เอกสารแนะนำ-ตารางแพทย์พรีเมี่ยม อายุรกรรม

เอกสารแนะนำ-ตารางแพทย์พรีเมี่ยม อายุรกรรม

การรับบริการ
–  เพื่อความสะดวกในการรับบริการ กรุณานัดหมายล่วงหน้า
–  กรณีผู้ป่วยใหม่ ที่ยังไมมีบัตรโรงพยาบาลสามารถโทรศัพท์
แจงทําบัตรได้ที่  
เวชระเบียนพรีเมี่ยม ชั้น 4 โทร. 0 2200 4324 – 5
หรือทางเว็บไซต์ www.ra.mahidol.ac.th/mr

ดาวน์โหลดเอกสารแนะนำ – ตารางแพทย์อายุรกรรม 

ขั้นตอนการรับบริการในวันที่นัดหมายหน่วยตรวจผู้ป่วยนอกพิเศษ-จักษุ EYE CLINIC

หน่วยตรวจผู้ป่วยนอกพิเศษ-จักษุ  EYE CLINIC  
ชั้น 4 โซน เอส
Zone S ,Floor 4th
โทร. 0 2200 4152
คลิ็กดาวน์โหลดเอกสารแนะนำ

รู้จักโครงการเบิกจ่ายตรงเงินสวัสดิการค่ารักษาพยาบาล

รู้จักโครงการเบิกจ่ายตรงเงินสวัสดิการค่ารักษาพยาบาล

        ระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลของข้าราชการแต่เดิมผู้ป่วยนอกต้องทดรองจ่ายเงินไปก่อน  แล้วจึงนำใบเสร็จมาเบิกเงินคืนจากสำนักงานคลังภายหลัง  ที่ผ่านมามีการเบิกจ่ายเงินเกินกว่าความเป็นจริง  รัฐบาลต้องจ่ายงบประมาณเพิ่มขึ้นทุกปี  และด้วยสภาพเศรษฐกิจที่ถดถอย  ทำให้เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2543  มีมติคณะรัฐมนตรีให้กระทรวงการคลังปฏิรูประบบสวัสดิการรักษาพยาบาล  เป็นระบบที่ทางสถานพยาบาลจะวางเบิกค่ารักษาพยาบาลกับกรมบัญชีกลางโดยตรง โดยมีเป้าหมาย  8  ประการคือ

1. ไม่รอนสิทธิ  
2. อาจเพิกถอนหรือจำกัดได้ หรือเรื้อรัง หากไม่เป็นธรรมกับระบบ  
3. ควบคุมค่าใช้จ่ายได้
4. เกิดผลกระทบคุณภาพของการบริการน้อยที่สุด
5. เน้นค่าใช้จ่ายของโรคที่รุนแรง
6. ให้ผู้มีสิทธิได้เลือกใช้สถานบริการได้
7. สร้างระบบสารสนเทศ
8. สร้างกลไลเพื่อตรวจสอบความโปร่งใส

โครงการเบิกจ่ายตรง คือ โครงการคู่ขนานกับระบบเบิกจ่ายค่ารักษาเดิม(ใบเสร็จ,หนังสือต้นสังกัด)  เป็นโครงการแบบสมัครใจสำหรับผู้มีสิทธิและบุคคลในครอบครัว  ยกเว้นผู้ป่วยไตวายเรื้อรังและผู้ป่วยมะเร็งที่จำเป็นต้องใช้ยานอกบัญชีหลักแห่งชาติที่มีค่าใช้จ่ายสูง 6 ชนิด  ต้องเข้าระบบเบิกจ่ายตรงทุกคน  สิทธิประโยชน์ที่ได้รับจากโครงการเบิกจ่ายตรง  คือ
ผู้ป่วยนอก  :  ไม่ต้องทดรองจ่ายเงินไปก่อน
ผู้ป่วยใน  :  ไม่ต้องมีหนังสือรับรองการมีสิทธิ (หนังสือส่งตัว) จากต้นสังกัดไปยื่นให้สถานพยาบาลก่อนเข้ารับการรักษา

เพื่อให้เกิดความถูกต้องตามระเบียบการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาล  กรมบัญชีกลางจึงเห็นควรให้มีการจัดทำฐานข้อมูลเพื่อยืนยันสิทธิการรักษาพยาบาลของตนเองและบุคคลในครอบครัว  ซึ่งข้อมูลดังกล่าวจะถูกนำไปใช้เชื่อมโยงกับการจ่ายเงินบำเหน็จตกทอดอีกด้วย  โดยมีแนวปฏิบัติของผู้ใช้สิทธิการเบิกจ่ายตรงค่ารักษาพยาบาล  ดังนี้

1. ผู้ใช้สิทธิเบิกจ่ายตรงค่ารักษาพยาบาลกรณีผู้ป่วยนอก  ต้องเป็นข้าราชการ  ลูกจ้างประจำ  ผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ  และบุคคลในครอบครัว (บุตรบุญธรรมไม่สามารถใช้สิทธิจ่ายตรงได้) ที่มีชื่อในฐานข้อมูลบุคลากรภาครัฐของกรมบัญชีกลาง  โดยติดต่อนายทะเบียนที่ต้นสังกัดเพื่อจัดทำฐานข้อมูลบุคลากรภาครัฐให้สมบูรณ์ครบถ้วน

2. กรมบัญชีกลางปรับปรุงข้อมูลที่สมบูรณ์แล้วทุก  15  วัน (วันที่ 4  และวันที่ 8 ของเดือน)  ข้าราชการ  ลูกจ้างประจำ  ผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ  และบุคคลในครอบครัวสามารถตรวจสอบว่ามีชื่อในฐานข้อมูลตามข้อ 1  หรือไม่  ผ่าน website กรมบัญชีกลาง (www.cgd.go.th)  โดยเข้าไปที่หัวข้อสวัสดิการรักษาพยาบาลและเลือกรายการตรวจสอบสิทธิการรักษาสวัสดิการ

