ดีบัว ดีต่อระบบโลหิตและหัวใจ

ดีบัว ดีต่อระบบโลหิตและหัวใจ

“ดีบัว” คือ ต้นอ่อนในเมล็ดบัวหลวง ดีบัวสีเขียวสด ไม่มีกลิ่น รสขม สรรพคุณในตำรายาไทยใช้ดีบัว 2-5 กรัมชงดื่มต่างน้ำชา แก้อาการหงุดหงิด นอนไม่หลับ การติดเชื้อในช่องปาก ลดความดันโลหิต ช่วยขยายเส้นเลือดเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ กรณีเส้นเลือดตีบ แก้กระหายน้ำ แก้กระหายหลังอาเจียนเป็นโลหิต แก้น้ำกามเคลื่อนขณะหลับ(ฝันเปียก)

สำหรับการศึกษาทางเภสัชวิทยาแยกเป็นฤทธิ์ต่อหัวใจและความดันโลหิต สารสกัดด้วยน้ำจากดีบัวมีฤทธิ์ลดความดันโลหิต มีฤทธิ์คลายกล้ามเนื้อเรียบ มีฤทธิ์ขยายหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจ ต้านการเต้นของหัวใจที่ผิดปกติ โดยมีผลต่อการเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือด ขณะที่ฤทธิ์ต้านจุลชีพ

ทั้งนี้ ภาวะหัวใจขาดเลือดคือ อาการเจ็บหน้าอก ซึ่งจะเกิดขึ้นเมื่อหัวใจได้รับเลือดและออกซิเจนไม่เพียงพอ โดยทั่วไปอาการนี้มีสาเหตุจากการมีไขมันไปเกาะตามผนังหลอดเลือดหัวใจในปริมาณมาก ทำให้การไหลผ่านของเลือดลดน้อยลง เกิดการขัดขวางการได้รับสารอาหารและออกซิเจนของกล้ามเนื้อหัวใจ ซึ่งเป็นผลให้เกิดอาการแน่นหน้าอกขึ้นได้ อาการดังกล่าวอาจเกิดมากขึ้นเมื่อหัวใจต้องทำงานหนักมากขึ้นและต้องการเลือดในการไหลเวียนมากขึ้น เช่น การทำกิจกรรมต่างๆ หรือภาวะความเครียดทางอารมณ์ ซึ่งถือเป็นอาการเด่นๆ ของโรคหัวใจขาดเลือด อันเป็นโรคที่สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากความวุ่นวายของสภาพสังคมเมืองในปัจจุบัน

ประโยชน์ของดีบัวโดยเฉพาะที่เกี่ยวกับหัวใจ พบว่ามีฤทธิ์บำรุงหัวใจ ขยายหลอดเลือดหัวใจ เพิ่มการไหลเวียนของเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจ มีฤทธิ์กระตุ้นหัวใจ อาจสามารถเป็นสมุนไพรทางเลือกสำหรับผู้ป่วยโรคหัวใจได้

ที่มา : ข่าวสด

ตะไคร้แก้เวียนหัว

เมื่อใดที่เกิดมีอาการวิงเวียนศีรษะ ปนคลื่นไส้อยากอาเจียน แม้จะรู้หรือไม่รู้สาเหตุ แต่อยากเร่งแก้ปัญหาเวียนหัวนั้นให้บรรเทาลงไปก่อน สามารถนำพืชสมุนไพรใกล้ตัวคู่ครัวไทย อย่าง ‘ตะไคร้’ ที่นิยมนำไปเป็นส่วนผสมของเมนูอาหารไทยหลากหลาย อาทิ ต้มยำ ต้มข่า มาแก้อาการ ทดแทนยาดม ยาลม ยาหม่องได้

วิธีนำตะไคร้มาใช้แก้เวียนหัวนั้นแสนง่าย เพียงนำตะไคร้มาบุบตรงส่วนต้นพอแหลกให้กลิ่นโชยออกมาได้ จากนั้นนำมาสูดดมจากต้นโดยตรง หรือใช้ผ้าขาวบางห่อก่อนดม ก็ช่วยบรรเทาอาการได้แล้ว โดยกลิ่นของตะไคร้นั้นจะมีความหอมชัดเจนเฉพาะตัว คนโบราณอธิบายกลิ่นของตะไคร้ว่า กลิ่นหอม รสปร่า แต่ก็เป็นกลิ่นที่คุ้นเคยสำหรับคนไทย

นอกจากนี้ยังมีอีกวิธี ใช้เหง้าหรือลำต้นตะไคร้สดที่ค่อนข้างแก่ ประมาณ 1 กำมือ ทุบพอแหลกแล้วนำไปต้มกับน้ำ เสร็จแล้วดื่มเฉพาะน้ำที่ต้มกับตะไคร้นั้น อาการเวียนศีรษะและคลื่นไส้จะบรรเทาลง ใครที่เมารถ เมาเรือ นำวิธีเหล่านี้ไปใช้ด้วยได้

ที่มา : เดลินิวส์

กินยาแก้ไอให้ถูกวิธี

ยาแก้ไอน้ำดำ เป็นยาแก้ไอที่ผู้คนนิยม เพราะมีราคาถูก รับประทานง่าย ใช้รักษาอาการไอแห้ง ๆ ไม่มีเสมหะ

การรับประทานยานี้ที่ถูกต้อง ควรรับประทานตามเวลาที่กำหนด คือวันละ 3 – 4 ครั้ง แต่ส่วนใหญ่นิยมจิบบ่อย ๆ เวลาไอ ซึ่งอันที่จริงอาจเป็นอันตรายได้ เนื่องจากได้รับทิงเจอร์ ฝิ่น มากเกินไป อาจทำให้ง่วง มึน งง คลื่นไส้ ท้องผูก

