หมวดหมู่: สาระเพื่อสุขภาพ

8 พ.ย.

ง่วงกลางวัน แสดงว่า….

1. นอนไม่พอ
การนอนของแต่ละคนนั้นไม่เท่ากัน บางคน 6 ชั่วโมง บางคน 8 ชั่วโมง ถึงจะพอ ยิ่งไปกว่านั้นในคน ๆ เดียวกัน แต่ต่างเวลา ความต้องการเวลานอนอาจไม่เท่ากันก็ได้ รวมถึงคนที่อดนอนมาหลายวันจะขาดการนอนสะสม ต้องนอนชดเชยย้อนหลังให้มากกว่าเวลาที่อดนอนไป

2. โรคนอนไม่หลับ (insomnia)
ใครที่มีอาการนอนตาค้าง คิดนั่นคิดนี่ ฟุ้งซ่าน สติแตก พลิกไปพลิกมา ข่มตาหลับอย่างไรก็ไม่สำเร็จ แสดงว่าคุณเป็นโรคนอนไม่หลับ โรคนี้ค่อนข้างทรมานเพราะจะมีผลทำให้ร่างกายอ่อนล้า เนื่องจากพักผ่อนไม่เพียงพอ ทางแก้ที่ควรทำ คือ ควรเข้านอนเป็นเวลาทุกวัน เพื่อปรับสภาพร่างกายให้ชิน งดเว้นสารกระตุ้นต่าง ๆ หรือการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ แต่ควรเปลี่ยนเป็นเครื่องดื่มสมุนไพรอุ่น ๆ เช่น ชาคาร์โมมายด์ ลาเวนเดอร์ จะช่วยให้ผ่อนคลาย และหลับง่ายยิ่งขึ้น

3. หม่ำคาร์โบไฮเดรตมากเกินไป
นักวิจัยเล่าว่าการกินอาหารมื้อใหญ่ ๆ ที่หนักแป้ง หนักน้ำตาล มีผลทำให้เลือดไหลที่กระเพาะอาหาร เพราะต้องทำการย่อยอาหารปริมาณมากให้เสร็จสิ้น ทำให้เลือดไหลเวียนช้าโดยเฉพาะส่วนสมองจึงทำให้รู้สึกง่วงซึม เฉื่อยชา และอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตสูง เป็นตัวบ่งชี้ว่าทำให้มีการหลั่งสารเคมีในสมองที่มีความสัมพันธ์กับความง่วงนอน เช่น เซโรโทนิน

4. คุณอาจเป็นโรคเหล่านี้
โลหิตจาง เบาหวาน ซึมเศร้า และโรคหยุดหายใจระหว่างหลับ (Obstructive Sleep Apnea หรือ OSA) โรคนี้ คือภาวะที่ทางเดินลมหายใจส่วนบนยุบตัวลงระหว่างนอนหลับ ทำให้หยุดหายใจไปเลย (apnea) นานครั้งละ 10 วินาทีขึ้นไปแล้วสะดุ้งตื่นไม่ต่ำกว่าชั่วโมงละ 5 ครั้ง คนเป็นโรคนี้จะมีผลทำให้ง่วงกลางวันมึนงงแต่เช้า ความจำเสื่อม โรคนี้มักเป็นกับคนที่มีภาวะอ้วนลงพุง

แนวทางแก้ไข

1. เพิ่มเวลาการนอน ในช่วงเวลากลางคืน หากต้องการรู้ว่าเวลานอนของเราพอหรือไม่ คือจัดเวลานอนให้มากขึ้น อย่างน้อยคือ 8 ชั่วโมง ลองดูเป็นเวลา 1 สัปดาห์ หากอาการง่วงนอนกลางวันยังไม่ดีขึ้น แสดงว่าอาจเกิดจากสาเหตุอื่น

2. บริหารลมหายใจ กระตุ้นร่างกาย ปลุกตัวเองให้กระฉับกระเฉงเพียงแค่หายใจเข้าออกถี่ ๆ ทางจมูก หุบปากตามสบาย จนรู้สึกว่ากล้ามเนื้อที่ฐานต้นคอเหนือกระดูกไหปลาร้า และที่กระบังลมเกิดการเคลื่อนไหวตาม วิธีนี้ทำบ่อย ๆ จะทำให้ร่างกายแข็งแรง จะรู้สึกมีพลัง ตื่นตัว แก้ง่วงได้ดีนัก

3. จิบน้ำระหว่างวัน ควรเป็นน้ำอุ่นอุณหภูมิห้อง เพื่อให้ร่างกายดูดซึมไปใช้ในระบบไหลเวียนมาเลี้ยงเลือดได้ทันที ช่วยเพิ่มความสดชื่น กระปรี้กระเปร่าได้ดี

4. ปรับเปลี่ยนอิริยาบถ โดยการลุกเดิน หากิจกรรมทำ ก็เป็นกระตุ้นให้ร่างกายตื่นตัวได้

5. งีบหลับสัก 10-15 นาที มีงานวิจัยชี้ว่า การงีบหลับสัก 10-15 นาที เมื่อตื่นขึ้นมาจะรู้สึกสดชื่น กระปรี้กระเปร่า พร้อมรับกับสถานการณ์ช่วงบ่ายได้เป็นอย่างดี แต่วิธีนี้ควรทำเมื่อถึงจุดวิกฤติจริง ๆ แนะนำว่าควรหามุมส่วนตัวก็จะดี ยิ่งเป็นที่ทำงานด้วยแล้ว อาจถูกตำหนิได้

6. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เป็นอีกทางที่ช่วยเติมพลังได้อย่างไม่น่าเชื่อ ลองหาเวลาออกกำลังกาย อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้ง ครั้งละไม่ต่ำกว่าครึ่งชั่วโมง รับรองสมองปลอดโปร่ง สุขภาพร่างกายแข็งแรง มีไฟในทุกสถานการณ์

ที่มา : npzmoon.com/bloggang.com

3 ต.ค.

ผมร่วง ผมบาง ปัญหาที่แก้ได้

เราชอบพูดถึงทรงผมที่ไม่รับกับใบหน้า และกับผมเสีย เช่น ผมร่วงล่ะ คุณจะทำอย่างไร

          เมื่ออายุมากขึ้น เรามักประสบกับปัญหาผมร่วง ซึ่งนี่เป็นเรื่องตามธรรมชาติที่เมื่ออายุมากขึ้น ผมก็จะยิ่งบางลง ยิ่งไปกว่านั้นผมที่ร่วงในแต่ละวันจะยิ่งมีปริมาณมากขึ้น ปกติผมคนเราจะร่วงประมาณวันละ 100 เส้น แต่ผมร่วงที่เป็นปัญหาจริง ๆ เกิดขึ้นเมื่อผมร่วงแล้วไม่งอกขึ้นมาใหม่ หรือร่วงมากกว่าวันละ 130 เส้น และถ้าร่วงเรื้อรังตั้งแต่ 3 เดือนขึ้นไป จะทำให้ผมบางลงเรื่อย ๆ นำไปสู่จุดเริ่มต้นของศีรษะล้านในที่สุด

          ปัญหา ผมร่วง ผมบาง ศีรษะล้าน รังแค เป็นปัญหาใหญ่ที่ทำลายบุคลิกดี ๆ ของคุณให้เสียไป ทำให้ดูแก่เกินวัย จนทำให้เกิดความเครียดและกังวล ถ้ารู้ว่าผมเริ่มร่วงมากขึ้น ผมเริ่มบางขึ้น จะต้องรีบแก้ไขทันทีก่อนสายเกินแก้ ปล่อยทิ้งไว้มีโอกาสศีรษะล้านได้ในเวลาเพียงไม่กี่ปี

ปัญหาของผมร่วง (Hair Loss) มาจาก 2 สภาวะ ดังนี้

1) ผมร่วงจากรากผมถูกทำลาย ผมร่วงจากรากผมถูกทำลายมาจากหลาย ๆ สาเหตุด้วยกัน

           ผมร่วงจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนเพศ ทั้งชายและหญิง ก่อให้เกิดปัญหาผมร่วงได้ ฮอร์โมนบางชนิด (DHT) จะเข้าไปทำลายโคนรากของเส้นผม โดยเฉพาะตรงบริเวณส่วนหน้าและตรงกลางกระหม่อมในเพศชาย

           รากผมถูกทำลายจาก เกลือและยูเรีย ที่ถูกขับออกมาในรูปของเหงื่อผ่านทางรูขุมขน เกลือและยูเรียมีฤทธิ์กัดกร่อนและเป็นอันตรายต่อเส้นผม ทำให้ผมเน่าเสีย ผมร่วงง่ายขึ้น

           รากผมถูกทำลายจากโรคบางชนิด เช่น มะเร็ง ไตวายเรื้อรัง เอดส์ ฯลฯ เนื่องจากโรคบางชนิดเหล่านี้ มีผลกระทบต่อความสมดุลของร่างกาย ทำให้เซลล์บางส่วนของร่างกายเสื่อมได้รวมทั้งเซลล์รากผม ทำให้เกิดภาวะผมร่วงขึ้นได้

           รากผมถูกทำลายจากการรับประทานบางชนิด ซึ่งเป็นผลกระทบต่อเนื่องจากการรับประทานยาเข้าไป ทำให้เซลล์บางส่วนรวมถึงรากผมเสื่อมลงได้และสลายไปในที่สุด

           รากผมถูกทำลายจากสารเคมีบางชนิด ซึ่งมีผลกระทบต่อรากผม หรือยับยั้งการเจริญเติบโตของรากผมได้

2) ผมร่วงจากการอักเสบของผิวหนังศีรษะ และการแบ่งเซลล์ผิดปกติของหนังศีรษะ

           จากการแพ้สารเคมีบางชนิด ก่อให้เกิดการอักเสบที่บริเวณผิวหนังศีรษะ และมีผลกระทบไปถึงเส้นผมทำให้ผมหลุดร่วงง่ายขึ้น

           จากการย่อยสลายไขมัน และสิ่งสกปรกที่ร่างกายขับออกมาผ่านทางรูขุมขนของแบคทีเรียในบรรยากาศ โดยเฉพาะผู้ที่มีปัญหาหนังศีรษะมัน จะพบกับอาการคันศีรษะบ่อย ๆ การเกาก่อให้เกิดการอักเสบบริเวณผิวหนังศีรษะ และอาจติดเชื้อได้ง่าย ๆ ซึ่งจะก่อให้เกิดปัญหาผมร่วง และผมที่ร่วงจะลุกลามบริเวณใกล้เคียงได้

           ผมร่วงจากการแบ่งเซลล์มากผิดปกติของเซลล์ผิวหนังศีรษะ ซึ่งการแบ่งเซลล์ที่มากกว่าปกติเช่นนี้ ก่อให้เกิดปรากฏการณ์ที่เรียกกันว่า รังแค นั่นเอง ซึ่งถ้าเป็นมาก ๆ ก่อให้เกิดปัญหา ผมร่วง ได้เช่นกัน