2.1 กรณีที่ตรวจสอบแล้วมีชื่อ  :  ต้องสมัครลงทะเบียนและแสกนลายนิ้วมือ ณ สถานพยาบาลที่จะเข้ารับการรักษาก่อน  (ไม่จำกัดจำนวนโรงพยาบาลที่จะสมัคร)
กรณีผู้ป่วยนอก  สามารถใช้ระบบจ่ายตรงได้หลังจากลงทะเบียนแล้ว 15 วัน และในช่วง 15 วันนั้น  หากต้องเข้ารักษาพยาบาล  ให้นำใบเสร็จค่ารักษาพยาบาลไปวางเบิกกับต้นสังกัด

2.2 กรณีที่ตรวจสอบแล้วไม่มีชื่อ  :  ให้ข้าราชการ  ลูกจ้างประจำ  ผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ  และบุคคลในครอบครัว  ติดต่อนายทะเบียนของส่วนราชการที่ตนสังกัดอยู่  เพื่อทำการปรับปรุงข้อมูลในฐานข้อมูลบุคลากรภาครัฐของกรมบัญชีกลาง  กรณีที่บิดา-มารดาของข้าราชการที่มีบุตรเป็นข้าราชการหลายคน  ฐานข้อมูลรักษาพยาบาลของบุตร(ที่เป็นข้าราชการ)ทุกคนต้องถูกต้องตรงกัน  หากมีข้อมูลของรายใดไม่ถูกต้องสมบูรณ์  อาจทำให้บิดา-มารดาไม่มีสิทธิรักษาพยาบาลได้  จึงต้องปรับปรุงข้อมูลของผู้มีสิทธิในฐานข้อมูลฯ ให้สมบูรณ์  หลังจากมีชื่อในฐานข้อมูลฯ แล้ว  จึงจะสามารถสมัครลงทะเบียนตามข้อ 2.1 ได้

3. ข้าราชการ  ลูกจ้างประจำ  ผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ  และบุคคลในครอบครัวที่มีสิทธิซ้ำซ้อน (เช่น  สิทธิประกันสังคม  ข้าราชการรัฐวิสาหกิจ  สิทธิองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  เช่น อบต., เทศบาล, ครูเอกชนฯ)  ไม่สามารถเข้าร่วมโครงการจ่ายตรงรักษาพยาบาลได้  ต้องใช้ใบเสร็จค่ารักษาพยาบาลหรือหนังสือรับรองจากต้นสังกัด(ใบส่งตัว)  ประกอบการเบิกจ่ายจากต้นสังกัดของตน  เว้นแต่ค่ารักษาพยาบาลที่ได้รับนั้นต่ำกว่าเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลที่มีสิทธิจะได้รับจากทางราชการ  ก็มีสิทธิเบิกค่ารักษาพยาบาลส่วนที่ขาดอยู่ได้

4. หนังสือรับรองการมีสิทธิสำหรับโครงการผู้ป่วยนอกรักษาต่อเนื่อง (แบบ 7101/1), หนังสือรับรองการมีสิทธิรับเงินค่ารักษาพยาบาล (แบบ7100/1),  และวิธีการรับรองใช้ยานอกบัญชียาหลักแห่งชาติ  ไม่สามารถนำมายื่นต่อสถานพยาบาลได้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2549   เพราะผู้รับการรักษาโรคต่อเนื่อง  ต้องเข้าระบบจ่ายตรงค่ารักษาพยาบาลทุกคน

5. ข้าราชการ  ลูกจ้างประจำ  ผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ  และบุคคลในครอบครัวที่ไม่ได้เข้าร่วมโครงการจ่ายตรงค่ารักษาพยาบาลยังคงสามารถนำใบเสร็จค่ารักษาพยาบาลมาวางเบิกกับต้นสังกัดกรณีเข้ารับการรักษาพยาบาลประเภทผู้ป่วยนอก  และขอหนังสือต้นสังกัดกรณีเข้ารับการรักษาพยาบาลประเภทผู้ป่วยในได้ตามปกติ
หากเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลของรัฐที่ไม่ใช่โรงพยาบาลที่ใช้สิทธิเบิกจ่ายตรง  สามารถนำใบเสร็จค่ารักษาพยาบาลมาเบิกจากต้นสังกัดได้
การตรวจสุขภาพประจำปีไม่สามารถใช้สิทธิเบิกจ่ายตรงได้  ต้องนำใบเสร็จมาเบิกจากต้นสังกัด

6. กรณีเข้ารับการรักษาพยาบาลประเภทผู้ป่วยใน  หากตรวจสอบแล้วมีชื่อตามข้อ 2.1  สามารถแจ้งโรงพยาบาล  เพื่อให้ขอเลขอนุมัติแทนหนังสือรับรองการมีสิทธิทาง web page ได้
หนังสือรับรองสิทธิฯ จากต้นสังกัดของผู้ป่วยยังใช้ได้อยู่  เหตุที่ยังคงหนังสือรับรองสิทธิในกรณีผู้ป่วยใน  เป็นเพราะการปรับปรุงฐานข้อมูลผู้มีสิทธิฯ  จากต้นสังกัดอาจจะต้องใช้เวลาเกินกว่าระยะเวลาการรักษาตัวในสถานพยาบาลก็ได้  ซึ่งถ้าเกิดปัญหาดังกล่าวขึ้นก็จะเป็นปัญหากับการเบิกของสถานพยาบาลเอง  ในอนาคตเมื่อฐานข้อมูลผู้มีสิทธิฯ สมบูรณ์ขึ้น   เชื่อว่าผู้ป่วยจะใช้หนังสือรับรองสิทธิลดลงและเลิกไปในที่สุด