ยานี้มีข้อห้ามใช้ในเด็กเล็ก หญิงมีครรภ์ และในคนที่ไอมีเสมหะเหนียว หรือไอจากความผิดปกติอื่น ๆ เช่น หลอดลมอักเสบ ปอดอักเสบ จะทำให้เสมหะเหนียวอุดตันทางเดินหายใจเป็นอันตรายได้

อย่างไรก็ตาม วิธีการรักษาอาการไอแบบง่ายๆ และปลอดภัย นั่นคือ การดื่มน้ำอุ่นบ่อย ๆ ในระหว่างวัน และการใช้ยาอม เช่น ยาอมมะแว้ง สามารถช่วยลดอาการไอได้

ที่สำคัญต้องใช้ยาให้ถูกโรค ถูกเวลา และถูกขนาด แต่ถ้าหากใช้ยาถูกต้องตามนี้แล้ว อาการยังไม่ดีขึ้นก็ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร

ที่มา : คู่หูเดินทาง

ลูกอม-หมากฝรั่ง-น้ำยาบ้วนปาก ลดกลิ่นปากได้จริงหรือ ?

ข้อเท็จจริงก็คือ การอมลูกอม หรือเคี้ยวหมากฝรั่งที่มีการใส่กลิ่นและรสหอมสดชื่นนั้น ไม่ได้ลดกลิ่นปากที่เกิดขึ้น แต่เป็นการใช้กลิ่นหอมกลบกลิ่นปาก ซึ่งจะได้เพียงช่วงระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น กลิ่นปากยังคงอยู่ในช่องปาก เพียงแต่เราสังเกตไม่ได้เพราะมีกลิ่นอื่นกลบอยู่ เรื่องนี้คล้ายๆ กับการที่เรามีกลิ่นตัวแล้วใช้น้ำหอมดับกลิ่น ไม่ได้เป็นการแก้ที่สาเหตุโดยตรง

ทันตแพทย์แนะนำให้ใช้การแปรงลิ้นเป็นหลักในการลดกลิ่นปาก ส่วนผลิตภัณฑ์ที่ช่วยลดกลิ่นปากได้โดยใช้ร่วมกับการแปรงลิ้นก็คือ “น้ำยาบ้วนปาก” แต่ต้องเลือกน้ำยาบ้วนปากที่มีฤทธิ์สามารถฆ่าเชื้อโรคที่ทำให้เกิดกลิ่นปากได้จริง หรือน้ำยาบ้วนปากที่มีสารบางชนิดที่สามารถกำจัดก๊าซกลิ่นปากที่เกิดขึ้นโดยตรงได้

ปัจจุบันในท้องตลาดมีน้ำยาบ้วนปากมากมายหลายยี่ห้อ แต่ละยี่ห้อก็โฆษณาว่ามีสรรพคุณว่าลดกลิ่นปากได้ ใช้เทคนิคการโฆษณาต่างๆ จนอาจทำให้พวกเราเข้าใจผิดไป ต้องมีสติในการพิจารณา เพราะ “การโฆษณา” หมายถึงการบอกข้อมูลที่เขาอยากบอก เพื่อให้ขายสินค้าได้ ไม่ใช่การบอกข้อมูลทั้งหมดที่เราควรจะรู้ การเลือกใช้น้ำยาบ้วนปากอะไรจะต้องดูส่วนผสม สารสำคัญที่ออกฤทธิ์ ที่ติดอยู่ที่ฉลากว่าเป็นอะไร

น้ำยาบ้วนปากนี้มีสารออกฤทธิ์ฆ่าเชื้อโรคที่ทำให้เกิดกลิ่นปาก มีหลายประเภท กลุ่มที่ได้ผลมากที่สุดคือ น้ำยาบ้วนปากกลุ่ม คลอเฮกซิดีน ซึ่งในกลุ่มนี้จะไม่มีวางขายในห้างสรรพสินค้า จะต้องจ่ายโดยทันตแพทย์ เนื่องจากสารในกลุ่มนี้มีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อมาก และไม่ควรใช้ติดต่อกันนานๆ เพราะจะทำให้เกิดคราบที่ฟัน การรับรสของลิ้นลดลง

น้ำยาบ้วนปากกลุ่มอื่นๆ ที่มีงานวิจัยว่าลดกลิ่นปากได้เมื่อใช้ร่วมกับการแปรงลิ้น ก็มีกลุ่มน้ำมันหอมระเหย (ไทมอล, ยูคาลิปตอล, เมนทอล และ เมธิล ซาลิไซเลต) และกลุ่มน้ำยาบ้วนปากผสมเซททิล ไพลิดิเนียม คลอไรด์ ที่ 2 กลุ่มนี้มีขายทั่วไปในห้างสรรพสินค้า

อย่าลืมนะครับ! ไม่ควรใช้น้ำยาบ้วนปากที่มีสารที่มีกลิ่นหอมสดชื่นเพียงอย่างเดียว เพราะจะสามารถระงับกลิ่นปากได้เพียงชั่วคราวเท่านั้นเป็นการกลบกลิ่นปาก ไม่ได้กำจัดสาเหตุของการเกิดกลิ่นปากโดยตรง

คอลัมน์ เรื่องฟันFun โดย ทพ.ดร.ธงชัย วชิรโรจน์ไพศาล
ที่มา : นสพ.มติชน

10 วิธีป้องกันโรคร้ายจากเทคโนโลยี

ปฏิเสธ ไม่ได้ว่า ยุคนี้เป็นยุคแห่งเทคโนโลยีจริง ๆ และสำหรับคอเทคโนโลยีทั้งหลาย คุณอาจกำลังเสี่ยงโรคร้ายอีกหลายโรค เพื่อเป็นการป้องกันสุขภาพ เราจึงมี 10 วิธีป้องกันโรคร้ายมาบอกกล่าวกัน


