ผู้เขียน: admin

มาทำความสะอาดรถ ขจัดกลิ่นอับในรถ กันเถอะครับ..


กลิ่นในรถจัดการได้


การแก้กลิ่นเหม็นอับในรถ ถ้าแก้ไขไม่ถูกจุดอันตรายถึงชีวิต โดยเฉพาะการใช้น้ำหอมปรับอากาศหรือการบูร สองสิ่งนี้ถ้าได้รับความร้อนจัดๆ จะเกิดการระเหยของสารเคมีวนเวียนอยู่ในรถ โดยจะเกาะตามมุมตามขอบต่างๆ เมื่อเปิดแอร์เป่าทุกวันมันจะกลายสภาพเป็นเมือกและเชื้อรา นอกจากทำให้แอร์อุดตันแล้ว หากสูดดมประจำทุกวันอาจก่อให้เกิดโรคมะเร็งได้

เพราะฉะนั้น ใช้วิธีธรรมชาติขจัดกลิ่นไม่พึงประสงค์ในรถแทนจะดีกว่า ทั้งประหยัดและเป็นผลดีต่อสุขภาพ ดังนี้

– น้ำส้มสายชู
– เทน้ำส้มสายชู 2-4 ช้อนโต๊ะใส่ถ้วยเล็กๆ นำไปตั้งทิ้งไว้ในรถประมาณ 1-2 ชั่วโมง ความเปรี้ยวของน้ำส้มสายชูจะช่วยดูดกลิ่นอับชื้นในรถให้หายไป

– ถ่านไม้
– นำถ่านไม้ 1-2 ก้อนใส่ในถุงผ้าแล้วห้อยไว้ในรถ ช่วยดับกลิ่นได้
– ทำความสะอาดเบาะรถ
– แค่นำรถไปจอดกลางแดด จากนั้นเปิดประตูทุกบาน แล้วใช้ไม้ตีที่นอนที่ทำจากหวายตีที่เบาะและพนักพิงให้ทั่ว จะทำให้ฝุ่นละอองและคราบสกปรกที่สะสมอยู่ในเบาะผ้าหลุดออก

ดอกไม้-สมุนไพร
ใช้สมุนไพรหรือดอกไม้ เช่น ใบเตย ใบมะกรูด ดอกมะลิ ใส่ไว้ในรถ สมุนไพรเหล่านี้นอกจากจะมีน้ำมันหอมระเหยตามธรรมชาติที่ช่วยผ่อนคลายแล้ว ยังปลอดภัยต่อสุขภาพด้ว

พฤติกรรมหลายอย่างที่ทำให้รถมีกลิ่นเหม็น เช่น การสูบบุหรี่ การรับประทานอาหารในรถ หรือแม้แต่การไม่ทำความสะอาดรถเลย หลายคนแก้ปัญหาด้วยการวางน้ำหอมไว้ในรถเพื่อดับกลิ่น แต่คุณรู้ไหมว่า นั่นคืออันตราย

ดังนั้น มาหาหนทางกำจัดสารพัดกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์ในรถด้วยวิธีธรรมชาติกันดีกว่า

กลิ่นบุหรี่
ใช้เบกกิ้งโซดา (ผงฟู) 2 ช้อนโต๊ะ ใส่ถ้วยใบเล็กตั้งทิ้งไว้ในรถ 1-2 ช.ม. กลิ่นจะหายไป แต่ทางที่ดี อย่าสูบดีกว่า เพราะบุหรี่ทำให้เกิดมะเร็งปอดได้ง่ายกว่าน้ำหอมหลายเท่านัก

กลิ่นอับ มี 3 สูตรดับกลิ่นดังนี้
– นำใบชาแห้งใส่ถุงผ้าห้อยไว้ในรถ วิธีนี้จะช่วยให้กลิ่นอับในรถเจือจางลง

– ใช้น้ำส้มสายชู 2-4 ช้อนโต๊ะ เทใส่ถ้วย ตั้งทิ้งไว้ในรถประมาณ 1-2 ช.ม. ความเปรี้ยวของน้ำส้มสายชูจะช่วยดูดกลิ่นอับชื้นในรถให้หายไป

– นำถ่านไม้ สัก 1-2 ก้อน ใส่ถุงผ้า ห้อยไว้ในรถสามารถช่วยลดกลิ่นอับได้เช่นเดียวกับที่เราใส่ไว้ในตู้เย็น
นอกจากนี้ ถ้าหากคุณยังเคยชินกับการขับรถแล้วต้องมีกลิ่นหอม ๆ แนะนำให้หาสมุนไพรหรือดอกไม้ เช่น ใบเตย ใบมะกรูด ดอกมะลิ มาใส่ไว้ในรถแทนน้ำหอมปรับอากาศ เพราะในพืชสมุนไพรเหล่านี้ นอกจากจะมีน้ำมันหอมระเหยตามธรรมชาติที่ช่วยผ่อนคลาย ปลอดภัยต่อสุขภาพ และไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมแล้ว ยังประหยัดอีกด้วย

การจัดการกับพรมในรถ
พรมเป็นหนึ่งสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดกลิ่นไม่พึงประสงค์ในรถและเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรค มีข้อแนะนำในการดูแลพรมมาฝากค่ะ

พรมเปียกน้ำ
ถ้าเป็นพรมชนิดที่ไม่สามารถยกออกได้ง่าย ๆ ให้ใช้ผ้าสะอาดเช็ดให้หมด จากนั้นขับรถไปจอดกลางแดด เปิดกระจำทิ้งไว้ ความร้อนจะช่วยทำให้พรมแห้งเร็วขึ้นค่ะ หรือถ้าสามารถถอดพรมออกมาได้ควรนำออกไปตากแดด เพราะนอกจากจะช่วยลดความเปียกชื้นของพรมแล้ว ยังช่วยลดเชื้อราที่หมักหมมอยู่ในพรมได้ด้วย

พรมเปื้อนคราบต่าง ๆ
อาจเกิดจากคราบกาแฟ คราบอาหาร (สำหรับคนที่ชอบกินอาหารในรถ) หรือสารคเคมีจำพวกน้ำยาล้างเล็บ จาระบี ให้ซักด้วยแชมพูสำหรับซักพรม (มีขายทั่วไป) แล้วจอดรถตากแดดและเปิดประตูรถทิ้งไว้ค่ะ

หมากฝรั่งติดพรม
ใช้นำแข็งประคบที่หมากฝรั่ง ความเย็นจะทำให้หมากฝรั่งแข็งตัว จากนั้นใช้ช้อนขูดออก

ใส่ใจกับเบาะรถกันหน่อย
จัดการกับพรมในรถไปแล้ว คราวนี้มาดูเรื่องเบาะกันบ้างดีกว่าค่ะ เบาะรถยนต์ส่วนใหญ่ทำจากหนังเทียม ทำให้มักจะเกิดความสกปรกได้ง่าย มีวิธีจัดการดังนี้ค่ะ

ไม้หวายลดคราบฝุ่น
เป็นการทำความสะอาดผ้าเบาะอย่างหนึ่งที่ไม่ต้องลงทุนอะไรมากมาย เพียงนำรถของคุณไปจอดกลางแดด จากนั้นเปิดประตูทุกบาน แล้วใช้ไม้ตีที่นอนซึ่งทำจากหวายมาตีที่เบาะและพนักพึงให้ทั่วทั้งเบาะหน้าและเบาะหลัง (ระหว่างตีจะสังเกตเห็นฝุ่นฟุ้งกระจาย ดังนั้น คนตีควรอยู่ต้นลมค่ะ) วิธีนี้จะช่วยให้ฝุ่นละอองและคราบสกปรกที่สะสมอยู่ที่ผ้าเบาะหลุดออกค่ะ

น้ำส้มสายชูลบคราบสกปรก
สำหรับเบาะหนังที่มีคราบเปื้อนต่าง ๆ ติดอยู่ ให้ใช้น้ำส้มสายชูชุบผ้าสะอาดพอหมาดเช็ดไปมา (ระยะเวลาขึ้นอยู่กับรอยเปื้อน) เพียงเทานี้คราบไม่พึงประสงค์ทั้งมวลก็จะหายไปค่ะ
อย่าลืมนะคะ… สารพันปัญหาในรถแก้ไขได้ ลองนำไปใช้ดูนะคะ

TIP ข้อควรรู้เกี่ยวกับรถ
ไม่ควรกินอาหารในรถ เพราะเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้มดเฮโลกันมาสร้างอาณาจักรในรถคุณได้
งดเก็บตุ๊กตาไว้ในรถ เพราะเป็นแหล่งสะสมฝุ่น และอาจนำมาซึ่งโรคภูมิแพ้ได้
ห้ามใส่ของหนัก ทุกครั้งที่รถบรรทุกน้ำหนักเพิ่มขึ้นเพียง 10 กก. จะทำให้สิ้นเปลืองน้ำมันมากขึ้น 60 บาทต่อเดือน ดังนั้น ของที่ไม่ใช่แล้วควรเก็บออกจากรถ เพราะจะช่วยให้รถเบาขึ้นและประหยัดเงินในกระเป๋า
ปิดแอร์บ้าง ลดการใช้แอร์ในรถลงแค่ 10% ของการใช้แอร์ตามปกติ จะช่วยให้เราประหยัดเงินได้ถึง 40 บาทต่อเดือน ดังนั้น ควรเลือกเปิดเฉพาะเวลาที่จำเป็น (หรือในบางเวลาเช่นตอนเช้า ๆ จะเปิดกระจกรับอากาศยามเช้าบ้างก็ไม่เลวเช่นกัน)

เครดิต : คอลัมน์ รอบรั้วบ้าน นิตยสาร ชีวจิต

เคล็ดลับเอกสาร 9 ชิ้น ภารกิจล่าเงินคืนภาษี “รถคันแรก”

ใกล้วันที่ 1 ตุลาคมเข้ามาทุกที บรรดาผู้ใช้สิทธิ์ขอคืนภาษีรถคันแรกต่างหูผึ่ง ความหวังเริ่มเป็นจริงเสมือนคนถูกลอตเตอรี่ เมื่อผู้โชคดี 50 คนแรกที่ยื่นเอกสารมาตั้งแต่ก่อน “น้ำท่วม” เมื่อปีที่แล้ว กำลังจะได้เงินคืนเป็นกลุ่มแรก

SMS จากกรมบัญชีกลางที่จะแจ้งเข้ามาว่า “คุณได้รับการโอนเงินเข้าบัญชีแล้ว” เปรียบเสมือน SMS แจ้งว่า “คุณคือผู้โชคดี” ยังไงยังงั้น

