เผื่อไว้ฉุกเฉิน !! อุปกรณ์รถยนต์ที่ต้องมีติดรถ

เผื่อไว้ฉุกเฉิน !! อุปกรณ์รถยนต์ที่ต้องมีติดรถ

ปัจจุบัน รถยนต์กลายเป็นสิ่งหนึ่งที่พบเห็นได้ในชีวิตประจำวัน และหลายๆ คนน่าจะได้เป็นเจ้าของมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งสิ่งหนึ่งที่สำคัญมาก นอกจากการดูแลรักษาแล้ว คงหนีไม่พ้นการซ่อมแซม ซึ่งถ้านำไปเข้าศูนย์ หรืออู่รถยนต์ก็คงไม่มีปัญหา แต่ถ้าเกิดฉุกเฉินละ จะทำอย่างไร

 วันนี้ทางเว็บไซต์ ฟิล์มกรองแสงรถยนต์ 3เอ็ม ออโต้ฟิล์ม คลับ (3M Auto Film Club) ก็มีความรู้เด็ดๆ มาฝากคนรักรถกับตอน เผื่อไว้ฉุกเฉิน !! อุปกรณ์รถยนต์ที่ต้องมีติดรถ หลังจากได้แนะนำความรู้ตอน เรื่องน่ารู้ ตอน การดูแลฟิล์มกรองแสงหลังการติดตั้ง ไปในตอนที่แล้ว

สำหรับอุปกรณ์รถยนต์ที่ควรติดรถไว้เผื่อยามฉุกเฉินมีคราวๆ ดังต่อไปนี้

1.ยาง และล้อสำรอง สิ่งหนึ่งที่สำคัญมากเลย คงหนีไม่พ้นยางอะไหล่ และล้อสำรอง ซึ่งสิ่งที่อาจเกิดขึ้นกับยางนั้นเป็นไปได้เสมอ เนื่องจากถนนในประเทศไทย หลายๆ พื้นที่ไม่ดีเท่าไหร่นัก โดยเฉพาะเมื่อต้องเดินทางไกล ซึ่งอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับยางอาจเป็น ยางแบน หรือแตก อย่างไรก็ตาม  ยางสำรองนั้น ก็ถือเป็นหนึ่งในอุปกรณ์ที่ต้องดูแลรักษาด้วย โดยปกติ ควรตรวจสอบเป็นประจำทุก 3 เดือน เพื่อให้มีสภาพพร้อมใช้งานยามต้องการ

2.แม่แรง และเครื่องมือประจำรถ สิ่งหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้ยางอะไหล่ ก็คือชุดอุปกรณ์ในการเปลี่ยนนั่นเอง ซึ่งส่วนใหญ่รถทุกคันจะมีมาให้อยู่แล้ว  แค่ตรวจสอบดูแลให้อยู่ครบ และพร้อมใช้งานเท่านั้นเอง

3.ป้ายสัญญาณเตือน เป็นสิ่งที่อาจไม่เห็นบ่อยหนัก สำหรับบ้านเรา สำหรับ ป้ายสัญญาณเตือน หรือที่บางคนเรียกว่าป้ายสามเหลี่ยม ซึ่งป้ายนี้มีประโยชน์มาก โดยเฉพาะในเวลากลางคืน เพราะ ตัวป้ายจะประกอบด้วยชุดทับทิมสะท้อนแสง ช่วยให้รถที่แล่นตามมาเห็นป้ายสามารถหลบหลีกได้ ซึ่งการใช้งานให้ตั้งห่างจากจุดที่รถเราอยู่ประมาณ 50-100 เมตร

4.ไฟฉาย อีกหนึ่งอุปกรณ์ที่สำคัญไม่แพ้กัน ยิ่งในเวลากลางคืน หรือสถานที่อับแสง ซึ่งนอกจากจะใช้ซ่อมรถแล้ว ยังสามารถใช้เป็นอุปกรณ์ส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือได้ด้วย

5.สายพ่วงแบตเตอร์รี่ แบตเตอร์รี่เป็นตัวจ่ายไฟที่สำคัญ ในบางครั้งแบตเตอร์รี่ที่ใช้งานอยู่อาจหมดสภาพ โดยเฉพาะรถที่มีอายุตั้งแต่ 2 ปี ขึ้นไป การพกสายพ่วงแบตเตอร์รี่เอาไว้ ต่อพ่วงจึงเป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน

สำหรับ 5 อุปกรณ์ที่กล่าวมานั้น ก็เป็นอุปกรณ์ที่หาซื้อได้ไม่ยากในชีวิตประจำวัน และยังเป็นอุปกรณ์สำคัญที่ควรมีติดรถไว้ด้วยครับ

ที่มา 3M

ใช้ไฟตัดหมอก ผิดหรือไม่?

เป็นข่าวขึ้นมากันอีกครั้งเมื่อ พล.ต.ต.วรศักดิ์ นพสิทธิพร รองผู้บัญชาการตำรวจจราจร รับผิดชอบงานด้านจราจร โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กเตือนผู้ใช้รถใช้ถนน ถึงกรณีการเปิดไฟตัดหมอกโดยไม่จำเป็นว่ามีความผิดทางกฎหมาย และมีโทษสูงสุดปรับ 500 บาท

เห็นข่าวนี้ก็เลยมาขยายความให้เข้าใจและหมดข้อสงสัยว่าการเปิดไฟตัดหมอกผิดกฎหมายจราจรหรือไม่ ซึ่งสรุปอย่างตรงไปตรงมาที่สุดคือผิดกฎหมายจราจรแน่นอน เพราะในข้อ 3 ทวิ ของข้อ 13 แห่งกฎกระทรวงฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2522) ออกตามความในพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 ระบุว่า “ในกรณีที่รถมีโคมไฟเพื่อใช้ตัดหมอกจะเปิดไฟหรือใช้แสงสว่างได้เฉพาะในทางที่จะขับรถผ่านมีหมอก ควัน หรือฝุ่นละอองจนเป็นอุปสรรคอันอาจเกิดอันตรายในขณะขับรถ และเมื่อไม่มีรถอยู่ด้านหน้าหรือสวนมาในระยะของแสงไฟ (เพิ่มเติมตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 15 (พ.ศ. 2536) ข้อ 3)”

เมื่อพระราชบัญญัติจราจรทางบกกำหนดไว้ชัดเจนแบบนี้ ถ้าใครยังขืนเปิดไฟตัดหมอกโดยไม่ดูกาลเทศะให้ดี ๆ ก็ต้องถูกคุณตำรวจจราจรจับเปรียบเทียบปรับแน่นอน อัตรา 500 บาท

แต่ถ้าจะคุยกันถึงเรื่องว่าการเปิดไฟตัดหมอกหน้า (ที่ติดตั้งถูกต้องมาจากโรงงาน) แล้วจะแยงตารถที่สวนมาหรือไม่นั้น โดยส่วนตัวแล้วเห็นว่าเป็นไปไม่ได้ เพราะไฟตัดหมอกหน้าที่ติดมากับรถยนต์รุ่นใหม่ ๆ ในปัจจุบันนั้นถูกติดตั้งให้อยู่ในแนวที่ต่ำกว่าไฟหน้า หลอดไฟที่ใช้ก็แค่ 55 วัตต์ ส่วนตัวโคมสะท้อนแสงก็ออกแบบให้มีการกระจายลำแสงออกเป็นมุมที่กว้างตั้งแต่ 80-95 องศา และส่องสว่างไกลอยู่ในระยะ 2.5-3 เมตร