1. แว่นตา หรือ คอนแทคเลนส์ทั่วไป อาจจะไม่เพียงพอต่อการป้องกันแสง สำหรับคนทำงานหน้าคอมพิวเตอร์เป็นระยะเวลานาน จึงควรเลือกแว่นตา หรือคอนแทคเลนส์ที่เคลือบป้องกันแสงจากหน้าจอโดยเฉพาะดีกว่า

2. หลายคนรู้สึกสบายกว่าเวลาที่ดวงตาของเรามองลงต่ำ ถ้าจะให้ดีหน้าจอควรอยู่ต่ำกว่าระดับสายตา 15-20 องศา หรือประมาณ 4-5 นิ้ว และเว้นระยะห่างจากดวงตาของเรา 20-28 นิ้ว

3. เพื่อป้องกันไม่ให้ดวงตาเมื่อยล้า อย่าลืมพักสายตาเมื่อใช้คอมพิวเตอร์เป็นระยะเวลานาน ทุก ๆ สองชั่วโมง ควรพักสายตา 15 นาที และทุก ๆ ชั่วโมงให้ลองมองออกไปไกล ๆ 20 วินาที

4. ลดแรงลงหน่อย หลาย ๆ คนใช้แรงมากเกินกว่าที่จำเป็นในงานที่ต้องใช้มือ ถ้าคุณต้องนั่งพิมพ์เป็นระยะเวลานาน พิมพ์เบา ๆ ก็พอ

5. พักมือและข้อมือโดยการยืดและงอ อย่าสะบัด หรือหากเป็นไปได้ก็ควรหันไปทำงานอย่างอื่น ๆ แทนสักพัก

6. สำหรับคนอยู่ในออฟฟิศที่เปิดแอร์เย็น ความอบอุ่นของมือนั้นก็สำคัญมากเช่นกัน ถ้ามือของคุณอยู่ในที่เย็น ก็ยิ่งเสี่ยงต่ออาการปวดหรือตึงมือ ถ้าปรับอุณหภูมิไม่ได้ ก็ควรหาถุงมือแบบที่ไม่มีนิ้วใส่ เพื่อให้อุ้งมือและข้อมืออุ่นตลอดเวลา

7. ผศ.นพ.วิษณุ กัมทรทรัพย์ ภาควิชาเวชศาสตร์ฟื้นฟู คณะแพทยศาสตร์ ศิริราช-พยาบาล แนะนำภายในการประชุมวิชาการเรื่อง Office syndrome ว่าให้เราจัดโต๊ะทำงานให้เป็นระเบียบ ด้านขวาของโต๊ะปล่อยโล่ง ไม่มีสิ่งของมากีดขวางและควรเลือกโต๊ะทำงานที่มีระดับพอดีกับข้อศอก เพื่อให้สามารถกดคีย์บอร์ดได้ถนัด ประกอบกับตัวแป้นคีย์บอร์ดควรมีที่รองรับข้อมูล ไม่ให้เกิดการกระดกข้อมือซ้ำ ๆ ด้วย ส่วนเก้าอี้ควรเป็นแบบปรับขึ้นลงได้ และควรมีพนักพิงที่สามารถรองรับศีรษะได้

8. เปิด MP3 ดัง ๆ ไม่ใช่เรื่องดีแน่นอน ถ้าคุณไม่ได้ยินเสียงรอบตัวยามที่เสียบหูฟังแล้วล่ะก็ คุณควรจะลดระดับเสียงลง หากเพื่อนข้าง ๆ ยังได้ยินเสียงจากหูฟังของเรา นั่นแปลว่า ยังดังเกินไปอยู่นะคะ

9. ป้องกันอาการปวดหลังด้วยการปรับเก้าอี้ให้มีความสูงพอเหมาะ และใกล้กับคอมพิวเตอร์มากพอที่เราจะไม่ต้องก้มตัว ในระหว่างนั่งให้วางเท้าอยู่กับพื้น เพื่อช่วยลดแรงกดด้านหลัง

10. บางครั้งอาการปวดที่หลังส่วนบนหรือแม้แต่อาการปวดศีรษะ อาจเป็นเพราะว่า หลังของเราเหนื่อยล้ากับการต้องรับน้ำหนักแขน ตรงนี้ล่ะที่เท้าแขนสามารถช่วยได้ มันจะรับน้ำหนักของแขนเอาไว้ ทำให้คอและหัวไหล่ได้ผ่อนคลาย

ขอขอบคุณข้อมูลจาก Jaowka

อาหารที่ช่วยให้คุณอารมณ์ดีขึ้น

หมดแรง อ่อนเพลีย หงุดหงิด อารมณ์เสีย เครียด วิตกกังวล ความรู้สึกและอารมณ์ที่กล่าวมานี้คงไม่มีใครอยากเป็น
แต่เชื่อว่าทุกคนเคยมีความรู้สึกเหล่านั้นบ้างเป็นครั้งเป็นคราว
ไม่มากก็น้อย โดยอาการไม่พึงประสงค์เหล่านี้อาจเกิดจากการขาดวิตามินหรือแร่ธาตุบางตัว เพราะฉะนั้นการเลือกรับประทานอาหารบางประเภท จะสามารถช่วยลดอาการเหล่านี้ลงได้ นอกจากนี้การได้รับสารอาหารหรือวิตามินบางชนิด ยังสามารถช่วยให้เรารู้สึกสดชื่น กระปรี้กระเปร่า อารมณ์ดี รวมไปถึงบรรเทาอาการป่วยทางจิตและอาการหงุดหงิดก่อนมีประจำเดือน หากคุณมีอาการดังข้างล่างนี้ ลองเลือกรับประทานอาหารตามคำแนะนำนี้ที่อาจช่วยคุณได้

