจากกฎหมายกำหนดให้เป็นอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการ กรรมการดังกล่าวพ้นหน้าที่จากการเป็นผู้จัดการทันทีนับแต่เสียงข้างมากของคณะกรรมการมีมติให้เปลี่ยนตัวกรรมการเพื่อทำหน้าที่ผู้จัดการ และกฎหมายไม่ได้กำหนดให้ต้องนำไปจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่แต่อย่างใด

– คณะกรรมการต้องรับโทษตามพระราชบัญญัติอาคารชุดฯ ในกรณีไหนบ้าง อย่างไร

ตามพระราชบัญญัติอาคารชุดฯ ไม่ได้กำหนดโทษสำหรับคณะกรรมการไว้แต่อย่างใด คงกำหนดบทลงโทษไว้เฉพาะประธานกรรมการดังนี้

กรณีที่ 1 ประธานไม่จัดให้มีการประชุมคณะกรรมการตามคำร้องขอของกรรมการตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป ภายใน 7 วันนับแต่วันที่ได้รับการร้องขอ ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 5,000 บาท

กรณีที่ 2 ไม่จัดประชุมคณะกรรมการทุก 6 เดือน ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 5,000 บาท

– กรรมการนิติบุคคลที่ดำรงตำแหน่งอยู่ก่อนพระราชบัญญัติอาคารชุด (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2551 มีผลบังคับใช้ (4 ก.ค. 2551) มีผลอย่างไร

กฎหมายกำหนดให้ดำรงตำแหน่งต่อไป จนกว่าจะครบตามวาระที่กำหนดไว้ในข้อบังคับ หรือจนกว่าที่ประชุมใหญ่เจ้าของร่วมจะมีการแต่งตั้งกรรมการขึ้นใหม่

6 ก.พ.

บัตรประชาชนใช้อย่างไรจึงจะปลอดภัย

ทุกวันนี้ ไม่ว่าเราจะทำธุรกรรมอะไร ก็จะต้องใช้บัตรประชาชน การเซ็นสำเนาถูกต้อง  เพื่อแสดงตัวตนถือเป็นหลักฐานสำคัญ วันนี้จึงได้นำเอาวิธีการเซ็นสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนที่ถูกต้องและวิธีการเซ็นค่อมเอกสารสำคัญ ไม่ว่าจะเป็น สำเนาทะเบียนบ้าน วุฒิการศึกษา หรือใบรับรองต่างๆ นั้น ซึ่งการขีดคร่อมเอกสารเมื่อต้องใช้ประกอบเป็นหลักฐานในการทำธุรกรรมต่างๆ กับหน่วยงานภาครัฐ องค์กรเอกชน หรือหน่วยงานอิสระอย่างอื่น  หากเจ้าของสำเนาเอกสารไม่ได้ระบุวัตถุประสงค์ของการนำไปใช้ประกอบเพื่อเป็นหลักฐานให้ถูกต้องเรียบร้อย ก็อาจถูกมิจฉาชีพนำสำเนาเอกสารดังกล่าวไปใช้ในทางที่ก่อให้เกิดผลร้ายกับเจ้าของสำเนาเอกสารเอง เช่น นำไปใช้ในกรณีขอเปิดใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่รายเดือน หรือการทำบัตรเครดิตต่างๆ

ทั้งนี้การขีดคร่อม และเขียนข้อความกำกับบนสำเนาเอกสารนั้น ไม่ได้มีกฎหมายกำหนดไว้เป็นการเฉพาะ แต่เป็นวิธีการหนึ่งเพื่อป้องกันมิให้มิจฉาชีพ นำสำเนาเอกสารนั้นไปใช้ประโยชน์ในทางที่มิชอบด้วยกฎหมาย แต่บางครั้งการขีดคร่อมเอกสารเพื่อนำไปใช้ประกอบเป็นหลักฐาน หากกระทำไม่ถูกต้อง อาจส่งผลให้สำเนาเอกสารฉบับนั้น ไม่สามารถใช้บังคับได้ตามกฎหมาย หรืออาจกลายเป็นลักษณะของ การขีดฆ่าเอกสารทิ้งเสีย
             ดังนั้น หลักของการขีดคร่อมเอกสารที่ถูกวิธี ควรปฏิบัติ ดังนี้
             1.  ควรเขียนไว้บริเวณที่ยากแก่การแก้ไข
             2. ขีดเส้นทึบยาวทับสำเนาเอกสารเพียงเส้นเดียว
             3. ระบุวัตถุประสงค์ของการนำไปใช้ให้ชัดเจนเหนือเส้นตามข้อ 2.
             4. ระบุวันเดือนปี
             5. รับรองสำเนาถูกต้อง 
             6. ลงลายมือชื่อทั้งตัวบรรจง และลายเซ็นชื่อ 
             7. ไม่ขีดเส้นเป็นแบบตาหมากรุก ขีดเส้นทึบยาวสองเส้นขนานกัน หรือขีดกากบาท 
             8. ไม่เขียนตัวหนังสือทับบริเวณสาระสำคัญของสำเนาเอกสาร 
             9.  ต้องใช้ปากกาหมึกสีดำเท่านั้น ถึงจะปลอดภัยที่สุด เพราะ เครื่องถ่ายเอกสาร บางเครื่อง สามารถถ่ายเอกสารโดยดึงหมึกสีน้ำเงินออก เหลือใช้เฉพาะข้อความของบัตรประชาชน แล้วทำให้มิจฉาชีพ เซ็นเอกสารบัตรประชาชนนั้น แทนเราได้เลย
สำหรับหลักการทั้ง 9 ข้อนี้ สามารถนำไปใช้งานได้จริง และเป็นเทคนิคในการป้องกันตัวเองจากกลุ่มมิจฉาชีพได้อีกด้วย 
เพิ่มเติมได้ข้อควรจำง่ายๆ ที่ควรรู้ไว้ ดังนี้