ส่วนสาเหตุที่ต้องออกแบบให้ไฟตัดหมอกมีการกระจายแสงแบบนี้ก็เพราะในหมอกฝุ่นและควันนั้นจะมีละอองของไอน้ำและฝุ่นเล็ก ๆ ลอยอยู่เต็มไปหมด ถ้าใช้แต่ไฟหน้าปกติในการส่องนำทางอย่างเดียว ลำแสงของไฟหน้าซึ่งอยู่ในตำแหน่งสูงและทำมุมแคบ (25 องศา) พอส่องไปตกกระทบเข้ากับไอน้ำและฝุ่นก็จะเกิดการสะท้อนจนทำให้มองเห็นพื้นถนนได้ไม่ชัดเจน

สำหรับไฟตัดหมอก เมื่อติดตั้งอยู่ใกล้กับพื้นมากกว่าแสงที่ส่องออกมาจึงส่องถึงพื้นถนนได้ดีกว่า ซึ่งการมองเห็นพื้นถนนที่ชัดเจนขึ้นนี้ จะช่วยให้เราสามารถใช้พื้นถนนและเส้นแบ่งช่องทางการจราจรเป็นจุดหมายในการมองเวลาควบคุมทิศทางรถได้ง่ายขึ้นในยามที่หมอกลงจัดนั่นเอง ดังนั้นจึงไม่มีทางเลยที่แสงของไฟตัดหมอกที่ติดตั้งอย่างถูกต้องมาจากโรงงานจะพุ่งสูงขึ้นมาแยงตารถคันที่สวนมา นอกจากจะเป็นไฟที่เจ้าของเอามาติดเพิ่มเอง การติดตั้งผิดตำแหน่งหรือใช้โคมและหลอดไฟผิดประเภท

ส่วนไฟตัดหมอกท้ายในบ้านเราจะมีติดอยู่กับรถบางรุ่นเท่านั้น โดยติดตั้งอยู่ในโคมไฟท้ายหรือที่กันชนท้าย และไฟตัดหมอกท้ายนี้ต่างหากที่มักจะส่องแสงมาแยงตาคนที่ขับรถตามหลัง เพราะเป็นโคมไฟสีแดงที่มีความสว่างจ้ามากพอ ๆ กับไฟเบรก แต่จะติดสว่างอยู่ตลอดเมื่อเปิดไว้ เลยทำให้รถคันที่ขับตามมารู้สึกรำคาญ เพราะฉะนั้นถ้าไม่มีหมอกลงจัด ฝุ่นคลุ้ง หรือควันหนาทึบ ก็อย่าเปิดทิ้งไว้ให้ลำบากคนขับรถข้างหลังเลย

สรุปโดยง่าย ๆ ก็คือ ณ วันนี้การเปิดไฟตัดหมอกเมื่อมีความจำเป็นไม่ผิดกฎหมายและเพิ่มความปลอดภัย แต่เมื่อหมดความจำเป็นในการใช้งานแล้วก็ต้องปิด ไม่ถูกปรับและยังแสดงน้ำใจต่อผู้ร่วมใช้ทางเดียวกันอีกด้วย.

ที่มา เดลินิวส์ โดยสมฤกษ์ รื่นสัมฤทธิ์

13 เทคนิคการป้องกันตัวเองเมื่อจอดรถ

อันตรายที่เกิดขึ้นเมื่อเวลาลงจากรถหรือขึ้นรถเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวลากลางคืน และหากว่าเป็นผู้หญิงด้วยแล้วยิ่งต้องระวังตัวเป็นพิเศษ เราทุกคนคงเคยมีความรู้สึกกลัว หรือรู้สึกไม่ปลอดภัยเวลาจะขึ้นรถหรือลงจากรถคนเดียว จากการศึกษาพบว่าอันตรายที่เกิดขึ้นจากที่จอดรถในห้างสรรพสินค้า หรือที่บริษัทที่ทำงานมีอัตราเพิ่มขึ้น โดยคนร้ายมักเลือกเหยื่อที่ผมยาวเพราะง่ายต่อการกระชากและทำร้าย และกำลังใช้โทรศัพท์มือถืออยู่ ผู้เขียนมีโอกาสอ่านเรื่องการจอดรถอย่างปลอดภัยของมหาวิทยาลัยโทรอนโต แคนาดามีข้อแนะนำที่น่าสนใจ ดังนี้

      1. ไม่ควรทิ้งของมีค่า หรืออุปกรณ์ไฟฟ้า ของล่อใจต่างๆ ไว้บนรถ ได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก ไอแพด ไอโฟน หรือเครื่องเสียงที่มีราคาแพง ของใช้มีค่าส่วนตัว เช่น กระเป๋าถือ กระเป๋าออกกำลังกาย หรือแม้กระทั่งเศษสตางค์ไว้ในที่ที่มองเห็นได้ในรถ ควรเก็บไว้ในที่มิดชิด และมองไม่เห็น และไม่ควรมีชื่อหรือที่อยู่ติดไว้ที่สำคัญไม่ควรทิ้งบัตรเครดิต หรือสมุดบัญชีธนาคารไว้ในรถด้วย

      2. เอากุญแจออกจากรถ และล็อกรถทุกครั้ง

      3. เลือกสถานที่จอดรถที่ปลอดภัย จอดรถในที่ใกล้กับทางลง หรือใกล้กับที่ที่จะไป ใกล้ผู้คน ใกล้บันได หรือลิฟต์ หลีกเลี่ยงการจอดรถในชั้นที่ว่างหรือไม่ค่อยมีคนอื่นใช้

      4. หากไปจอดในสถานที่ที่ไม่คุ้นเคยและรู้สึกกังวลใจในความปลอดภัย ให้ขับรถสำรวจดูก่อนจนแน่ใจว่าปลอดภัยแล้วจึงจอด หากรู้สึกไม่ชอบมาพากล ให้ไว้ใจสัญชาตญาณของตัวเอง ไปหาที่จอดที่อื่นหรือตัดสินใจขับออกไป หรือใช้วิธีขับไปรอบๆ จนพบเพื่อนรวมทางคนอื่นจึงตัดสินใจจอดใกล้กับรถคันอื่นและเดินร่วมทางด้วยไปที่ประตูทางออก

      5. ทุกครั้งที่จอดรถใช้วิธีขับถอยหลังเข้าที่จอดรถ เพื่อหน้ารถจะหันหน้าออกเทคนิคนี้ทำให้เราอยู่ในสายตาของผู้คนที่ผ่านไปมา และทำให้เราสามารถขับรถออกไปได้เร็วขึ้นและง่ายขึ้นเมื่อพบคนแปลกหน้า

      6. ให้มองไปรอบๆ อย่างถ้วนถี่ก่อนลงจากรถ และเมื่อลงจากรถแล้วให้เดินอย่างรวดเร็วและมั่นใจไปที่ประตูทางออกหรือลิฟต์ อย่าทำเรื่องโน้นเรื่องนี้ เช่นรับโทรศัพท์ หาของในกระเป๋าในขณะเดินไปประตูทางออก