สร้างความหวังให้กับผู้ใช้สิทธิ์รถคันแรกคนอื่น ๆ ที่จากนี้ก็เตรียมนั่งนับวันรอว่า เมื่อไรจะถึงคิวของตัวเอง

จริง ๆ ต้องเรียกว่า กว่าจะมาถึงวันที่เจ้าของรถคันแรกเหล่านี้ได้รับเงินคืนนั้น ไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ อย่างที่คิด

ไม่นับรวมเรื่อง “ทุนทรัพย์” ที่หลายคนต้องพยายามเสาะหา “เงินดาวน์” แบบเร่งด่วน เพื่อขอใช้สิทธิ์ “รถคันแรก” กับเขาด้วย

ก่อนจะมาถึงขั้นตอนการรวบรวมเอกสารทุกอย่างเพื่อไปยื่นกับกรมสรรพสามิต เบ็ดเสร็จแล้วไม่มากไม่น้อยเกินไป ตัวเลขกำลังสวยที่ 9 ชิ้น

ไล่ลำดับไปตั้งแต่สำเนาบัตรประชาชน, สำเนาทะเบียนบ้าน, สำเนาบัญชีเงินฝากธนาคารของผู้ขอใช้สิทธิ์, หนังสือยินยอมสละสิทธิ์การโอนรถยนต์ใหม่คันแรก,ใบคำขอใช้สิทธิ์และเงื่อนไขสำหรับรถยนต์ใหม่คันแรก, สำเนาคู่มือการจดทะเบียน, สำเนาหลักฐานการซื้อขายรถยนต์ และใบจองรถยนต์, สำเนาหนังสือสัญญาเช่าซื้อ (กรณีที่ไม่ได้ซื้อเงินสด)

เจ้าของรถบางคนถือว่าทำการบ้านมาอย่างดี ทั้งค้นข้อมูลผ่านเว็บ Google ว่าต้องไปที่ไหน เตรียมเอกสารอะไรไปบ้าง บางคนก็มีเซลส์มาคอยแนะนำนู่นนี่นั่นให้

จากการพูดคุยกับ “เจ้าของรถคันแรก” ผู้ขอใช้สิทธิ์คืนภาษีมาแล้วคนหนึ่ง เธอเล่าให้ฟังว่า กว่าจะยื่นเอกสารจนได้ “ใบรับคำขอใช้สิทธิ์ฯ สำหรับรถยนต์ใหม่คันแรก” มาไว้อยู่ในครอบครอง

เพื่อการันตีว่า “เอกสารทุกอย่างครบถ้วน” นั้น ไม่ “หมู” อย่างที่คิด

แม้จะทำการบ้านมาเป็นอย่างดี ตั้งแต่การเสิร์ชหาสถานที่ยื่นเอกสาร ซึ่งระบุว่าต้องเป็นสำนักงานสรรพสามิตพื้นที่ตามที่อยู่ในทะเบียนบ้าน รวมถึงการเตรียมเอกสารทั้งหมดที่ต้องยื่นกับทางสำนักงาน

แต่หลังจากฝ่ารถติดเกือบ 2 ชั่วโมงเพื่อไปยังสำนักงานสรรพสามิตพื้นที่กรุงเทพมหานคร 2 ย่านสาทร เธอกลับพบว่า จริง ๆ แล้วการยื่นเอกสารนั้นสามารถทำที่สำนักงานสรรพสามิตที่ไหนก็ได้!

“ตอนนี้ทางรัฐบาลเขาเปลี่ยนกฎแล้ว คือยื่นที่สำนักงานสรรพสามิตเขตไหนก็ได้ ไม่ต้องตามทะเบียนบ้าน เพื่อความสะดวก” เจ้าหน้าที่คนหนึ่งทำให้เธอถึงบางอ้อ

เธอเล่าว่า ขณะนั้นนึกในใจ “ไม่เห็นรู้เรื่องเลย หรือว่าคนอื่นเขารู้กัน เราไม่รู้อยู่คนเดียว”

ไม่เพียงเท่านั้น หลังจากเจ้าหน้าที่คนนั้นพลิก ๆ ดูเอกสารสักพักหนึ่ง ก็เงยหน้าขึ้นมาถามเธอว่า “คุณซื้อเงินสดเหรอ”

เท่านั้นแหละ เธอรู้ว่า “พลาดแล้ว”

มิหนำซ้ำนอกจากหนังสือเช่าซื้อที่ไม่มี เธอยังขาดเอกสารสำคัญอีก 2 อย่าง คือ สำเนาหลักฐานการซื้อขายรถยนต์ และใบจองรถยนต์อีกด้วย

“เซลส์ยี่ห้อนี้เป็นอย่างนี้เยอะเลย ไม่ให้ใบจองรถกับใบยืนยันการส่งมอบรถให้กับลูกค้าประจำ ผมเจอมาเป็นสิบ ๆ เคสแล้ว ต้องโทร.ไปให้เขาแฟกซ์มาที่นี่ แต่หลัง ๆ เริ่มเยอะไม่เอาแล้ว ให้เจ้าของรถไปขอเอง” เธอเล่าคำพูดของเจ้าหน้าที่สรรพสามิตให้ฟัง

ดังนั้น วันนั้นเธอจึงกลับไปอย่างมึนตึ้บพร้อมกับภารกิจสำคัญ คือ “ตามล่า” หาเอกสารอีก 3 ชิ้นที่ยังขาดอยู่ สำหรับใบจองกับใบยืนยันการส่งมอบรถนั้นไม่ยาก เธอรีบโทร.ไปหาเซลส์ให้แฟกซ์มาให้

“ปัญหาใหญ่” จริง ๆ อยู่ที่ “หนังสือเช่าซื้อ” ที่ต้องโทร.เข้าไปขอที่ไฟแนนซ์ ซึ่งต้องใช้เวลาถึง 2 อาทิตย์กว่าเอกสารทั้งหมดจะเดินทางมาถึงบ้าน

“เจ้าหน้าที่ไฟแนนซ์ดูเชี่ยวชาญมาก เพราะคงจะรับสายในลักษณะนี้ไม่รู้กี่เคสแล้ว เค้าให้แฟกซ์รายการจดทะเบียนรถเข้าไป พร้อมพูดแบบเซ็ง ๆ ว่า เซลส์ค่ายนี้เป็นแบบนี้หลายรายแล้ว ไม่บอกลูกค้าตั้งแต่แรก มีคนเพิ่งรู้แล้วโทร.เข้ามาขอเยอะมาก เร่งให้เราส่งให้ แต่ขั้นตอนมันต้องใช้เวลา 2 อาทิตย์”

กว่าที่สาวเจ้าของรถคันแรกผู้นี้จะรวบรวมเอกสารอีก 3 ชิ้นได้ครบก่อนกลับไปยังสำนักงานสรรพสามิตอีกครั้ง แน่นอนว่าครั้งนี้เธอเลือกที่มันใกล้บ้านมากขึ้น

เธอเล่าติดตลกว่า “กลับไปยื่นเอกสารอีกครั้ง คนเต็มสำนักงานถึงขนาดต้องมีบัตรคิวสำหรับรถคันแรก มีเจ้าหน้าที่ที่คอยดูเรื่องนี้กันอยู่ 2 คน ก็ดูงานยุ่งมาก เช็กเอกสารกันให้วุ่นวาย ส่วนพวกเจ้าหน้าที่ที่คอยดูขอใบอนุญาตสุรา ยาสูบ ไพ่ ก็นั่งตบยุงกัน”

เชื่อแล้วว่ากว่าจะได้ “หลักฐานรอรับเงินคืนเงินภาษี” กระดาษขนาดครึ่ง A4 ใบเล็ก ๆ มาครอบครองนั้น ไม่ง่ายอย่างที่คิด

ตามล่าเงินคืนภาษีจากรัฐบาล นับว่ายากแล้วการตามล่าเอกสารให้ครบถ้วน นับว่ายากไม่แพ้กัน

สำนวนที่ว่า เงินหลวง ตกน้ำไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้ นั้นนับว่ายังใช้ได้ในราชการไทย

ฟังแล้วเหนื่อยแทน

ที่มา ประชาชาติธุรกิจ

ยางอะไหล่ ถอดง่ายก็หายง่าย


ความเสี่ยงต่อการถูกโจรกรรม โดยเฉพาะกับรถที่มีตำแหน่งติดตั้งยางอะไหล่เอาไว้ภายนอกตัวถัง ยางรถ กระบะ รถตู้ หรือรถ SUV ที่มักจะเป็นเป้าหมายอันดับต้นๆของโจรประเภทนี้



ตามติดข่าว-โจรขโมยยางอะไหล่

วีธีป้องกันการโจรกรรมรถยนต์ รถจักรยานยนต์ และแจ้งเหตุรถหายไปยังศูนย์รับแจ้งเหตุ (lostcar) 1599

(1) ล็อคมันไว้  Lock it
– ล็อคกุญแจ ไม่ว่าจะในบ้าน-นอกบ้าน จอดนาน-ไม่นาน รถที่ล็อคมีโอกาสหายน้อยลง 3.55 เท่า และรถที่หายส่วนหนึ่งมีกุญแจ แต่ลืมล็อค
– ใช้ที่ล็อครถอย่างน้อย 2 ระบบที่ใช้กลไก หรือรูปแบบการป้องกันไม่เหมือนกัน ต่างยี่ห้อกันมาใช้
– ล็อครถชนิดที่มีลักษณะเป็นวงรอบ (disc lock) หรือล็อคตัวยู (U-lock) จะดีกว่าแบบคีบหรือหนีบ (fork lock) …
– ใช้โซ่ล่ามไว้กับเสา หรือสิ่งที่ยึดติดกับพื้นดีกว่าไม่ใช้โซ่
– ล็อคกุญแจหรือโซ่ให้แน่นมีโอกาสหายน้อยกว่าล็อคหลวมๆ (ยิ่งหลวมยิ่งตัดหรือทุบได้ง่ายขึ้น) …
– การทำระบบป้องกันขโมยแบบทำเอง เสริมเข้าไปอีกช่วยได้มาก แต่ควรใช้ร่วมกับระบบล็อคทั่วไปด้วยเสมอ เช่น จากล็อค 2 ระบบเพิ่มเป็น 3-4 ระบบ
– ถ้าซื้อรถใหม่ (ไม่ว่าจะมือ 1 หรือ 2)… ต้องเปลี่ยนระบบกันขโมยใหม่เสมอ ระบบกันขโมยที่ติดตั้งก่อนซื้อรถอาจถูกทำสำเนากุญแจไว้แล้ว