5 ก.พ.

เบื้องหลังความสำเร็จ “น้องข้าวมันไก่” สุดดังในอเมริกา

“น้อง พูนสุขวัฒนา” (ปัจจุบันอายุ 37 ปี) เล่าว่า เธอเกิดและเติบโตที่กรุงเทพฯ แม่ของเธอเป็นลูกจ้างในร้านอาหาร ส่วนพ่อติดเหล้า ไม่มีงานทำ ทุกวันชอบทำร้ายร่างกายและจิตใจของคนในครอบครัว รวมทั้งหมาในบ้าน แต่แม่ได้ต่อสู้เลี้ยงดูลูกๆ จนศึกษาจบปริญญาตรีได้สำเร็จRead More

30 พ.ย.

จ้างช่างไฟไม่มีใบอนุญาต จับ คนจ้าง 30,000 ช่าง 5,000

เราได้พูดถึงเรื่องการประกาศใช้ พ.ร.บ. ส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2557 ที่จะมีผลบังคับให้ช่างไฟฟ้าภายในอาคารทุกคนจะต้องผ่านการทดสอบเพื่อรับหนังสือรับรองความรู้ความสามารถ ตั้งแต่ วันที่ 26 ตุลาคม 2559 ที่จะถึงนี้ ซึ่งแน่นอนว่าเมื่อมีการบังคับใช้ก็ย่อมต้องมีอัตราโทษ ซึ่งเราจะมาอธิบายเพิ่มเติมกันในครั้งนี้

อัตราโทษที่กำหนดไว้เกี่ยวกับเรื่องการไม่มีใบอนุญาตของช่างไฟฟ้าภายในอาคาร แต่ฝ่าฝืนทำงาน ได้มีการกำหนดโทษเอาไว้ว่า…

“หากฝ่าฝืนต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 5,000 บาท และผู้จ้างงาน ผู้ไม่มีหนังสือรับรองความรู้ความสามารถทำงานต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 30,000 บาท” !!!

แปลขยายความให้เข้าใจง่ายขึ้นก็คือ หาก ช่างไฟฟ้าผู้ใดที่ยังไม่ได้รับใบอนุญาตดังกล่าว ไปรับงาน หากถูกจับ จะถูกปรับในอัตราไม่เกิน 5,000 บาท ส่วนตัวผู้ว่าจ้าง ที่จ้างช่างไม่มีใบอนุญาตให้มาทำงาน จะถูกปรับในอัตราที่สูงกว่า คือ ไม่เกิน 30,000 บาท !!

สำหรับส่วนตัวของ “ผู้จ้าง” ในที่นี้ต้องอธิบายเพิ่มเติมสักเล็กน้อย เนื่องจากผลที่จะบังคับใช้นั้น ตัวผู้ว่าจ้าง หมายถึง หัวหน้างาน หรือผู้รับเหมาที่จ้างช่างเข้ามาทำงาน ไม่ได้หมายถึง ผู้ที่เป็นเจ้าของบ้าน ยกตัวอย่างก็คือ เจ้าของบ้าน ต้องการต่อเติมอาคาร ก็ไปว่าจ้างผู้รับเหมาให้มาทำงานให้ ซึ่งในทีมของผู้รับเหมาก่อสร้าง ก็จะมีช่างไฟฟ้า ซึ่งหากว่าช่างไฟฟ้าที่เข้ามาทำงานไฟฟ้าภายในอาคาร ที่ว่าจ้างเข้ามานี้ เป็นผู้ที่ยังไม่มีใบอนุญาตรับรอง ตัวของช่างไฟฟ้าคนนั้นจะโดนปรับเป็นเงินไม่เกิน 5,000 บาท ส่วน ผู้รับเหมา ที่ว่าจ้างช่าง จะถูกปรับในอัตราไม่เกิน 30,000 บาท ! ซึ่งกรณีนี้ไม่เกี่ยวกับเจ้าของบ้าน…