ระบบจ่ายตรงค่ารักษาพยาบาลได้เริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2549  เมื่อลงทะเบียนครั้งแรกครั้งเดียวใช้ได้ตลอดไป  ทั้งนี้เพื่อให้ข้าราชการ  ลูกจ้างประจำ  ผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ  และบุคคลในครอบครัวได้รับคุณภาพในการรักษาพยาบาลเพิ่มมากขึ้นอย่างเป็นธรรม  สามารถควบคุมและตรวจสอบค่าใช้จ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ  ทำให้ผู้มีสิทธิได้รับความสะดวกและลดภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลโดยยังได้สิทธิเหมือนเดิม  หากผู้มีสิทธิมีข้อสงสัยหรือต้องการทราบรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถสอบถามไปยัง  กลุ่มงานสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ (กสพ) โทร. 02-2710686-90 ต่อ 4441, 4684, 4318, 4319 หรือที่ www.cgd.go.th

ข้อมูลโดย 
เกตน์รดา  โชติการ
นักวิชาการเงินและบัญชี
สถาบันทักษิณคดีศึกษา

ตรวจสอบข้อมูลผู้มีสิทธิในโครงการเบิกจ่ายตรง ได้ที่นี่ http://welcgd.cgd.go.th/wel
สถานพยาบาล ในการเคลม / รับรองสิทธิ คลิกที่นี่ http://cs1.chi.or.th

ดินประสิว ตัวการก่อมะเร็ง

ยีนมนุษย์มีความไวต่อสารก่อมะเร็งอย่างไร ย้ำยังคงต้องระวังอาหารที่มีสารก่อมะเร็ง ทั้งไส้กรอกอีสาน กุนเชียง ปลาร้า หมูปิ้ง หมูกระทะ ระบุทานได้แต่อย่าเยอะ

นพ.ธีรวุฒิ คูหะเปรมะ ผู้อำนวยการสถาบันมะเร็งแห่งชาติ เปิดเผยว่า แม้โรคพยาธิใบไม้ตับจะเป็นปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งตับและโรคมะเร็งท่อน้ำดี แต่ตัวการที่สำคัญคือ สารก่อมะเร็งที่อยู่ในอาหารหรือที่เรียกว่าสารดินประสิว (สารไนโตรซามีน) เพราะการวิจัยในสัตว์ทดลองพบว่า เมื่อหนูมีการติดพยาธิใบไม้แล้วโอกาสการเป็นมะเร็งมีน้อย แต่หากได้รับสารก่อมะเร็งร่วมด้วยหนูจะเป็นมะเร็งทันที

ดังนั้น การรับประทานอาหารนอกจากจะต้องระวังเรื่องพยาธิใบไม้ ซึ่งอยู่ในปลาน้ำจืดดิบแล้ว ยังต้องระวังอาหารที่ใส่สารดินประสิวด้วย เช่น ไส้กรอกอีสาน กุนเชียง ปลาร้า เป็นต้น

“หากจะรับประทานปลาร้าต้องทำให้สุกก่อน เพราะพยาธิสามารถอยู่ในตัวปลาร้าได้นานถึง 6 เดือน แต่เมื่อเข้าสู่ร่างกายของคนแล้ว กลับสามารถอยู่ได้นานเป็นปี บางคนอาจคิดว่ารับประทานเข้าไปครั้งเดียวคงไม่เป็นไร แต่ปลาบางตัวมีไข่พยาธิเป็นหมื่นๆ ฟอง เมื่อมันเข้าไปก็จะสร้างลูกหลานออกมา ผ่านไป 30-40 ปี ตัวมันก็ใหญ่และอาจก่อให้เกิดมะเร็งได้ เพราะแม้จะรับประทานน้อยก็ยังถือว่ามีความเสี่ยง” ผอ.สถาบันมะเร็งแห่งชาติ กล่าว

นพ.ธีรวุฒิ กล่าวอีกว่า สำหรับสารก่อมะเร็งมีโอกาสก่อให้เกิดเป็นมะเร็งได้มากน้อยเพียงใด ต้องดูที่ปริมาณและความถี่ในการทาน คือต้องทานบ่อยและปริมาณมาก แต่ไม่ใช่ทานทีเดียวแล้วจะเป็น เพราะร่างกายจะสามารถขับสารก่อมะเร็งออกมาได้ แต่ถ้าทานบ่อยๆ ก็จะเข้าไปสะสมเรื่อยๆ โดยเฉพาะทุกวันนี้ในชีวิตประจำวันเรามีสารก่อมะเร็งเยอะ หากหลีกเลี่ยงได้ก็ควรหลีกเลี่ยง แต่ถ้าจำเป็นก็อย่าทานบ่อย เหมือนบุหรี่ที่สูบเข้าไปครั้งเดียวไม่เป็นไร แต่ถ้าสูบเข้าไปนานๆ ก็จะมีโอกาสเป็นมะเร็ง

“อย่างหมูปิ้ง หมูกระทะ ก็จะมีสารก่อมะเร็งจากการที่ไขมันหรือโปรตีนของเนื้อถูกเผาไหม้ หรือที่เรียกว่าสารเฮเทอโรไซคลิก ดังนั้น ข่าวที่ว่ามีถ่านชนิดใหม่ปลอดมะเร็ง เพราะไม่มีควันแสดงว่าเป็นความเข้าใจผิด เพราะสารก่อมะเร็งเกิดจากความร้อน นอกจากการปิ้งย่างแล้ว การรมควันก็ถือว่าไม่ดี เพราะมีสารก่อมะเร็งอยู่เช่นกัน หากจะรับประทานอาหารที่ปรุงจากการรมควันก็ไม่ควรทานบ่อยหรือเยอะ อย่างต่างประเทศตอนนี้ก็มีการรณรงค์อยู่” นพ.ธีรวุฒิ กล่าว