      7. หากรู้สึกว่ากำลังตกเป็นเป้าสายตาให้เปลี่ยนกิจวัตรประจำวันที่ทำ เช่นจอดรถในที่ใหม่ จอดในเวลาที่แตกต่างจากเดิม หลีกเลี่ยงการปฏิบัติตัวเป็นตารางเหมือนเดิมทุกวัน

      8. หากต้องขับรถและจอดรถคนเดียว อาจใช้บริการขับรถทางเดียวกัน ไปด้วยกันบ้าง (Car Pool)

      9. หากรู้สึกไม่ปลอดภัยขณะเดินกลับไปที่รถ ขอให้คนที่ไว้ใจและรู้จักเดินไปเป็นเพื่อน

      10. เมื่อเดินไปที่รถหากสังเกตเห็นว่ามีรถคันอื่นถูกงัดแงะหรือกระจกแตกให้โทรศัพท์เรียกตำรวจทันที อย่าเดินต่อไปที่รถของตัวเอง แจ้งสถานที่ให้ชัดเจนและยืนรอตำรวจในที่ที่ปลอดภัย

      11. มีกุญแจรถอยู่ในมือก่อนไปถึงที่รถ อย่าคลำหากุญแจในกระเป๋าถือ หรือกระเป๋าเอกสารใดๆ ในที่ที่ปลอดคน ตรวจดูเบาะหลังรถอย่างถ้วนถี่ก่อนขึ้นรถ เมื่อขึ้นรถแล้วให้ล็อกรถทันทีและเก็บสิ่งของมีค่าต่างๆ ให้พ้นจากการล่อสายตา

      12. ถ้าพบเจอในสิ่งที่ไม่ชอบมาพากล ให้รีบขับรถออกไปจากตรงนั้นให้เร็วที่สุด

      13. เข้าคอร์สอบรม และเรียนรู้เรื่องการป้องกันตัวเองเมื่อถูกทำร้ายเช่น การใช้นิ้วจิ้มที่บริเวณดวงตา หยิกหรือกัดบริเวณท้องแขน หรือเตะบริเวณต่อมลูกหมาก หรือใช้วิธีกระชากนิ้วของผู้ทำร้าย 2 นิ้วแล้วหักกลับในทิศทางตรงกันข้ามให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เป็นต้น ส่วนการตะโกนขอความช่วยเหลือก็ช่วยได้เช่นกัน เพราะพบว่าผู้ที่ทำร้ายหลายรายจะหลบหนีเมื่อพบว่าเหยื่อร้องตะโกนและไม่กลัวต่อการทำร้ายมากกว่าเหยื่อที่กลัวจนไม่กล้าทำอะไร นอกจากนั้น ควรถือร่ม หรือมีสเปรย์พริกไทยพ่นในกรณีฉุกเฉิน

          อันตรายมีอยู่รอบด้าน ดังนั้น หากเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดขึ้น ให้ตั้งสติให้มั่น ใช้ปัญญา ป้องกันตัวเองโดยใช้กลยุทธ์ต่างๆ ที่กล่าวไปอย่างเหมาะสมและมีความรอบคอบ ขอให้ทุกครอบครัวปลอดภัยคลาดแคล้วจากเหตุร้ายต่างๆ เป็นกำลังใจให้เสมอ

การเลือกยางรถยนต์

วิธีการอ่านแก้มยาง  

ขนาดของยาง เราสามารถดูได้ที่แก้มยาง จะมีตัวเลขประมาณใกล้เคียงกับในรูปที่แสดงนี้

             
185 คือ ความกว้างของหน้ายาง มีหน่วยเป็นมิลลิเมตร
75 คือ ความสูงของแก้มยาง เท่ากับ 75% ของความกว้างหน้ายาง
R คือ ชนิดของยาง ซึ่งตอนนี้ก็เป็นเรเดียลเกือบทั้งหมด
14 คือ ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางล้อ หน่วยเป็นนิ้ว
 82 คือ ดัชนีน้ำหนักบรรทุกสูงสุด (สามารถดูได้ตามตาราง)
S คือ สัญญาลักษณ์ความเร็ว (สามารถดูได้ตามตาราง)
ยางบางรุ่นอาจมีการบอกขนาดของยางที่แตกต่างออกไป ซึ่งโดยมาจะเป็นแนวรถ Off-road เช่น

31×10.5R15
31 คือ เส้นผ่าศูนย์กลางยาง มีหน่วยเป็นนิ้ว
10.5 คือ ความกว้างยาง มีหน่วยเป็นนิ้ว
R คือ โครงสร้างยางแบบเรเดียล
15 คือ เส้นผ่าศูนย์กลางกระทะล้อ มีหน่วยเป็นนิ้ว

ตารางแสดงดัชนีน้ำหนักบรรทุกสูงสุด

ดัชนีน้ำหนักบรรทุก น้ำหนักบรรทุกสูงสุดต่อเส้น (กิโลกรัม) ดัชนีน้ำหนักบรรทุก น้ำหนักบรรทุกสูงสุดต่อเส้น (กิโลกรัม) ดัชนีน้ำหนักบรรทุก น้ำหนักบรรทุกสูงสุดต่อเส้น (กิโลกรัม)
68 315 81 462 94 670
69 325 82 475 95 690
70 335 83 487 96 710
71 345 84 500 97 730
72 355 85 515 98 750
73 365 86 530 99 775
74 375 87 545 100 800
75 387 88 560 101 825
76 400 89 580 102 850
77 412 90 600 103 875
78 425 91 615 104 900
79 437 92 630 105 925
80 450 93 650 106 950

ตารางแสดงสัญลักษณ์ความเร็ว

สัญลักษณ์
ความเร็ว
กม./ชม. ไมล์/ชม. สัญลักษณ์
ความเร็ว
กม./ชม. ไมล์/ชม. สัญลักษณ์
ความเร็ว
กม./ชม. ไมล์/ชม.
Q 160 99 H 210 131 ZR >240 >149
R 170 106 V 240 149 ZR(Y) >300 >186
S 180 112 W 270 168
T 190 118 Y 300 186

ที่มา soonroumyang.com

เมื่อไหร่ถึงเวลาเปลี่ยนยางได้แล้วและยางรถยนต์ผลิตเมื่อไหร่ จะอ่านดูส่วนไหนของยาง รถของเราควรใช้ยางซีรี่ส์ไหน

ขอบคุณคลิปดีๆจากราย Modern Homekeeper 
greettv
ติดตามได้ที่ http://greettv.dusit.ac.th/

คลิปแนะนำ “การดูแลรถในเบื้องต้น”

สำหรับหลายคนแล้วรถก็เหมือนบ้านเคลื่อนที่ เป็นยานพาหนะที่พาเราไปยังจุดหมายอย่างปลอดภัย หากเราดูแลรถดี เขาก็จะอยู่กับเราไปอีกนาน Modern Homekeeper จึงขอนำเสนอวิธีการดูแลและตรวจสภาพรถยนต์ด้วยตัวเองในเบื้องต้น รวมถึงการเปลี่ยนแปลงยางอะไหล่เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้น เพื่อให้ช่วยเหลือตนเองได้ในเบื้องต้นก่อนถึงมืออาชีพ