เรื่องนี้ถือได้ว่าเป็นยาแรงขนานหนึ่ง ! ที่เกิดขึ้นในวงการช่าง ที่ทั้งช่างไฟฟ้าและผู้รับเหมาจะต้องเอาใจใส่และให้ความสำคัญ ไม่เช่นนั้นก็จะเกิดปัญหาถูกปรับไม่คุ้มกับรายได้… อย่างไรก็ตาม กฎหมายนี้ก็มีเหตุผลในการออกมาบังคับใช้ซึ่งเราก็ควรทำความเข้าใจที่ไปที่มาของมันเสียก่อน…

เหตุผลที่มีการกำหนดกฎเกณฑ์ข้อนี้ขึ้นบังคับใช้ ก็เนื่องมาจาก… การทำงานในสาขาช่างไฟฟ้าภายในอาคาร เป็นอาชีพที่อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อบุคคลอื่น หรือต่อสาธารณะ ซึ่งเราจะเห็นได้ว่า บ่อยครั้งที่เกิดไฟไหม้จากสาเหตุไฟฟ้าลัดวงจร ซึ่งเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับ ช่างไฟฟ้าภายในอาคาร ซึ่งเป็นไปได้ว่าส่วนหนึ่งของการลัดวงจรเป็น เพราะมีช่างที่ไม่มีทักษะเพียงพอ ไม่ได้รับการเรียนและฝึกฝนอย่างถูกต้อง เป็นช่างแบบครูพักลักจำ หัดทำเองแล้วมารับงาน ซึ่งเป็นไปได้ว่าทำให้เกิดงานที่ไม่ได้ระดับมาตรฐาน ก่อให้เกิดความเสี่ยงที่จะเกิดอันตรายขึ้น การทดสอบเพื่อมอบใบรับรอง ถือเป็นการจัดระบบมาตรฐาน ทำให้เกิดความปลอดภัยที่สูงขึ้น และเรื่องนี้ยังเป็นประโยชน์ กับทั้งเจ้าของบ้าน ผู้รับเหมา และตัวของช่างไฟฟ้าเอง ด้วย ดังนั้น… รีบดำเนินการเสียตั้งแต่ตอนนี้ ! ติดต่อสำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงานในจังหวัดของท่าน เพื่อทราบหลักเกณฑ์เพิ่มเติม หรือ สอบถามได้ที่ 02-245-1707 ต่อ 601 หรือ 602 ได้ในวันเวลาราชการ

7 พ.ย.

แกล้งร้องเรียน, แจ้งความ ฟ้องผู้อื่นระวังจะถูกฟ้องกลับ ถ้าไม่สุจริต

           ผู้เสียหายมีอำนาจร้องขอความเป็นธรรม ร้องทุกข์กล่าวโทษ ฟ้องร้องดำเนินคดี สิทธิดังกล่าวเป็นไปตาม ป.วิ.พ. หรือ ป.วิ.อ.แต่การใช้สิทธิต้องกระทำโดยสุจริต ไม่กลั่นแกล้งหรือรู้อยู่แล้วว่าเป็นความเท็จไม่เป็นความจริง แต่ไปแกล้งร้องเรียนหรือแกล้งฟ้องร้องถือว่า เป็นการกระทำละเมิด

1. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1147/2503
            การที่จำเลยแจ้งความเท็จเป็นการละเมิดต่อโจทก์ เพราะจำเลยไม่มีอำนาจเอาความไม่จริงไปแจ้งความกล่าวหาโจทก์ และเป็นผลโดยตรงที่เกิดจากการละเมิดของจำเลยทำให้โจทก์ถูกจับกุมและควบคุมเสียเสรีภาพจำเลยต้องรับผิดฐานละเมิด
2.คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3828/2533
            ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 95 บัญญัติห้ามมิให้ศาลรับฟังพยานบุคคลใด เว้นแต่บุคคลนั้นเป็นผู้ที่ได้เห็นได้ยินหรือทราบข้อความเกี่ยวในเรื่องที่จะให้การเป็นพยานนั้นมาด้วยตนเองก็ตาม แต่ก็มีข้อยกเว้นว่า ความในข้อนี้ให้ใช้ได้ต่อเมื่อไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายโดยชัดแจ้งหรือคำสั่งของศาลว่าให้เป็นอย่างอื่น ดังนี้ แม้คำเบิกความของ ฉ.และว.เป็นพยานบอกเล่า และแม้ผู้บอกเล่ายังมีตัวอยู่และสามารถนำสืบมาได้ศาลก็ย่อมมีอำนาจรับฟังคำพยานโจทก์ทั้งสองปาก ซึ่งเบิกความประกอบพยานเอกสารดังกล่าวได้
3.คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 976/2543
             แม้โจทก์จะมีชื่อและนามสกุลอย่างเดียวกันกับลูกหนี้ของจำเลย แต่ก็มีภูมิลำเนาต่างกัน ทั้งลูกหนี้ของจำเลยไม่เคยย้ายภูมิลำเนา อีกทั้งเมื่อโจทก์ติดต่อทนายความจำเลยแจ้งว่ามิได้เป็นหนี้ ทนายความจำเลยหรือจำเลยกลับยืนยันว่าเป็นหนี้ ถ้าไม่ชำระหนี้จะฟ้องร้องต่อศาล ทำให้โจทก์เกิดความกลัว จึงได้ไปร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนเป็นเหตุให้โจทก์ถูกหนังสือพิมพ์รายวันลงข่าวเผยแพร่ไปทั่วราชอาณาจักร ทำให้โจทก์ถูกผู้บังคับบัญชาเรียกไปสอบสวนหามูลเหตุของข่าวการเป็นหนี้จำเลย และลงความเห็นว่าถ้าข่าวดังกล่าวเป็นจริงโจทก์จะถูกลงโทษ โจทก์ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการโทรศัพท์ทางไกลติดต่อญาติพี่น้องเพื่อแจ้งความจริงให้ทราบ และได้ว่าจ้างทนายความให้ตรวจสอบรายละเอียดเกี่ยวกับหนี้ดังกล่าว ดังนี้ กรณีถือได้ว่าจำเลยประมาทเลินเล่อหรือไม่ใยดีต่อผลแห่งความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นแก่โจทก์ในภายหลังโดยไม่ใช้ความระมัดระวังตามสมควรทำการตรวจสอบเกี่ยวกับตัวลูกหนี้ของจำเลยเสียใหม่ตามที่โจทก์แจ้งให้ทนายความของจำเลยหรือจำเลยทราบแล้วว่าโจทก์มิใช่ลูกหนี้ของจำเลย รวมทั้งจำเลยยังได้ยืนยันที่จะฟ้องร้องโจทก์ต่อศาล จนเป็นเหตุให้โจทก์เกิดความกลัวและนำเรื่องไปร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนจนถูกหนังสือพิมพ์รายวันบางฉบับนำข่าวไปเผยแพร่ทั่วราชอาณาจักร อันเป็นการกระทำต่อโจทก์โดยมิชอบด้วยกฎหมายทำให้โจทก์เสียหาย พฤติการณ์จึงถือได้ว่าจำเลยได้กระทำละเมิดต่อโจทก์อันจำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์เพื่อการนั้นแล้วครบถ้วนด้วยองค์ประกอบแห่งความผิดเพื่อละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 420
4.คำพิพากษาฎีกาที่ 1051/2495
             เจ้าหนี้ตามคำพิพากษานำยึดบ้านเรือน โดยมีเหตุผลให้เชื่อโดยสุจริตว่าบ้านเรือนที่ยึดเป็นของลูกหนี้ตามคำพิพากษา จนถึงขายทอดตลาดบ้านเรือนนั้นไป ดังนี้ ย่อมถือได้ว่าเป็นการกระทำไปโดยใช้สิทธิของศาล เมื่อเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาหรือผู้แทนกระทำไปโดยมิได้ประมาทเลินเล่อแต่อย่างใดแล้ว ถึงแม้จะปรากฎว่าบ้านเรือนที่นำยึดเป็นของผู้อื่นการกระทำนั้น ไม่เป็นละเมิด