          นอกจากนี้ปัญหาผมร่วง ยังมีสาเหตุมาจากหลาย ๆ ส่วนอีกมากมาย เช่น ความผิดปกติจากฮอร์โมนเพศเปลี่ยนแปลง การกินยาคุมกำเนิดชนิดที่มีฮอร์โมนแอนโดรเจนเป็นส่วนประกอบ ถ้ารับประทานบ่อย ๆ หรือเป็นประจำก็จะพบกับปัญหาผมร่วงมากผิดปกติเช่นกัน สตรีภายหลังการคลอดบุตรใหม่ ๆ เส้นผมจะหลุดร่วงมากกว่าปกติ เนื่องจากการปรับสภาวะสมดุลของร่างกายและฮอร์โมน

          ผู้ที่มีความเครียดทางอารมณ์สะสมเป็นเวลานาน ๆ หรือผมร่วงจากปัญหาสุขภาพ เช่น มีการผ่าตัดใหญ่ มีปัญหาโรคโลหิตจาง ผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับโรคทางต่อมไทรอยด์ ไดวาย การฉีดคีโม การสวมหมวกกันน็อกเป็นประจำ ซึ่งจะทำให้หนังศีรษะร้อนอบอ้าว การใช้สารเคมีที่มีฤทธิ์ที่รุนแรงต่อเส้นผม ผู้ที่มีโภชนาการไม่ปกติ ทำให้ร่างกายขาดโปรตีน ขาดธาตุเหล็ก

          ผมที่ร่วงจากสาเหตุเหล่านี้นี่เอง ที่ก่อตัวให้เกิดปัญหาผมบางติดตามมา ถ้าไม่มีการรักษาอย่างถูกต้อง และถูกวิธีก็เตรียมตัวรับกับสภาวะผมบางอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ผมบางเริ่มต้นอย่างไร?

          ผมบางเริ่มต้นจากผมร่วง ทั้งร่วงผิดปกติและผมร่วงเรื้อรัง โดยทั่วไปผมบางส่วนใหญ่จะมาจากปัญหาทางด้านพันธุกรรม ที่สืบทอดกันมาจากบรรพบุรุษ โดยเฉพาะในเพศชายที่เห็นได้ชัดเจนมากที่สุด แต่ในปัจจุบันนอกจากปัญหากรรมพันธุ์แล้ว ปัญหาจากสภาวะแวดล้อมและของใช้สอยในชีวิตประจำวัน เริ่มเข้ามามีบทบาททำให้เกิดปัญหาผมบางติดตามมามากขึ้น

ข้อสังเกต

          ผู้ที่มีปัญหาผมบางส่วนใหญ่ พบว่ามักมีปัญหาผมมันหรือหนังศีรษะมันถึงมันมาก มักจะสร้างปัญหาให้กับเส้นผมและหนังศีรษะ ทำให้ผมร่วงมากขึ้นและง่ายขึ้น ภาวะที่หนังศีรษะเป็นกรด จะก่อให้เกิดปัญหาอีกหลายอย่างติดตามมา ดังนั้นผู้ที่มีปัญหาหนังศีรษะมัน พึงหลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง พยายามขจัดไขมันหรือน้ำมันส่วนเกินออกไปให้เร็วที่สุด เพื่อป้องกันไม่ให้ไขมันหรือน้ำมันเหล่านี้ สร้างปัญหาให้กับเส้นผมและผิวหนังศีรษะ แต่ในการขจัดไขมันส่วนเกินนี้ พึงระวังการใช้สารเคมี หรือแชมพูที่มีฤทธิ์กัดกร่อนรุนแรง หรือทำให้หนังศีรษะระคายเคือง ซึ่งอาจจะกระทบถึงเส้นผมได้ทุกเมื่อ

          อย่างไรก็ตาม ทั้งปัญหาผมร่วงและผมบางจะลดลงได้ โดยการหมั่นตรวจสอบ ดูแลและรักษาสุขภาพของเส้นผม และหนังศีรษะอยู่เป็นประจำ ถ้าผิดปกติต้องรีบแก้ไขทันที อย่ารอให้เวลาผ่านไปนาน ๆ จึงค่อยแก้ไข ซึ่งจะไม่ทันการณ์ อาจจะเกิดปัญหาศีรษะล้านแบบไม่ทันตั้งตัว

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
20 ก.ย.

วิตามินและแร่ธาตุสำหรับคนสายตาสั้น

การที่คนมีสายตาสั้นแล้วไม่ใช่ว่าสายตาจะต้องสั้นลงเรื่อย ๆ เสมอไป เนื่องจากเซลล์ประสาทตาจะไม่เสื่อมลงไปตลอดเวลา ถ้าหากเรามี วิธีบำรุงที่ดีด้วยอาหารที่มีวิตามินและแร่ธาตุต่าง ๆ ที่สำคัญ เช่น

1. วิตามิน เอ
มีความสำคัญต่อร่างกาย บำรุงสายตา ช่วยในด้านการมองเห็น ถ้าขาดวิตามินเอจะทำให้มองเห็นได้ยากในเวลากลางคืนหรือในที่มีแสงน้อย เยื่อบุตาแห้ง กระจกตาเป็นแผล ในกรณีที่ขาดรุนแรงอาจทำให้ตาบอดได้ แหล่งอาหารที่สำคัญที่มี วิตามิน เอ ได้แก่ พืชผักที่มีสี ผักใบเขียวเข้ม มะละกอ ฟักทอง แครอท น้ำมันตับปลา

2. วิตามิน บี 1
มีความสำคัญช่วยในการบำรุงดวงตาได้เป็นอย่างดี การขาดวิตามิน บี 1 มีผลทำให้ประสาทที่ทำหน้าที่นำภาพไปสู่สมองเกิดความผิดปกติได้ แหล่งอาหารที่สำคัญที่มีวิตามิน บี 1 ได้แก่ ข้าวซ้อมมือหรือข้าวกล้อง ถั่วลิสง เต้าหู้ งา กระเทียม

3. วิตามิน อี
มีคุณสมบัติสำคัญที่ช่วยในการป้องกันโรคตา โดยเฉพาะในทารกที่คลอดก่อนกำหนด จากการวิจัยพบว่า การขาดวิตามิน อี ทำให้จอรับภาพของดวงตาเสื่อมได้ แหล่งอาหารสำคัญที่มีวิตามิน อี สูง เช่น น้ำมันพืช จมูกข้าวสาลี ถั่วเปลือกแข็ง ถั่วเมล็ดแห้ง และธัญพืชต่าง ๆ

4. ธาตุสังกะสี
มีความสำคัญต่อการเจริญเติบโตและการแบ่งเซลล์ การมองเห็นในที่มืด และระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย ถ้าขาดสังกะสีแล้วจะทำให้การเจริญเติบโตช้า ภูมิคุ้มกันบกพร่อง และตาบอดกลางคืนได้ อาหารที่ให้ธาตุสังกะสีสูงและมีการดูดซึมได้ดี คือ อาหารทะเล ข้าวกล้องหรือข้าวซ้อมมือ เป็นข้าวที่ไม่ได้ขัดขาว และ ถั่วต่าง ๆ

นอกจากอาหารดังกล่าวแล้ว สิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งคือการปรับพฤติกรรมในการใช้สายตาให้เหมาะสม เช่น หลังจากที่อ่านหนังสือทุก ๆ 40 – 50 นาที ก็ควรจะพักสายตาโดยการมองออกไปไกล ๆ หรือมองต้นไม้ ใบไม้ สักระยะหนึ่งเป็นครั้งคราว เพื่อถนอมสายตามของเรานั่นเอง

ที่มา : edtech.ipst.ac.th

23 ส.ค.

เล่นบาสแล้วตัวสูงจริงหรือ? วิธีไหนบ้างที่ช่วยให้สูงขึ้นได้บ้าง?

เด็กยุคใหม่ใครๆ ก็อยากสูง แต่ทำอย่างไรถึงจะสูงได้อย่างเต็มที่ แล้วที่มีคนบอกว่าเล่นบาสเก็ตบอลแล้วทำให้ตัวสูงนั้น จริงหรือเปล่า…เรามาหาคำตอบกันดีกว่า

การที่เด็กๆ จะตัวสูงได้นั้นมีองค์ประกอบหลายอย่าง ทั้งเรื่องกรรมพันธุ์ สังเกตดูสิว่า ถ้าคุณพ่อคุณแม่ตัวสูงแล้วล่ะก็ เด็กๆ ก็จะมีโอกาสสูงตามไปด้วย แต่ก็มีหลายครอบครัวที่คุณพ่อคุณแม่ไม่สูงแต่ลูกตัวสูงได้ นั่นก็เป็นเพราะเด็กๆ ได้กินอาหารที่ดีมีประโยชน์ ออกกำลังกายอยู่เสมอ และนอนหลับพักผ่อนอย่างเต็มที่นั่นเอง

ช่วงอายุเท่าไหร่ที่ความสูงจะเพิ่มขึ้นได้มากที่สุด
ช่วงที่เด็กๆ สูงเร็วและ มีความสูงเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวคือช่วง 1 ขวบแรก และสูงขึ้นน้อยลงเมื่ออายุ 2 ปี หลังจากนั้นความสูง จะเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 6-8 เซนติเมตร จนเมื่อเป็นวัยรุ่น เด็กผู้หญิงจะเติบโตเร็วที่สุดเมื่ออายุประมาณ 11 ปีครึ่งและหยุดเมื่ออายุ 18 ปี ส่วนเด็กผู้ชายจะอยู่ในอายุประมาณ 13 ปีครึ่งและหยุดเมื่ออายุ 20 ปี

วิธีไหนบ้างที่ช่วยให้สูงขึ้น  

1 : อาหาร ทานอาหารให้ครบห้าหมู่โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ธาตุแคลเซี่ยม ที่ใช้สร้างกระดูก เด็กวัยเจริญเติบโตต้องการวันละ 1200 มิลลิกรัม

อาหารอะไรที่ให้ แคลเซียมสูง อาหารที่ให้ปริมาณธาตุแคลเซี่ยมสูง คือ งาดำ (ให้แคลเซียมสูงมาก มีแคลเซียม มากกว่าพืชผักทั่วไปถึง 40 เท่า ) ถั่วอัลมอน ถั่วเหลือง ผักใบสีเขียวเข้ม เช่น คะน้า ผักบุ้ง ผักโขม ยอดแค ปลาตัวเล็กๆที่กินได้ทั้งตัว กุ้งแห้ง เป็นต้น