นพ.ธีรวุฒิ กล่าวด้วยว่า โรคมะเร็งนั้นไม่ได้มีแต่ปัจจัยเฉพาะอาหารเท่านั้น แต่ยังขึ้นอยู่กับยีนส์ของแต่ละคนด้วย เพราะทุกวันนี้เราไม่รู้ว่ายีนส์ของแต่ละคนมีความไวต่อสารก่อมะเร็งเป็นอย่างไร บางคนอาจมียีนที่กำจัดสารก่อมะเร็งได้ เหมือนคนที่สูบบุหรี่จนแก่ทำไมถึงไม่เป็นมะเร็ง แต่คนที่สูบไม่นานกลับเป็นมะเร็ง ซึ่งตอนนี้สถาบันมะเร็งแห่งชาติกำลังมีการศึกษาในเรื่องนี้อยู่ร่วมกับญี่ปุ่น สถาบนวิจัยจุฬาภรณ์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และสถาบันมะเร็งแห่งชาติสหรัฐอเมริกา

 “ในอนาคตเราอาจรู้ได้ว่าคนไหนมียีนที่มีความไวต่อมะเร็ง เพราะทุกวันนี้ทุกคนได้รับสารก่อมะเร็งกันหมด แต่บางคนอาจมียีนที่สามารถกำจัดสารก่อมะเร็งได้ ลักษณะเหมือนกับการแพ้ยา ทำไมบางคนแพ้ บางคนไม่แพ้ ซึ่งตอนนี้ก็มีการศึกษาอยู่ เพื่อนำมาใช้เช็กยีนส์ว่ามีความคุ้มค่าหรือไม่ เพราะการสกรีนดังกล่าวมีราคาแพงมาก” ผอ.สถาบันมะเร็งแห่งชาติ กล่าว

ที่มา : เว็บไซต์ผู้จัดการออนไลน์

10 เม.ย.

8 พฤติกรรมไม่เหมาะสมเล่นน้ำสงกรานต์

เนื่องในเทศกาลสงกรานต์ 2556 จะมีประชาชนออกมาเล่นน้ำสงกรานต์เป็นจำนวนมาก จึงขอฝากข้อห่วงใยกับพี่น้องประชาชน ถึงพฤติกรรมต้องห้ามเมื่อเล่นน้ำสงกรานต์ 8 ข้อ ด้วยกัน

เมื่อวันที่ 8 เมษายน พล.ต.ต.ปิยะ ต๊ะวิชัย ผู้บังคับการตำรวจจราจร (ผบก.จร.) กล่าวถึง พฤติกรรมต้องห้ามเมื่อเล่นน้ำสงกรานต์ 8 ข้อ ด้วยกัน คือ

1.ไม่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ขณะเล่นน้ำสงกรานต์ เพราะหากผู้เล่นดื่มในปริมาณที่มากเกินไป อาจทำให้ขาดสติและเกิดอุบัติเหตุได้

2.ไม่สาดน้ำบนรถกระบะ การเล่นสงกรานต์โดยการนำถังน้ำใส่ท้ายรถกระบะ มีความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ เพื่อความปลอดภัยไม่ควรลุกยืนขณะที่รถวิ่ง ไม่ควรบรรทุกคนจนน้ำหนักมากเกินไป อาจทำให้พลัดตกจากรถ หรือรถเสียการทรงตัวได้

3.ไม่สาดน้ำเย็น แม้ว่า “น้ำ” คือพระเอกในวันสงกรานต์ แต่การสาดน้ำกันแรงๆ หรือสาดด้วยน้ำเย็น อาจทำให้เกิดผลเสียตามมาได้ ควรเล่นกันแบบถ้อยทีถ้อยอาศัย และหากน้ำที่ใช้เล่นนั้นไม่สะอาด อาจมีเชื้อโรคเข้าไปในหูและเกิดการอักเสบได้

4.ไม่เปิดเพลงเสียงดัง ไม่ควรเปิดลำโพงเสียงดังจนรบกวนผู้อื่น โดยเฉพาะในยามวิกาล

5.ไม่เล่นแป้ง แป้งดินสอพองบางชนิดมีส่วนผสมของสารโพรฟีลีน ตะกั่ว ปรอท หรือการผสมสี  ซึ่งล้วนแต่มีอันตรายต่อร่างกาย และอาจทำให้ทัศนะวิสัยการขับขี่ไม่ดี จนเกิดอุบัติเหตุได้ง่าย

6.ไม่แต่งตัวยั่วตัณหา ผู้หญิงต้องไม่ใส่เสื้อบาง รัดรูป หรือนุ่งสั้น เสื้อผ้าที่ใส่ ควรเป็นสีเข้มๆ เช่น ดำ น้ำเงิน เพราะสีเหล่านี้เมื่อโดยน้ำจะไม่สามารถมองเห็นรูปร่างภายในของผู้หญิงได้ชัดเจน

7.ไม่ฉวยโอกาส ชายหนุ่มบางคนใช้โอกาสเล่นน้ำสงกรานต์ลวนลามผู้หญิง มักจะเล่นแป้งโดยพุ่งไปที่แก้มของสาวๆ หรือบางคนอาจลูบคลำทำอนาจาร ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม และก่อให้เกิดการทะเลาะวิวาทได้อีกด้วย

8.ไม่นำสิ่งของมีค่าติดตัวมากๆ เช่น กระเป๋า นาฬิกา โทรศัพท์ควรใส่ซองกันน้ำ และเก็บให้มิดชิด

โดยทั้ง 8 ข้อนั้น เป็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมในการเล่นน้ำสงกรานต์ ซึ่งบางข้ออาจผิดกฎหมาย หรือสร้างความเดือดร้อนให้แก่ผู้อื่นได้ อีกทั้งอาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุและเป็นอันตรายได้อีกด้วย