เฉื่อยชา เชื่องซึม: การรับประทานอาหารที่มีวิตามินซีและธาตุเหล็กสูง จะช่วยให้คุณรู้สึกสดชื่นขึ้นได้ เพราะวิตามินซีจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดูดซึมธาตุเหล็กของร่างกาย ขณะที่ธาตุเหล็กเกี่ยวข้องกับการสร้างเม็ดเลือดแดงที่จะช่วยขนส่งออกซิเจนไปเลี้ยงสมอง เมื่ออกซิเจนถูกลำเลียงไปยังสมองได้มากขึ้น สมองจะทำงานได้ดี รู้สึกปลอดโปร่งและกระปรี้กระเปร่า อาหารที่แนะนำ ได้แก่ ผักโขม ส้ม

วิตกกังวล: การรับประทานอาหารที่มีธาตุแมกนีเซียมสูง จะช่วยให้คุณรู้สึกวิตกกังวลน้อยลง สงบมากขึ้น โดยอาหารที่มีธาตุแมกนีเซียมสูง เช่น ข้าวโอ๊ต แอลมอล เป็นต้น นอกจากแมกนีเซียมจะช่วยลดความวิตกกังวลแล้ว ยังช่วยให้คุณหลับสบายอีกด้วย

หดหู่ ซึมเศร้า: สถาบันสุขภาพแห่งชาติ ประเทศสหรัฐอเมริกา แนะนำว่าการรับประทานอาหารที่มีกรดไขมันโอเมก้า 3 สูง หรือการรับประทานน้ำมันปลา จะช่วยต้านอาการซึมเศร้าได้ ขณะที่อาหารบางชนิด เช่น กล้วยหอม มีส่วนในการเพิ่มระดับเซโรโทนินในสมอง หรือที่รู้จักกันในนามของฮอร์โมนแห่งความสุข

เครียด: การรับประทานดาร์กช็อกโกแลตอาจเป็นวิธีง่ายๆ ที่ช่วยคุณลดความเครียดลงได้ การรับประทานดาร์กช็อกโกแลตประมาณ 40 กรัม จะช่วยลดคอร์ติซอล ซึ่งเป็นฮอร์โมนแห่งความเครียด นอกจากนี้ดาร์กช็อกโกแลตยังช่วยให้สมองปล่อยสารเอนโดฟินและเพิ่มระดับเซโรโทนินสูงขึ้น

อารมณ์ขึ้นๆ ลงๆ โกรธง่าย: อาการโมโหง่าย หงุดหงิดกับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ การรับประทานอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตและแคลเซียมสูงจะช่วยให้อาการนี้ดีขึ้นได้ เนื่องจากอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตและแคลเซียมสูง เช่น รับประทานแอบเปิ้ลคู่กับชีส จะช่วยเพิ่มระดับน้ำตาลในเลือดให้สูงขึ้น นอกจากนี้อาการดังกล่าวอาจเกิดจากการขาดธาตุซีลีเนียม ซึ่งพบมากในปลาทูน่า เมล็ดทานตะวัน ธัญพืช และอย่าลืมดื่มน้ำให้เพียงพอเพราะอาการดังกล่าวอาจเกิดจากร่างกายขาดน้ำก็ได้ .

ส่งท้ายด้วยเกร็ดความรู้ ที่จะช่วยคุณรับมือกับอาการไม่พึงประสงค์ก่อนมีประจำเดือน ซึ่งบางอาการมีสาเหตุมาจากระดับแคลเซียมในร่างกายลดต่ำลง การรับประทานอาหารพวกนม ชีส หรืออาหารทะเล จะช่วยเสริมแคลเซียมให้ร่างกายเพื่อช่วยรับมือกับอาการต่างๆ ได้
.
ขอขอบคุณข้อมูลจาก : วารสาร อพวช. ฉบับที่ 128 ปีที่ 11 เดือนกุมภาพันธ์ 2556

6 วิธีทำดีกับ ร่างกายของคุณ

เราอาจใช้เวลาค่อนวันเพื่อพิจารณาว่า “ฉันดูดีรึยัง” แต่เคยสงสัยรึเปล่าว่า กว่าจะเริ่ดได้ขนาดนี้ ร่างกายของเราทำงานหนักแค่ไหน ? เรามาทำดีกับร่างกายและส่วนต่างๆ ที่เรามักจะมองข้ามกันเถอะค่ะ

1. ทำดีกับ…เกล็ดเลือด
สาวกเคลื่องดื่มสีอำพันคงต้องเพลาๆ หน่อยนะ ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า ควรจำกัดไว้ที่วันละ 1-2 แก้วก็พอ เพราะเกล็ดเลือดบอบบางมาก และแอลกอฮอล์ที่มากเกินไปจะเป็นพิษต่อไขกระดูก ทำให้การสร้างเกล็ดเลือดบกพร่อง ลองให้ของขวัญเกล็ดเลือดด้วยโฟเลตจากอาหารอย่างผักโขม ถั่วเลนทิล และหน่อไม้ฝรั่งจะทำให้กระดูกมีสุขภาพดี หากขาดสารอาหารความสามารถในการผลิตเกล็ดเลือดจะลดลงโดยเฉพาะเมื่อคุณตั้งครรภ์ และถ้าคุณรักเกล็ดเลือดของตัวเองละก็ เอามันออกไปซะ! ซึ้งการบริจากโลหิตไม่มีอันตราย และร่างกายของคุณจะสร้างเกล็ดเลือดมาใหม่ทันทีค่ะ