ดื่มนมมากๆแล้วจะทำให้ตัวสูง จริงหรือ?
เรามักได้ยินบ่อยๆ ว่า ให้ดื่มนมมากๆ เพื่อจะให้ได้แคลเซี่ยมมาก และทำให้ตัวสูง ดอกเตอร์ วิลเลี่ยม เอลลิส ผู้เชี่ยวชาญในเรื่องนมเนย ของประเทศสหรัฐอเมริกา ระบุว่า มีคนไม่กี่คนเท่านั้นที่สามารถสันดาปโปรตีนจากนมวัวได้อย่างเหมาะสม ความจริงก็คือ คาซีน ( casein) เป็นโปรตีนหลักในนมวัว และเป็นสารจำเป็นในกระบวนการเผาผลาญอาหารของวัว แต่ไม่ใช่สารจำเป็นของมนุษย์ และคนเราจะย่อยโปรตีนนี้ได้ยากมาก จากการศึกษาของเขาพบว่า ทั้งเด็ก และ ผู้ใหญ่ ย่อย คาซีน ได้อย่างยากลำบาก มีโปรตีนบางส่วนเท่านั้น จะถูกย่อยได้และโปรตีนในส่วนที่ย่อยได้นี้จะเข้าสู่กระแสเลือด และรบกวนเนื้อเยื่อ เพิ่มโอกาสำให้เป็นภูมิแพ้ได้ และตับจะพยายามกำจัดโปรตีนที่ถูกย่อย นี้ออกไป ซึ่งผลกระทบหลักที่นมมีต่อร่างกายคือ จะก่อให้เกิดก้อนมูกที่ทำให้ภายในลำไส้เล็กแข็งตัวอุดตัน ดังนั้นการดื่มนมมากๆ นอกจะไม่ได้ปริมาณแคลเซี่ยมมากตามที่ต้องการแล้ว ยังเป็นการเพิ่มภาระให้กับระบบการขับถ่ายของร่างกายอีกด้วย และจากการศึกษาของเขา ในการตรวจ เลือดคนจำนวน 25,000 คน ทีดื่มนม 3-5 แก้วต่อวัน กลับมีแคลเซี่ยมในเลือดที่ต่ำมาก

2 การนอน ควรนอนหลับให้เพียงพอในช่วงกลางคืน เพราะ Growth Hormone จะหลั่งออกมามากขณะนอนหลับ และเริ่มหลั่งตั้งแต่ช่วงหัวค่ำ จึงไม่ควรนอนดึก

3 การออกกำลังกายที่ ช่วยกระตุ้นความสูงคือ โดยเฉพาะกีฬาที่ต้องอาศัยการกระโดดหรือ การยืดตัว การออกกำลังกายที่มีการลงน้ำหนักที่เท้า เช่น กระโดดเชือก บาสเก็ต บอล วอลเล่บอล วิ่ง ฟุตบอล แบดบินตัน และ แอโรบิก เป็นต้น การออกกำลังกายประเภทนี้ จะเป็นการส่งแรงกระตุ้นไปที่แผ่นความเจริญเติบโตของกระดูก ซึ่งจะมีอยู่ บริเวณปลายกระดูกแต่ละท่อน จึงช่วยทำให้ในช่วงที่ร่างกายยังมีการเจริญเติบโตอยู่นี้ สูงขึ้นได้เร็วกว่าปกติ และการออกกำลังกายยังช่วยให้ Growth Hormone หลั่งออกมาอีกด้วย หลายคนจึงบอกว่าเล่นกีฬาอย่างบาสเก็ตบอลหรือว่ายน้ำจะทำให้ตัวสูง   แต่ความจริงแล้วกีฬาทุกอย่างช่วยกระตุ้นให้สูงได้ทั้งนั้น โดยเฉพาะในช่วงที่อายุ 12 – 16 ปี ดังนั้น ถ้าเด็กๆ ออกกำลังกายหรือเล่นกีฬาอย่างสม่ำเสมอ ไม่ว่าจะเป็นบาสเก็ตบอล ว่ายน้ำ ฟุตบอล หรืออื่นๆ ก็สามารถสูงได้ทั้งนั้น เพียงแต่มีเคล็ดลับเล็กน้อยว่า… การเล่นกีฬาไม่ว่าชนิดไหน เด็กๆ ควรเล่นอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เล่นๆ หยุดๆ โดยเล่นกีฬา หรือออกกำลังกายให้สัปดาห์ละ 3 ครั้ง แต่ละครั้งก็ควรเล่นให้ต่อเนื่องกัน 40 นาทีถึง 1 ชั่วโมง กล้ามเนื้อและกระดูกถึงจะถูกกระตุ้นให้ทำงานขยายและยาวขึ้นได้

เป็นเรื่องน่าเสียดายอย่างมากที่เด็กๆ ไม่ได้สร้างปัจจัยให้ตัวเองมากพอ ที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเจริญเติบโตของร่างกายให้เติบโตได้อย่างเต็มที่ เด็ก ๆส่วนใหญ่ไม่ได้รับอาหารที่มีแคลเซียมอย่างเพียงพอ ที่ร่างกายจะนำไปใช้สร้างกระดูก หรือ ขาดการออกกำลังกาย จึงเป็นการเสียโอกาสที่จะตัวสูงใหญ่ได้เต็มที่อย่างที่ควรจะเป็น

ฉะนั้นวิธีที่ดีที่สุดก็คือ ควรให้ร่างกายได้รับแคลเซียมให้ได้วันละ 1200 มิลลิกรัม พร้อมกับการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และ พักผ่อนให้เพียงพอในตอนกลางคืน

ความสูงนอกจากจะช่วยเสริมให้บุคลิกภาพดูสง่างาม ยังช่วยเพิ่มโอกาสที่จะให้เด็กๆ เลือกอาชีพที่เขาต้องการจะเป็นในอนาคตได้อีกด้วย อย่ารอให้สายเกินไป เพราะเมื่อปลายกระดูกปิดตัวแล้ว ไม่ว่าจะพยายามบำรุงดูแลร่างกายอย่างไร ก็ไม่อาจจะช่วยอะไรได้

12 ส.ค.

ยาต้องห้าม คุณแม่ให้นมลูกต้องระวัง

คุณแม่ยังอยู่ในช่วงให้นมลูกเวลาจะกินหยูกกินยา ส่วนใหญ่จะระมัดระวังเป็นอย่างดีอยู่แล้ว แต่อาจมีบางเรื่องที่หลงลืมไปบ้าง มาติดตามข้อมูลรายละเอียดกันดีกว่าค่ะ
นี่แหละ…ยาต้องห้าม

ยาที่กินโดยไม่มีความจำเป็น : ไม่ได้ผ่านการวินิจฉัยอย่างถูกต้องจากแพทย์ เช่น เพื่อนบอกว่านี่ดีนั่นดีกินไว้สิ ยานี้ช่วยโน่นยานี้ช่วยนี่ เลิกเถอะค่ะ จะได้ไม่ต้องไปเสี่ยงกับปัญหาทั้งหลายทั้งปวง ที่จะทำให้คุณแม่แข็งแรงและบำรุงดีคงไม่มีอะไรดีไปกว่ากินอาหารที่มีประโยชน์ กินให้ครบห้าหมู่ พักผ่อนให้เพียงพอตามภาวะที่เหมาะสมของแม่หลังคลอด ออกกำลังกายและได้รับกำลังใจจากคนรอบข้าง อย่างอื่นน่ะมันของปลอมๆ ทั้งนั้น

ยาที่ไม่รู้จักมันจริง : ทั้งส่วนประกอบ สรรพคุณ ผลข้างเคียงที่อาจเกิดจากการใช้ยา ไม่ว่าจะเป็นแผนปัจจุบัน แผนสัปปายะไทย สัปปายะเทศ หรือพวกแผนอนาคต อันนี้ยิ่งน่ากลัวใหญ่ พวกมาใหม่เอี่ยมเพิ่งทดลองมาเสร็จแล้วออกใช้เลย อย่าเชียวค่ะ

ยาทางเลือก : ประเภทอาการที่ไม่ต้องใช้ก็ได้ยา โดยไม่เกิดอันตราย เช่น คุณแม่เริ่มมีไข้ คุณแม่อาจใช้ยาลดไข้ได้ แต่คุณแม่ก็อาจชะลอการใช้ยาโดยลองดื่มน้ำเยอะๆ เช็ดตัวบ่อยๆ ดื่มน้ำส้มคั้นเพื่อเพิ่มวิตามินซีสดๆ อันนี้ในยามที่ไข้ไม่สูงมากนักค่ะ

ยาอันตราย : ถูกระบุว่าเป็นอันตรายทุกชนิด ก่อนใช้ต้องไตร่ตรองให้ดี พบแพทย์และให้ทราบข้อดีข้อเสีย ผลข้างเคียงที่อาจจะเกิดกับทั้งแม่ น้ำนมของแม่และสุขภาพของลูก หลีกเลี่ยงได้เป็นดีที่สุด

ยาปฏิชีวนะ
ยาปฏิชีวนะที่แพทย์เห็นสมควรให้กินเมื่อจำเป็น เพราะมีการอักเสบติดเชื้อรุนแรงจนต้องได้รับยาจนครบ แล้วคุณแม่เบื่อที่จะกินก็เลิกเอง อันนี้ห้ามเด็ดขาด เพราะอาจนำไปสู่การดื้อยาของเชื้อโรคทำให้การรักษาในอนาคตยากขึ้น ควรปรึกษากับแพทย์ที่ดูแลอยู่ให้แน่ชัดว่าควรปฏิบัติอย่างไร ถามทางเลือกก่อนการเริ่มยา เมื่อเริ่มแล้วไม่ควรถอย ยาตัวนี้สำคัญเพราะต้องป้องกันไว้ตั้งแต่ตอนคลอด หลายตัวสามารถถ่ายทอดมาถึงลูกระหว่างการคลอด และหลายตัวมีฤทธิ์ตกค้างหลังลูกเกิดอีกต่างหาก เช่น ยาแก้ปวดที่ได้มักทำให้ลูกง่วงนอน กดกลไกการดูดกลืน suckling’s reflex rooting’s reflex ของลูกในช่วงแรกๆ ยาบางตัวอาจทำให้ลูกมีโอกาสตัวเหลืองมากกว่าปกติค่ะ

ยาทาถู สูดดม เครื่องสำอาง รักษาสิว
ยาทาถู : ใช้ทาผดผื่นคัน บรรดาเม็ดต่างๆ หรือที่คัน แสบ พุพองทั้งหลาย ยาทาหลายตัวมีพวกสเตรียรอยด์ ไม่ควรใช้ แต่ถ้าใช้ต้องระมัดระวังเพราะหากใช้ไม่ถูก อาจจะทำให้อาการลุกลามมากขึ้นและถ้าใช้นานๆ ก็จะเป็นปัญหาอีกเช่นกัน

ยารักษาสิว : ทำผิวให้ขาวผ่องทั้งหลายอาจมีส่วนผสมที่เป็นอันตราย คุณแม่ที่หวังจะใช้ยากำจัดริ้วรอยคราบไคลดำๆ รอยฝ้าที่เกิดหลังคลอด คงต้องบอกว่าอย่าเลยคะ สิ่งเหล่านี้เกิดเพราะฮอร์โมนระหว่างตั้งครรภ์ รอการปรับของฮอร์โมนสักหน่อยแล้วค่อยปรึกษาแพทย์ ถ้าอยากใช้ยา แต่จริงๆ แล้วยังมีทางเลือกอื่นๆ อีกมาก เช่น การใช้สมุนไพร การไม่ตากแดด การทาครีมกันแดด ฯลฯ ให้เลือกอีกหลายอย่าง เครื่องสำอางทั่วไปที่ปลอดภัยก็ใช้ไปเถอะค่ะ แต่งเติมให้สดชื่นสวยงามบ้างพองาม เพราะถ้ามัวแต่หมกมุ่นกับความสวยของตัวเองก็จะหมดเวลาไปไม่ได้มาใส่ใจกับลูก น่าเสียดาย พยายามหลีกเลี่ยงการย้อมผม การโกรกสีผม นานๆ ทำทีก็พอไหวแต่สีผมธรรมชาติก็ไม่ได้น่ารังเกียจตรงไหนนะคะ