(2) ปกปิดมันไว้  Cover it
– ก่อนให้ใครเข้ามาใกล้บ้าน หรือเข้ามาในบ้านต้องปกปิดทรัพย์สินมีค่าเสมอ
– ระวังพวกที่ชอบสอดรู้สอดเห็น เช่น พนักงานติดตั้งเครื่องไฟฟ้า หรือคนงานสำนักงานที่ชอบถามเรื่องซอกแซกในบ้าน ฯลฯ มักจะเป็นสายให้โจร หรือเป็นคนที่ไว้ใจไม่ได้ …
– อย่าทำตัวรวย เช่น ใส่ทอง ทำตัวหรู ฯลฯ หรือจอดรถไว้ให้คนที่ผ่านหน้าบ้านเห็นได้ง่าย… ควรหาผ้าคลุมแบบราคาไม่แพงมาคลุมไว้(ถ้าทำได้) โดยเลือกผ้าคลุมแบบราคาไม่แพง ยิ่งแพงยิ่งเสี่ยง …
– ไม่ควรวางสิ่งของมีค่าไว้ในรถยนต์ หากจำเป็นควรเก็บซุกซ่อนให้มิดชิด ไม่ควรวางไว้ที่เบาะนั่ง เพราะจะเป็นการล่อให้คนร้ายกระทำความผิด

(3) พิจารณาติดตั้งเครื่องกันขโมยแบบส่งเสียงดัง Consider an alarm
– เครื่องกันขโมยแบบนี้จะใช้ได้ดีต้องมีเสียงแปลกๆ ไม่เหมือนแตรค้าง
– ระบบเตือนภัยขโมยผ่านโทรศัพท์มือถือ ถึงแม้เรื่องนี้จะยังไม่เป็นที่นิยมในปัจจุบัน(อาจเป็นเพราะราคาแพง) … แต่ในอนาคต จะมีการเชื่อมโยงระบบดังกล่าวกับแผนที่ดาวเทียม GPS เพื่อระบุพิกัดให้ตำรวจติดตามได้ทันที …

(4) อย่าโชว์ความรวยหรู Don’t be a show-off
– จอดรถไว้ในบ้าน ปิดประตูรั้ว และล็อครั้วบ้านเป็นประจำ… อย่าจอดรถโชว์ไว้หน้าบ้าน
– อาจารย์ท่านกล่าวไว้ดี คือ “It’s simple: The more your bike is out of sight, the more it’s out of a thief’s mind.” = “หลักการง่ายๆ คือ อะไรที่อยู่นอกสายตา(รถ) ก็จะอยู่นอกหัวใจขโมย” …

(5) เสริมรั้วให้แข็งแรง Reinforce your garage
– ควรใช้รั้วที่แข็งแรง ติดสัญญาณกันขโมยรั้วไว้ด้วย (ที่รถก็ติด… ที่รั้วก็ติด)
– ถ้าใช้รถมอเตอร์ไซค์… ให้ทำห่วงยึดติดไว้กับพื้น แล้วล่ามโซ่หนักๆ ยึดรถติดไว้กับพื้นด้วย ล็อคกุญแจหลายๆ ระบบด้วย …
– ควรติดตั้งโทรทัศน์วงจรปิด หรือระบบความปลอดภัยทั้งในตัวบ้านและโรงรถ(ถ้าเป็นไปได้) และติดตั้งเครื่องกีดขวาง เช่น ถังที่เวลาเลื่อนจะเกิดเสียงดัง ฯลฯ ขวางไว้อีกชั้นหนึ่ง …

(6) ทำให้รถใช้การไม่ได้(ชั่วคราว) Disable your bike or car
– คนที่ชำนาญเรื่องช่างอาจถอดอุปกรณ์รถง่ายๆ เช่น ถอดฟิวส์ (fuse) รถออก ทำสัญญาณตัดไฟ (ชนิดทำเองมีแนวโน้มจะได้ผลดี โดยเฉพาะถ้าคิดแบบที่โจรทั่วไปไม่รู้จักได้) ฯลฯ เก็บไว้กับตัวก่อนจอดรถทิ้งไว้
– โจรและขโมยส่วนใหญ่ก็คล้ายกับนักลงทุนทั่วไป คือ มักจะชอบอะไรที่ “ง่ายๆ” มากกว่า “ยากๆ” และจะเลือกรถที่ขโมยได้ง่ายกว่าในเวลาเท่าๆ กันเสมอ …

(7) เลือกที่จอดรถให้รอบคอบ Choose parking spots carefully
– อย่าจอดรถในจุดอับสายตา โจรและขโมยจะทำงานได้ง่ายขึ้น
– เลือกจอดใกล้ๆ จุดที่มีคนอยู่ประจำแทนการจอดไกลๆ หรือฝากรถไว้ถ้าเป็นไปได้ และจอดในที่ที่มีแสงไฟสว่างพอ
– ถ้ามีรถคันอื่นขับตาม… ควรพิจารณาเปลี่ยนแผนการเดินทาง และรีบไปยังที่ที่ปลอดภัยทันที
– ถ้าฝาที่เติมน้ำมันชนิดที่ต้องใช้กุญแจไขหาย… ให้คิดไว้ก่อนเลยว่า ถูกปั๊มกุญแจไปแล้ว…

(8) ระวังพวกขอลองรถ Be wary of test rides
– เราซื้อหรือผ่อนรถมาใช้ ไม่ใช่ให้คนอื่นลองขับ เพราะฉะนั้นอย่าให้ใครมาขอลองขับรถของเรา
– ถ้าขอดูรถซื้อขาย, หรือ นัดพบในที่เปลี่ยว ให้ระวัง
– ควรฝึกล้างรถด้วยตนเอง… การให้พนักงานล้างรถ “ลองขับ” รถตอนนำรถไปทำความสะอาดเป็นความเสี่ยงที่ไม่ควรลอง เพราะอาจถูกก๊อปปี้กุญแจ ทำสำเนาสัญญาณกันขโมย และขโมยรถในเวลาต่อมาได้
– ถ้าจำเป็นต้องใช้บริการล้างรถ หรือศูนย์บริการ… ควรให้กุญแจไปน้อยดอกที่สุด และให้เฉพาะกุญแจรถดอกเดียว อย่าให้กุญแจล็อคระบบอื่นๆ และอย่าให้กุญแจบ้าน เพราะจะเสี่ยงของในบ้านหาย …
– เมื่อนำรถไปซ่อม ควรเฝ้าดู และรอรับรถกลับ หากต้องฝากรถไว้ ให้เลือกอู่ที่รู้จักเป็นการส่วนตัว ไว้ใจได้

(9) ทำร่องรอยไว้ Mark your territory
– ขโมยรถอาจนำรถไปขายทั้งคัน หรือถอดขายเป็นชิ้นๆ… การจดหมายเลขเครื่อง (ถ่ายภาพด้วยกล้องดิจิตอลไว้ก่อน) และชิ้นส่วนต่างๆ ไว้
– การติดชื่อหรือเครื่องหมายไว้ซ่อนไว้ในที่พิเศษในรถอาจช่วยให้ตำรวจติดตามรถได้ดีขึ้น ..
– บริษัทผู้ผลิตหรือจำหน่ายรถยนต์ที่พัฒนาระบบกันขโมยได้ดีมีแนวโน้มจะได้รับความเชื่อถือมากขึ้นในระยะยาว เช่น ศูนย์บริการรถของตัวแทนจำหน่าย ฯลฯ ควรมีระบบตรวจสอบว่า รถคันนี้ขโมยมาหรือไม่เสมอ ฯลฯ

(10) ลดความเสี่ยง
– การเลือกรถรุ่นที่ “ดีอันดับสอง” จะช่วยให้ประหยัด มีเงินเหลือไว้เติมน้ำมัน หรือทำประกันรถหายได้
– การใช้รถยี่ห้อหรือรุ่นที่โจรชอบน้อยลงเป็นทางเลือกหนึ่งที่อาจช่วยป้องกันรถหายได้ในระดับหนึ่ง ซึ่งติดตามสอบถามได้จากเว็บไซต์ของตำรวจไทย  …
– นอกจากนั้นการที่เพื่อนบ้านจะช่วยกันเป็นหูเป็นตา ช่วยกันเฝ้าบ้าน หรือรวมกลุ่มกันจ้างทีมงานรักษาความปลอดภัย (รปภ.) ไว้ช่วยอีกแรงหนึ่งก็ช่วยลดความเสี่ยงได้มากเช่นกัน …

 (11) การขายดาวน์รถ
– ดาวน์รถมาเพื่อขับขี่เท่านั้น ไม่นำไปให้ผู้อื่นเช่า  หรือขายดาวน์ โดยทำสัญญาโอนลอย วิธีขายดาวน์ที่ถูกต้อง ต้องพากันไปเปลี่ยนสัญญาซื้อขายที่ไฟแนนท์เท่านั้น
– ระมัดระวังแก๊งหลอกซื้อดาวน์ จะปลอมแปลงเอกสารบัตรประชาชน และว่าจ้างให้บุคคลอื่นมาขอซื้อดาวน์แทน  แล้วเชิดนำรถหนีไป

(12) เมื่อรถหายทำอย่างไร
– แจ้งผ่านทางสายด่วน 1599  หรือ ทางเวปไซต์ www.lostcar.go.th  ซึ่งเป็นศูนย์รวบรวมข้อมูลรถหาย ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อติดตามรถที่ถูกโจรกรรมหรือ สามารถตรวจสอบรถว่าเป็นรถที่ถูกโจรกรรมมาหรือไม่
– แจ้งความร้องทุกข์ที่สถานีตำรวจท้องที่เกิดเหตุโดยเร็วที่สุด

(13) ทำประกันภัยภาคสมัครใจ
– ทำประกันภัยรถหายไว้ หากรถหายก็ยังมีค่าสินไหมทดแทนจากประกันภัยมาช่วยบรรเทาความเสียหาย (เค้าทำกันทั่วโลกแล้ว เหลือบ้านเรานี่แหละไม่ค่อยทำกัน)
– ไม่ควรยินยอมให้เด็กหรือเยาวชน ที่ไม่มีใบอนุญาตขับขี่รถยนต์/รถจักรยานยนต์ หรือยังไม่มีวุฒิภาวะเพียงพอ นำรถไปใช้


ศูนย์ป้องกันและปราบปรามการโจรกรรมรถยนต์ รถจักรยานยนต์  กองบัญชาการตำรวจนครบาล
(ศปจร.น.)
หรือ กองบังคับการสืบสวนสอบสวน      กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บก.สส.บช.น.)
71/1 ถนนศรีอยุธยา แขวงทุ่งพญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร 10400  โทร. 02-354-5162
www.rodhai.com

วิธีการป้องกันรถหาย

รถหายต้องทำอย่างไร ? 