ขอบคุณคลิปดีจากราย Modern Homekeeper 
greettv
ติดตามได้ที่ http://greettv.dusit.ac.th/

คำแนะนำในการเติมลมยาง

ความดันลมยางสำคัญอย่างไร
ยางรถยนต์เปรียบเสมือนเกราะกันกระแทกระหว่างระยนต์และพื้นถนน  เพื่อให้รถยนต์สามารถขับเคลื่อนได้  ยางทุกเส้นจึงต้องได้รับการเติมลมก่อนใช้งานและควรรักษาระดับความดันลมยางให้ไกล้เคียงกับที่โรงงานผู้ผลิตกำหนด  อย่างไรก็ตามความดันลมยางจะลดลงหลังจากการใช้งาน  ดังนั้นจึงควรเช็คระดับความดันลมยางอย่างสม่ำเสมอ  เพื่อยืดอายุการใช้งานของยางรถคุณ


คลิปแนะนำวิธีการเติมลมยางด้วยตัวเอง

เติมลมเมื่อยางเย็น                              
ควรเช็คลมยางในขณะที่ยางเย็น  หรือก่อนการใช้งาน  ทั้งนี้เมื่อล้อเริ่มหมุนยางจะเกิดการเปลี่ยนรูป  ทำให้อากาศภายในเกิดการเคลื่อนไหวจนทำให้เกิดความร้อนขึ้น อากาศภายในยางขยายตัวความดันลมจะเพิ่มสูงขึ้นในกรณีที่มีความจำเป็นต้องเติมลมหลังใช้งานแล้ว การเติมลมเพิ่มขึ้นอีก 2ปอนด์เพื่อชดเชยความดันอากาศที่ขยายตัว

ใส่ฝาวาล์วยางให้สนิท
ควรตรวจเช็ฝาวาล์วยางให้สนิท  เพื่อป้องกันเศษผง  ฝุ่น  หรือความชื้นซึมผ่านเข้าภายในยาง  ซึ่งจะก่อให้เกิดความเสียหายต่อยางรถยนต์ได้

การสูบลมยาง

1.   ตรวจเช็คลมยางขณะที่ยางยังเย็นอยู่หรือในช่วงเวลาก่อนออกเดินทางและปรับแต่งให้ถูกต้องตามอัตราที่โรงงาผู้ผลิตรถยนต์กำหนดเป็นประจำ
2.  ในกรณียางใหม่  ให้เพิ่มความถี่ในการตรวจเช็คลมยางให้มากกว่าปกติ (ในช่วง 3,000 กม. แรก)  เนื่องจากโครงยางในช่วงนี้จะมีการขยายตัวทำให้ความดันลมยางลดลง
3.   ห้ามปล่อยลมยางออก  เมื่อความดันลมยางสูงขึ้นในขณะกำลังใช้งานเพราะความร้อนที่เกิดขึ้นขณะที่ใช้งานเป็นตัวทำให้ความดันลมภายในยางสูงขึ้น
4.   เพื่อป้องกันลมรั่วซึมที่วาล์ว  ควรเปลี่ยนวาล์วและแกนวาล์วทุกครั้งที่เปลี่ยนยางใหม่และมีฝาปิดวาล์วตลอดเวลา
5.   สำหรับยางอะไหล่  ให้ตรวจเช็คลมยางให้ถูกต้องทุกครั้งอยู่เสมอ
6.   ในกรณีรถเก๋งที่ขับด้วยความเร็วสูง  ให้เติมลมยางให้มากกว่าปกติ  3-5  ปอนด์ต่อตารางนิ้ว

ตรวจเช็คความดันลมยางอย่างน้อยเดือนละครั้ง
ควรตรวจเช็คความดันลมยางของรถ  ให้อยู่ระดับที่ผู้ผลิตกำหนดเพื่อให้หน้ายางสัมผัสกับผิวถนนได้อย่างสม่ำเสมอ  โดยปกติโรงงานประกอบรถยนต์จะระบุระดับความดันลมยางที่เหมาะสมกับรถไว้บนแผ่นโลหะบริเวณขอบประตูหรือกำหนดในคู่มือประจำรถ  การเติมลมยางที่ถูกต้องนอกจากจะช่วยประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงแล้ว  ยังช่วยยืดอายุการใช้งานได้แก่รถคุณด้วย  นอกจากนี้การเติมรถยางที่ไม่เท่ากัน  จะส่งผลให้รถยนต์เสียการทรงตัวเมื่อเบรคหยุดหรือเร่งความเร็ว  หรือรถถูกดึงไปด้านใดด้านหนึ่งขณะขับและทำให้ยางสึกไม่เท่ากันด้วย

การเติมลมยางมากเกินไป
ทำให้หน้าสัมผัสของยางกับพื้นผิวถนนลดลง  ดอกยางบริเวณกลางจะสึกมากกว่าด้านข้างทั้งสอง  และเนื่องจากความยืดหยุ่นของยางลดลงทำให้โครงสร้างผ้าใบเสียหายได้ง่าย  และยังทำให้รถกระดอนเมื่อวิ่งบนถนนขรุขระ

การเติมลมยางน้อยไป
ทำให้ดอกยางไม่เรียบ  โดยดอกยางบริเวณไหล่ยางจะสึกเร็วกว่าบริเวณกลางยาง  เกิดความร้อนสูงขณะยางเปลี่ยนรูปและแรงกระแทกจะทำให้โครงสร้างผ้าใบเสียหาย  และไม่สามารถคืนกลับสภาพเดิม

กรณีสูบลมยางน้อยกว่ากำหนด (TIP) –  อายุยางลดลง
     –  บริเวณไหล่ยางจะสึกหรอเร็วกว่าส่วนอื่น ๆ
     –  เกิดความร้อนสูงที่บริเวณไหล่ยาง  ทำให้ผ้าใบหรือเนื้อยางไหม้แยกออกจากัน
     –  โครงยางบริเวณแก้มยางฉีกขาด  หรือหักได้
     –  สิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิง
     –  เนื้อยางบริเวณหน้ายางจะฉีกขาดได้ง่าย  ถ้าวิ่งด้วยความเร็วสูงมากกว่า  100 กม./ชม.