ยาสูดดม : กลิ่นหอมปลอดภัยตามธรรมชาติสนับสนุนให้ใช้เพื่อการผ่อนคลาย จะดมกลิ่นหอมของดอกมะลิริมรั้ว กลิ่นยูคาลิปตัส คาโมมายก็ได้ทั้งนั้น ดมพอหอมชื่นใจ แต่ที่ต้องให้ระวังก็พวกสเปรย์ ทินเนอร์ กลิ่นสารเคมีซึ่งผลกระทบคงเป็นที่สุขภาพคุณแม่ อาจจะหน้ามืดวิงเวียน หรือถึงกับหมดสติถ้าสูดหายใจเข้าไปมาก ไอ้ที่จะผ่านไปถึงลูกนั้นน้อยมากแต่ก็อยากให้ระมัดระวัง หลีกเลี่ยงไม่สัมผัสโดยตรง เอาผ้าปิดปากปิดจมูกเมื่อเจอกลิ่นสารเคมี

คราวนี้คงกระจ่างแล้วว่ายาแบบไหนต้องห้าม แบบไหนให้ระมัดระวังเวลาใช้ แบบไหนปลอดภัย ก็น้ำนมแม่มีค่าสำหรับลูกเกินกว่าจะปล่อยปละไม่สนใจนี่ค่ะ

โดย: มีนะ สพสมัย
ขอขอบคุณข้อมูลจากนิตยสาร Modernmom

6 ส.ค.

โรคนิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะ

โรคนิ่วนั้นมีอยู่ด้วยกันสองชนิด คือนิ่วในถุงน้ำดี และนิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะ ได้แก่ นิ่วในไต นิ่วในท่อไต นิ่วในกระเพาะปัสสาวะ และนิ่วในท่อปัสสาวะ ซึ่งนิ่วทั้งสองประเภทนี้มีความแตกต่างกันทั้งในส่วนประกอบ สาเหตุ รวมทั้งการดูแลรักษา แต่ที่เรียกว่านิ่วเหมือนกัน อันนี้คงเป็นเพราะว่า ลักษณะที่เห็นนั้น เป็นก้อนคล้ายหินเหมือนกัน เพราะฉะนั้น เวลาคนที่ว่าเป็น โรคนิ่ว จึงต้องรู้ว่า เป็นนิ่วที่ไหน ซึ่งในที่นี้โรคนิ่วจะหมายถึงเฉพาะนิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะเท่านั้น

โรคนิ่วนั้นเป็นโรคที่ว่าไปแล้ว เป็นโรคที่ดึกดำบรรพ์ทีเดียว เพราะได้มีคนรายงานพบนิ่วในกระเพาะปัสสาวะในโครงกระดูกศพมัมมี่ของประเทศอียิปต์ มัมมี่ตัวนั้นเข้าใจว่าเป็นเด็กชายอายุประมาณ 16 ปี ซึ่งตายมาแล้วประมาณ 7,000 ปี จนถึงปัจจุบัน โรคนิ่วเป็นปัญหาสาธารณสุขที่พบมากทั่วโลก และอุบัติการณ์โรคนิ่วไตมีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ ในประเทศไทยมีอุบัติการณ์โรคนิ่วไตสูงมากในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ การมีนิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะจะส่งผลให้เกิดภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ ได้ เช่น การติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ การทำงานของไตเสื่อมลง และอาจร้ายแรงจนถึงเกิดภาวะไตวายเรื้อรังและโรคไตระยะสุดท้าย ซึ่งทำให้ถึงแก่ความตายได้ นอกจากนี้โรคนิ่วไตมีอุบัติการณ์การเป็นนิ่วซ้ำสูงมาก ทำให้ทั้งผู้ป่วยและภาครัฐต้องสูญเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาและป้องกันการเกิดนิ่วซ้ำสูงมาก ดังนั้นโรคนิ่วไตจึงจัดเป็นปัญหาสุขภาพที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของประชากรไทยเป็นอย่างยิ่ง โรคนิ่วนั้นมักเริ่มต้นเกิดในไต และต่อมาเลื่อนตำแหน่งไปยังกรวยไต ท่อไต กระเพาะปัสสาวะ และท่อปัสสาวะ ซึ่งถ้านิ่วมีขนาดเล็กก็จะหลุดออกมาเองได้ตอนผู้ป่วยปัสสาวะ แต่ถ้านิ่วมีขนาดใหญ่ก็จะไปอุดตันตามตำแหน่งต่างๆ

สาเหตุของโรคนิ่ว
เกิดจากหลากหลายปัจจัย ทั้งปัจจัยเสี่ยงทางด้านสิ่งแวดล้อม เมตตาบอลิซึม พันธุกรรม วิถีการดำเนินชีวิต และอุปนิสัยการกินอาหารของตัวผู้ป่วยเอง
นิ่วเกิดจาก “ สารก่อนิ่ว ” ที่มีอยู่ในปัสสาวะตามปกติ ได้แก่ แคลเซียม ฟอสเฟต ออกซาเลต ยูเรต ในภาวะที่มีปริมาณผิดปกติและสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยสารเหล่านี้สามารถรวมตัวกันจนกลายเป็นก้อนผลึกแข็งและมีขนาดใหญ่ขึ้นจนกลายเป็นนิ่วอุดตันที่บริเวณต่างๆของทางเดินปัสสาวะองค์ประกอบส่วนใหญ่ในก้อนนิ่วเป็นผลึกแร่ธาตุ เช่น แคลเซียมออกซาเลต แคลเซียมฟอสเฟต ยูเรต แมกนีเซียมแอมโมเนียมฟอสเฟต เป็นต้น นิ่วที่พบมากที่สุดในประเทศไทย คือ นิ่วแคลเซียมฟอสเฟตประมาณร้อยละ 80 รองลงมาคือ นิ่วกรดยูริกพบประมาณร้อยละ 10-20
สำหรับสารที่ป้องกันการก่อผลึกในปัสสาวะเรียกว่า “สารยับยั้งนิ่ว” ที่สำคัญได้แก่ ซิเทรต โพแทสเซียม และแมกนีเซียม ปัจจัยเสี่ยงด้านความผิดปกติทางเมแทบอลิซึมที่พบได้บ่อยในผู้ป่วยโรคนิ่วไตไทย คือ การมีสารยับยั้งนิ่วในปัสสาวะต่ำ ได้แก่ ภาวะซิเทรตในปัสสาวะต่ำพบประมาณร้อยละ 70-90 และภาวะโพแทสเซียมในปัสสาวะต่ำพบประมาณร้อยละ 40-60 ปัจจัยเสี่ยงต่อโรคนิ่วอาจแบ่งได้เป็นปัจจัยภายใน เช่น กายวิภาคของไต พันธุกรรม เชื้อชาติ และปัจจัยภายนอก เช่น ปัจจัยทางภูมิศาสตร์ อากาศ และฤดูกาล ปริมาณน้ำที่ดื่ม พฤติกรรมการกิน อาชีพ ยาบางชนิด

กลไกการเกิดโรค
สาเหตุของการเกิดนิ่วไต คือ การมีสารก่อนิ่วในปัสสาวะสูงกว่าระดับสารยับยั้งนิ่ว ร่วมกับปัจจัยเสริมคือ ปริมาตรของปัสสาวะน้อย ส่งผลให้เกิดภาวะอิ่มตัวยวดยิ่งของสารก่อนิ่วในปัสสาวะ จึงเกิดผลึกที่ไม่ละลายน้ำขึ้น เช่น แคลเซียมออกซาเลต แคลเซียมฟอสเฟต และยูเรต ผลึกนิ่วที่เกิดขึ้นจะกระตุ้นให้เกิดการอักเสบ ส่งผลให้เซลล์บุภายในไตถูกทำลาย ตำแหน่งถูกทำลายนี้จะเป็นพื้นที่ให้ผลึกนิ่วเกาะยึดและรวมกลุ่มกัน เกิดการทับถมของผลึกนิ่วเป็นเวลานานจนกลายเป็นก้อนนิ่วได้ในที่สุด ในคนปกติที่มีสารยับยั้งนิ่วในปัสสาวะสูงเพียงพอจะสามารถยับยั้งการก่อตัวของผลึกนิ่วได้ โดยสารเหล่านี้จะไปแย่งจับกับสารก่อนิ่ว เช่น ซิเทรตจับกับแคลเซียม หรือแมกนีเซียมจับกับออกซาเลต ทำให้เกิดเป็นสารที่ละลายน้ำได้ดี และขับออกไปพร้อมกับน้ำปัสสาวะ ทำให้ปริมาณสารก่อนิ่วในปัสสาวะลดลงและไม่สามารถรวมตัวกันเป็นผลึกนิ่วได้ นอกจากสารยับยั้งนิ่วกลุ่มนี้แล้วโปรตีนในปัสสาวะหลายชนิดยังทำหน้าที่ป้องกันการก่อผลึกในปัสสาวะและเมื่อเคลือบที่ผิวผลึกจะช่วยขับผลึกออกไปพร้อมกับปัสสาวะได้ง่ายขึ้น ปัจจุบันมีหลายงานวิจัยระบุว่าความผิดปกติของการสังเคราะห์และการทำงานของโปรตีนยับยั้งนิ่วเหล่านี้เป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดโรคนิ่วไต