ที่มา : เว็บไซต์มติชนออนไลน์

สถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์

ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
พระราชทานชื่อสถาบันการแพทย์แห่งใหม่ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี
ณ ตำบลบางปลา อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ
ว่า สถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์
CHAKRI NARUEBODINDRA MEDICAL INSTITUTE

และ ให้เชิญตราสัญลักษณ์งานเฉลิมพระเกียรติ
เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชน­มพรรษา ๗ รอบ ๕ ธันวาคม ๒๕๕๔
ประดิษฐานที่อาคารดังกล่าว ตั้งแต่วันที่ ๘ มีนาคม ๒๕๕๖

ข้อมูลโดย http://cnmi-rama.blogspot.com

เวชระเบียน (medical record) คืออะไร

เวชระเบียน (อังกฤษ: medical record) หมายถึง เอกสารทางการแพทย์ทุก ประเภท ที่ใช้บันทึกและเก็บรวบรวมเรื่องราวประวัติของผู้ป่วยทั้งประวัติส่วนตัว ประวัติครอบครัว ประวัติการแพ้ยา เอกสารการยินยอมให้ทำการรักษาพยาบาล ประวัติการเจ็บป่วยในอดีตและปัจจุบัน ข้อมูลบ่งชี้เฉพาะของบุคคล การรักษาพยาบาล ค่ารักษาพยาบาล ผลจากห้องปฏิบัติการ ผลการชันสูตรบาดแผลหรือพลิกศพ ผลการบันทึกค่าทั้งที่เป็นตัวเลข ตัวอักษร รูปภาพหรือเครื่องหมายอื่นใด จากอุปกรณ์ เครื่องมือในสถานบริการสาธารณสุขหรือเครื่องมือทางการแพทย์ทุกประเภท หรือเอกสารการบันทึกการกระทำใด ๆ ที่เป็นการสั่งการรักษา การปรึกษาเพื่อการรักษาพยาบาล การส่งต่อผู้ป่วยไปทำการรักษาที่อื่น การรับผู้ป่วยรักษาต่อ การกระทำตามคำสั่งของผู้มีอำนาจในการรักษาพยาบาลตามที่สถานบริการสาธารณสุข กำหนดไว้ เอกสารอื่น ๆ ที่ใช้ประกอบเพื่อการตัดสินใจทางการแพทย์ เพื่อการประสานงานในการรักษาพยาบาลผู้ป่วย และเอกสารอื่นใดที่ทางองค์การอนามัยโลก หรือสถานบริการสาธารณสุขกำหนดไว้ว่าเป็นเอกสารทางเวชระเบียน หมายรวมถึงชื่อของหน่วยงานที่ทำหน้าที่ในการจัดทำเอกสารดังกล่าว การเก็บรวบรวม การค้นหา การบันทึก การแก้ไข การให้รหัสโรค การจัดทำรายงานทางการแพทย์ การนำมาจัดทำสถิติผู้ป่วย การนำมาเพื่อการศึกษาวิจัย หรือเพื่อการอื่นใดตามที่สถานบริการสาธารณสุขกำหนด นอกจากนี้ยังรวมถึงเอกสารทางการแพทย์ที่อยู่ในรูปแบบสื่อดิจิตอล หรือระบบอิเลคทรอนิกส์ (Electronic Medical Record -EMR) ซึ่งเป็นรูปแบบของเวชระเบียนที่มีการพัฒนาขึ้นในปัจจุบัน

เวชระเบียน หมายถึงอะไร

เวชระเบียน หมายถึง การรวบรวมข้อเขียนหรือบันทึกที่เกี่ยวกับการเจ็บป่วย เป็นข้อมูลที่บันทึกเกี่ยวกับการรักษาผู้ป่วยที่โรงพยาบาล คลินิค หรือสถานีอนามัย เวชระเบียนนั้นเป็นบันทึกขบวนการทุกอย่างงที่จัดกระทำกับผู้ป่วยซึ่งข้อมูล นั้น ๆ ควรจะต้องประกอบด้วยประวัติการเจ็บป่วยในอดีตรวมทั้งความคิดเห็น การค้นหา สืบสวนผลทางห้องปฏิบัติการและข้อมูลอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับสุขภาพของผู้ป่วย เวชระเบียนเป็นเอกสารที่อาจมีหลายขนาดหลายรูปแบบ และหลายข้อมูล โดยการบันทึกของหลายบุคคลในหลาย ๆ วิธีการ แต่ตามรูปลักษณะทั่วไปแล้ว เวชระเบียนจะประกอบด้วยจำนวนแผ่นกระดาษ หรือบัตร ซึ่งอาจจะบรรจุอยู่ในแฟ้มหรือซอง และยิ่งนำสมัยมากไปกว่านี้ก็จะบันทึกในคอมพิวเตอร์หรือบันทึกลงแผ่นกระดาษ แล้วถ่ายไว้ในไมโครฟิล์มก็ได้

เวชระเบียน หมายถึง การรวบรวมข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสุขภาพของผู้ป่วยและประวัติสุขภาพรวมถึง ประวัติการเจ็บป่วยในอดีตและในปัจจุบันและการรักษาซึ่งจดบันทึกไว้โดยแพทย์ ผู้ดูแล เวชระเบียนจะต้องบันทึกตามเวลาที่ศึกษาดูแลผู้ป่วย และควรจะต้องมีข้อมูลที่เพียงพอที่จะต้องบอกให้ทราบถึงการพิเคราะห์โรค และการดูแลรักษาโรคได้ และต้องเป็นเอกสารที่ถูกต้องครบถ้วน