กรณีสูบลมยางมากกว่ากำหนด
      –  เกิดการลื่นไถลได้ง่าย  เนื่องจากพื้นที่การยึดเกาะถนนลดลง
    –  โครงยางระเบิดได้ง่ายเมื่อได้รับแรงกระแทก  หรือถูกของมีคมตำเนื่องจากโครงยางเบ่งตัวเต็มที่เกิดการยืดหยุ่นตัวได้น้อยดอกยางจึงสึก  บริเวณตอนกลางมากกว่าส่วนอื่น ๆ
    –  อายุยางลดลง
    –  ความนุ่มนวลในการขับขี่ลดลง

เช็คลมยางอย่างไรให้ถูกต้อง
ลมยางจะลดลงโดยตัวมันเองประมาณ  2-3 ปอนด์ต่อตารางนิ้วต่อเดือน  ดังนั้นจึงควรเช็คลมยางอย่างน้อยเดือนละครั้ง  ขณะที่ยางยังเย็นอยู่  โดยเติมลมยางตามคู่มือรถแต่ละคันที่ติดอยู่ที่ข้างประตูรถ

การบรรทุกของหนัก
น้ำหนักบรรทุกมีผลอย่งมากต่ออายุของยาง  จึงเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องควบคุมน้ำหนักบรรทุกให้มีความสัมพันธ์กับความดันลมภายในยาง  และไม่ควรเติมความดันลมยางให้มากกว่าที่กำหนด  เพื่อเพิ่มความสามารถในการรับน้ำหนักของยางให้มากขึ้น  เพราะการเพิ่มความดันลมยางมากขึ้นจะมีผลต่อยางดังที่กล่าวมาแล้ว

ในกรณีที่บรรทุกน้ำหนักเกินอัตรา
โครงยางบริเวณแก้มยาง  หรือขอบยางหักหรือระเบิดได้ง่ายเนื่องจากรับน้ำหนักที่กดลงมาไม่ไหว
ความร้อนภายในยางจะเกิดขึ้นสูงมาก  ทำให้การยึดเกาะระหว่างเนื้อยางกับโครงยางลดลง  และแยกออกจากกันได้ง่าย
การเคลื่อนไหวของหน้ายางมีมาก  ทำให้ยางสึกหรอเร็วและทำให้อายุยางลดลง

การสลับตำแหน่งยาง
ยางรถยนต์จะเกิดการสึกหรอไม่เท่ากันทุกเส้น  โดยมีสาเหตุจาก

สภาพรถ
สภาพผิวถนน                      
ศูนย์ล้อ
การหักเลี้ยวของรถ
การสูบลมยาง
ตำแหน่งยาง
ลักษณะการขับขี่
ฤดูกาล
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตำแหน่งล้อหน้าจะเกิดการสึกผิดปกติของดอกยางง่ายที่สุด ดังนั้น เพื่อให้ยางมีอายุการใช้งานได้นาน  ควรสลับตำแหน่งยางอยู่เสมอ (ยางเรเดียล ควรสลับตำแหน่งยางทุก 10,000 กม.)

ที่มา cockpitthaiphetkasem.com

ติดตั้ง’กูเกิ้ลแม็พส์’ อัพเกรดรถอัจฉริยะ

ในปัจจุบัน ค่ายรถยนต์จำนวนมากต่างพยายามหาเทคโนโลยีและแอพพลิเคชั่นล้ำสมัยมาติดตั้งในรถเพื่ออำนวยความสะดวกสบายในการใช้งานให้กับผู้ขับขี่ หลังจากเมื่อเดือนพ.ย. ปีก่อน เจเนอรัล มอเตอร์ (จีเอ็ม) ค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่จากสหรัฐเพิ่งติดตั้งฟังก์ชันการสั่งผ่านด้วยเสียง “สิรี” ของแอปเปิ้ล ในรถยนต์รุ่นเชฟวี่ สปาร์ก และโซนิก LTZ RS เพื่อลดความเสี่ยงของผู้ขับขี่ในขณะใช้รถยนต์ รวมถึงความสะดวกต่อการเรียกใช้ฟังก์ชันต่างๆ

ล่าสุดค่ายรถยนต์จากเกาหลีใต้ทั้ง “เกีย” และ “ฮุนได” มีแผนติดตั้งแอพพลิเคชั่น “กูเกิ้ลแม็พส์” ในรถยนต์เช่นกัน โดยรถยนต์เกียรุ่น “โวเรนโต้ ซียูวี” จะเป็นรุ่นแรกที่เชื่อมโยงแอพพลิเคชั่นแผนที่อัจฉริยะของกูเกิ้ลกับระบบ “ยูวีโอ อีเซอร์วิส” สามารถใช้ค้นหาข้อมูลด้วย “กูเกิ้ลวอยซ์” ในปี 2557 ส่วนฮุนไดจะนำกูเกิ้ลแม็พส์มาผนวกกับระบบ “บลูลิงก์” และแพลตฟอร์ม “เทเลมาติกส์” โดยจะสาธิตคุณสมบัติในงาน CES 2013 ที่นครลาสเวกัส สหรัฐ กลางเดือนนี้

ระบบบลูลิงก์ และยูวีโอเป็นระบบที่ทำงานบนรถยนต์ร่วมกับสมาร์ตโฟนผ่านบลูทูธ สามารถสั่งการรถได้จากสมาร์ตโฟน เช่น สตาร์ตเครื่อง ล็อกและปลดล็อกรถ เปิด-ปิดไฟ เชื่อมต่อระบบนำทางผ่านดาวเทียม เช็กข้อมูลสภาพการจราจรแบบเรียลไทม์ เป็นต้น

นายเฮนรี่ ซีห์ หัวหน้าทีมพัฒนาจากเกีย กล่าวว่า การนำกูเกิ้ลแม็พส์มาบูรณาการร่วมกับระบบ ยูวีโอ อีเซอร์วิสจะช่วยยกระดับการใช้งานรถยนต์ให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ระบบยูวีโอจะช่วยให้ผู้ขับขี่ตรวจสอบ วิเคราะห์สถานะของรถยนต์ ตลอดจนพฤติกรรมการขับขี่ผ่าน “คาร์แคร์เว็บ” ได้

ด้านแบร์รี่ รัตซลาฟฟ์ ผู้บริหารฮุนไดในอเมริกากล่าวว่า ระบบบลูลิงก์ช่วยให้ผู้ขับขี่ค้นหาสถานที่หรือจุดหมายปลายทางได้ง่าย ผ่านกูเกิ้ลแม็พส์ ซึ่งระบบบลูลิงก์รุ่นใหม่นี้จะยิ่งทำให้ประสิทธิภาพของการใช้งานรถยนต์เพิ่มขึ้น ฮุนไดหวังว่าการได้ทำงานร่วมกับกูเกิ้ลอย่างต่อเนื่อง จะทำให้ฮุนไดนำเสนอนวัตกรรมใหม่ๆ สู่ผู้ใช้ได้ต่อไปในอนาคต

นายมิกกี้ คาตาเรีย ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายผลิตภัณฑ์ของกูเกิ้ล กล่าวว่า ผู้ใช้รถยนต์ควรจะมีการเข้าถึงข้อมูลที่ครอบคลุมถูกต้องและเป็นประโยชน์ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ซึ่งขณะนี้มีค่ายรถยนต์อย่างออดี้ เดมเลอร์ และเทลซา มอเตอร์ เตรียมนำกูเกิ้ลแม็พส์ไปเป็นส่วนหนึ่งในระบบภายในรถยนต์แล้วเช่นกัน

ที่มา ข่าวสด

ขับรถถอยหลัง อย่างมีเทคนิค

ปัญหาใหญ่ของมือใหม่หัดขับ รวมทั้งมือเก่าทั้งหลาย ทุกคนคงเคยเจอปัญหาการถอยหลังเข้าที่จอด บางคนขับรถทางไกลไปได้หลายกี่โลเมตร แต่พอถึงที่จอดกลับขาดความมั่นใจกว่าจะถอยเข้าซองได้ต้องใช้เวลานาน บางคนขับไปได้ถึงไหนต่อไหน พอกลับมาถึงบ้านจะถอยเข้าที่จอดรถ กลับถอยชนเสาบ้านตัวเองซะอย่างนั้น วันนี้จึงขอนำเทคนิคการขับรถถอยหลังมาฝากทุกท่านครับ