นิ่วที่พบได้บ่อยในประเทศไทย
ก้อนนิ่วสามารถจำแนกชนิดคร่าวๆ ออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ นิ่วชนิดเนื้อเดียวที่มีองค์ประกอบเพียงอย่างเดียว และนิ่วชนิดเนื้อผสมที่มีหลากหลายองค์ประกอบรวมกัน นิ่วส่วนใหญ่ที่พบในประเทศไทยเป็นนิ่วเนื้อผสม นอกจากนั้นเราสามารถแบ่งชนิดนิ่วได้จากองค์ประกอบหลักที่สำคัญในก้อนนิ่ว ได้แก่ นิ่วแคลเซียมออกซาเลต นิ่วแคลเซียมฟอสเฟต นิ่วยูเรตหรือนิ่วกรดยูริก นิ่วสตูไวท์หรือนิ่วติดเชื้อ นิ่วซีสทีน นิ่วชนิดอื่นๆ
อาการของโรคนิ่วในทางเดินปัสสาวะ
อาการของนิ่วในทางเดินปัสสาวะจะขึ้นกับขนาดของนิ่ว ตำแหน่งที่นิ่วนั้นอุดอยู่ นิ่วนั้นอุดทางเดินปัสสาวะมากน้อยแค่ไหน หากเป็นในระยะแรกร่างกายอาจขับก้อนนิ่วออกมาได้เองทางปัสสาวะ ซึ่งจะพบตะกอนเหมือนก้อนกรวดเล็กๆ ปนออกมาพร้อมกับปัสสาวะ แต่ถ้าก้อนนิ่วมีขนาดใหญ่ขึ้นจะมีการอุดตันที่มากขึ้น มีการเสียดสีและทำให้เกิดการบาดเจ็บมีเลือดออก ส่งผลให้ปัสสาวะมีสีแดงขึ้นจากเลือดหรือบางกรณีมีสีเหมือนน้ำล้างเนื้อ
อาการของนิ่วในไต หรือท่อไต
มีอาการปวดบริเวณเอวด้านหลังที่เป็นตำแหน่งของไต เวลาที่ก้อนนิ่วมันหลุดมาอยู่ในท่อไตจะปวดชนิดที่รุนแรงมาก เหงื่อตก เกิดเป็นพักๆ ปัสสาวะอาจมีเลือดหรือเป็นสีน้ำล้างเนื้อร่วมด้วยได้ เรื่องปวดหลังต้องเข้าใจว่า ถ้าปวดเพราะทำงานหนักหรือนั่งทำงานมานานๆกล้ามเนื้อหลังอาจล้าหรือปวดได้ อันนี้เป็นเรื่องของการปวดเมื่อยซึ่งเป็นกันมากซึ่งอาจจะสับสนว่าเป็นนิ่วได้ ถ้านิ่วลงมาอุดบริเวณที่ท่อไตต่อกับกระเพาะปัสสาวะ ผู้ป่วยจะมีอาการระคายเคืองเวลาปัสสาวะ อยากปัสสาวะ แต่ปัสสาวะขัด กะปริดกะปรอย
ในกรณีที่มีการติดเชื้อแทรกซ้อนจะมีอาการไข้ร่วมด้วย หากปล่อยให้เป็นนิ่วไปนานๆ โดยมิได้รับการรักษาจะทำให้ไตบาดเจ็บเรื้อรัง ส่งผลให้ไตมีรูปร่างและทำงานผิดปกติมากขึ้นและนำไปสู่ภาวะไตวายในที่สุด ซึ่งพบว่ามีผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยไม่ได้รับการรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ ดังนั้นหากมีอาการที่น่าสงสัยก็ควรไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
อาการของนิ่วในกระเพาะปัสสาวะ
ปัสสาวะจะขัด สะดุด ถ่ายเจ็บ ไม่สะดวก บางทีออกกะปริดกะปรอยหรือออกเป็นหยดขุ่นหรือขาวเหมือนมีผงแป้งอยู่ บางครั้งมีเลือดหรือเป็นสีน้ำล้างเนื้อ อาจมีสิ่งที่คล้ายกรวดทรายปนออกมากับปัสสาวะ ถ้านิ่วไปอุดท่อทางเดินปัสสาวะก็จะทำให้เกิดการอยากถ่ายปัสสาวะอยู่เสมอ แต่ก็ถ่ายไม่ออก
การตรวจทางห้องปฏิบัติการ
ส่วนใหญ่มักจะพบเม็ดเลือดแดงในปัสสาวะ
ถ้าพบเม็ดเลือดขาวในปัสสาวะอาจแสดงถึงว่ามีการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ
ตรวจการทำงานของไตโดยการเจาะเลือดดูค่า creatinin
การตรวจทางรังสี
x-ray เงาไตที่เรียก KUB (Kidney ureter and bladder) ถ้าหากเป็นนิ่วที่ทึบแสงก็สามารถเห็นนิ่วได้ หากเป็นนิ่วที่ไม่ทึบแสงก็ไม่สามารถเห็น
IVP (Intravenous pyelogram) เป็นการฉีดสีเข้าเส้นเลือดดำ และสีนั้นจะถูกขับออกทางไตหลังจากฉีดจะ x-ray เงาไตที่เวลาต่างๆ หลังฉีดสี เพื่อดูรูปร่าง ลักษณะของไต ว่ามีการอุดตันจากนิ่วหรือไม่ รวมถึงการทำงานของไต ว่าดีมากน้อยแค่ไหน
Ultrasound ดูลักษณะ รูปร่างของไต ดูนิ่วในไตซึ่งในบางชนิดไม่สามารถเห็นจากการ x ray ปกติ เนื่องจากนิ่วไม่ทึบแสง อาจดูเห็นว่าไตมีการบวมจากการอุดตันของนิ่ว ข้อดีคือ สามารถตรวจในคนท้องได้ไม่ต้องเจอรังสี ทำในคนสูงอายุได้อย่างปลอดภัย ข้อเสียคือ มักจะไม่พบนิ่วที่ท่อไตและความไวในการตรวจต่ำ
การรักษา
การรักษามีหลายวิธี แพทย์จะพิจารณาโดยอาศัยข้อมูลเรื่องขนาดของนิ่ว ตำแหน่งของนิ่ว ความแข็งของนิ่ว ไตบวมมากหรือน้อย การอักเสบของไตเป็นต้น เพื่อพิจารณาเลือกวิธีการที่เหมาะสมที่สุดในแต่ละราย บางท่านอาจจะเหมาะสมที่จะรักษาด้วยการสลายนิ่ว แต่บางท่านไม่เหมาะสมที่จะสลายนิ่ว อาจรักษาได้ด้วยวิธีอื่น ๆ ผู้ป่วยควรปรึกษาแพทย์ถึงวิธีการต่าง ๆ เหล่านี้เพื่อจะได้เข้าใจถึงเหตุผลที่แพทย์เลือกวิธีนั้น ๆ ในการรักษา
การรักษาทางยา เหมาะในรายที่เป็นนิ่วขนาดเล็กในไตหรือท่อไต ลักษณะกลม เรียบ มีอาการปวดไตน้อย ไม่อักเสบรุนแรง
การรักษาด้วยการสลายนิ่วด้วยเครื่อง SHOCKWAVE เหมาะสำหรับนิ่วในไต หรือ ท่อไตขนาดปานกลาง โตประมาณ 2 – 3 เซนติเมตร
การรักษาด้วยการใช้กล้องส่อง เข้าไปคีบ ขบ กรอนิ่ว เหมาะสำหรับนิ่วในกระเพาะปัสสาวะและท่อไต ผู้ป่วยไม่มีแผลผ่าตัด สามารถสอดกล้องเข้าไปตามท่อปัสสาวะได้เลย
การรักษาด้วยการเจาะสีข้างเข้าไปในไตเพื่อส่องกล้องและกรอนิ่ว เหมาะสำหรับนิ่วขนาดปานกลาง และโตแบบไม่แตกแขนง
การรักษาด้วยการผ่าตัด เหมาะสำหรับนิ่วขนาดใหญ่ เช่น นิ่วเขากวางในไต นิ่วในท่อไตที่ติดแน่น ผู้ป่วยที่มีอาการอักเสบรุนแรงซึ่งต้องรีบขจัดนิ่วออก ผู้ป่วยที่มีไตเสื่อมมากแล้ว เป็นต้น
การป้องกันการเกิดโรคนิ่ว
ให้ดื่มน้ำมากกว่าวันละ 8 แก้ว หรือให้ได้ปริมาตรของปัสสาวะมากกว่า 2 ลิตรต่อวัน เพื่อลดความอิ่มตัวของสารก่อนิ่วในปัสสาวะ และลดโอกาสการก่อผลึกนิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะ
บริโภคอาหารที่มีประโยชน์ มีสารอาหารครบถ้วนและสัดส่วนเหมาะสม
ลดอาหารที่มีเนื้อสัตว์ ไขมันสัตว์ อาหารหวานและเค็มมาก และอาหารที่มีกรดยูริกสูง ได้แก่ หนังสัตว์ปีก ตับ ไต ปลาซาร์ดีน
หลีกเลี่ยงอาหารที่มีออกซาเลตสูง ได้แก่ งา ผักโขม ช็อกโกแลต สตรอเบอร์รี่ ชา ถั่ว แอปเปิ้ล หน่อไม้ฝรั่ง บล็อคโคลี่ ชีส เบียร์ น้ำอัดลม กาแฟ โกโก้ ไอศครีม นม ส้ม สัปปะรด วิตามินซี โยเกริ์ต
ผู้ที่มีนิ่วควรรับประทานอาหารที่มีใยมาก
ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
สำหรับผู้ที่มีอาการผิดปกติและสงสัยว่ามีนิ่วไตควรปรึกษาแพทย์
ผู้ที่เคยเป็นนิ่วแล้วมีโอกาสที่จะกลับมาเป็นโรคนิ่วอีกครั้งได้มาก ดังนั้น การป้องกันรักษาตัวไม่ให้เกิดโรคนิ่วจึงเป็นวิธีที่ดีที่สุด และควรพบแพทย์อย่างสม่ำเสมอหลังการรักษานิ่ว

โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์วิทย์ วิเศษสินธุ์

        หน่วยศัลยศาสตร์ระบบปัสสาวะ
        ภาควิชาศัลยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี
17 ก.ค.

นิยาม ของคำว่า เจ็บป่วยฉุกเฉิน

นโนยายเจ็บป่วยฉุกเฉินมาตรฐานเดียว โดยไม่ต้องสอบถามสิทธิ และไม่ต้องสำรองจ่ายล่วงหน้า คนไทยทุกคนที่ใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพคงเคยได้ยิน และรับรู้ แต่ก็ยังมีหลายคนที่ัยังคาใจว่า ทำไมไปโรงพยาบาลแล้วแพทย์ไม่พิจารณาว่าเข้าข่ายฉุกเฉิน ทำให้ไม่สามารถใช้สิทธิได้ เนื่องจากเหตุผลว่าไม่ใช่กรณีฉุกเฉิน แล้วโรงพยาบาลใช้เกณฑ์อะไรมาวัด ในเมื่อเราก็รู้สึกว่าเราฉุกเฉิน

ดังนั้นเรามาทำความเข้าใจ นิยามของคำว่า  “เจ็บฉุกเฉิน” ตามที่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ สปสช. ที่เป็นหน่วยงานรับผิดชอบนโยบายดังกล่าว ได้นิยามคำว่า “เจ็บฉุกเฉิน” ขึ้น เพื่อให้การวินิจฉัย และการรักษาพยาบาลของสถานพยาบาลเป็นไปในทิศทางเดียวกัน

โดยระบุว่าสถานพยาบาลต้องยึดความหมาย “เจ็บฉุกเฉิน” ตามประกาศของคณะกรรมการการแพทย์ฉุกเฉิน ซึ่งแบ่งเป็น 2ลักษณะคือ “ผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต” ซึ่งหมายถึงบุคคลที่มีอาการป่วย หรือ บาดเจ็บกะทันหัน หากไม่ได้รับการรักษาทันที จะมีโอกาสเสียชีวิตสูง หรือ มีอาการรุนแรงมากขึ้น เช่น ภาวะหัวใจหยุดเต้น หายใจไม่ออกหอบรุนแรง ภาวะช็อก ชักตลอดเวลา และเลือดออกมาก