บุคลากรทางด้านเวชระเบียน

แพทย์ด้านเวชระเบียน
นักเวชระเบียน, เจ้าหน้าที่บริหารงานเวชระเบียน
นักเวชสถิติ, นักวิชาการเวชสถิติ
นักวิชาการรหัสโรค
นักสถิติ, นักวิจัย, นักชีวสถิติ,นักวิจัยทางการแพทย์
เจ้าหน้าที่เวชสถิติ, เจ้าพนักงานเวชสถิติ
เจ้าหน้าที่ให้รหัส, เจ้าหน้าที่ให้รหัสโรค
นักวิชาการคอมพิวเตอร์, นักคอมพิวเตอร์, โปรแกรมเมอร์, นักวิเคราะห์ระบบ, นักเวชสารสนเทศ
เจ้าหน้าที่คอมพิวเตอร์
เจ้าหน้าที่บันทึกข้อมูล
เจ้าหน้าที่ห้องบัตร
ลูกจ้างงานเวชระเบียน
HN ย่อมาจาก Hospital Number เป็นหมายเลขของผู้ป่วยนอก ซึ่งจะออกหมายเลขให้ในการลงทะเบียนเป็นผู้ป่วยที่จะตรวจในโรงพยาบาล อาจมีการออกหมายเลขที่ต่อเนื่อง ในบางโรงพยาบาลอาจมีการออกหมายเลขที่เป็นปี พ.ศ.ต่อท้ายหมายเลข แต่เนื่องจากหมายเลขดังกล่าวไม่นิยมให้มีการเปลี่ยนในทุกปีพ.ศ. จึงสามารถจะขึ้นหมายเลขไว้ที่หน่วยเวชระเบียนผู้ป่วยนอกได้ว่าแต่ละปี พ.ศ. มีการออกหมายเลขของผู้ป่วยนอกไปตั้งแต่หมายเลขใดถึงหมายเลขใด และในหลายโรงพยาบาลที่มีการนำหมายเลข 13 หลักของหมายเลขประจำตัวประชาชนมาใช้ในการกำหนดหมายเลขของผู้ป่วยนอกด้วย ซึ่งน่าจะเป็นรูปแบบที่น่าจะเป็นไปได้ในอนาคตว่าหมายเลข HN ของทุกสถานบริการทางการแพทย์และสาธารณสุขน่าจะเป็นหมายเลขเดียวกันกับหมาย เลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก
AN ย่อมาจาก Admission Number เป็นหมายเลขของผู้ป่วยใน ซึ่งจะออกให้ในการลงทะเบียนรับไว้พักค้างในโรงพยาบาลตามคำสั่งของแพทย์ เมื่อได้หมายเลข AN ก็จะนับเป็นผู้ป่วยใน ซึ่งอาจออกหมายเลขไปในแต่ละปีซึ่งจะเป็นหมายเลข AN แล้วตามด้วยปีพ.ศ. เช่น XXXXX-51, XXXXX/51 หรืออาจมีการออกเลขต่อเนื่องก็ได้ หรือในบางสถานบริการทางการแพทย์และสาธารณสุขอาจให้ระบบคอมพิวเตอร์ออกหมาย เลขหรือเครื่องหมายเพิ่มเติมจากหมายเลข HN ก็ได้เพื่อแสดงค่าของการลงทะเบียนเป็นผู้ป่วยในที่เป็นรูปแบบพิเศษก็ได้
VN ย่อมาจาก Visit Number เป็นหมายเลขที่กำหนดขึ้นเฉพาะเพื่อการตรวจสอบจำนวนผู้รับบริการซึ่งโดยปกติ หมายถึงหมายเลขของการมารับบริการของผู้ป่วยนอก แต่อาจออกเป็นหมายเลข VN ของหน่วยบริการอื่น ๆ ก็สามารถกำหนด VN ได้เช่นเดียวกัน การให้หมายเลข VN นั้นจะมีการให้ ทุกครั้งที่มีการใช้บริการทางการแพทย์ เพื่อความครบถ้วน ถูกต้องของสถิติจำนวนครั้งของการให้บริการในโรงพยาบาล หรือหน่วยบริการอื่น ๆ ที่คณะกรรมการเวชระเบียนหรือมติจากโรงพยาบาลให้สามารถออกหมายเลข VN ได้แต่อาจมีการกำหนดความเป็นเฉพาะเพิ่มเติมเช่น VND อาจเป็นการให้หมายเลข VN เฉพาะของหน่วยบริการทันตกรรม เป็นต้น แต่จะต้องมีตัวเลขและสถิติที่สามารถตรวจสอบได้ หรือมีตัวเลขสถิติชุดเดียวตามที่มีมติกันไว้ของการควบคุมหมายเลขด้านเวช ระเบียน รวมทั้งมีระบบที่ทำให้เกิดความชัดเจนในการบันทึกข้อมูลการให้บริการลงในเวช ระเบียนทุกครั้ง เพื่อใช้เป็นหลักฐานในการตรวจสอบการมารับบริการ หรืออาจเพื่อป้องกันการทุจริตในการซื้อยา เช่น อาจให้ผู้ป่วยที่ซื้อยานอกหน่วยตรวจมีการใช้รหัสคลินิกแตกต่างออกไปเช่นอาจ เป็นรหัส VN-XXXXX-01 ซึ่งตัวที่เป็นหมายเลข 01 จะเป็นตัวเลขของการให้รหัสคลินิกนั่นเอง หรือผู้ป่วยที่ซื้อยาต่อเนื่องอาจใช้รหัสคลินิกที่แตกต่างไปอีกเช่นกันเช่น VN-XXXXX-03 ซึ่งต้องผ่านการออกหมายเลข VN ที่หน่วยงานเวชระเบียนก่อนทุกครั้งที่มารับบริการ หากไม่มีการออกหมายเลข VN หน่วยงานอื่น ๆ ที่กำหนดให้มีตัวเลขของ VN ไว้ก็สามารถออกหมายเลข VN เพื่อให้บริการได้ เช่น ไม่สามารถใช้สิทธิ จ่ายยา คิดและเก็บเงินจากผู้ป่วยได้ เป็นต้น ถ้าโรงพยาบาลใดที่มีการกำหนดหมายเลข VN แล้ว ผู้ป่วยที่มารับบริการที่โรงพยาบาลจะต้องทำการออกหมายเลข VN ทุกครั้งและทุกราย ในกรณีที่ผู้ป่วยมีนัดหมายเข้าระบบไว้แล้ว เมื่อหน่วยตรวจรับผู้ป่วยเข้าตรวจหน่วยนั้น ๆ ก็สามารถให้หมายเลข VN ได้ทันทีถ้าหากเป็นโรงพยาบาลที่มีระบบคอมพิวเตอร์ออนไลน์ในการให้หมายเลข VN ซึ่งทางงานเวชระเบียนอาจให้ค่าของการออกหมายเลขสำหรับผู้ป่วยนัดไว้โดยเป็น การพิเศษ
หลักการเรียงลำดับเวชระเบียน