รถหาย ให้รีบแจ้งรายละเอียด แก่เจ้าหน้าที่ตำรวจท้องที่ที่เกิดเหตุ ทราบโดยเร็ว หรือโทรหมายเลขพิเศษ “1192” (ศปร.ตร.) ตลอด24ชั่วโมง เพื่อความรวดเร็ว ในการติดตามสกัดจับคนร้าย และเพื่อความรวดเร็วในการกระจายข่าวสาร, ข้อมูลของรถที่ถูกโจรกรรม ไปยังหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้อง คือ ตำรวจทางหลวง, ตำรวจตระเวนชายแดน, ตำรวจภูธรภาค 1-9, กองบัญชาการตำรวจนครบาล, สถานีตำรวจภูธรตามแนวชายแดน, กองกำลังบูรพา, กองกำลังป้องกันชายแดน จันทบุรีและตราด 


วิธีที่โจรใช้โจรกรรมรถยนต์ 

ก่อนโจรกรรม ฝ่ายโจรกรรมรถ หรือ แก๊งค์ หรือ คนร้ายลักรถจะต้องทราบ ความต้องการ ของฝ่ายผู้สั่งซื้อ หรือนายหน้าส่งออก ว่าต้องการรถอะไร ยี่ห้อ รุ่น ขนาด สี หรือที่เรียกกันว่า “ใบสั่ง” ฝ่ายโจรกรรมรถ ก็จะออกตระเวน ไปในที่ต่าง ๆ เพื่อหารถตาม ใบสั่ง ส่วนมาก จะหาในเขตกรุงเทพมหานคร และปริมณฑล เพราะมีรถตามที่ต้องการมาก วิธีการโจรกรรม มีอยู่หลายวิธี ทั้งวิธีการเก่าๆ และที่ได้พัฒนาขึ้นมาใหม่ ผสมผสานกัน หรืออาจกล่าวอีกนัยหนึ่งว่า คนร้ายได้ศึกษาวิธีการ และกลไกการป้องกัน การโจรกรรมรถ ของเจ้าของ และฝ่ายเจ้าหน้าที่ทุกวิถีทาง วิธีการโจรกรรมรถของคนร้าย พอประมวลได้ดังนี้

งัดหูช้าง : คนร้ายจะใช้เครื่องมืองัดหูช้างออก แล้วเอามือล้วงเข้าไปเปิดสลักหรือค้นล็อกประตู เปิดประตูรถเข้าไป แล้วใช้ไขควงงัดกระปุกกุญแจสตาร์ทออก ต่อไฟตรง เพื่อติดเครื่องยนต์แล้วขับหลบหนีไป

ใช้กุญแจปลอม : คนร้ายจะทำกุญแจเลียนแบบกุญแจของรถชนิดที่ต้องการลัก ไว้หลาย ๆ ขนาด (รอยหยัก) แล้วเลือกลองใช้ทุกดอกที่ทำไว้ ถ้าเปิดประตูรถได้ คนร้ายก็จะเปิดประตูแล้วติดเครื่องยนต์ขับหลบหนีไป

ลอกแบบกุญแจ : คนร้ายจะใช้วิธีสร้างความสนิทชิดชอบกับเด็กบริการล้างอัดฉีดรถ ตามสถานบริการจำหน่ายน้ำมัน แล้วว่าจ้างให้เอาดินน้ำมัน พิมพ์แบบกุญแจรถของจริง ตามที่มีผู้สั่งซื้อไว้ โดยมีค่าจ้างในการจัดทำ คันละ 200 – 250 บาท โดยเด็กบริการล้างอัดฉีด จะเก็บแบบพิมพ์กุญแจดินน้ำมัน พร้อมจดหมายเลขทะเบียน รถคันนั้น ไว้ให้ด้วย ต่อจากนั้น คนร้ายจะไปว่าจ้าง ร้านทำกุญแจทั่วไป ทำกุญแจปลอมตามแบบพิมพ ์ในราคาดอกละ 10 – 20 บาท เมื่อได้กุญแจแล้ว ก็จะออกตระเวน ติดตามรถคันดังกล่าว เพื่อโจรกรรม

สร้างกุญแจ : คนร้ายจะทำกุญแจในแบบและรูปทรงต่าง ๆ โดยไม่มีรอยหยัก ของรถตามชนิดที่ต้องการ (ระบุไว้ในใบสั่งซื้อ) แล้วเอาน้ำหมึกอินเดียอิ้งค์สีดำ ทาไว้ปล่อยให้แห้งสนิท เมื่อพบรถที่ต้องการ คนร้ายจะเอากุญแจแบบรูปทรงที่ทำไว้ สอดเข้าไปในรูกุญแจประตูรถ แล้วบิดหมุน เพื่อให้เกิดร่องรอย ที่น้ำหมึกอินเดียอิ้งค์ ดึงเอากุญแจออก นำไปเซาะร่อง ตามรอยที่ปรากฏอยู่ เมื่อวัดทำกุญแจเรียบร้อยแล้ว คนร้ายก็จะออกติดตามรถคันนั้น เมื่อสบโอกาสจะทำการโจรกรรมทันที

ใช้ลวดเกี่ยวปุ่มล็อกประตูรถ : รถบางชนิดไม่มีหูช้าง คนร้าย จะใช้วิธีดึงกระจกที่บานประต ูให้เผยอเพียงเล็กน้อย และถ้าเจ้าของปิดกระจกไม่สนิท ก็ยิ่งเป็นโอกาส ให้เกิดความสะดวก แก่คนร้ายมากขึ้น ต่อจากนั้น คนร้ายจะใช้ลวด ทำเป็นห่วงที่ปลาย สอดเข้าไป ดึงปุ่มล็อกประตูออก เปิดประตูเข้าไปในรถ ต่อไฟฟ้าสายตรง สตาร์ทเครื่องยนต์แล้วขับ หลบหนีไป

ใช้ไขควงฉาก : คนร้าย จะทำไขควงชนิดหน้าแบน ขนาดยาวประมาณ 1 ฟุต (รวมความยาวของด้าม) ที่ตอนปลายไขควง ตรงความยาวประมาณ 1 ใน 3 ของความยาวไขควง ดัดงอเป็นมุมฉาก ใช้ปลายไขควง สอดเข้าไปในรูกุญแจประตูรถ งัดอย่างแรง กระปุกกุญแจประตู จะแตกและหลุดออกมา สามารถเปิดประตูรถ เข้าไปต่อไฟฟ้าสายตรง เพื่อติดเครื่องยนต์ แล้วขับหลบหนีไป

งัดฝาถังน้ำมัน : มีรถหลายชนิดฝาถังน้ำมันอยู่ภายนอก และกุญแจเปิดฝาถัง น้ำมัน กุญแจเปิดประตูรถ และกุญแจติดเครื่องยนต์ ใช้ดอกเดียวกัน คนร้ายจะใช้กุญแจเลื่อนขนาดใหญ่ งัดเอาฝาน้ำมัน ไปทำกุญแจ โดยอาศัยร่องรอย จากรูกุญแจของฝาถังน้ำมัน เมี่อทำเสร็จแล้ว จะได้ทั้งกุญแจไปไขประตูรถ และติดเครื่องยนต์

ใช้น้ำกรด : คนร้ายจะใช้น้ำกรดใส่ขวด และมีลูกยางหรือเข็มฉีดยาพร้อมหลอด ดูดน้ำกรดจากขวดน้ำ ไปหยอดหรือฉีด เข้าไปในรูกุญแจประตูรถ น้ำกรดจะเข้าไปทำลายช่อง กุญแจ ทำให้สามารถเปิดประตูเข้าไปในรถได้ แล้วใช้วิธีต่อไฟฟ้าสายตรง เพื่อติดเครื่องยนต์ ขับหลบหนีไป

เปิดกระจกหลังรถ : คนร้าย จะใช้ไขควง งัดยางขอบกระจกหลังรถออก แล้วเปิดกระจกออกด้วยแรงดึง ซึ่งกระทำด้วยความชำนาญ คนร้ายหรือลูกมือที่ใช้วิธีการนี้ จะเคยเป็นช่างถอด หรือใส่กระจกมาก่อน เมื่อถอดกระจกออกได้แล้ว จะมุดตัวเข้าไปในรถ แล้วใช้วิธีต่อไฟฟ้าสายตรง เพื่อติดเครื่องยนต์ แล้วขับรถหลบหนีไป

ใช้เหล็กเขี่ยสลักล็อกประตู : คนร้าย จะทำเหล็กเป็นลักษณะแบนหรือกลม หรือใช้ไขควงตัวเล็ก ๆ แหย่เข้าไปในรู ใต้หูจับเปิดรถ แล้วเขี่ยสลักล็อกประตูรถ เปิดประตูเข้าไปในรถ ใช้วิธีต่อไฟฟ้าสายตรง เพื่อติดเครื่องยนต์ ขับหลบหนีไป

ใช้กุญแจพิเศษ : คนร้ายจะใช้เหล็กที่แข็งเป็นพิเศษ ทำเป็นหยักหรือร่องถี่ๆ มีขนาดความหนาเท่ากับกุญแจรถทั่ว ๆ ไป กุญแจพิเศษนี้มีความแข็งมากเป็นพิเศษ เมื่อใส่เข้าไปในรูกุญแจประตูรถแล้วบิดด้วยความแรง ความแข็งของกุญแจพิเศษจะงัดร่อง ในกุญแจประตูรถให้หักหรือไม่อยู่ในสภาพเดิม สามารถเปิดประตูเข้าไปในรถได้ ต่อไฟฟ้า สายตรงเพื่อติดเครื่องยนต์แล้วขับหลบหนีไป

ใช้คีมบิดยวงกุญแจ : คนร้าย จะใช้คีมที่มีความเหมาะสม ในการคีบยวงกุญแจ ประตู อาศัยแรงบีบที่แน่น และมั่นคง บิดด้วยความแรงดึงเอายวงกุญแจประตูรถออกไป แล้วนำไปจ้าง ช่างทำกุญแจปลอม เพื่อโจรกรรมรถคันนี้ต่อไป

ใช้กลอุบายรับจ้างขับรถ : คนร้ายจะใช้วิธีการง่าย ๆ โดยไปรับจ้างเป็น คนขับรถตามสำนักงานจัดหางาน เมื่อได้รถแล้วก็จะขับรถให้นายจ้างประมาณ 6 – 7 วัน ได้โอกาสก็จะขับรถหลบหนีไป