และ “ผู้ป่วยฉุกเฉินเร่งด่วน” คือ บุคคลที่มีอาการป่วย หรือ บาดเจ็บเฉียบพลัน หากไม่ได้รับการรักษาโดยเร็ว จะเกิดภาวะแทรกซ้อนจนพิการ หรือ เสียชีวิต เช่น ไม่รู้สึกตัว ชัก เป็นอัมพาต หรือ ตาบอด หูหนวกทันที และเจ็บปวดมากทุรนทุราย

ทั้งนี้ผู้ป่วยฉุกเฉินตามคำนิยามดังกล่าวสถานพยาบาลต่างๆ ทั้งรัฐและเอกชนไม่สามารถเรียกเก็บเงินใดๆ กับผู้ป่วยกลุ่มนี้ ไม่ว่าสิทธิ์ใดก็ตาม แต่ให้มาเบิกจ่ายที่ สปสช.แทน

โดย สปสช. จะเป็นหน่วยงานกลางในการจ่ายเงินให้แก่สถานพยาบาลไปก่อน และค่อยเรียกเก็บกับกองทุนที่ผู้ป่วยมีสิทธิ์อยู่ในภายหลัง

ดังนั้น กรณีที่เจ็บป่วยทั่วไป เช่น ไข้หวัด ตัวร้อน  ไอเรื้อรัง โรคเรื่อรังที่แพทย์ต้องติดตามผล ตามนัด ฯลฯ หรือภาวะที่นอกเหนือจากการ  “เจ็บฉุกเฉิน” และ  “ผู้ป่วยฉุกเฉินเร่งด่วน” ที่กล่าวข้างต้น และสามารถเดินทางเข้ารับการในโรงพยาบาลตามสิทธิได้ เพื่อให้เราได้รับการรักษาโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ควรจะเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลตามสิทธิ และหากสถานพยาบาลมีความจำเป็นต้องส่งต่อ ไปรักษาในสถานที่มีศักยภาพสูงกว่า ท่านจะได้การส่งตัวเพื่อรักษาต่อตามระบบ จะทำให้ท่านไม่เสียสิทธิและได้รับการรักษาที่ต่อเนื่องรวมทั้งมีประสิทธิภาพสูง

13 มิ.ย.

การขลิบหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศชาย จำเป็นหรือไม่?

การขลิบหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศชาย เป็นการผ่าตัดเล็กที่ทำกันบ่อยมาก จนเกือบถือว่าเป็นเรื่องปกติวิสัย ทั้งนี้การขลิบหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศชายในบางกลุ่มชนเป็นสิ่งปกติวิสัย เช่นชาวยิว ที่จะขลิบหนังหุ้มปลายตั้งแต่แรกคลอด และชาวมุสลิมที่ขลิบในวัยเด็ก แต่ในประชาชนทั่วไปมีความเชื่อกันว่าการขลิบหนังหุ้มปลายจะทำให้สามารถดูแลทำความสะอาดได้ดีขึ้น ป้องกันการติดโรคบางชนิด และป้องกันมะเร็ง เป็นต้น บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้ที่ถูกต้องตามวิชาการแพทย์ที่ได้มีการศึกษาวิจัยในปัจจุบัน

พัฒนาการของหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศชาย

หนังหุ้มปลายอวัยวะเพศชาย เป็นอวัยวะที่มีอยู่ตามปกติ ปกคลุมส่วนปลายของอวัยวะเพศอยู่ เชื่อกันว่าทำหน้าที่ในการปกป้องส่วนปลายของอวัยวะเพศ และมีหน้าที่ในการรับรู้ความรู้สึกโดยเฉพาะเมื่อมีการกระตุ้นทางเพศ เพราะมีใยประสาทที่มีความไวเป็นจำนวนมากในบริเวณนี้ หลังคลอดหนังหุ้มปลายจะปิดปกคลุมปลายของอวัยวะเพศจนมิด และจะค่อยๆเผยออกจนสามารถมองเห็นรูเปิดของท่อปัสสาวะได้ แต่อย่างไรก็ดีเด็กอายุ 3 ปีจะมีอยู่ประมาณร้อยละ 10 ที่หนังหุ้มปลายไม่เปิด แต่ยังสามารถถ่ายปัสสาวะได้ เมื่อติดตามมาจนกระทั่งอายุ 6ปี จะมีประมาณร้อยละ 8 ที่หนังหุ้มปลายไม่เปิด และเหลือเพียงร้อยละ 1 ที่หนังหุ้มปลายไม่เปิดจนถึงอายุ 16 ปี

ถึงอย่างไรก็ดีเมื่อหนังหุ้มปลายเปิดใหม่ๆจะยังไม่สามารถเปิดได้หมดเพราะยังมีเยื่อบางๆติดยึดอยู่กับปลายอวัยวะเพศ สิ่งที่พบเห็นได้บ่อยๆว่าเมื่อเด็กชายถ่ายปัสสาวะจะเห็นหนังหุ้มปลายโป่งพองออกเหมือนลูกโป่ง สิ่งนี้ถือเป็นปรากฏการณ์ปกติ บางครั้งอาจจะเห็นก้อนขาวๆ อยู่ใต้หนังหุ้มปลายก็เกิดจากการลอกตัวของเยื่อบุผิวกับไขมันมาจับตัวเป็นก้อนก็ถือได้ว่าไม่ใช่สิ่งผิดปกติที่น่าตกใจแต่ประการใด

หนังหุ้มปลายไม่เปิดคืออะไร?

ตามที่กล่าวข้างต้นว่าหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศชายเมื่อถึงเวลาที่เหมาสมก็สามารถเปิดเองได้ มีเพียงจำนวนไม่มากนักที่จะไม่เปิดเมื่อถึงวัยรุ่น ดังนั้นคำจำกัดความของหนังหุ้มปลายไม่เปิดจะครอบคลุมเฉพาะหนังหุ้มปลายที่มีลักษณะเป็นพังผืดตรงปลายไม่สามารถยืดออกได้และไม่มีแนวโน้มจะเปิดได้เอง การวินิจฉัยอาศัยการตรวจร่างกายเป็นหลัก ไม่มีความจำเป็นต้องอาศัยเครื่องมืใดๆในการตรวจวินิจฉัย

รูปแสดงหนังหุ้มปลายไม่เปิด

ปัญหาที่เกิดขึ้นหากหนังหุ้มปลายไม่เปิด ปัญหาที่พบบ่อยเมื่อหนังหุ้มปลายไม่เปิดได้แก่

  1. มีของเสียขังอยู่ใต้หนังหุ้มปลาย มีลักษณะเป็นก้อนขาวๆ เกิดจากากรลอกตัวของเยื่อบุผิวและไขมันที่ลอกตัวออกมา อาจจะมีตะกอนจากน้ำปัสสาวะปนอยู่บ้าง ไมได้เป็นความผิดปกติที่อันตรายแต่อย่างใด เมื่อหนังหุ้มปลายเปิดออกก็จะลอกหลุดเอง หรือสามารถชะออกได้ในขณะทำความสะอาด
  2. หนังหุ้มปลายร่นรัด จะมีลักษณะที่มีรอยคอดรัดหนังหุ้มปลายจนทำให้ส่วนปลายบวม ไม่สามารถรูดหนังหุ้มปลายได้อีก มักเกิดจากการที่รูดหนังหุ้มปลายถอยไปแล้วไม่ได้รูดกลับ เกิดขณะปัสสาวะ หรืออาบน้ำทำความสะอาด หรือสำเร็จความใคร่ด้วยตนเอง
  3. ปัสสาวะลำเล็ก มีการโป่งพองออกของหนังหุ้มปลาย หากหนังหุ้มปลายมีช่องเล็กมากเมื่อเด็กถ่ายปัสสาวะจะต้องออกแรงเบ่งมาก หนังหุ้มปลายจะโป่งออกเหมือนลูกโป่ง สร้างความวิตกกังวลแก่พ่อ แม่ แต่สามารถหายเป็นปกติได้เมื่อเด็กโตขึ้น
  4. มีการอักเสบบริเวณปลายอวัยวะเพศ มีการบวม แดง เจ็บ หรือมีน้ำปัสสาวะขุ่นๆออกมาตรงปลาย ซึ่งการรักษาจะต้องทำความสะอาด ให้ยาปฏิชีวนะ และเมื่อหายแล้วอาจจะเป็นข้อบ่งชี้ในการขลิบหนังหุ้มปลาย แต่บางท่านก็ยังแนะนะให้รอดูอาการก่อน เพราะหากสามารถดูแลความสะอาดได้ดีก็จะไม่มีการอักเสบอีก
  5. หากทิ้งไว้จนถึงวัยผู้ใหญ่ มีโอกาสจะเกิดมะเร็งอวัยวะเพศได้สูงกว่าคนอื่นที่หนังหุ้มปลายเปิด
รูปแสดง หนังหุ้มปลายร่นรัด

การขลิบหนังหุ้มปลายช่วยป้องกันโรคได้หรือไม่?

เคยมีความเชื่อว่าการขลิบหนังหุ้มปลายช่วยป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ แต่ในความเป็นจริงการขลิบหนังหุ้มปลายสามารถป้องกันและลดการแพร่โรคได้เฉพาะบางโรคเท่านั้น เช่น หูด หงอนไก่ เป็นต้น เพราะหนังหุ้มปลายที่ยาวอาจจะซ่อนรอยโรคเหล่านี้ไว้ แต่โรคอื่นๆไม่มีหลักฐานยืนยันว่าการขลิบหนังหุ้มปลายจะช่วยป้องกันได้ รวมถึง HIV ด้วย นอกจากนั้นในด้านการป้องกันมะเร็งอวัยวะเพศนั้นการขลิบหนังหุ้มปลายเมื่อหนังหุ้มปลายไม่เปิดจริงๆ เมื่อเข้าสู่วัยรุ่นก็สามารถป้องกันโรคนี้ได้ ทั้งนี้จะเห็นได้ว่าชาวมุสลิมมีอัตราการเกิดมะเร็งอวัยวะเพศต่ำมาก

หนังหุ้มปลายอาจจะมีประโยชน์ในอนาคต

หนังหุ้มปลายมีลักษณะพิเศษที่มีความบาง มีหลอดเลือดมาหล่อเลี้ยงจำนวนมากและไม่มีขน ด้วยลักษณะพิเศษนี้ทำให้แพทย์สามารถใช้หนังหุ้มปลายเพื่อวัตถุประสงค์อื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการผ่าตัดตบแต่งท่อปัสสาวะ โดยการนำเอาหนังหุ้มปลายม้วนเป็นท่อ หรือนำไปเสริมท่อปัสสาวะกรณีที่ท่อปัสสาวะผิดปกติ หรือมีท่อปัสสาวะตีบตัน ดังนั้นหากมีการขลิบหนังหุ้มปลายโดยไม่ได้ตรวจให้แน่นอนว่ามีท่อปัสสาวะผิดปกติหรือไม่ หากท่อปัสสาวะผิดปกติแต่กำเนิดแล้วก็จะพลาดโอกาสในการนำหนังหุ้มปลายมาใช้ในการแก้ไขท่อปัสสาวะได้