    การที่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาไปยึดทรัพย์ของลูกหนี้ตามคำพิพากษาถือว่าเป็นการใช้อำนาจตาม ป.วิ.พ.การยึดทรัพย์นี้บางครั้งทรัพย์ที่ยึดเป็นของบุคคลอื่น ถ้าเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาเชื่อโดยสุจริตว่าทรัพย์ที่ไปยึดเป็นของลูกหนี้ตามคำพิพากษาแล้ว ก็ถือว่าเป็นการใช้สิทธิตามที่ ป.วิ.พ. ให้อำนาจไว้ไม่เป็นการจงใจทำให้ผู้อื่นเสียหาย จะมีปัญหาเฉพาะเรื่องประมาทเลินเล่อหรือไม่ ถ้าเป็นทรัพย์ที่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาครอบครองหรือใช้สอยอยู่ ซึ่งสามัญชนทั่วไปย่อมเชื่อได้ว่าทรัพย์ที่ยึดถือครอบครองหรือใช้สอบอยู่ เป็นของลูกหนี้ตามคำพิพากษาก็คงไม่ประมาทเลินเล่อ แต่ถ้าเป็นพวกอสังหาริมทรัพย์ก็น่าจะตรวจสอบจากเอกสารหนังสือสำคัญเกี่ยวกับสิทธิที่ดินก่อนหรือ ถ้าเชื่อว่าเขาครอบครองแทนกัน ก็จะต้องมีข้อเท็จจริงที่หนักแน่นให้ฟังได้ว่า หรือให้เข้าใจโดยสุจริตได้ว่า เป็นทรัพย์ของลูกหนี้ตามคำพิพากษา มิฉะนั้น อาจจะเป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่อ ซึ่งเป็นละเมิดได้
5.คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2390/2529
            จำเลยว่าจ้างโจทก์ให้เลี่ยมกรอบพระเครื่องให้4องค์แต่ไม่ไปรับพระเครื่องที่โจทก์เลี่ยมกรอบเสร็จแล้วคืนโจทก์จึงขายพระเครื่องไปเช่นนี้การที่จำเลยแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่โจทก์ฐานยักยอกทรัพย์โดยไม่ได้ความว่าจำเลยจงใจกลั่นแกล้งกล่าวหาย่อมถือว่าเป็นการใช้สิทธิตามกฎหมายโดยสุจริตและการที่พนักงานสอบสวนตั้งข้อหาควบคุมตัวและดำเนินการสอบสวนโจทก์จนกระทั่งพนักงานอัยการฟ้องโจทก์ต่อศาลจึงเป็นเรื่องที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของพนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการการกระทำของจำเลยไม่เป็นการละเมิดต่อโจทก์. การฟ้องเรียกทรัพย์คืนหรือให้ใช้ราคาทรัพย์ไม่มีกฎหมายบัญญัติเรื่องอายุความไว้จึงต้องถืออายุความ10ปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา164.(ที่มา-ส่งเสิรมฯ)
6.คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 826 – 827/2514
           โจทก์ฟ้องจำเลยด้วยเรื่องหุ้นส่วนเลี้ยงและขายไก่แบ่งปันกำไรกันขอให้พิพากษาบังคับจำเลยใช้ทุนคืนและจ่ายผลกำไร ทางพิจารณาข้อเท็จจริงฟังได้ไม่ใช่เรื่องเข้าหุ้นส่วน เป็นเรื่องจำเลยซื้อสินค้าเชื่อค้างชำระกันอยู่ พิพากษาให้จำเลยชำระหนี้ค่าซื้อสินค้าเชื่อให้โจทก์ ย่อมเป็นการพิพากษานอกฟ้องนอกประเด็น
           เมื่อพฤติการณ์ที่จำเลยไปแจ้งความต่อเจ้าพนักงานให้ดำเนินคดีอาญาแก่โจทก์ จำเลยได้กระทำไปโดยเชื่อว่าตนมีสิทธิและใช้สิทธิของตนโดยชอบด้วยกฎหมาย และยังไม่ได้ความว่าจำเลยจงใจแกล้งให้โจทก์เสียหาย กรณียังไม่เป็นละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420
7.คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3833/2528
            การใช้สิทธิทางศาล หากกระทำโดยไม่สุจริต จงใจแต่จะให้โจทก์ได้รับความเสียหาย โดยใช้ศาลเป็นเครื่องกำบัง ก็เป็นการกระทำละเมิดได้ โจทก์ฟ้องอ้างว่าจำเลยได้โอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินอันเป็นสามยทรัพย์ให้แก่บุคคลอื่นไป ไม่มีสิทธิในทางภาระจำยอมอีกแล้ว กลับมายื่นคำร้องและนำสืบพยานหลักฐานในการไต่สวนคำร้องโดยจงใจกลั่นแกล้งโจทก์ เพื่อให้โจทก์ได้รับความเสียหายหากได้ความเป็นความจริงตามฟ้องก็จะถือว่าจำเลยใช้สิทธิในทางศาลโดยสุจริตมิได้การกระทำของจำเลยอาจเป็นละเมิดต่อโจทก์ คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ห้ามโจทก์ โอนขาย จำหน่ายที่ดิน หากมีคำสั่งไปเพราะหลงเชื่อตามพยานหลักฐานเท็จหรือปกปิดความจริงที่จำเลยนำสืบ ย่อมเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ได้เช่นเดียวกัน ศาลชั้นต้นจึงชอบที่จะสืบพยานโจทก์จำเลยให้เสร็จสิ้นกระแสความเสียก่อนการสั่งงดสืบพยานโจทก์จำเลยเสียจึงถือว่าไม่ปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่าด้วยการพิจารณาเป็นการไม่ชอบ ศาลชั้นต้นพิเคราะห์คำฟ้อง คำให้การ แล้วมีคำสั่งงดสืบพยานโจทก์จำเลยและวินิจฉัยในข้อกฎหมายว่าคำสั่งศาลมิใช่ผลโดยตรงจากการที่จำเลยยื่นคำร้องการกระทำของจำเลยไม่เป็นการละเมิดต่อโจทก์ พิพากษายกฟ้อง เป็นการที่ศาลวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในข้อกฎหมายอันทำให้คดีเสร็จไปทั้งเรื่องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 24 ไม่เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาตาม มาตรา 227 แม้โจทก์จะไม่ได้โต้แย้งไว้ก็มีสิทธิอุทธรณ์และฎีกาต่อมาได้