จี้หรือชิงรถซึ่งหน้า : คนร้ายประเภทนี้ จะใช้รถจักรยานยนต์เป็นพาหนะ ปฏิบัติการครั้งละ 2 คน (ขับขี่ 1 คน และซ้อนท้าย 1 คน) ติดตามสะกดรอยรถ ตามใบสั่ง เมื่อเจ้าของรถหรือเหยื่อขับรถคนเดียว ไปจอด หรือผ่านไปในเส้นทางที่เปลี่ยว หรือลับตาคน คนร้ายก็จะใช้วิธีขับรถจักรยานยนต์ ไปเฉี่ยวรถของเหยื่อ เมื่อเหยื่อ ซึ่งเป็นเจ้าของรถหยุด รถลงตรวจสอบความเสียหาย คนร้าย จะใช้อาวุธปืนหรือมีดปลายแหลม จี้ให้ลงจากรถ และส่งกุญแจรถให้ คนร้ายก็จะขับขี่รถเอาไปซึ่งหน้า ทิ้งผู้เสียหาย (เจ้าของรถ) ไว้ในที่ เกิดเหตุ

มอมยาคนขับรถยนต์รับจ้าง : คนร้าย จะแบ่งการทำงานออกเป็น 2 ขั้นตอน ขั้นแรก คนร้ายซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง จำนวน 4 – 5 คน จะไปว่าจ้างรถยนต์ (ตามใบสั่ง ที่ต้องการ) เพื่อไปเที่ยวน้ำตก หรือสถานท่องเที่ยว ในต่างอำเภอหรือจังหวัด เสร็จงาน ก็จะจ่ายเงินให้คนขับตามปกติ ขั้นที่สอง เป็นห้วงระยะเวลา 4 – 5 วัน จากขั้นแรก คนร้ายชุดเดิม จะว่าจ้างรถไปเที่ยวเหมือนเดิม แต่จะนัดหมายกับคนร้ายพวกเดียวกัน 1 – 2 คน ไปรอ ณ. จุดที่กำหนดเพื่อรอรับรถ ใกล้บริเวณจุดที่กำหนด คนร้ายที่เป็นผู้หญิง จะพยายามหาโอกาส ในช่วงที่คนขับรถ รับประทานอาหารร่วมกัน ใส่ยานอนหลับ หรือยาชนิดอื่นที่ทำให้มึนเมาหมดสติลงไปในเครื่องดื่ม หรืออาหาร เพื่อมอม คนขับรถให้หมดสติ ต่อจากนั้น ก็จะส่งคนขับรถไปนอนที่โรงแรม ซึ่งได้จองไว้ล่วงหน้า แล้วนำกุญแจรถให้กับคนร้าย ซึ่งรออยู่แล้วขับรถหลบหนีไป วิธีการนี้ค่อนข้างจะ เป็นวิธีใหม่ในการโจรกรรมรถ

รถยนต์ที่มีล็อคพวงมาลัยอัตโนมัติ : คนร้ายจะใช้เท้าถีบและใช้มือดึงพวงมาลัย ให้สลักล็อคพวงมาลัยหักหรือหลุด

รถยนต์ที่ใช้โซ่ล่ามพวงมาลัยกับคันเบรค : คนร้ายจะใช้กรรไกรตัดเหล็กขนาด ใหญ่และคมตัดโซ่หรือทำลายกุญแจโดยการใช้น้ำกรดหยอดลงในรูกุญแจ แล้วใช้เหล็กงัดทำลายกุญแจ

รถยนต์ที่มีอุปกรณ์ล็อคคลัชและเบรค : คนร้ายจะใช้วิธีทำลายกุญแจ แบบใช้ น้ำกรดหยอด หรือเหล็กงัด หรือใช้วิธีตัดแผ่นรองเท้าที่คันคลัชและเบรคออก

รถยนต์ที่ติดตั้งสัญญาณส่งเสียง : คนร้ายจะศึกษาล่วงหน้าว่าเจ้าของรถทำไว้ อย่างไร เช่น ติดตั้งสัญญาณไว้ที่ประตู ถ้าเปิดประตูสัญญาณจะดัง คนร้ายก็จะใช้วิธี ทุบกระจกประตู หรือถอดกระจกหลังรถเพื่อเข้าไปในรถโดยไม่ต้องเปิดประตู

รถยนต์ตัดสวิทซ์หรือตัดวงจรไฟฟ้า : คนร้ายก็จะใช้วิธีศึกษาการใช้ของเจ้าของ รถมาก่อนทำการโจรกรรม ถ้าไม่สามารถทำได้ คนร้ายจะมีลูกมือเป็นช่างไฟฟ้า ทำงานในอู่ซ่อมรถมาก่อนเป็นผู้ดำเนินการต่อวงจรใหม่ โดยไม่ต้องคำนึงถึงสวิทซ์ ติดวงจรลับที่ทำไว้ 





วิธีป้องกันการโจรกรรมรถยนต์ 

ซื้อรถใหม่ : หากท่านมีรถใหม่ ควรติดตั้งอุปกรณ์ กันขโมยเพิ่มเติม เช่น เปลี่ยนกุญแจใหม่ ติดตั้ง ชุดล็อคเกียร์ ล็อคครัช ล็อคพวงมาลัย และสัญญาณกันขโมย คนร้ายชอบขโมยรถใหม่ๆ เนื่องจาก ขายต่อได้ง่าย มีราคาสูง โดนเฉพาะ บรรดารถ ยอดนิยมต่างๆ อาทิ รถปิคอัพ รถขับเคลื่อน 4 ล้อ และรถเก๋งรุ่นใหม่ๆ เมื่อเจ้าของรถได้รถมาใหม่ มักยัง ไม่ติดตั้งอุปกรณ์กันขโมย เมื่อจอดไว้ใน ที่ไม่ปลอดภัย คนร้ายฉวยโอกาส โจรกรรมรถ ไปได้โดยง่ายๆ

ซื้อรถมือสอง : เมื่อท่านจะ ตกลงซื้อรถเก่า จากเจ้าของ หรือจากผู้ขาย ตามเต็นท์ขายรถ ต้องขอ หมายเลขเครื่อง หมายเลขตัวถัง และสำเนาทะเบียนรถ มาตรวจสอบ กับทะเบียนรถ ในท้องถิ่นที่ รถนั้นจดทะเบียน ไว้เสียก่อน เพราะอาจเป็นรถ ที่ไม่ถูกต้อง หรือขโมย มาสวมทะเบียน เมื่อซื้อรถมาแล้ว ควรต้องเปลี่ยนกุญแจ และติดตั้งอุปกรณ์ กันขโมยเช่นเดียวกับ รถใหม่ พึงระมัดระวัง ระลึกอยู่เสมอว่า คนร้ายจ้องรอโอกาส ขโมยรถของ ท่านอยู่

จอดรถต้องระวัง : การจอดรถไม่ว่าจะจอดในที่ ส่วนบุคคล ที่สาธารณะ แม้จอดทิ้งไว้ ระยะสั้นหรือ นานเพียงใด เพื่อไปทำธุระ หรือทำงาน ก็ตาม ไม่ควร จอดไว้ห่างไกล ควรมีคนเฝ้า ดูแลหรือยาม รปภ. ก่อนทิ้งรถ ควรไปตรวจสอบ การล็อคกุญแจประตู และใช้ อุปกรณ์ กันขโมย ให้ครบถ้วน อย่าทิ้งทรัพย์สิน สิ่งของมีค่า ไว้ในรถ ล่อตาคนร้าย บางครั้งรถ ไม่หายแต่ ของหาย

จอดรถในบ้าน-นอกบ้าน : 
– จอดรถในบ้านต้องเอาท้ายรถออกนอกบ้าน ล็อครถและใช้อุปกรณ์กันขโมย
– ติดตั้งโคมไฟให้ส่องสว่างให้มองเห็นทั้งในและนอกรั้วบ้านหากจำเป็นต้องจอดรถนอกบ้าน ควรจอดชิดขอบทางหน้าบ้าน ให้มองเห็นได้ ล็อคกุญแจและอุปกรณ์กันขโมย
– ควรร่วมมือกับเพื่อนบ้านใกล้เคียงช่วยกันจ้างยามรักษาความปลอดภัย คอยดูแล และให้ทุกคนในบ้านช่วยกันดูแล ซึ่งกันและกันด้วย

หากมีความจำเป็นต้องจอดรถยนต์ไว้บนถนนหน้าบ้าน : ควรมียาม รักษาความ ปลอดภัย เผ้าดูแลรถ ตลอดเวลา โดยประสาน ความร่วมมือ กับเพื่อนบ้าน ใกล้เคียง ที่ใช้รถ และจอดรถไว้ ในลักษณะเดียวกัน เพื่อช่วยเหลือกัน ในเรื่องค่าจ้าง ของยามรักษา ความปลอดภัย

ข้อควรระวังในการจอด
– อย่าจอดรถทิ้งไว้ค้างคืนบนถนน ไม่ว่าจะมีเครื่องป้องกันการโจรกรรมรถชนิดใดก็ตาม
– อย่าทิ้งกุญแจรถไว้ที่รถ เมื่อจอดรถลงไปทำธุระไม่ว่ากรณีใดก็ตาม

ระวังการนำรถไปซ่อม-รับบริการ : 
– แก็งค์คนร้ายอาจจะเป็นช่างซ่อมรถหรือผู้ให้บริการตามอู่ซ่อมรถ หรือสถานบริการบำรุงรักษารถ มีความชำนาญระบบกลไก ของรถ อาจลักลอบทำกุญแจผี หรือทำลายระบบกันขโมย แล้วติดตามไปโจรกรรมรถของท่านในภายหลัง จึงควรระมัดระวัง
– ควรอยู่ดูแลการซ่อมหรือการบริการอื่นๆ อย่างใกล้ชิด
– หากจำเป็นต้องทิ้งรถไว้ให้ซ่อม หรือบำรุงรักษา จะต้องเป็น ผู้คุ้นเคยหรือ ไว้ใจได้เท่านั้น

กุญแจรถ เรื่องสำคัญ : มีรถบางชนิด ใช้กุญแจ รถดอกเดียวกัน สำหรับเปิด ประตู ติดเครื่องยนต์ เปิดลิ้นชัก และฝาน้ำมัน ดังนั้นเมื่อ ฝาน้ำมันหาย อาจเป็นไป ได้ว่าคนร้าย ได้นำไปเพื่อ ทำแบบ สร้างกุญแจปลอม สำหรับ นำมาใช้ใน การโจรกรรม ฉะนั้น หากฝาถังน้ำมันหาย ควรรีบเปลี่ยนกุญแจ ที่ใช้กับรถ เสียใหม่ โดยใช้ กุญแจที่ใช้ เฉพาะแห่งเท่านั้น และเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษ

ระวัง การใช้อุปกรณ์กันขโมย : เมื่อติดตั้งอุปกรณ์ กันขโมยแล้ว การใช้ อุปกรณ์ ต้องเก็บ เป็นความลับเฉพาะ ผู้ที่ไว้ใจได้ เพราะอุปกรณ์ บางอย่าง ใช้รหัสเฉพาะ หรือ สัญญาณรีโมท การไปจอกรถ ในที่ต่างๆ จึงควรระวัง คนร้าย อาจคอย สังเกตวิธีการ ใช้อุปกรณ์ กันขโมย ของท่านและ ติดตาม ไปหา โอกาส โจรกรรมรถ ของท่าน ในภายหลัง

รถคุณถูกติดตามจะทำอย่างไร : กรณีสังเกตรู้ว่า มีผู้ขับรถ ติดตาม รถท่านให้สันนิษฐานว่า เป็นคนร้าย ไว้ก่อน เพราะอาจ ตามไป ฉวยโอกาส ขโมยรถ เมื่อท่านจอดรถ ทิ้งไว้ ในที่ไม่ปลอดภัยหรือ อาจประทุษ ร้ายต่อ ชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สินของท่าน ดังนั้น เมื่อรู้ว่า ถูกติดตาม จึงควรป้องกัน โดยพยายาม ขับรถ เข้าไปใน เขตชุมชน ขอความ ช่วยเหลือ และแจ้งเจ้าหน้าที่ ตำรวจ ที่ใกล้ที่สุด โดยด่วน

จดจำตำหนิรูปพรรณ : ท่านควรจดจำ ข้อมูล รายละเอียด เกี่ยวกับรถของท่าน ไว้ให้มากที่สุด โดยเฉพาะ ตำหนิ รูปพรรณ พิเศษอื่นๆ โดยถ่าย เอกสาร ทะเบียนรถ เก็บไว้ รวมทั้ง ถ่ายรูปรถ ของท่าน ให้ปรากฏรอยตำหนิ พิเศษ เก็บรักษา ไว้เป็น หลักฐาน กรณีรถหาย จะได้นำมาแจ้ง ให้ตำรวจ ตรวจสอบ สกัดจับ ได้อย่างรวดเร็ว ทันการณ์ หากรถ ของท่าน ยังไม่มีตำหนิ ควรทำขึ้นไว้ใน จุดที่ผู้อื่น ไม่สามารถ สังเกตเห็น และจดจำ ไว้ให้แม่นยำ

รถจักรยานยนต์ต้องล็อคล้อล่ามโซ่ : เนื่องจากมีสถิติ รถจักรยานยนต์ หายมากที่สุด เพราะคนร้าย ขโมยไปได้ง่าย หรือยกขึ้น รถอื่น ได้สะดวก การจอด รถจักรยานยนต์ นอกจากจะ ล็อคกุญแจคอ กุญแจล้อแล้ว ควรล่ามโซ่ ไว้ให้แข็งแรงด้วย และอย่า จอดทิ้งไว้ ในที่เปลี่ยว หรือที่ลับตา

ตรวจวัดลมยาง อย่างถูกวิธี


คุณรู้มั้ยว่าควรเติมลมยางเท่าไหร่? หลายท่านสงสัยว่าความดันลมยางที่เหมาะสมกับรถยนต์นั้น ควรจะเป็นเท่าไหร่ ควรใช้แรงม้าหรือน้ำหนักรถเป็นเกณฑ์วัด? มาใส่ใจกับการสูบลมยางให้ถูกวิธี วันนี้เรามีสิ่งจำเป็นที่ควรปฏิบัติตามมาฝากค่ะ
ข้อควรปฏิบัติ
          ควรตรวจเช็กลมยาง และปรับแต่งให้ถูกต้องตามอัตราที่กำหนด หรือตามคำแนะนำ ในหนังสือคู่มือของรถยนต์เป็นประจำ
           ในกรณีของยางใหม่ ให้เพิ่มความถี่ในการตรวจเช็คลมยาง ให้มากกว่าปกติ (ในช่วง 3,000 กม. แรก) เนื่องจากโครงสร้างยางในช่วงนี้ จะมีการขยายตัว ทำให้ความดันลมยางลดลงจากปกติได้
           ห้ามปล่อยลมยางออก เมื่อความดันลมยางสูงขึ้นขณะกำลังใช้งาน เพราะความร้อนที่เกิดขึ้นขณะใช้งาน เป็นตัวทำให้ความดันลมภายในยางสูงขึ้น เมื่อยางเย็นตัวลง ความดันลมยางก็จะกลับสู่สภาวะปกติ
          เพื่อป้องกันลมรั่วซึมที่วาล์ว ควรเปลี่ยนวาล์ว และแกนวาล์วทุกครั้งที่เปลี่ยนยางใหม่ และมีฝาปิดวาล์วตลอดเวลา
           สำหรับยางอะไหล่ ให้ตรวจเช็กลมยางให้ถูกต้องทุกๆ เดือน
          หากขับรถที่ความเร็วสูง ควรเติมลมมากกว่าปกติ 3-5 ปอนด์ จะช่วยลดการบิดตัวของโครงยาง ทำให้เกิดความร้อนน้อยลง หรืออาจใช้การสังเกตุ จากที่ใช้งานทุกวัน และความชอบของผู้ขับรถเป็นเกณฑ์ โดยส่วนใหญ่ค่าเฉลี่ยของความดันลมยางของรถเก๋ง จะประมาณ 28-30 ปอนด์/ตารางนิ้ว ส่วนรถกระบะ จะประมาณ 35-40 ปอนด์/ตารางนิ้ว (ขับขี่ทั่วไปไม่บรรทุกหนัก)
          อย่างไรก็ตาม ในการตรวจเช็กและปรับแต่งลมยางนั้น ให้ทำเมื่อยางอยู่ในสภาพเย็น หรือทำในตอนเช้าก่อนใช้งาน ด้วยเกจ์วัดลมที่ได้มาตรฐาน อันเดียวกันเท่านั้น จึงจะได้ค่าแรงดันลมยางที่ถูกต้อง หมั่นตรวจเช็กลมยางสม่ำเสมอ ประมาณสัปดาห์ละครั้ง หรือทุกครั้งก่อนเดินทาง

ข้อมูลจาก
 
ภาพประกอบจาก กรุงเทพธุรกิจ ประจำวันที่ 24 เดือนมีนาคม พ.ศ.2551

อัตราค่าธรรมเนียมและบัญชีอัตราภาษี ตามพ.ร.บ.การขนส่งทางบกและตามพ.ร.บ.รถยนตร์

อัตราค่าธรรมเนียม
ตามพ.ร.บ. รถยนตร์ พ.ศ. 2522 
อัตราค่าธรรมเนียมตามพ.ร.บ. การขนส่งทางบก พ.ศ. 2522
(1) ใบอนุญาตประกอบการการขนส่งประจำทางต่อเส้นทางหนึ่ง
ฉบับละ 15,000 บาท
(2) ใบอนุญาตประกอบการการขนส่งไม่ประจำทาง
ฉบับละ 4,000 บาท
(3) ใบอนุญาตประกอบการการขนส่งโดยรถขนาดเล็ก
ฉบับละ 1,500
บาท
(4) ใบอนุญาตประกอบการการขนส่งส่วนบุคคล
ฉบับละ 1,500 บาท
(5) ใบอนุญาตประกอบการการขนส่งระหว่างประเทศ
     (ก) ตลอดปี
ฉบับละ 5,000
บาท
     (ข) เฉพาะคราว
ฉบับละ 500 บาท
(6) ใบอนุญาตประกอบการรับจ้างการขนส่ง
ฉบับละ 5,000
บาท
(7) ใบอนุญาตจัดตั้งและดำเนินการสถานีขนส่ง
ฉบับละ 10,000 บาท
(8) ใบอนุญาตผู้ขับรถและใบอนุญาตนายตรวจ
ฉบับละ 200
บาท
(9) ใบอนุญาตผู้เก็บค่าโดยสารและใบอนุญาตผู้บริการ
ฉบับละ 100 บาท
(10) ใบอนุญาตจัดตั้งสถานคตรวจสภาพรถ
ฉบับละ 20,000
บาท
(11) ใบแทนใบอนุญาต
ฉบับละ 500 บาท
(12) การโอนทะเบียน
ฉบับละ 200
บาท
(13) แผ่นป้ายเลขทะเบียนรถและเครื่องหมาย
ฉบับละ 100 บาท
(14) คำขออนุญาตประกอบการขนส่งประจำทาง
ฉบับละ 100
บาท
(15) คำขออื่น ๆ
ฉบับละ 20 บาท
(16) การต่อใบอนุญาต ครั้งละเท่ากับค่าธรรมเนียมสำหรับใบอนุญาตแต่ละฉบับ