                 สาวๆหลายคนมักไม่ชินเวลาต้องขับรถถอยหลัง หรือเก้ๆ กังๆ กะระยะห่างไม่ถูกเวลาถอยรถเข้าช่องจอด เพราะคุ้นเคยแต่เดินหน้า เลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวา จนลืมไปว่าการขับรถถอยหลังก็ สำคัญไม่แพ้กัน ทั้งอาจทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ง่ายกว่าขับเดินหน้าเสียอีก เรามารู้วิธีขับรถถอยหลังให้ถูกและเทคนิคง่ายๆ ที่ได้จากการสังเกต

: ขับรถถอยหลังนั้น ควรจะใช้ความเร็วต่ำ และขับช้าๆ ซึ่งจะทำให้การหมุนพวงมาลัยได้ผลดี

: ขณะที่จะหมุนพวงมาลัย ควรให้รถมีการเคลื่อนที่นิดหน่อย เพราะจะช่วยลดการเสียดสี ระหว่างหน้ายางกับพื้นถนน

: หลักการถอยหลัง มีอยู่ว่าหลักว่าต้องการให้ท้ายของรถยนต์หันไปทางใด ก็ให้หมุนพวงมาลัยไปทางนั้นเช่น ต้องการให้ท้ายรถเลี้ยวไปทางซ้าย ก็ให้หมุนพวงมาลัยไป ด้านซ้าย และถ้าต้องการให้ท้ายรถเลี้ยวไปทางขวา ก็หมุนพวงมาลัยไปทางด้านขวา

: ในขณะที่คุณจะถอยหลัง หากอยู่ในภาวะขับขัน การจราจรแออัดควรเปิดสัญญาณไฟ และสังเกตรถที่ผ่านไปมาทั้งด้านหน้า-หลัง ซ้าย-ขวา ว่าพ้นระยะในการหักวงเลี้ยวของรถเราหรือเปล่า

: เพิ่มความมั่นใจขณะถอยด้วยการใช้มือขวาควบคุมพวงมาลัย และใช้แขนซ้ายอ้อมไปจับด้านหลังของเบาะคู่หน้า จากนั้นค่อยๆ ถอยช้าๆ เข้าซอง ซึ่งวิธีนี้จะทำให้การเอี้ยวคอไปมองท้ายรถสะดวกขึ้น

: การทิ้งช่วงห่างระหว่างท้ายรถกับกำแพงด้านหลัง บ่อยครั้งที่เรามักจะกะระยะไม่ถูก เนื่องจากไม่กล้าถอยกลัวท้ายจะชนโดยเฉพาะในเวลากลางคืน ลองใช้วิธีแตะเบรกช่วย แล้วสังเกตแสงไฟท้าย ประเมินดูได้จากรัศมีของแสงไฟ หากจอดชิดเกินไปจะมีแสงหรี่หรือมองไม่แสง แต่หากแสงจ้าแสดงว่ายังถอยหลังได้อีก

: ทั้งนี้ลองสังเกตการจอดของรถข้างๆ ที่มีขนาดใกล้กันช่วยด้วยก็ได้ โดยพยายามให้บานประตูรถอยู่ในระนาบเดียวกัน หรือสังเกตุกระจกมองข้างของรถเราให้ตรงกับของรถข้างๆ (ถ้าความยาวของรถไกล้เคียงกัน) และระวังเรื่องรถคุณจะจอดล้ำหน้าเกินไป

: ขณะเดียวกันก็ต้องประเมินขนาดของรถ และขนาดช่องว่างพื้นที่ๆ จะนำรถเข้าจอด พร้อมด้วยช่องว่างที่เหลือ เพื่อการหักเลี้ยวด้วย

ที่มา Lisa

ขับขี่ปลอดภัย ตั้งใจดีอย่างเดียวไม่พอ

การตั้งสถาบันสอนกฎจราจรแห่งแรกในประเทศไทย เป็นเรื่องน่าชื่นชมในความตั้งใจดีของกระทรวงศึกษาธิการกับกองบัญชาการตำรวจนครบาล เพราะเป็นที่รู้กันมานานว่าพฤติกรรมเสี่ยงคือ สาเหตุใหญ่ของอุบัติเหตุ การที่เล็งเด็กเป็นกลุ่มเป้าหมาย คงสะท้อนความเชื่อของผู้รับผิดชอบว่า การสอนกฎจราจร ตั้งแต่เยาว์วัยจะนำไปสู่ การลดพฤติกรรมเสี่ยงได้ในระยะยาว เข้าทำนอง คติ “ไม้อ่อนดัดง่าย ไม้แก่ดัดยาก”

  ถ้าความเชื่อนั้นถูกต้อง ก็แปลว่าในระยะสั้น เด็กที่ผ่านการสอนของสถาบันนี้จะข้ามถนนเดินถนนถูกกฎในระยะยาวเมื่อโตขึ้นมีรถขับ จะขับรถด้วยความ ปลอดภัยตามกฎจราจร อนุมานต่อไปว่า เมื่อเป็นเช่นนี้ เด็กที่ผ่านการสอนจะประสบอุบัติเหตุน้อยกว่าเด็กทั่วไป เมื่อโตขึ้นจะประสบอุบัติเหตุจากการขับขี่น้อยกว่า คนรุ่นเดียวกันที่ไม่ผ่านการสอน

           ผู้เขียนก็อยากเอาใจช่วยให้เป็นไปในทางที่ดี แต่เมื่อไปสำรวจความรู้ที่ผู้เชี่ยวชาญรวบรวมสังเคราะห์ไว้ ก็อดเป็นห่วงไม่ได้ว่า ชะรอยความเชื่อข้างต้นจะ ไม่มีหลักฐานที่เชื่อถือได้สนับสนุน ดร.เมย์ฮิว แห่งมูลนิธิเพื่อการวิจัยการบาดเจ็บทางถนน ประเทศแคนาดาได้ตีพิมพ์บทสังเคราะห์องค์ความรู้ ใน วารสาร Injury Prevention ฉบับที่ 8 ปีพ.ศ.2545 รวบรวมความรู้ เกือบสามสิบปี ตั้งแต่ปีพ.ศ.2518-2545 สรุปใจความสำคัญได้ว่า โครงการฝึกอบรมหรือสอนขับขี่รถยนต์/จักรยานยนต์ทั้งหลายล้วนล้มเหลวในการส่งเสริมพฤติกรรมขับขี่ปลอดภัย