สรุปการจำหน่ายผู้ป่วยโดยแพทย์ (Physician discharge summary)
เอกสารยินยอมให้รักษา (Informed Consent)
ประวัติผู้ป่วย (History)
รายละเอียดการตรวจร่างกาย (Physician Examination)
บันทึกความก้าวหน้า (Progress note)
บันทึกการปรึกษา (Consultation record)
บันทึกของวิสัญญีแพทย์ (Anesthetic record)
บันทึกการผ่าตัด (Operative note)
บันทึกการคลอด (Labor record)
การสืบค้น (Investigation) / แบบรายงานทางห้องปฏิบัติการ (Lab report form)
บันทึกการฟื้นฟู (Rehabilitation record)
บันทึกของพยาบาล (Nurse note)
แบบฟอร์มอื่นๆ
อ่านเพิ่มเติมได้จาก
http://th.wikipedia.org/

คู่มือการลงทะเบียนผู้ป่วยใหม่

ข้อแนะนำ ในการรับบริการ ระบบเวชระเบียนออนไลน์เปิดให้ลงทะเบียน

วันจันทร์ – วันศุกร์ : 07.00 – 19.30 น.
วันเสาร์ – วันอาทิตย์ : 07.00 – 15.30 น.

(ในวันหยุดนักขัตฤกษ์อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้)

หมายเหตุ
– กรณีที่ต้องการรับบริการด่วนหรือฉุกเฉิน ขอให้มาติดต่อลงทะเบียนที่หน่วยลงทะเบียน
– เฉพาะผู้ที่มีบัตรประจำตัวประชาชน (Thai National ID Card)
– เฉพาะผู้รับบริการที่ต้องการนัดตรวจกับหน่วยตรวจผู้ป่วยนอกพิเศษหรือ Premiun Clinic ศูนย์การแพทย์สมเด็จพระเทพรัตน์

ผู้ป่วยคลินิกในเวลาราชการ
– วันจันทร์ – ศุกร์ : 06.00 – 15.00 น.
ผู้ป่วยคลินิกนอกเวลาราชการ
– วันจันทร์ – ศุกร์ :15.30 – 20.00 น.
– วันเสาร์ : 07.00 – 16.00 น.
– วันอาทิตย์ : 07.00 – 12.00 น. เปิดบริการเฉพาะหน่วยตรวจเวชศาสตร์ครอบครัว, ออร์โธปิดิกส์ ผิวหนัง, หู คอ จมูก

เพื่อความสะดวกในการรับบริการกรุณาโทรนัดหมายล่วงหน้า

รพ.รามาธิบดี โทรศัพท์ 02-200-3000 , 02-201-1000

หน่วยตรวจผู้ป่วยนอกพิเศษอายุกรรม ชั้น 4 โซน U, V โทรศัพท์ 02-200-3507-8
หน่วยตรวจผู้ป่วยนอกพิเศษศัลยกรรมและกระดูก ชั้น 4 โซน T โทรศัพท์ 02-200-4336-7
ศูนย์สุขภาพเด็กและวัยรุ่น ชั้น 3 โซน N โทรศัพท์ 02-200-3307-8
ศูนย์ความเป็นเลิศด้านเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ ชั้น 3 โซน M โทรศัพท์ 02-200-3323-4
ศูนย์สุขภาพสตรี ชั้น 3 โซน L โทรศัพท์ 02-200-3294-5
หน่วยตรวจผู้ป่วยนอกพิเศษ จักษุ ชั้น 4 โซน S โทรศัพท์ 02-200-4130, 4152
ศูนย์เลเซอร์/ผิวหนัง ชั้น 4 โซน R โทรศัพท์ 02-200-4286-9
ศูนย์ตรวจสุขภาพชั้น 4 โซน Q โทรศัพท์ 02-200-3457-8
หน่วยตรวจผู้ป่วยนอกพิเศษ หู คอ จมูก ชั้น 4 โซน Q โทรศัพท์ 02-200-4249-50
หน่วยตรวจผู้ป่วยนอกพิเศษ เวชศาสตร์ครอบครัว ชั้น 4 โซน Q โทรศัพท์ 02-200-3442-3
ศูนย์ทันตกรรม ชั้น 4 โซน Center โทรศัพท์ 02-200-4268-9

กรณีต้องการติดต่อทำประวัติด้วยตัวเอง

ผู้ป่วยคลินิกในเวลาราชการ
  – วันจันทร์ – ศุกร์  : 06.00 – 15.00 น.
ผู้ป่วยคลินิกนอกเวลาราชการ 
 – วันจันทร์ – ศุกร์ :15.30 – 20.00 น.
 – วันเสาร์ : 07.00 – 16.00 น.
 – วันอาทิตย์ : 07.00 – 12.00 น. เปิดบริการเฉพาะหน่วยตรวจเวชศาสตร์ครอบครัว, ออร์โธปิดิกส์ ผิวหนัง, หู คอ จมูก