8.คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 124/2487
           ในเรื่องหมิ่นประมาทเขาซึ่งหน้าอันเป็นผิดฐานลหุโทษนั้นถือว่าเป็นการทำละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา420 ซึ่งศาลคำนวณค่าเสียหายให้ตามควรแก่พฤติการณ์ตามมาตรา 438
           คำว่าสิทธิหมายถึงประโยชน์อันบุคคลมีอยู่และบุคคลอื่นต้องเคารพหรือได้รับการรับรองและคุ้มครองของกฎหมาย
9.คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 804/2502
          ฟ้องโจทก์ที่บรรยายว่า จำเลยร้องเรียนและแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงาน ถ้าโจทก์มิได้บรรยายให้ชัดแจ้งว่า ข้อความที่จำเลยร้องเรียนและแจ้งแก่เจ้าพนักงานนั้น เท็จอย่างใดและความจริงเป็นฉันใด อันพอที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี แม้ข้อความในตอนท้ายจะมีกล่าวว่าโดยจำเลยรู้อยู่ก่อนแล้วว่า เป็นข้อความเท็จหรือมิได้มีการกระทำผิดอาญาเกิดขึ้น ก็เป็นข้อความที่กล่าวอย่างเคลือบคลุม ไม่ปรากฏว่าจำเลยรู้ว่าเป็นเท็จในข้อใด คำว่า “หรือมิได้มีการกระทำผิดอาญาเกิดขึ้น” ก็เป็นคำกล่าวอย่างกว้างๆ ไม่แน่ชัดว่าเหตุที่ไม่มีการกระทำผิดเกิดขึ้นนั้นเป็นเพราะไม่มีการกระทำหรือว่าเป็นเพราะการกระทำนั้นไม่เป็นผิดอาญาทั้งมีคำว่า “หรือ” ประกอบอยู่ในฟ้อง ซึ่งเป็นถ้อยคำที่แสดงถึงการไม่ยืนยันให้แน่ชัด ฟ้องโจทก์เช่นนี้ย่อมไม่สมบูรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158(5)
           โจทก์ฟ้องว่าจำเลยไปแจ้งความเท็จหาว่าโจทก์ลักทรัพย์เป็นเหตุให้เจ้าพนักงานจับโจทก์ไปควบคุมไว้ ขอให้ลงโทษจำเลยฐานทำให้เสื่อมเสียอิสระภาพนั้น การที่โจทก์ถูกจับกุมและถูกควบคุมตัวดังที่กล่าวในฟ้อง ย่อมเป็นหน้าที่ของเจ้าพนักงานซึ่งจะเห็นสมควรปฏิบัติต่อโจทก์อย่างใดตามควรแก่กรณี เพียงแต่พิจารณาฟ้อง ก็ยกฟ้องได้แล้ว เพราะตามที่บรรยายในฟ้องจำเลยยังไม่มีความผิดฐานนี้
10.คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7/2516
            เอกสารที่บุคคลผู้มีอำนาจหน้าที่กระทำได้ ได้ทำขึ้นนั้น แม้ข้อความในเอกสารนั้นจะไม่ตรงกับความจริง ก็หาเป็นความผิดฐานปลอมเอกสารไม่
            จำเลยไปแจ้งต่อพนักงานสอบสวนว่า โจทก์ยักยอกทรัพย์ จนโจทก์ถูกพนักงานสอบสวนกักขัง ก็เป็นเรื่องที่พนักงานสอบสวนใช้ดุลพินิจว่าจะกักขังโจทก์หรือไม่ จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานทำให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 310
11.คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3925/2531
            คดีก่อนโจทก์ฟ้องอ้างว่าจำเลยผิดสัญญาซื้อขายถ้วยแก้วขอให้บังคับจำเลยคืนเงินมัดจำและค่าเสียหายที่โจทก์ต้องไปซื้อถ้วยแก้วจากผู้อื่นแพงขึ้น ส่วนคดีนี้โจทก์ฟ้องให้จำเลยรับผิดจากการที่โจทก์ต้องชำระเงินตามเช็คที่จำเลยโอนไปให้แก่บุคคลภายนอกและเรียกค่าสินไหมทดแทนจากการที่โจทก์ต้องแต่งตั้งทนายความสู้คดีและต้องรับโทษจำคุกตามคำพิพากษา ซึ่งเป็นคนละเรื่องต่างประเด็นกัน และโจทก์เพิ่งชำระเงินตามเช็คไปหลังจากศาลชั้นต้นในคดีก่อนพิพากษาคดีแล้ว ฟ้องโจทก์จึงไม่เป็นฟ้องซ้อนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 คำให้การของจำเลยต่อสู้ปฏิเสธฟ้องโจทก์แต่เพียงว่า ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้อนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173มิได้ให้การต่อสู้ว่าฟ้องโจทก์เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำตามมาตรา 144 และศาลชั้นต้นได้กำหนดประเด็นข้อพิพาทในชั้นชี้สองสถานไว้ว่าฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้อนหรือไม่ ดังนั้นศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยปัญหาเรื่องการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำจึงชอบแล้ว