         ข้อสรุปนี้สอดคล้องกับผลการสังเคราะห์ความรู้ก่อนหน้านี้ของนักวิชาการหลายกลุ่ม เช่นจากมหาวิทยาลัยจอห์นฮอบกิ้น ประเทศสหรัฐอเมริกา สถาบันTransport South Australia ประเทศออสเตรเลีย กลุ่มCochrane Injuriesในสหราชอาณาจักร ฯลฯ ซึ่งเสนอผลงานในระหว่างปีพ.ศ.2543-45 ซ้ำร้ายกว่านั้น งานวิชาการหลายชิ้นยังสรุปด้วยว่า การสอนขับขี่ชักนำให้ผู้เรียนได้ใบขับขี่มาเร็วกว่าคนวัยเดียวกันที่
ไม่ได้ผ่านการสอน เลยออกถนนเร็วกว่า และประสบอุบัติเหตุมากกว่าเพื่อน

            ในรายงานชิ้นหนึ่งแสดงตัวเลขให้เห็นว่า ในบรรดานักเรียนชั้นมัธยมปลาย 16,388 คน เมื่อจำแนกเป็นสามกลุ่ม สองกลุ่มแรกผ่านการอบรมการขับขี่หลักสูตร 72 ชั่วโมง และ24 ชั่วโมง ได้ใบขับขี่ร้อยละ 88.4 และ 86.2 ตามลำดับ ในขณะที่กลุ่มที่สามไม่ได้ผ่านการอบรมได้ใบขับขี่ ร้อยละ 84.3 เมื่อติดตามต่อมาพบอัตราการประสบอุบัติเหตุในสองกลุ่มแรกเท่ากับร้อยละ 28.6 และ 26.5 ตามลำดับ และ ในกลุ่มที่สาม พบร้อยละ26.7

               ถึงตรงนี้ เชื่อว่าท่านผู้อ่านคงรู้สึกลำบากใจที่จะยอมรับข้อสรุปที่ออกจะสวนทางกับสามัญสำนึกทั่วไป ผู้เขียนจึงขอขยายความต่อไปว่า มีเหตุผลอันใดที่อยู่เบื้องหลังความล้มเหลวเช่นนั้น

            1. การสอนฯละเลยหรือไม่ให้น้ำหนักเพียงพอต่อการปลูกฝังความรู้และทักษะที่จำเป็นยิ่งต่อการขับขี่ ปลอดภัย ตัวอย่างเช่น ทักษะในการประเมิน ความเสี่ยงบนถนน ผู้เรียนอาจไม่ถูกฝึกให้ตระหนักและสามารถประเมินความ เสี่ยงของการขับขี่ยามค่ำคืน การขับขี่ขณะถนนลื่น การขับจักรยานยนต์บนช่อง ทางที่ใช้ความเร็วสูง เป็นต้น

           2. การสอนฯ ไม่สามารถปลูกฝังเจตคติที่ดีในการขับขี่ปลอดภัย ทำให้ผู้เรียนไม่ใส่ใจที่จะนำทักษะและความรู้ ไปใช้ในชีวิตจริง ความจริงที่อาจมองข้ามคือ ในชีวิตจริงมีสิ่งเร้าให้ผู้เรียนขับขี่ไปในทางที่เสี่ยงภัย เช่น โฆษณายานยนต์และผลิตภัณฑ์โดยใช้ความแรง ความเร็วเป็นจุดขาย ภาพยนตร์แนวแอ๊คชั่นที่ตัวละครแสดงลีลา ผาดโผนขณะขับขี่ เพื่อนฝูงที่มีค่านิยมความเร็วและแรงในการขับขี่ ฯลฯ สิ่งเร้าเหล่านี้มักมีแรงชักจูง(ในทางเสื่อม) มากกว่าเจตคติขับขี่ปลอดภัย ที่หลักสูตรปลูกฝังไว้

         3. การสอนฯ สร้างความเชื่อมั่นเกินจริงในความสามารถของตนเอง มีหลักสูตรจำนวนไม่น้อยฝึกให้ผู้เรียนขับขี่ สามารถประคองรถในสภาพการณ์ที่ลื่นไถล แต่ในชีวิตจริงโอกาสที่จะเผชิญสถานการณ์นี้มีน้อย
ทำให้ทักษะที่เรียนมาเสื่อมถอยไป โดยที่ผู้เรียนไม่ทันรู้ตัว เลยหลงผิดว่าตนยังมีความสามารถนั้นอยู่ จึงชะล่าใจ ปล่อยให้ตนเองเข้าสู่สถานการณ์ลื่นไถลโดยไม่จำเป็น ถ้าหันมาเน้นการฝึกสอนให้ผู้เรียนรู้จักและตระหนักในขีดจำกัดของตนเองอยู่ตลอดเวลา ก็จะลดความฮึกเหิม ลดความชะล่าใจนั้นได้ จะสังเกตเห็นว่า คนตาบอดและคนพิการอื่นๆมักระมัดระวังตัวในการเดินมากกว่าคนปกติ เพราะตระหนักรู้ขีดจำกัดของตนเองตลอดเวลา

          4. การสอนฯไม่สามารถช่วยให้ผู้เรียนจัดการกับสิ่งเร้าใจให้สุ่มเสี่ยงได้ มีการวิจัยมากมายที่แสดงให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างการเกิดอุบัติเหตุกับสิ่งเร้า ใจให้สุ่มเสี่ยง เช่น การท้าทายของเพื่อนให้แข่งรถ ตัวแบบในภาพยนตร์ การโฆษณาที่เย้ายวนด้วยค่านิยมโฉบเฉี่ยว เร็วแรง ฯลฯ สิ่งเร้าในทางเสี่ยงเหล่านี้ รุมเร้าสังคมอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ในขณะที่การสอนขับขี่ส่วนใหญ่มองข้ามการฝึกทักษะ ฝึกการครองสติให้เผชิญกับสิ่งเร้าอย่างมีวิจารณญาณ

            5. การสอนฯ ส่วนใหญ่มักมีหลักสูตรประเภทตัดเสื้อโหลแจกคือ ไม่คำนึงถึงพื้นเพทางสติปัญญา ทักษะ ความรู้ จิตใจ และร่างกายที่หลากหลาย จึงอาจจะไม่สามารถเติมเต็มในส่วนขาดที่สำคัญของแต่ละบุคคล คนที่ตาบอดสีอาจผ่านการสอนโดยไม่ได้รับการพัฒนาทักษะในการแยกแยะสัญญาณไฟจราจร ทำให้อาจตีความสัญญาณไฟผิดพลาด จนฝ่าไฟแดงและเกิดอุบัติเหตุ เป็นต้น

            ที่กล่าวมานี้ ไม่ได้เจตนาให้ผู้อ่านตีความว่า ควรยกเลิกการสอนขับขี่ทุกรูปแบบ แต่ต้องการชี้ให้เห็นว่า ยังมีโอกาสพัฒนาอีกมากรออยู่ หากการลงทุนทั้งของภาครัฐและเอกชนในเรื่องนี้จะก่อประโยชน์สูงสุดและคุ้มค่า กระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกรมการขนส่งทางบก ตลอดจนภาคธุรกิจที่สนใจเรื่องนี้ ควรระดมสมอง และสังเคราะห์องค์ความรู้ให้รอบด้านเพื่อคิดค้นรูปแบบวิธีการจัดกระบวนการเรียนรู้ด้านการใช้รถ ใช้ถนนที่เหมาะสมที่สุดสำหรับสังคมไทย โดยมีการวิจัยประเมินผล คอยกำกับตรวจสอบว่า สิ่งที่ออกแบบและ ดำเนินการเป็นไปตามความคาดหวังหรือไม่ ยังมีส่วนใดต้องปรับปรุง ผู้เขียนเชื่อว่า เส้นทางแห่งการพัฒนาคุณภาพกระบวนการเรียนรู้การขับขี่ปลอดภัยเป็นเส้นทางที่ไม่มีจุดจบ กระนั้นก็ตามหากจะริเริ่มให้สง่างาม พึงตั้งมั่นอยู่กับการใช้ความรู้ที่รอบด้าน

โดย นพ.ไพบูลย์ สุริยะวงศ์ไพศาล
ผู้จัดการหน่วยจัดการความรู้เพื่อถนนปลอดภัย(จรป)
คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี

20 ธ.ค.