2. ทำดีกับ…น้ำตา
นี่เป็นคำแนะนำด้านสุขภาพที่ง่ายที่สุดในประวัติศาสตร์ : กระพริบตาสิ! “การกระพริบตาทำให้น้ำตาสามารสร้างชั้นเคลือบเพื่อป้องกันไม่ให้ตาแห้งหรือมีสั่งระคายเคืองได้” นี้เป็นคำแนะนำจาก ศ.จักษุวิทยา นพ. มาร์เกอไรต์ แม็กโดนัลด์ จาก New York University อัตราการกะพริบตาของคุณจะลดลงเมื่อคุณจ้องจอคอมพิวเตอร์ และน้ำตาเทียมสามารถทำให้ดวงตาของคุณชุ่มชื้นได้ เพื่อลดความเสี่ยงไม่ให้ร่างน้ำตาอุดตัน ให้ล้างมือบ่อยๆ และพยายามอย่าสัมผัสดวงตา สำหรับสาวๆ ที่ขาดอายไลเนอร์ไม่ได้ เมื่อเขียนขอบตา ให้หยุดมือก่อนจะถึงร่างน้ำตา “อายไลน์เนอร์แบบน้ำ หรือแบบดินสออาจทำให้ติดเชื้อได้” ดร. แม๊กโดนัลด์เตือน และก่อนจะล้มตัวลงนอนอย่าลืมล้างเครื่องสำอางให้สะอาดนะ….เดี๋ยวจะหาว่าสวยไม่เตือน

3. ทำดีกับ…ตับ
แสดงความรักต่อตับด้วยการระวังรอบเอวไว้ให้ดี เพราะคนที่มีน้ำหนักเกินโดยเฉพาะคนที่อ้วนบริเวณกลางลำตัว มีแนวโน้มสูงที่จะเป็นโรคไขมันพอกตับ (Fatty Liver) ซึ้งเป็นโรคตับที่มีผลกระทบต่อคนอเมริกันประมาณ 30-40 ล้านคน แต่อย่าหวังพึ่งยาลดความอ้วน ในบางกรณี (ขึ้นอยู่กับปัจจัยบางอย่าง เช่น กรรมพันธุ์และนิสัยการดื่ม) อาหารเสริมเพื่อการไดเอ็ตอาจเป็นพิษต่อตับของคุณได้ แม้แต่ในปริมาณน้อยๆ นอกจากนี้ การสักหรือเจาะตามร่างกายจะทำให้คุณเสี่ยงต่อโรคไวรัสตับอักเสบซี ซึ่งเป็นเชื้อติดต่อทางเลือดและอาจะเกิดโรคตับแข็งได้ ดังนั้น จึงควรดูให้แน่ใจก่อนสักหรือเจาะว่าเครื่องมือและหมึกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้งและฆ่าเชื้อผิวหนังบริเวณนั้นเสียก่อน

4. ทำดีกับ…ปอด
ขยับตัวซะหน่อยนะ การออกแรงจะช่วยออกกำลังกายปอดของคุณ ทำให้ปอดมีความจุเพิ่มขึ้นและร่างกานจะส่งออกซิเจนไปเลี้ยงกล้ามเนื้อต่างๆ ในการทำกิจกรรมใดๆ ก็ตามได้ดีขึ้น และหากต้องทำความสะอาดหรือทาสี ควรหาหน้ากากอนามัยมาใส่เพื่อป้องกันฝุ่นละอองและสารพิษ ทั้งยังปกป้องเศษผงที่มีขนาดเล็กมากด้วย สุดท้ายนี้คือการหายใจลึกๆ การออกกำลังกายที่ต้องหายใจลึกๆ จะช่วยให้การทำงานของปอดส่งออกซิเจนไปยังร่างกายได้มากขึ้นและทำให้เรากระปรี้กระเปร่าได้อีกด้วย

5. ทำดีกับ…กระเพาะปัสสาวะ
เมื่อปวด….อย่าอั้น เพราะการอั้นปัสสาวะไว้นานๆ อาจทำให้กระเพาะปัสสาวะล้าจนติดเชื้อหรือปัสสาวะราดได้ และอย่าลืมดื่มน้ำมากๆ การขาดน้ำจะทำให้ปัสสาวะเข้มข้นขึ้นจนบางครั้งอาจทำให้ปัสสาวะเล็ด แถมกระเพาะปัสสาวะของเราอาจจะแสบๆ คันๆ เนื่องจากอาหารและเครื่องดื่มบางชนิดจะระคายเคืองกระเพาะปัสสาวะ ตัวร้ายที่พบได้ทั่วไปได้แก่ กาเฟอีน ผลไม้จำพวกส้มที่เป็นกรดและสับปะรด แต่อาหารที่มีผลต่อคนหนึ่งอาจจะไม่มีผลต่ออีกคนก็ได้ ดังนั้นควรสังเกตให้ดีว่าอาหารการกินของคุณทำให้การปัสสาวะเปลี่ยนไปอย่างไร

6. ทำดีกับ…ปากมดลูก
ไปตรวนเป็นประจำสิคะ รู้มั้ยว่า 1 ใน 7 ของสาวอเมริกันไม่ยอมไปตรวจมะเร็งปากมดลูก แต่ถ้าไม่ไปตรวจ คุณหมดจะไม่ได้ตรวจหาเชื้อไวรัส HPV (Human Papillomavirus) และความผิดปกติต่างๆ ของเซลล์ที่จะทำให้คุณเสี่ยงต่อมะเร็งปากมดลูก นอกจากนี้ อย่าลืมกินผักเยอะๆ เพราะการศึกษาจาก University of Arizona ในรัฐเทคซัน เปิดเผยว่า หญิงสาวที่กินผักมากจะมี
โอกาศน้อยกว่าถึงร้อยละ 50 ที่จะติดเชื้อไวรัส HPV เป็นเวลานาน