จำเลยผิดสัญญาโอนเช็คที่โจทก์จ่ายเป็นประกันการชำระราคาซื้อขายถ้วยแก้วให้บุคคลภายนอก โจทก์ถูกบุคคลภายนอกฟ้องและได้ชำระเงินตามเช็คให้บุคคลภายนอกไปแล้ว ค่าดอกเบี้ยและค่าฤชาธรรมเนียมที่โจทก์ได้จ่ายให้แก่บุคคลภายนอกผู้เป็นโจทก์นั้น โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องเอากับจำเลยได้ เพราะไม่เป็นค่าเสียหายโดยตรงจากการที่จำเลยผิดสัญญา ความรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนในเรื่องละเมิดเกี่ยวกับการทำให้เสียหายแก่ชื่อเสียงหรือเกียรติคุณนั้น มีแต่เฉพาะการกล่าวหรือไขข่าวแพร่หลายซึ่งข้อความอันฝ่าฝืนความจริงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 423 เท่านั้น โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนในกรณีต้องเสื่อมเสียชื่อเสียงและเกียรติยศเพราะถูกจำคุกตามคำพิพากษา ค่าจ้างทนายความต่อสู้คดีที่โจทก์ผู้สั่งจ่ายถูกผู้ทรงฟ้องไม่ใช่เป็นผลโดยตรงอันเกิดจากการที่จำเลยผิดสัญญาและแม้จะเป็นเรื่องละเมิดก็นับว่าเป็นค่าเสียหายที่ไกลเกินกว่าเหตุ โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกเอาแก่จำเลย
12.คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7807/2542
           จำเลยเป็นเพียงผู้จำหน่ายเทปเพลงซึ่งเป็นลิขสิทธิ์ของโจทก์ที่มีผู้ทำละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์โดยได้ทำซ้ำไว้แล้วเท่านั้น แม้การกระทำดังกล่าวจะทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายแก่ชื่อเสียง ประชาชนขาดความเชื่อถือ และโจทก์ได้เสียค่าใช้จ่ายในการโฆษณาเทปเพลงลิขสิทธิ์ของโจทก์เพื่อให้ประชาชนทั่วไปได้รับทราบเป็นเงินจำนวนมากก็ตามแต่ความเสียหายของโจทก์ที่ได้รับจากการกระทำของจำเลยโดยตรงที่สามารถคำนวณเป็นเงินได้คงมีเฉพาะที่โจทก์ต้องขาดประโยชน์จากการที่จำเลยนำเทปเพลงที่ละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ออกจำหน่าย อันอาจทำให้การจำหน่ายเทปเพลงของโจทก์ตกต่ำไป 175 ม้วน ซึ่งคิดเป็นเงินที่โจทก์จำหน่ายราคาม้วนละ 90 บาท เป็นเงิน 15,750 บาท ส่วนความเสียหายแก่ชื่อเสียงเกียรติคุณของโจทก์ทำให้ประชาชนไม่เชื่อถือในกิจการของโจทก์นั้นมีไม่มากนัก ค่าเสียหายในส่วนนี้จำนวน 50,000 บาท จึงเหมาะสมแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งการกระทำละเมิดของจำเลยแล้ว แต่การที่โจทก์ได้จ่ายเงินให้แก่สำนักงานทนายความเพื่อให้ดำเนินคดีแก่จำเลยนั้นเป็นเพียงค่าใช้จ่ายที่โจทก์ต้องจ่ายเพื่อรักษาประโยชน์ในการดำเนินกิจการของโจทก์เท่านั้น มิใช่ค่าเสียหายที่เกิดจากการละเมิดของจำเลยโจทก์ไม่มีสิทธิที่จะเรียกค่าใช้จ่ายส่วนนี้จากจำเลยได้
           โจทก์เรียกค่าเสียหายจากจำเลย 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยชำระค่าเสียหายให้โจทก์ 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้อง การที่โจทก์อุทธรณ์ขอให้จำเลยชำระค่าเสียหายให้โจทก์ 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้อง จึงเป็นกรณีที่โจทก์ขอเรียกค่าเสียหายเพิ่มในชั้นอุทธรณ์ 50,000 บาทเท่านั้น โจทก์ต้องเสียค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์ตามทุนทรัพย์เพียง 50,000 บาท รวมค่าขึ้นศาลอนาคตด้วย ฉะนั้น การที่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ในทุนทรัพย์ 100,000 บาท จึงไม่ถูกต้อง ต้องคืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินแก่โจทก์
13.คำพิพากษาฎีกาที่ 877/2531(ประชุมใหญ่)
            พิพากษาว่า การที่ไปเชื่อมสายไฟเอาไฟฟ้ามาใช้ในบ้านถือว่าเป็นความผิดฐานลักทรัพย์เพราะกระแสไฟฟ้าเป็นทรัพย์สินอย่างหนึ่ง แต่ในคดีแพ่งไม่มีปัญหาเมื่อกระแสไฟฟ้าเป็นทรัพย์สินแล้วทำละเมิดก็ถือว่าทำให้เสียหายต่อทรัพย์สิน การที่ขับรถโดยประมาทชนเสาไฟฟ้าของการไฟฟ้าหักล้ม กระแสไฟฟ้าวิ่งลงดินหมด นอกจากเสาไฟฟ้าหักเสียหาย ซึ่งเป็นการเสียหายต่อทรัพย์สินแล้วยังเสียหายต่อกระแสไฟฟ้าซึ่งเป็นทรัพย์สินอีกอย่างหนึ่งด้วย+