คู่มือการลงทะเบียนทำบัตรใหม่(สำหรับนักศึกษามหิดล)

ที่มา 

http://www.ra.mahidol.ac.th/mr/doc/mr_guideline.pdf  

ระบบลงทะเบียนทำบัตรผู้ป่วยใหม่สำหรับนักศึกษาใหม่ ผ่านระบบออนไลน์นี้เป็นการพัฒนาขึ้นเพื่อรองรับการเข้ารับการตรวจสุขภาพนักศึกษาที่เข้าใหม่ 
การพัฒนาขึ้น ทั้งนี้เพื่อรองรับการให้บริการนักศึกษาซึ่งในแต่ละภาคเรียนมีหลายคณะฯ และมีผู้ที่เข้ารับการตรวจเป็นจำนวนมาก  
เพื่อเป็นการลดขึ้นตอนและการเดินทางเพื่อติดต่อ สำหรับนักศึกษาที่อยู่ห่างไกลให้สามารถลดระยะเวลาลดค่าใช้จ่ายและเวลาในการเดินทาง คณะแพทย์ศาสตร์จึงได้จัด คณะทำงานเพื่อตรวจสุขภาพนักศึกษาใหม่ นำโดยรศ.วินัย วนานุกูล และ หน่วยสวัสดิการสุขภาพรามาธิบดีจึงได้ริเริ่มแนวทางเพื่อลดขึ้นตอนโดยเลือกใช้ระบบออนไลน์ และมอบหมายให้งานเวชระเบียน โดยหน่วยเวชระเบียนผู้ป่วยใหม่ร่วมกันหาแนวทางเพื่อบริการ และพัฒนาระบบ ผ่านเว็บไซท์ จึงเป็นที่มาของระบบเวชระเบียนออนไลน์
วิธิการและขั้นตอนการใช้บริการ ผ่านระบบออนไลน์

1. เข้าเว็บไซต์ของงานเวชระเบียน ทาง http://www.ra.mahido.ac.th/mr
ภาพ2
2. เลือกเมนู “เวชระเบียนนักศึกษาใหม่”
    2.1 กรณีเคยมีเวชระเบียน (เคยมีประวัติเก่าที่ไม่ขาดการติดต่อเกิน 5ปี )
    2.2 ทำเวชระเบียนนักศึกษาใหม่ (กรอกแบบฟอร์มทำบัตรใหม่ กรณียังไม่เคยมีประวัติ)
    2.3 ตรวจสอบผลการลงทะเบียน (ตรวจสอบข้อมูลหลังส่งข้อมูลแล้ว)
ภาพ3
ภาพ4 ขั้นตอนลงทะเบียนเพื่อเข้าตรวจสุขภาพสำหรับผู้ที่มีประวัติเดิม

ภาพ5 กรอกข้อมูลทำประวัตใหม่ ด้วยเลขที่บัตรประชาชน

ภาพ6 เลือกหลักสูตร

ภาพ7  กรอกข้อมูลให้ครบถ้วน 

เมื่อกรอกครบแถวแล้ว ให้บันทึกและส่ง

หมายเหตุ กรณีพบหน้าปิดบริการ หมายถึง งานเวชระเบียนยังไม่เปิดให้ลงเบียน 
ภาพ8

ทำบัตรใหม่ กับระบบเวชระเบียนออนไลน์ โรงพยาบาลรามาธิบดี

ข้อแนะนำ ในการรับบริการ ระบบเวชระเบียนออนไลน์เปิดให้ลงทะเบียน

วันจันทร์ – วันศุกร์ : 07.00 – 19.30 น.

วันเสาร์ – วันอาทิตย์ : 07.00 – 15.30 น.

(ในวันหยุดนักขัตฤกษ์อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้)

หมายเหตุ

– กรณีที่ต้องการรับบริการด่วนหรือฉุกเฉิน ขอให้มาติดต่อลงทะเบียนที่หน่วยลงทะเบียน

– เฉพาะผู้ที่มีบัตรประจำตัวประชาชน (Thai National ID Card)

– เฉพาะผู้รับบริการที่ต้องการนัดตรวจกับหน่วยตรวจผู้ป่วยนอกพิเศษหรือ Premiun Clinic ศูนย์การแพทย์สมเด็จพระเทพรัตน์
ผู้ป่วยคลินิกในเวลาราชการ

– วันจันทร์ – ศุกร์ : 06.00 – 15.00 น.

ผู้ป่วยคลินิกนอกเวลาราชการ

– วันจันทร์ – ศุกร์ :15.30 – 20.00 น.

– วันเสาร์ : 07.00 – 16.00 น.

– วันอาทิตย์ : 07.00 – 12.00 น. เปิดบริการเฉพาะหน่วยตรวจเวชศาสตร์ครอบครัว, ออร์โธปิดิกส์ ผิวหนัง, หู คอ จมูก

เพื่อความสะดวกในการรับบริการกรุณาโทรนัดหมายล่วงหน้า

 

กรณีต้องการติดต่อทำประวัติด้วยตัวเอง

ผู้ป่วยคลินิกในเวลาราชการ

  – วันจันทร์ – ศุกร์  : 06.00 – 15.00 น.

ผู้ป่วยคลินิกนอกเวลาราชการ 

– วันจันทร์ – ศุกร์ :15.30 – 20.00 น.

– วันเสาร์ : 07.00 – 16.00 น.

– วันอาทิตย์ : 07.00 – 12.00 น. เปิดบริการเฉพาะหน่วยตรวจเวชศาสตร์ครอบครัว, ออร์โธปิดิกส์ ผิวหนัง, หู คอ จมูก

error: Content is protected !!