ขอขอบคุณข้อมูลจาก … Lisa

5 เทคนิคดูแลสุขภาพดวงตากับคอมพิวเตอร์

ชีวิตที่รีบเร่งอาจทำให้เพื่อนๆ ต้องทำงานต่อเนื่องให้เสร็จเร็วๆ การทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานนน ต้องใช้สายตามาก ไม่ใช่แค่ทำงานนะคะ เล่นเกมส์หน้าจอคอมพิวเตอร์ หรือหน้าจอทีวีก็เช่นกันกิจกรรมดังที่บอกมาแล้ว ส่งผลเสียต่อสุขภาพของดวงตาค่ะหากหลีกเลี่ยงการจ้องมองหน้าจอนานๆ ไม่ได้ วิธีป้องกันก็พอมีง่ายๆ แค่ 5 เทคนิคเพื่อดูแลสุขภาพดวงตาของเพื่อนๆ ดังนี้ครับ

ข้อ 1. ทุก 1 ชั่วโมงของการทำงานหน้าจอ ควรพักสายตาด้วยการทำอะไรก็ได้
ที่..ไม่ต้องมองใกล้ๆ ในระยะ 1-2 ฟุต (เช่น มองออกไปในสนามหญ้า) พยามยามมองสีเขียวของใบไม้ใบหญ้าประมาณ 5-10 นาที จะลดการเพ่งของสายตา และช่วยคลายอาการปวดเมื่อยล้าดวงตาได้

ข้อ 2. ไม่ควรมีแสงสว่างมากที่ด้านหลังจอ เพราะจะรบกวนการมองจอ
เช่นไม่ควรตั้งจอตรงกับหน้าต่าง (ด้วยเหตุนี้เน็ตบุคสีขาวของบางยี่ห้อจึงมีกรอบจอสีดำ)

ข้อ 3. ศีรษะควรอยู่สูงกว่าจอสักเล็กน้อย จะได้ไม่ต้องเงยหน้ามองคอมพิวเตอร์
หรือเหลือกตามองสูงขึ้นโดยไม่รู้ตัว ซึ่งทำให้เมื่อยล้าได้ง่าย และเพื่อนๆ คงไม่อยากให้ใครมองมาเห็นว่านั่งตาเหลือกอยู่หน้าจอนะคะ มันดูไม่เท่หรอกครับ

ข้อ 4. อาการปวดล้าดวงตา อาจเกิดจากการที่เพื่อนๆ มีปัญหาสายตา
เช่น สายตาเอียง สายตาสั้น และสายตายาว ให้ไปตรวจวัดสายตาดูหากพบว่าสายตาผิดปกติ ให้ตัดแว่นมาใส่จะช่วยแก้ปัญหาได้

ข้อ 5. ถ้ามีอาการตาแห้ง เช่น แสบตา หรือเคืองตา ให้กะพริบบ่อยขึ้น
เพื่อกวาดน้ำตามาเคลือบผิวตา หรือพักการใช้คอมพิวเตอร์เป็นระยะถ้ายังมีอาการมาก ใช้น้ำตาเทียมหยอดตาจะช่วยบรรเทาอาการได้แต่ถ้าไม่ดีขึ้น เพื่อนๆ อาจจะเป็นโรคอื่นให้ไปพบจักษุแพทย์เพื่อทำการตรวจรักษาแต่เนิ่น ๆ นะครับ

ดวงตาของพวกเรามีคู่เดียวงอกใหม่ไม่ได้ พึงรักษาไว้ให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งานกับตัวเราไปนานๆ นะครับ

ขอบคุณข้อมูล : www.doctor.or.th

จักษุแพทย์แนะ 4 วิธีเลี่ยงอาการตาแห้ง

จักษุแพทย์เตือนหน้าหนาว ป่วยอาการตาแห้งมาก ชี้ข้อสังเกตตาไม่มีแวว กระพริบตาบ่อยครั้ง ควรประคบเย็นที่ดวงตา พร้อมแนะ 4 วิธีเลี่ยงอาการตาแห้ง

นพ.ฐาปนวงศ์ ตั้งอุไรวรรณ จักษุแพทย์ โรงพยาบาลพระนั่งเกล้า กล่าวว่า ขณะนี้พบผู้ป่วยเข้ามารักษาอาการตาแห้งเป็นจำนวนมาก เนื่องจากเริ่มเข้าสู่ช่วงฤดูหนาว ซึ่งอาการตาแห้งเกิดจากสภาพแวดล้อมที่แห้ง โดยข้อบ่งชี้ของผู้มีอาการตาแห้ง ได้แก่ 1.จะมีอาการปวดแสบปวดร้อนบริเวณดวงตา 2.ตาแดง 3.น้ำตาไหล 4.กระพริบตาบ่อย และ 5.ตาฝ้าฟาง โดยกลุ่มที่พบบ่อยมากที่สุด คือ ผู้สูงอายุ คนที่ใส่คอนแทคเลนส์ เด็กและผู้ที่ทำงานกลางแจ้ง เป็นต้น ทั้งนี้ คนไข้ที่มารับการรักษาส่วนใหญ่จะมาด้วยอาการมองแดดแล้วรู้สึกแสบตา จนทำให้เกิดความวิตกกังวล และบางรายก็มีอาการวิตกจริตร่วมด้วย เพราะกังวลว่าจะเป็นโรคที่มีผลกระทบกับดวงตาจนเกิดอันตรายกับดวงตา