14.คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6702/2553
           จำเลยรู้อยู่แล้วว่าไม่มีสิทธินำประเด็นที่ถึงที่สุดในคดีแรกมาฟ้องโจทก์ การที่จำเลยรู้อยู่แล้วยังนำคดีมาฟ้องโจทก์ในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันนั้นอีก เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตจงใจทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายต้องเสียค่าใช้จ่ายในการดำเนินการต่อสู้คดีปกป้องสิทธิอันชอบธรรมของตนจากการกระทำอันไม่สุจริตของจำเลย จำเลยจึงเป็นฝ่ายกระทำละเมิดต่อโจทก์และค่าว่าจ้างทนายความเข้าต่อสู้คดีกับจำเลยในเหตุที่จำเลยกระทำละเมิดต่อโจทก์เป็นส่วนหนึ่งของค่าใช้จ่ายที่โจทก์ต้องเสียไปในการปกป้องสิทธิอันชอบธรรมของโจทก์ไม่ให้เสียไปจึงเป็นค่าเสียหายโดยตรงจากการที่จำเลยกระทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายในส่วนนี้

13 ต.ค.

ประวัติและตำนาน “ทุ่งกุลาร้องไห้”

มีตำนานเล่าสืบต่อกันมาว่าเมื่อหลายพันปีมาแล้วดินแดนทุ่งกุลาร้องไห้เคย เป็นทะเลสาบมาก่อนกว้างยาวสุดลูกหูลูกตาไม่มีต้นไม้ใหญ่สสักต้นเพราะน้ำลึก มาก เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำนานาชนิด ในสมัยนั้นมีเมืองสำคัญอยู่เมืองหนึ่งคือ เมืองจำปาขัน หรือเมืองจำปานาคบุรี อยู่ทางทิศตะวันตกของทะเลสาบ
ปัจจุบันก็คือเทศบาล ตำบล จำปาขัน อำเภอ สุวรรณภูมิ จังหวัด ร้อยเอ็ด คือเมือง จำปานาคบุรี หรือ เมือง จำปาขัน นั้นเองRead More

error: Content is protected !!