รูปแสดงท่อปัสสาวะผิดปกติที่อาจจะต้องใช้หนังหุ้มปลายมาผ่าตัดตบแต่งให้ปกติ

การรักษาหนังหุ้มปลายไม่เปิด

  1. การรักษาโดยวิธีประคับประคอง การรักษาในขั้นตอนแรก พ่อแม่ สามารถช่วยดึงหนังหุ้มปลายให้ค่อยๆเปิดได้ โดยอาจจะใช้ครีม หรือโลชั่นทาบางๆให้หนังหุ้มปลายมีความยืดหยุ่นดีขึ้น ค่อยๆทำทีละน้อย ขณะอาบน้ำ หรือขณะนอนหลับ แต่ได้มีการศึกษายืนยันว่าการใช้ครีม steroid ที่มีความเข้มข้นไม่มากเกินไป ทาบริเวณหนังหุ้มปลายจะช่วยให้หนังหุ้มปลายเปิดได้ ยาที่ใช้ได้แก่ betamethasone 0.05% ทาวันละ 2-3 ครั้งบริเวณปลายสุดของหนังหุ้มปลาย เด็กกว่าร้อยละ 90 หนังหุ้มปลายจะเปิดได้ แต่หากใช้เวลากว่า 3 เดือนไม่เห็นผลก็ควรเปลี่ยนวิธีการรักษา
  2. การขลิบหนังหุ้มปลาย การขลิบหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศ ถือเป็นวิธีการักษาหลังสุดหลังจากไม่สามารถรักษาด้วยวิธีการอื่นแล้ว ในวัยรุ่น สามารถทำโยการใช้ยาชาเฉพาะที่แต่ในวัยเด็กจะต้องดมยาสลบ เพราะเด็กจะต่อต้าน ข้อบ่งชี้ในการขลิบหนังหุ้มปลายได้แก่
  1. หนังหุ้มปลายไม่เปิดที่มีลักษณะของพังผืดบริเวณปลายชัดเจน ซึ่งมีแนวโน้มจะไม่เปิดได้เอง ดังที่กล่าวมาในตอนต้น
  2. หนังหุ้มปลายไม่เปิด จนมีอาการปวดเมื่ออวัยวะเพศแข็งตัว
  3. มีการอักเสบบริเวณปลายอวัยวะเพศ เป็นๆหายๆ
  4. มีทางเดินปัสสาวะอักเสบ เป็นๆหายๆ ที่ไม่สามารถหาสาเหตุอื่นได้
  5. ท่อไตมีลักษณะผิดปกติ โดยมีปัสสาวะไหลย้อนกลับสู่ไตเมื่อถ่ายปัสสาวะทั้งนี้เกิดจากรอยต่อของท่อไตส่วนปลายที่ต่อลงกระเพาะปัสสาวะมีลักษณะของหูรูดที่ไม่แข็งแรงพอ ซึ่งโดยปกติหูรูดส่วนนี้จะแข็งแรง ไม่มีปัสสาวะไหลย้อนกลับในขณะเบ่งปัสสาวะ หากหนังหุ้มปลายไม่เปิดและต้องออกแรงเบ่งปัสสาวะมากก็จะยิ่งทำให้ปัสสาวะไหลย้อนกลับมากขึ้น
รูปแสดงการขลิบหนังหุ้มปลาย

การขลิบหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศถือเป็นหัตถการที่ไม่ยุ่งยากนัก หากทำอย่างถูกต้อง แต่อย่างไรก็ดีมีโอกาสเกิดอาการแทรกซ้อนได้ถึงร้อยละ 2 อาการแทรกซ้อนที่พบได้แก่ การมีเลือดออกบริเวณผ่าตัด มีการอักเสบติดเชื้อเป็นต้น และยังมีรายงานการเกิดภยันตรายต่ออวัยวะเพศ จนเกิดท่อปัสสาวะตีบตัน และที่ร้ายที่สุดคือปลายอวัยวะเพศได้รับภยันตรายจนขาด

สรุป

การขลิบหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศชาย มีข้อพึงพิจารณามากมาย นอกจากกรณีที่เป็นการขลิบตามหลักศาสนาแล้ว สมควรที่จะให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญพิจารณาความเหมาะสมว่าสมควรจะต้องขลิบหนังหุ้มปลายหรือไม่ ซึ่งพ่อแม่ผู้ปกครองสามารถนำบุตรหลานไปรับคำปรึกษาได้ในโรงพยาบาลทั่วไปที่มี ศัลยแพทย์ระบบทางเดินปัสสาวะ ศัลยแพทย์ทั่วไปหรือกุมารศัลยแพทย์

ศาสตราจารย์นายแพทย์วชิร คชการ
หน่วยศัลยศาสตร์ระบบปัสสาวะ
ภาควิชาศัลยศาสตร์
คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี
มหาวิทยาลัยมหิดล

เอกสารอ้างอิง

McGregor T, Pike J, Leonard M. Pathologic and Physiologic Phimosis. Can Fam Physician 2007;53:445-8.
Hill G. The case against circumcision. JMHG 2007;4:318-23.
Hinchley G. Is infant male circumcision an abuse of the rights of child? BMI 2007;335:1180-1.

8 พฤติกรรมไม่เหมาะสมเล่นน้ำสงกรานต์

เนื่องในเทศกาลสงกรานต์ 2556 จะมีประชาชนออกมาเล่นน้ำสงกรานต์เป็นจำนวนมาก จึงขอฝากข้อห่วงใยกับพี่น้องประชาชน ถึงพฤติกรรมต้องห้ามเมื่อเล่นน้ำสงกรานต์ 8 ข้อ ด้วยกัน

เมื่อวันที่ 8 เมษายน พล.ต.ต.ปิยะ ต๊ะวิชัย ผู้บังคับการตำรวจจราจร (ผบก.จร.) กล่าวถึง พฤติกรรมต้องห้ามเมื่อเล่นน้ำสงกรานต์ 8 ข้อ ด้วยกัน คือ

1.ไม่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ขณะเล่นน้ำสงกรานต์ เพราะหากผู้เล่นดื่มในปริมาณที่มากเกินไป อาจทำให้ขาดสติและเกิดอุบัติเหตุได้

2.ไม่สาดน้ำบนรถกระบะ การเล่นสงกรานต์โดยการนำถังน้ำใส่ท้ายรถกระบะ มีความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ เพื่อความปลอดภัยไม่ควรลุกยืนขณะที่รถวิ่ง ไม่ควรบรรทุกคนจนน้ำหนักมากเกินไป อาจทำให้พลัดตกจากรถ หรือรถเสียการทรงตัวได้

 3.ไม่สาดน้ำเย็น แม้ว่า “น้ำ” คือพระเอกในวันสงกรานต์ แต่การสาดน้ำกันแรงๆ หรือสาดด้วยน้ำเย็น อาจทำให้เกิดผลเสียตามมาได้ ควรเล่นกันแบบถ้อยทีถ้อยอาศัย และหากน้ำที่ใช้เล่นนั้นไม่สะอาด อาจมีเชื้อโรคเข้าไปในหูและเกิดการอักเสบได้

4.ไม่เปิดเพลงเสียงดัง ไม่ควรเปิดลำโพงเสียงดังจนรบกวนผู้อื่น โดยเฉพาะในยามวิกาล

 5.ไม่เล่นแป้ง แป้งดินสอพองบางชนิดมีส่วนผสมของสารโพรฟีลีน ตะกั่ว ปรอท หรือการผสมสี  ซึ่งล้วนแต่มีอันตรายต่อร่างกาย และอาจทำให้ทัศนะวิสัยการขับขี่ไม่ดี จนเกิดอุบัติเหตุได้ง่าย

6.ไม่แต่งตัวยั่วตัณหา ผู้หญิงต้องไม่ใส่เสื้อบาง รัดรูป หรือนุ่งสั้น เสื้อผ้าที่ใส่ ควรเป็นสีเข้มๆ เช่น ดำ น้ำเงิน เพราะสีเหล่านี้เมื่อโดยน้ำจะไม่สามารถมองเห็นรูปร่างภายในของผู้หญิงได้ชัดเจน

 7.ไม่ฉวยโอกาส ชายหนุ่มบางคนใช้โอกาสเล่นน้ำสงกรานต์ลวนลามผู้หญิง มักจะเล่นแป้งโดยพุ่งไปที่แก้มของสาวๆ หรือบางคนอาจลูบคลำทำอนาจาร ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม และก่อให้เกิดการทะเลาะวิวาทได้อีกด้วย

8.ไม่นำสิ่งของมีค่าติดตัวมากๆ เช่น กระเป๋า นาฬิกา โทรศัพท์ควรใส่ซองกันน้ำ และเก็บให้มิดชิด

โดยทั้ง 8 ข้อนั้น เป็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมในการเล่นน้ำสงกรานต์ ซึ่งบางข้ออาจผิดกฎหมาย หรือสร้างความเดือดร้อนให้แก่ผู้อื่นได้ อีกทั้งอาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุและเป็นอันตรายได้อีกด้วย

ที่มา : เว็บไซต์มติชนออนไลน์

9 เม.ย.