นพ.ฐาปนวงศ์ กล่าวอีกว่า อาการตาแห้งไม่ได้ส่งผลกระทบที่รุนแรงต่อดวงตามากนัก แต่อาการตาแห้งจะสร้างความรำคาญมากกว่า ท้งนี้ ประชาชนสามารถสังเกตอาการตาแห้งได้จากดวงตาไม่มีแวว และมีการกระพริบตาอยู่ตลอดเวลา ซึ่งการแก้ปัญหาสามารถทำได้ด้วยตัวเอง โดยการประคบเย็นบริเวณดวงตา คือนำผ้าไปแช่ในตู้เย็น หรือชุบน้ำเย็นมาวางทาบโดยไม่ต้องกด ขยี้ หรือคลึง ซึ่งการวางผ้านั้นให้วางตั้งแต่ขมับซ้ายมาขมับขวาทาบทับหน้าผาก ตา และจมูก จนกว่าผ้าจะแห้ง หลังจากนั้นก็ให้นำผ้ามาชุบน้ำเย็นต่อ ซึ่งต้องทำติดต่อกันประมาณ 20 นาที และทำวันละ 2 ครั้ง จะช่วยให้อาการดีขึ้น

“หากประคบเย็นแล้วยังไม่หาย ผู้ป่วยควรรีบไปพบจักษุแพทย์ทันที เพื่อป้องกันอาการที่รุนแรงหรือภาวะแทรกซ้อน โดยจักษุแพทย์มักจะให้น้ำตาเทียมหรือยาหยอดตาในการรักษา นอกจากนี้ สำหรับการดูแลดวงตาไม่ให้มีอาการตาแห้งในช่วงหน้าหนาว สามารถทำได้ด้วย 4 วิธี คือ 1.หลีกเลี่ยงการออกแดด 2.สวมแว่นกันแดดหรือหมวกทุกครั้งที่ออกแดด 3.ดื่มน้ำก่อนออกจากบ้านทุกครั้งเพื่อทำให้ตาชุ่มฉ่ำ และเพื่อชดเชยการสูญเสียน้ำเวลาอยู่นอกบ้าน และ 4.รับประทานอาหารที่มีวิตามินเอสูง เช่น ผักสีเขียว ผักบุ้ง มะละกอ และแครอท เนื่องจากในกลุ่มเด็กนั้นมีอาการตาแห้งเกิดจากการไม่ได้รับประทานผักและผลไม้” จักษุแพทย์ กล่าว

ที่มา : หนังสือพิมพ์ ASTV ผู้จัดการ

อย่าเชื่อกิน ‘ยาดองเหล้า’ ช่วยคลอดง่าย

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ห่วงสุขภาพหญิงตั้งครรภ์ไทย เนื่องมีความเชื่อผิดๆ ว่าดื่มยาดองเหล้าจะทำให้คลอดง่ายชี้ เสี่ยงอันตรายถึงลูก ฤทธิ์แอลกอฮอล์จะทำอันตรายเซลล์สมอง พัฒนาการด้านสติปัญญาช้า ตัวเล็กกว่าเด็กปกติ หรืออาจพิการไม่มีสมองใหญ่ เร่งให้กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทย และการแพทย์ทางเลือกให้ความรู้ที่ถูกต้อง…

นายสรวงศ์เทียนทอง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวหลังตรวจเยี่ยม กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ว่า จากการทำงานคลุกคลีกับประชาชนในต่างจังหวัด โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบท พบว่าสวนใหญ่ยังมีความเชื่อ ศรัทธา การแพทย์แผนไทย และยาสมุนไพรไทยอยู่พอสมควร อาจถูกบ้างผิดบ้างตามที่ได้รับสืบทอดความเชื่อสืบต่อกันมาจากบรรพบุรุษ เรื่องที่น่าเป็นห่วงคือ ประชาชนส่วนใหญ่ยังมีความเชื่อที่ผิดๆ ในการใช้ประโยชน์จากสมุนไพร เช่น บางพื้นที่มีความเชื่อ บอกเล่าสืบต่อกันมาแบบปากต่อปาก ว่าการดื่มยาดองเหล้าช่วยทำให้สุขภาพดี เลือดลมไหลเวียนดี มีเลือดฝาด และที่น่าห่วงมากคือ เชื่อว่าหากหญิงตั้งครรภ์ดื่มยาดองเหล้าเป็นประจำจะทำให้คลอดง่าย ไม่เจ็บปวดมาก ซึ่งเป็นความเชื่อที่ผิดและมีอันตราย โดยเฉพาะอันตรายต่อทารกในครรภ์

นายสรวงศ์ กล่าวต่อว่า ตามข้อมูลวิชาการทางการแพทย์ระบุว่า สตรีมีครรภ์ ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคหัวใจ ผู้ที่เป็นไข้ ไม่ควรดื่มยาดองเหล้า เพราะส่วนประกอบหลักของยาดองเหล้าก็คือ เหล้า และเหล้าที่ใช้ส่วนใหญ่เป็นเหล้าขาว ฤทธิ์ของแอลกอฮอล์จะเป็นอันตรายต่อลูกในครรภ์ แอลกอฮอล์ที่แม่ดื่มเข้าไปจะไปถึงลูกผ่านทางรก ทำให้ทารกเกิดความพิการได้ทั้งทางร่างกายและสมอง

โดยเฉพาะในช่วงที่แม่มีอายุครรภ์ 6-8 สัปดาห์ ซึ่งเป็นช่วงการสร้างอวัยวะของตัวอ่อนเด็กในครรภ์ ทารกที่แม่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ เมื่อเกิดมาจะมีความพิการทางไต หรือที่กระดูกซี่โครง หรือกระดูกไขสันหลัง รูปร่างแคระแกร็น ตัวเล็กกว่าเด็กปกติ ที่สำคัญคือแอลกอฮอล์จะเข้าไปทำลายระบบประสาทส่วนกลางของทารก ทำให้โครงสร้างของสมองผิดปกติ เช่น ไม่มีสมองใหญ่ สมองใหญ่มีร่องผิดปกติ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ เป็นต้น