ท่านั่งขับรถยนต์มีผลต่อความปลอดภัย

 

การขับรถยนต์ให้ปลอดภัย นอกจากผู้ขับต้องมีความชำนาญแล้ว ท่าทางในการขับ ก็มีความสำคัญ เช่นกัน เพราะมีส่วนเพิ่ม หรือลดประสิทธิภาพในการควบคุมรถยนต์

การปรับตำแหน่งเบาะ
เบาะนั่งที่ดี ควรปรับได้อย่างน้อย 3 จุด คือ
ระยะของเบาะนั่ง
มุมเอียงของพนักพิง
และระดับสูง-ต่ำของหมอนรองศีรษะ

ส่วนการปรับระดับสูง-ต่ำของเบาะนั่ง
มุมเอียงของหมอนรองศีรษะและพนักพิง ช่วยให้ผู้ขับมีความสะดวกสบายมากขึ้น

การปรับเบาะนั่ง ให้ได้ระยะที่เหมาะสม สำหรับรถยนต์เกียร์ธรรมดา ทำได้โดย
ใช้ฝ่าเท้าซ้ายเหยียบแป้นคลัตช์ให้สุด (อย่าใช้ปลายเท้าเหยียบคลัตช์)
จากนั้นเลื่อนเบาะให้หัวเข่าซ้ายงอเล็กน้อย

สำหรับรถยนต์เกียร์อัตโนมัติ ซึ่งไม่มีแป้นคลัตช์
ให้ใช้เท้าซ้าย เหยียบลงบนแป้นพักเท้าหรือพื้นรถยนต์
และใช้ฝ่าเท้าขวาเหยียบแป้นเบรก จากนั้นเลื่อนเบาะให้หัวเข่าขวางอเล็กน้อย

การปรับมุมเอียงของพนักพิง
ให้ใช้มือซ้าย-ขวาจับพวงมาลัย ที่ตำแหน่ง 9 และ 3 นาฬิกา หรือ 10 และ 2 นาฬิกา
และปรับตำแหน่งพนักพิงเอนไปด้านหลัง กระทั่งข้อศอกทั้ง 2 ข้าง หย่อนเล็กน้อย
ลองเลื่อนมือไปจับพวงมาลัยในตำแหน่ง 12 นาฬิกา แขนต้องเกือบเหยียดตึงโดยไม่ต้องโยกตัวขึ้นมา
หรือแบบมือพาดลงไป วงพวงมาลัยต้องอยู่บริเวณข้อมือจึงจะเป็นตำแหน่งที่เหมาะสมต่อการขับมากที่สุด

หมอนรองศีรษะไม่ได้มีไว้ให้หนุนขณะขับ
แต่ช่วยลดอาการบาดเจ็บบริเวณต้นคอ หากเกิดอุบัติเหตุ
โดยเฉพาะการถูกชนท้ายที่ศีรษะจะสะบัดไปด้านหลัง
การปรับระดับของหมอนรองศีรษะที่เหมาะสม ควรปรับให้ขอบบนของหมอนรองศีรษะอยู่ระดับใบหูด้านบน
ถ้าหมอนรองศีรษะสามารถปรับระดับมุมเอียงได้
ควรปรับให้ใกล้ศีรษะมากที่สุด เพื่อลดการสะบัดของศีรษะเมื่อถูกชนท้าย

การปรับตำแหน่งพวงมาลัย
รถยนต์ส่วนใหญ่ที่พวงมาลัยสามารถปรับได้ มักเป็นการปรับระดับสูง-ต่ำ
ไม่ควรปรับไว้ต่ำเกินไปจนส่วนล่างของวงพวงมาลัยติดกับต้นขา

รถยนต์ราคาแพงบางรุ่น พวงมาลัยสามารถปรับระยะใกล้-ไกลได้ด้วย
ไม่ควรปรับไว้ไกลเกินไปจนต้องเหยียดแขนตึง
เพราะอาจเกิดความเมื่อยล้าและลดความฉับไวในการบังคับทิศทาง
หรือใกล้เกินไป เพราะอาจได้รับอันตราย เมื่อถุงลมนิรภัยทำงาน

การปรับมุมกระจกมองข้าง และกระจกมองหลัง
กระจกมองข้างซ้าย-ขวา ส่วนใหญ่สามารถปรับได้ 4 ทิศทาง คือ บน-ล่าง และซ้าย-ขวา
การปรับ ไม่ควรให้เห็นตัวถังด้านข้างมากเกินไปเพราะจะเป็นการลดมุมมองด้านข้าง
และควรปรับให้เป็นแนวขนาน ไม่ก้มหรือเงยมากเกินไป

ส่วนกระจกมองหลัง ควรปรับให้เห็นด้านหลังให้มากที่สุด
และเอียงไปเห็นพื้นที่ด้านซ้ายของรถยนต์ด้วย
โดยเมื่อนั่งในท่าปกติแล้วมองกระจกมองหลัง ไม่ควรเห็นศีรษะของผู้ขับ

ท่านั่ง
การปรับตำแหน่งเบาะนั่งที่เหมาะสมจะหมดความสำคัญ ถ้าผู้ขับนั่งในลักษณะที่ไม่ถูกต้อง
ผู้ขับหลายคน ปรับเบาะได้ถูกต้องแล้ว แต่พยายามโยกตัวมาด้านหน้า เพื่อให้มองเห็นปลายของฝากระโปรงหน้า
หรือวัยรุ่นที่ชอบปรับเบาะให้เอนมากๆ แล้วชะโงกตัวขึ้นมาโหนพวงมาลัยแผ่นหลัง
จึงไม่สัมผัสพนักพิงอย่างเต็มที่ ทำให้สูญเสียความฉับไว และแม่นยำในการควบคุมรถยนต์
เมื่อจะมองกระจกมองข้างและกระจกส่องหลัง ก็ต้องเบนแนวสายตามากขึ้น
รวมทั้งเกิดความเมื่อยล้า เมื่อนั่งเป็นเวลานาน

ที่ถูกต้อง ตลอดการขับ
แผ่นหลังต้องพิงพนักเต็มที่ แม้จะมองไม่เห็นปลายของฝากระโปรงหน้าก็ตาม
เพราะรถยนต์ยุคใหม่มักออกแบบฝากระโปรงหน้าให้ลาดเท
เพื่อผลทางหลักอากาศพลศาสตร์ ชะโงกอย่างไรก็เห็นได้ยาก

ที่มา เดลินิวส์

error: Content is protected !!