ตามพ.ร.บ. การขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 
อัตราค่าธรรมเนียมตามพ.ร.บ. รถยนตร์ พ.ศ. 2522
(1) คำขอ ฉบับละ 5 บาท
(2) ใบคู่มือจดทะเบียน ฉบับละ 100 บาท
(3) แผ่นป้ายทะเบียน แผ่นละ 100 บาท
(4)  การขอค้นทะเบียนรถหรือขอแก้ไขเพิ่มเติมรายการในทะเบียนรถและใบคู่มือจดทะเบียน
      (ก) รถจักรยานยนต์ ครั้งละ 10 บาท
      (ข)   รถอื่นนอกจาก (ก) ครั้งละ 50 บาท
(5) การโอนทะเบียนรถ ครั้งละ 100 บาท
(6) การย้ายรถ
      (ก)   รถจักรยานยนต์ ครั้งละ 50 บาท
      (ข)   รถอื่นนอกจาก (ก) ครั้งละ 20 บาท
(7) การตรวจสภาพรถ
      (ก)   รถจักรยานยนต์ ครั้งละ 10 บาท
      (ข)   รถอื่นนอกจาก (ก) ครั้งละ 50 บาท
(8) ใบอนุญาตตามมาตรา   23 ฉบับละ 1,000 บาท
(9) ใบอนุญาตตามมาตรา   27 ฉบับละ 1,000 บาท
(10) เครื่องหมายพิเศษตามมาตรา   27 อันละ 100 บาท
(11) สมุดคู่มือประจำรถตามมาตรา   27 ฉบับละ 100 บาท
(12) ใบอนุญาตรถยนต์ตามอนุสัญญาว่าด้วยการจราจรทางถนน ทำ ณ นครเจนีวา ค.ศ. 1949 ซึ่งประเทศไทยได้ภาคยานุวัติ เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2505 ฉบับละ 1,000 บาท
(13) ใบอนุญาตขับรถยนต์ตามอนุสัญญาว่าด้วยการจราจรทางถนน ทำ ณ นครเจนีวา ค.ศ. 1949 ซึ่งประเทศไทยได้ภาคยานุวัติ เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2505  ฉบับละ 500 บาท
(14) ใบอนุญาตขับรถยนต์ส่วนบุคคลชั่วคราว ฉบับละ 100 บาท
(15) ใบอนุญาตขับรถยนต์ส่วนบุคคลหนึ่งปี ฉบับละ 100 บาท
(16) ใบอนุญาตขับรถยนต์ส่วนบุคคลตลอดชีพ ฉบับละ 1,000 บาท
(17) ใบอนุญาตขับรถยนต์สาธารณะหนึ่งปี ฉบับละ 100 บาท
(18) ใบอนุญาตขับรถยนต์สามล้อส่วนบุคคลชั่วคราว ฉบับละ 50 บาท
(19) ใบอนุญาตขับรถยนต์สามล้อส่วนบุคคลหนึ่งปี ฉบับละ 50 บาท
(20) ใบอนุญาตขับรถยนต์สามล้อส่วนบุคคลตลอดชีพ ฉบับละ 750 บาท
(21) ใบอนุญาตขับรถยนต์สามล้อสาธารณะหนึ่งปี ฉบับละ 50 บาท
(22) ใบอนุญาตขับรถจักรยานยนต์ชั่วคราว ฉบับละ 50 บาท
(23) ใบอนุญาตขับรถจักรยานยนต์หนึ่งปี ฉบับละ 50 บาท
(24) ใบอนุญาตขับรถจักรยานยนต์ตลอดชีพ ฉบับละ 500 บาท
(25) ใบอนุญาตขับรถบดถนนสามปี ฉบับละ 150 บาท
(26) ใบอนุญาตขับรถแทรกเตอร์สามปี ฉบับละ 150 บาท
(27) ใบอนุญาตขับรถนอกจาก (14) ถึง (16) ฉบับละ 50 บาท
(28) การแก้ไขรายการในใบอนุญาตขับรถ ครั้งละ 50 บาท
(29) หนังสืออนุญาตตามมาตรา 17 วรรคสอง หรือมาตรา 18 ฉบับละ 50 บาท
(30) ใบแทนใบคู่มือจดทะเบียนรถ ฉบับละ 50 บาท
(31) ใบแทนอนุญาต ครึ่งหนึ่งของค่าธรรมเนียมใบอนุญาต แต่ไม่เกินฉบับละ ฉบับละ 100 บาท
(32) ใบแทนเครื่องหมายการเสียภาษีประจำปี ฉบับละ 20 บาท
(33) ใบแทนหนังสืออนุญาต ฉบับละ 25 บาท
(34) ค่าธรรมเนียมอื่น ครั้งละ 20 บาท
(35) การรับรองสำเนาเอกสาร แผ่นละ 20 บาท

บัญชีอัตราภาษีรถ
ตามพ.ร.บ. การขนส่งทางบก พ.ศ. 2522
บัญชีอัตราภาษีรถตาม พ.ร.บ. การขนส่งทางบก พ.ศ. 2522
น้ำหนักรถเป็นกรัม รถที่ใช้ในการขนส่ง
ประจำทาง
ไม่ประจำทาง
โดยสารขนาดเล็ก
ส่วนบุคคล
ไม่มากกว่า กก. 300  บาท 450  บาท 300  บาท 150  บาท
ตั้งแต่       501 – 750     กก. 400  บาท 600  บาท 400  บาท 300  บาท
ตั้งแต่       751 – 1,000  กก. 500  บาท 750  บาท 500  บาท 450  บาท
ตั้งแต่    1,001 – 1,250  กก. 600  บาท 900  บาท 600  บาท 800  บาท
ตั้งแต่    1,251 – 1,500  กก. 700  บาท 1,050  บาท 700  บาท 1,000  บาท
ตั้งแต่    1,501 – 1,750  กก. 900 บาท 1,350  บาท 900 บาท 1,300  บาท
ตั้งแต่    1,751 – 2,000  กก. 1,100  บาท 1,650  บาท 1,100  บาท 1,600  บาท
ตั้งแต่    2,001 – 2,500  กก. 1,300  บาท 1,950  บาท 1,300  บาท 1,900  บาท
ตั้งแต่    2,501 – 3,000  กก. 1,500  บาท 2,250  บาท 1,500  บาท 2,200  บาท
ตั้งแต่    3,001 – 3,500  กก. 1,700  บาท 2,540  บาท 2,400  บาท
ตั้งแต่    3,501 – 4,000  กก. 1,900  บาท 2,850  บาท 2,600  บาท
ตั้งแต่    4,001 – 4,500  กก. 2,100  บาท 3,150  บาท 2,800  บาท
ตั้งแต่    4,501 – 5,000  กก. 2,300  บาท 3,450  บาท 3,000  บาท
ตั้งแต่    5,001 – 6,000  กก. 2,500  บาท 3,750  บาท 3,200  บาท
ตั้งแต่    6,001 – 7,000  กก. 2,700  บาท 4,050  บาท 3,400  บาท
ตั้งแต่    7001 กก.ขึ้นไป 2,900  บาท 4,350  บาท 3,600  บาท
ตามพ.ร.บ. รถยนตร์ พ.ศ. 2522
บัญชีอัตราภาษีตาม พ.ร.บ. รถยนต์ พ.ศ. 2522
น้ำหนักรถ(กก.)
1.รถยนต์นั่งสำหรับบุคคลเกิน 7 คน
1.รถยนต์รับจ้าง รถระหว่างจังหวัด
รถยนต์บริการ
1. รถยนต์รับจ้าง
1. รถยนต์บรรทุกส่วนบุคคล2. รถยนต์ลากจูง
3. รถแทรกเตอร์ที่    มิได้ใช้ในการเกษตร
ไม่เกิน 500 150 450 185 300
501 – 750 300 750 310 450
751 – 1,000 450 1,050 450 600
1,001 – 1,250 800 1,350 560 750
1,251 – 1,500 1,000 1,650 685 900
1,501 – 1,750 1,300 2,100 875 1,050
1,751 – 2,000 1,600 2,550 1,060 1,350
2,001 – 2,500 1,900 3,000 1,250 1,650
2,501 – 3,000 2,200 3,450 1,435 1,950
3,001 – 3,500 2,400 3,900 1,625 2,250
3,501 – 4,000 2,600 4,350 1,810 2,550
4,001 – 4,500 2,800 4,800 2,000 2,850
4,501 – 5,000 3,000 5,250 2,185 3,150
5,001 – 6,000 3,200 5,700 2,375 3,450
6,001 – 7,000 3,400 6,150 2,560 3,750
7,000  ขึ้นไป 3,600 6,600 2,750 4,050
บัญชีอัตราภาษีรถตาม พ.ร.บ. รถยนต์ พ.ศ. 2522
รถยนต์นั่งส่วนบุคคลไม่เกิน 7 คน รถที่เก็บเป็นคัน บาท
เก็บตามความจุกระบอกสูบ (ซีซี)
บาท
1. ความจุกระบอกสูบ
  1.1 600 ซีซี ๆ ละ
  1.2 601 – 1,800 ซี.ซี. ๆ ละ
  1.3 เกิน 1,800 ซี.ซี. ๆ ละ
2. เป็นนิติบุคคลที่มิได้เป็นผู้ให้เช่าซื้อ
3. เป็นรถเก่าใช้มานานเกิน 5 ปี ให้ลดภาษี
  3.1 ปีที่ 6
  3.2 ปีที่ 7
  3.3 ปีที่ 8
  3.4 ปีที่ 9
  3.5 ปีที่ 10 และปีต่อ ๆ ไป
4. เป็นรถที่ใช้ล้ออย่างอื่น นอกจากล้อยางกลวง เพิ่มอีก
0.05
1.50
4.00
2 เท่า
ร้อยละ
10
20
30
40
50
1/2
1 รถจักรยานยนต์ คันละ
2. รถพ่วงของรถจักรยานต์ คันละ
3. รถพ่วงนอกจากข้อ 2 คันละ
4. รถบดถนน คันละ
5. รถแทรกเตอร์ที่ใช้ในการเกษตร คันละ
100
50
100
200
50



ที่มา กรมการขนส่งทางบก

ป้ายจราจรประเภทป้ายเตือน

แบ่งเป็น 3 ประเภทคือ
       1. ป้ายเตือนตามรูปแบบและลักษณะที่กำหนด
       2. ป้ายเตือนที่แสดงด้วยข้อความ และ/หรือสัญลักษณ์
       3. ป้ายเตือนในงานก่อสร้างต่าง ๆ

1.       “ทางโค้งซ้าย”
    ความหมาย ทางข้างหน้าโค้งไปทางซ้าย ให้ขับรถให้ช้าลงพอสมควรและเดินรถชิดด้านซ้ายด้วยความระมัดระวัง

2.     “ทางโค้งขวา”
    ความหมาย ทางข้างหน้าโค้งไปทางขวา ให้ขับรถให้ช้าลงพอสมควรและเดินรถชิดด้านซ้ายด้วยความระมัดระวัง
3.      “ทางโค้งรัศมีแคบเลี้ยวซ้าย”
    ความหมาย ทางข้างหน้าโค้งรัศมีแคบไปทางซ้าย ให้ขับรถให้ช้าลงพอสมควรและเดินรถชิดด้านซ้ายด้วยความระมัดระวัง
4.     “ทางโค้งรัศมีแคบเลี้ยวขวา”
    ความหมาย ทางข้างหน้าโค้งรัศมีแคบไปทางขวา ให้ขับรถให้ช้าลงพอสมควรและเดินรถชิดด้านซ้ายด้วยความระมัดระวัง
5.     “ทางโค้งรัศมีแคบเริ่มซ้าย”
    ความหมาย ทางข้างหน้าโค้งรัศมีแคบไปทางซ้ายแล้วกลับ ให้ขับรถให้ช้าลงพอสมควรและเดินรถชิดด้านซ้ายด้วยความระมัดระวัง
6.     “ทางโค้งรัศมีแคบเริ่มขวา”
    ความหมาย ทางข้างหน้าโค้งรัศมีแคบไปทางขวาแล้วกลับ ให้ขับรถให้ช้าลงพอสมควรและเดินรถชิดด้านซ้ายด้วยความระมัดระวัง
7.        “ทางคดเคี้ยวเริ่มซ้าย”
    ความหมาย ทางข้างหน้าเป็นทางคดเคี้ยวโดยเริ่มไปทางซ้าย ให้ขับรถให้ช้าลงพอสมควรและเดินรถชิดด้านซ้ายด้วยความระมัดระวัง