ส่งผลต่อพัฒนาการของเด็กด้านสติปัญญา ความจำ และการเคลื่อนไหว เสี่ยงต่อการเกิดโรคทางจิตเวช วิตกกังวล ซึมเศร้า พฤติกรรมอันธพาล อาจมีปัญหาด้านพฤติกรรม เช่น ซุกซนไม่อยู่นิ่ง สมาธิสั้น เป็นต้น ซึ่งจะส่งผลกระทบระยะยาวต่อตัวเด็กในการใช้ชีวิตในสังคม

นายสรวงศ์ กล่าวต่อว่า ได้มอบนโยบายให้กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทย และการแพทย์ทางเลือกเร่งให้ข้อมูล ความรู้ เรื่องยาดองเหล้าให้ประชาชนรู้และเข้าใจอย่างถูกต้อง เพื่อป้องกันผลกระทบที่กล่าวมา โดยใช้พลัง อสม. องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และเพิ่มการให้ความรู้เรื่องสมุนไพร ยาสมุนไพร เพื่อสร้างการยอมรับโดยกระทรวงสาธารณสุขมีนโยบายสนับสนุนให้ประชาชนใช้ยาสมุนไพร ไม่น้อยกว่าร้อยละ 14 ของยาที่ใช้ทั้งหมด

ในด้าน นายแพทย์ธวัชชัย กมลธรรม อธิบดีกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กล่าวว่า สมุนไพรที่ใช้ดองเหล้าส่วนใหญ่จะมีสรรพคุณช่วยบำรุงร่างกาย เจริญอาหาร บำรุงธาตุ บำรุงกำลัง แก้ปวดเมื่อย เช่น สมุนไพรจะค้าน (สะค้าน) มีสรรพคุณเป็นยาธาตุ ฝางใช้บำรุงโลหิต แก้ปอดพิการ ขับเสมหะและระดู สมุนไพรปิดปิวแดง ใช้ขับประจำเดือน กระจายลม บำรุงธาตุ ช่วยให้เจริญอาหาร บำรุงธาตุไฟ สมุนไพรกำลังเสือโคร่ง ใช้บำรุงธาตุ บำรุงกำลัง แก้ปวดเมื่อยตามร่างกาย มะเขือแจ้เครือ ใช้ทั้งต้นต้มหรือดองเหล้า เป็นยาแก้ปวดหลังหรือบั้นเอว สมุนไพรรางแดง แก้กระษัย แก้เส้นเอ็นตึง ผสมยาเจริญอาหารและเป็นยาอายุวัฒนะ พริกไทยช่วยขับลม บำรุงธาตุ ช่วยเจริญอาหาร เถาฮ่อสะพายควาย ใช้ดองเหล้า บำรุงกำลัง แก้ปวดเมื่อย สมุนไพรแส้ม้าทะลายโรง ใช้เถาดองเหล้า ดื่มแก้ปวดหลังปวดเอว

ยาดองเหล้าโดยทั่วไปมักใช้ส่วนต่างๆ ของพืชสมุนไพร ได้แก่ ราก ลำต้น เถา หรือแก่น มาสับเป็นชิ้นเล็กๆ ให้ได้ปริมาณตามที่ต้องการ แล้วนำไปแช่ในเหล้า ปริมาณยาของแต่ละสูตรจะแตกต่างกันไป แล้วแต่ประสบการณ์ของหมอยา บางคนใช้สมุนไพรเพียงชนิดเดียว หรือบางคนใช้หลายๆ ชนิดปรุงรวมกันเป็นยาดอง โดยใช้เหล้าเป็นตัวทำละลายและดึงเอาตัวยาออกมาจากสมุนไพร ยาดองเหล้าทุกสูตรควรรับประทานเมื่อมีอาการเจ็บป่วย เพียงวันละ 2 ครั้ง คือ ก่อนอาหารเช้าและเย็น ครั้งละประมาณ 30 ซีซี หรือ 1 ถ้วยตะไลเท่านั้น ไม่ควรดื่มต่อเนื่องทุกวัน เพราะอาจทำให้กลายเป็นโรคติดสุราเรื้อรังได้

ในด้านของ นายแพทย์ปราโมทย์ เสถียรรัตน์ ผู้อำนวยการสถาบันการแพทย์แผนไทย กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กล่าวต่ออีกว่า สมุนไพรบางชนิดมีสรรพคุณในการบำรุงร่างกาย บำรุงกำหนัด เช่น โด่ไม่รู้ล้ม ใช้แก้เหน็บชา บำรุงหัวใจ บำรุงกำหนัด ขับน้ำเหลืองเสีย ใช้เป็นยาบำรุงหลังคลอดได้ มะเขือแจ้ป่า เป็นยาบำรุงกำลัง บำรุงกำหนัด เป็นต้น แต่ในทางการค้า ผู้ขายยาดองเหล้ามักจะตั้งชื่อยาดองเหล้าให้ผู้ซื้อเข้าใจผิด ว่าเป็นยาบำรุงกำลังทางเพศ ช่วยเพิ่มความแข็งแรง เช่น กระโดดกำแพง สาวน้อยตกเตียง กำลังเสือโคร่ง และเฒ่าชูงวง เป็นต้น ทั้งที่สมุนไพรดังกล่าว มีสรรพคุณแค่ใช้บำรุงร่างกาย บำรุงธาตุ บำรุงเลือด คลายเส้นเอ็น แก้ปวดเมื่อย เท่านั้น

ที่มา : เว็บไซต์ไทยรัฐออนไลน์

error: Content is protected !!