เวชระเบียน (medical record) คืออะไร

เวชระเบียน (อังกฤษ: medical record) หมายถึง เอกสารทางการแพทย์ทุก ประเภท ที่ใช้บันทึกและเก็บรวบรวมเรื่องราวประวัติของผู้ป่วยทั้งประวัติส่วนตัว ประวัติครอบครัว ประวัติการแพ้ยา เอกสารการยินยอมให้ทำการรักษาพยาบาล ประวัติการเจ็บป่วยในอดีตและปัจจุบัน ข้อมูลบ่งชี้เฉพาะของบุคคล การรักษาพยาบาล ค่ารักษาพยาบาล ผลจากห้องปฏิบัติการ ผลการชันสูตรบาดแผลหรือพลิกศพ ผลการบันทึกค่าทั้งที่เป็นตัวเลข ตัวอักษร รูปภาพหรือเครื่องหมายอื่นใด จากอุปกรณ์ เครื่องมือในสถานบริการสาธารณสุขหรือเครื่องมือทางการแพทย์ทุกประเภท หรือเอกสารการบันทึกการกระทำใด ๆ ที่เป็นการสั่งการรักษา การปรึกษาเพื่อการรักษาพยาบาล การส่งต่อผู้ป่วยไปทำการรักษาที่อื่น การรับผู้ป่วยรักษาต่อ การกระทำตามคำสั่งของผู้มีอำนาจในการรักษาพยาบาลตามที่สถานบริการสาธารณสุข กำหนดไว้ เอกสารอื่น ๆ ที่ใช้ประกอบเพื่อการตัดสินใจทางการแพทย์ เพื่อการประสานงานในการรักษาพยาบาลผู้ป่วย และเอกสารอื่นใดที่ทางองค์การอนามัยโลก หรือสถานบริการสาธารณสุขกำหนดไว้ว่าเป็นเอกสารทางเวชระเบียน หมายรวมถึงชื่อของหน่วยงานที่ทำหน้าที่ในการจัดทำเอกสารดังกล่าว การเก็บรวบรวม การค้นหา การบันทึก การแก้ไข การให้รหัสโรค การจัดทำรายงานทางการแพทย์ การนำมาจัดทำสถิติผู้ป่วย การนำมาเพื่อการศึกษาวิจัย หรือเพื่อการอื่นใดตามที่สถานบริการสาธารณสุขกำหนด นอกจากนี้ยังรวมถึงเอกสารทางการแพทย์ที่อยู่ในรูปแบบสื่อดิจิตอล หรือระบบอิเลคทรอนิกส์ (Electronic Medical Record -EMR) ซึ่งเป็นรูปแบบของเวชระเบียนที่มีการพัฒนาขึ้นในปัจจุบัน

เวชระเบียน หมายถึงอะไร

เวชระเบียน หมายถึง การรวบรวมข้อเขียนหรือบันทึกที่เกี่ยวกับการเจ็บป่วย เป็นข้อมูลที่บันทึกเกี่ยวกับการรักษาผู้ป่วยที่โรงพยาบาล คลินิค หรือสถานีอนามัย เวชระเบียนนั้นเป็นบันทึกขบวนการทุกอย่างงที่จัดกระทำกับผู้ป่วยซึ่งข้อมูล นั้น ๆ ควรจะต้องประกอบด้วยประวัติการเจ็บป่วยในอดีตรวมทั้งความคิดเห็น การค้นหา สืบสวนผลทางห้องปฏิบัติการและข้อมูลอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับสุขภาพของผู้ป่วย เวชระเบียนเป็นเอกสารที่อาจมีหลายขนาดหลายรูปแบบ และหลายข้อมูล โดยการบันทึกของหลายบุคคลในหลาย ๆ วิธีการ แต่ตามรูปลักษณะทั่วไปแล้ว เวชระเบียนจะประกอบด้วยจำนวนแผ่นกระดาษ หรือบัตร ซึ่งอาจจะบรรจุอยู่ในแฟ้มหรือซอง และยิ่งนำสมัยมากไปกว่านี้ก็จะบันทึกในคอมพิวเตอร์หรือบันทึกลงแผ่นกระดาษ แล้วถ่ายไว้ในไมโครฟิล์มก็ได้

เวชระเบียน หมายถึง การรวบรวมข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสุขภาพของผู้ป่วยและประวัติสุขภาพรวมถึง ประวัติการเจ็บป่วยในอดีตและในปัจจุบันและการรักษาซึ่งจดบันทึกไว้โดยแพทย์ ผู้ดูแล เวชระเบียนจะต้องบันทึกตามเวลาที่ศึกษาดูแลผู้ป่วย และควรจะต้องมีข้อมูลที่เพียงพอที่จะต้องบอกให้ทราบถึงการพิเคราะห์โรค และการดูแลรักษาโรคได้ และต้องเป็นเอกสารที่ถูกต้องครบถ้วน

บุคลากรทางด้านเวชระเบียน

แพทย์ด้านเวชระเบียน
นักเวชระเบียน, เจ้าหน้าที่บริหารงานเวชระเบียน
นักเวชสถิติ, นักวิชาการเวชสถิติ
นักวิชาการรหัสโรค
นักสถิติ, นักวิจัย, นักชีวสถิติ,นักวิจัยทางการแพทย์
เจ้าหน้าที่เวชสถิติ, เจ้าพนักงานเวชสถิติ
เจ้าหน้าที่ให้รหัส, เจ้าหน้าที่ให้รหัสโรค
นักวิชาการคอมพิวเตอร์, นักคอมพิวเตอร์, โปรแกรมเมอร์, นักวิเคราะห์ระบบ, นักเวชสารสนเทศ
เจ้าหน้าที่คอมพิวเตอร์
เจ้าหน้าที่บันทึกข้อมูล
เจ้าหน้าที่ห้องบัตร
ลูกจ้างงานเวชระเบียน
HN ย่อมาจาก Hospital Number เป็นหมายเลขของผู้ป่วยนอก ซึ่งจะออกหมายเลขให้ในการลงทะเบียนเป็นผู้ป่วยที่จะตรวจในโรงพยาบาล อาจมีการออกหมายเลขที่ต่อเนื่อง ในบางโรงพยาบาลอาจมีการออกหมายเลขที่เป็นปี พ.ศ.ต่อท้ายหมายเลข แต่เนื่องจากหมายเลขดังกล่าวไม่นิยมให้มีการเปลี่ยนในทุกปีพ.ศ. จึงสามารถจะขึ้นหมายเลขไว้ที่หน่วยเวชระเบียนผู้ป่วยนอกได้ว่าแต่ละปี พ.ศ. มีการออกหมายเลขของผู้ป่วยนอกไปตั้งแต่หมายเลขใดถึงหมายเลขใด และในหลายโรงพยาบาลที่มีการนำหมายเลข 13 หลักของหมายเลขประจำตัวประชาชนมาใช้ในการกำหนดหมายเลขของผู้ป่วยนอกด้วย ซึ่งน่าจะเป็นรูปแบบที่น่าจะเป็นไปได้ในอนาคตว่าหมายเลข HN ของทุกสถานบริการทางการแพทย์และสาธารณสุขน่าจะเป็นหมายเลขเดียวกันกับหมาย เลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก
AN ย่อมาจาก Admission Number เป็นหมายเลขของผู้ป่วยใน ซึ่งจะออกให้ในการลงทะเบียนรับไว้พักค้างในโรงพยาบาลตามคำสั่งของแพทย์ เมื่อได้หมายเลข AN ก็จะนับเป็นผู้ป่วยใน ซึ่งอาจออกหมายเลขไปในแต่ละปีซึ่งจะเป็นหมายเลข AN แล้วตามด้วยปีพ.ศ. เช่น XXXXX-51, XXXXX/51 หรืออาจมีการออกเลขต่อเนื่องก็ได้ หรือในบางสถานบริการทางการแพทย์และสาธารณสุขอาจให้ระบบคอมพิวเตอร์ออกหมาย เลขหรือเครื่องหมายเพิ่มเติมจากหมายเลข HN ก็ได้เพื่อแสดงค่าของการลงทะเบียนเป็นผู้ป่วยในที่เป็นรูปแบบพิเศษก็ได้
VN ย่อมาจาก Visit Number เป็นหมายเลขที่กำหนดขึ้นเฉพาะเพื่อการตรวจสอบจำนวนผู้รับบริการซึ่งโดยปกติ หมายถึงหมายเลขของการมารับบริการของผู้ป่วยนอก แต่อาจออกเป็นหมายเลข VN ของหน่วยบริการอื่น ๆ ก็สามารถกำหนด VN ได้เช่นเดียวกัน การให้หมายเลข VN นั้นจะมีการให้ ทุกครั้งที่มีการใช้บริการทางการแพทย์ เพื่อความครบถ้วน ถูกต้องของสถิติจำนวนครั้งของการให้บริการในโรงพยาบาล หรือหน่วยบริการอื่น ๆ ที่คณะกรรมการเวชระเบียนหรือมติจากโรงพยาบาลให้สามารถออกหมายเลข VN ได้แต่อาจมีการกำหนดความเป็นเฉพาะเพิ่มเติมเช่น VND อาจเป็นการให้หมายเลข VN เฉพาะของหน่วยบริการทันตกรรม เป็นต้น แต่จะต้องมีตัวเลขและสถิติที่สามารถตรวจสอบได้ หรือมีตัวเลขสถิติชุดเดียวตามที่มีมติกันไว้ของการควบคุมหมายเลขด้านเวช ระเบียน รวมทั้งมีระบบที่ทำให้เกิดความชัดเจนในการบันทึกข้อมูลการให้บริการลงในเวช ระเบียนทุกครั้ง เพื่อใช้เป็นหลักฐานในการตรวจสอบการมารับบริการ หรืออาจเพื่อป้องกันการทุจริตในการซื้อยา เช่น อาจให้ผู้ป่วยที่ซื้อยานอกหน่วยตรวจมีการใช้รหัสคลินิกแตกต่างออกไปเช่นอาจ เป็นรหัส VN-XXXXX-01 ซึ่งตัวที่เป็นหมายเลข 01 จะเป็นตัวเลขของการให้รหัสคลินิกนั่นเอง หรือผู้ป่วยที่ซื้อยาต่อเนื่องอาจใช้รหัสคลินิกที่แตกต่างไปอีกเช่นกันเช่น VN-XXXXX-03 ซึ่งต้องผ่านการออกหมายเลข VN ที่หน่วยงานเวชระเบียนก่อนทุกครั้งที่มารับบริการ หากไม่มีการออกหมายเลข VN หน่วยงานอื่น ๆ ที่กำหนดให้มีตัวเลขของ VN ไว้ก็สามารถออกหมายเลข VN เพื่อให้บริการได้ เช่น ไม่สามารถใช้สิทธิ จ่ายยา คิดและเก็บเงินจากผู้ป่วยได้ เป็นต้น ถ้าโรงพยาบาลใดที่มีการกำหนดหมายเลข VN แล้ว ผู้ป่วยที่มารับบริการที่โรงพยาบาลจะต้องทำการออกหมายเลข VN ทุกครั้งและทุกราย ในกรณีที่ผู้ป่วยมีนัดหมายเข้าระบบไว้แล้ว เมื่อหน่วยตรวจรับผู้ป่วยเข้าตรวจหน่วยนั้น ๆ ก็สามารถให้หมายเลข VN ได้ทันทีถ้าหากเป็นโรงพยาบาลที่มีระบบคอมพิวเตอร์ออนไลน์ในการให้หมายเลข VN ซึ่งทางงานเวชระเบียนอาจให้ค่าของการออกหมายเลขสำหรับผู้ป่วยนัดไว้โดยเป็น การพิเศษ
หลักการเรียงลำดับเวชระเบียน

สรุปการจำหน่ายผู้ป่วยโดยแพทย์ (Physician discharge summary)
เอกสารยินยอมให้รักษา (Informed Consent)
ประวัติผู้ป่วย (History)
รายละเอียดการตรวจร่างกาย (Physician Examination)
บันทึกความก้าวหน้า (Progress note)
บันทึกการปรึกษา (Consultation record)
บันทึกของวิสัญญีแพทย์ (Anesthetic record)
บันทึกการผ่าตัด (Operative note)
บันทึกการคลอด (Labor record)
การสืบค้น (Investigation) / แบบรายงานทางห้องปฏิบัติการ (Lab report form)
บันทึกการฟื้นฟู (Rehabilitation record)
บันทึกของพยาบาล (Nurse note)
แบบฟอร์มอื่นๆ
อ่านเพิ่มเติมได้จาก
http://th.wikipedia.org/

error: Content is protected !!