8.     “ทางคดเคี้ยวเริ่มขวา”
    ความหมาย ทางข้างหน้าเป็นทางคดเคี้ยวโดยเริ่มไปทางขวา ให้ขับรถให้ช้าลงพอสมควรและเดินรถชิดด้านซ้ายด้วยความระมัดระวัง

9.    “ทางโทตัดทางเอก”
    ความหมาย ทางข้างหน้ามีทางโทตัด ให้ขับรถด้วยความระมัดระวัง
10.     “ทางโทแยกทางเอกทางซ้ายรูปตัววาย”
    ความหมาย  ทางข้างหน้ามีทางโทแยกจากทางเอกไปทางซ้ายเป็นรูปตัววาย ให้ขับรถด้วยความระมัดระวัง

ใช้รถอย่างไรให้ประหยัดน้ำมัน

ในยุคที่เศรษฐกิจของประเทศไทยตกสะเก็ดอยู่ในขณะนี้ แถมราคาน้ำมันก็ขยับเพิ่มสูงขึ้นจากเดิมอีก เราจึงมีเคล็ด (ไม่) ลับในการช่วยท่านประหยัดน้ำมันมาฝาก ท่านทราบหรือไม่ว่าการขับรถอย่างถูกวิธีจะช่วยให้ท่านประหยัดและลดภาระค่าใช้จ่ายในหลายๆ ด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งค่าน้ำมันเชื้อเพลิง นอกจากนี้ยังจะเป็นการรักษารถยนต์ให้มีอายุการใช้งานที่คุ้มค่ามากยิ่งขึ้นด้วย สำหรับวิธีการใช้รถให้ประหยัดน้ำมัน มีดังนี้

1. อย่าขับรถเร็ว การขับรถเร็วในการใช้รถทางไกล จะทำให้เปลืองน้ำมันมากขึ้นทั้งๆ ที่ไม่มีความจำเป็น ในกรณีที่ท่านขับรถที่มีความเร็ว 80 กม./ชม. ท่านจะประหยัดน้ำมันได้ถึง 10-15 เปอร์เซ็นต์

2. อย่าออกรถเร็วแบบรถแข่งการออกรถเร็วอย่างรุนแรงและรวดเร็ว จะทำให้สิ้นเปลืองน้ำมันมากเครื่องยนต์และชิ้นส่วนต่างๆก็สึกหรอมากเช่นกัน

3. ใช้ความเร็วสม่ำเสมอ

4. คาดการณ์ล่วงหน้าขณะขับรถเมื่อใกล้ทางแยกหรือทางม้าลายต่างๆ ควรจะชะลอความเร็วแต่เนิ่นๆไม่ใช่เมื่อใกล้แล้วจึงค่อยลดความเร็ว

5. กำหนดการใช้รถยนต์ในแต่ละวันเพื่อให้ทุกคนในครอบครัวใช้รถในคราวเดียวกัน เพราะการใช้รถหลายเที่ยวทำให้เปลืองน้ำมัน

6. มีจุดหมายในการเดินทางการใช้รถจะต้องมีแผนการเดินทางว่าจะไปถึงที่หมายได้เร็วขึ้น ไม่ใช่ขับไปโดยไร้จุดหมาย

7. ดับเครื่องทุกครั้งที่จอดรถรอ หากต้องรอประมาณ 3-4 นาทีขึ้นไป ก็ควรดับเครื่อง

8. นอกจากประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงแล้วยังถนอมเครื่องไม่ให้ร้อนจัดอีกด้วย

9. การอุ่นเครื่องยนต์ในตอนเช้า ควรอุ่นเครื่องประมาณ 1-2นาทีก่อนที่จะใช้รถเพื่อให้เครื่องยนต์พร้อม ที่จะทำงานในวันนั้น การอุ่นเครื่องจะทำให้ระบบหล่อลื่นทำงานดีขึ้น ถ้าออกรถอย่างนิ่มนวลไม่รุนแรงก็ไม่ต้องอุ่นเครื่องก็ได้

10.ควรใช้เครื่องปรับอากาศเท่าที่จำเป็นการใช้เครื่องปรับอากาศทำให้เครื่องยนต์ทำงานหนักขึ้น และจะมีความสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิง 10 เปอร์เซ็นต์และน้ำมันที่เผาไหม้ไม่หมดซึ่งอาจหลงเหลืออยู่ ในกระบอกสูบจะเป็นตัวการทำให้เครื่องยนต์สึกหรออีกด้วย

11.ตรวจวัดลมยางอยู่เสมอควรเติมลมยางให้ได้ตามกำหนดมาตรฐาน ทั้งล้อหน้าและล้อหลังเพราะถ้าลมยางอ่อนเกินไปจะทำให้หน้ายางมีความเสียดสีมาก ทำให้สิ้นเปลืองน้ำมันมากเช่นกันถ้าเติมลมยางแข็งเกินไปจะเป็นอันตรายต่อการขับขี่ คือจะทำให้หน้ายางเสียดสีกับพื้นถนนน้อยเกินไปทำให้เกาะถนนหรืออาจทำให้ยางเกิดระเบิดได้ หากได้รับการสะเทือนมากเวลาขับบนถนนที่ชำรุดเป็นหลุมเป็นบ่อ

12.ตรวจเช็คและตั้งเครื่องยนต์ตามกำหนดต้องตรวจสภาพของรถ เครื่องยนต์และอุปกรณ์ต่างๆให้อยู่ตามมาตรฐานที่กำหนดมาให้ เพราะถ้าอุปกรณ์ต่างๆ ของรถได้ตามมาตรฐาน การใช้น้ำมันก็จะน้อยกว่าสภาพรถที่ไม่ได้อยู่ตามมาตรฐาน

13.หมั่นตรวจไส้กรองเสมอ ไส้กรองเป็นส่วนสำคัญในการที่จะถ่ายเทอากาศเข้าไปทำปฏิกิริยาภายในเครื่อง ถ้าชำรุดหรืออุดตันจะทำให้เครื่องยนต์ทำงานหนักกว่าปกติและจะสิ้นเปลืองน้ำมันมากขึ้น

14.อย่าบรรทุกน้ำหนักเกินพิกัดรถยนต์ในแต่ละคันจะมีอัตราการบรรทุกบอกไว้ ถ้าบรรทุกน้ำหนักเกินจะทำให้เครื่องยนต์ใช้น้ำมันมากขึ้นและมีการสึกหรอสูงกว่าปกติ

15.อย่าลืมปลดเบรกมือ ถ้าในรถยนต์รุ่นเก่า เมื่อปลดเบรกมือรถยนต์ก็วิ่งออกไปได้แต่จะมีความฝืดมากกว่า ปกติ ถ้าขับไปเรื่อยๆ จะทำให้เบรกเสียได้ และสิ้นเปลืองน้ำมันมากขึ้น แต่ในรถยนต์คู่มือมาตรฐาน สำหรับคนมีรถรุ่นใหม่ (กรังปรีดิ์ เรียบเรียง) ถ้าลืมปลดเบรกมือ รถยนต์จะไม่วิ่งต้องปล่อยเบรกมือเสียก่อนจึงจะวิ่ง อย่าลากเกียร์โดยไม่จำเป็น ควรเปลี่ยนเกียร์ตามจังหวะและรอบความเร็วในการใช้งานนั้น เพราะการลากเกียร์นานๆ จะทำให้เครื่องยนต์ทำงานหนัก กินน้ำมันมากขึ้น

16.เลือกใช้น้ำมันหล่อลื่นที่เหมาะสม การใช้น้ำมันหล่อลื่นตามมาตรฐานที่ผู้ผลิตให้มา และการเปลี่ยนเมื่อถึงเวลาการใช้งาน จะช่วยถนอมเครื่องยนต์ได้มาก

17.อย่าบรรทุกสิ่งของบนหลังคาโดยไม่จำเป็น เพราะจะเกิดแรงต้าน

ที่มา กรมการขนส่งทางบก

ตัวอักษร ภาพ หรือเครื่องหมาย สำหรับรถบรรทุกวัตถุอันตราย

วัตถุอันตราย หมายถึง   สาร  สิ่งของ   วัตถุหรือวัสดุ ๆ   ที่อาจเกิดอันตรายต่อสุขภาพและวามปลอดภัยของคน   สัตว์  ทรัพย์สิน   หรือสิ่งแวดล้อม   ระหว่างทำการขนส่ง   ซึ่งแยกเป็น 9 ประเภทดังนี้

ประเภทที่ 1  วัตถุระเบิด (Eplossives) หมายถึง   ของแข็ง  หรือหของเหลว   หรือสารผสมที่สามารถเกิดปฎิกิริยาทางเคมีด้วยตนเอง   ทำให้เกิดก๊าซที่มีความดันและความร้องอย่างรวดเร็ว   ก่อให้เกิดการระเบิดสร้างความเสียหายบริเวณโดยรอบได้   และให้รวมถึงสารที่ใช้ทำดอกไม้เพลิง   และสิ่งของที่ระเบิดด้วย   แยกเป็น  6  ประเภทย่อย คือ

1.1 สารหรือสิ่งของที่ก่อให้เกิดอันตรายจากากรระเบิดรุนแรงทันทีทันใดทั้งหมด   (Mass ezplosion)
1.2 สารหรือสิ่งของที่มีอันตรายจากากระเบิดแตกกระจายแต่ไม่ระเบิดทันทีทันใดทั้งหมด
1.3 สารหรือสิ่งของที่ที่มีอันตรายต่อการเกิดเพลิงไหม้   และอาจมีอันตรายจากการระเบิด   หรือการระเบิดแตกกระจายร่วม   แต่ไม่ระเบิดทันทีทันใดทั้งหมด
1.4 สารหรือสิ่งของที่ไม่แสดงความเป็นอันตรายอย่างเด่นชัด   หากเกิดการประทุหรือประทุในระหว่างการขนส่ง   จะเกิดความเสียหายเฉพาะภาชนะบรรจ

1.5 สารทีที่มีความไวต่อการระเบิด   แต่หากมีการระเบิดจะมีอันตรายจาการระเบิดทั้งหมด
1.6 สิ่งของที่ไวต่อการระเบิดน้อยมาก   และไม่ระเบิดพร้อมกันทั้งหมด   มีความเสี่ยงต่อการระเบิดอยู่ในวงจำกัดเฉพาะในสิ่งของนั้น ๆ ไม่มีโอกาสที่จะเกิดการประทุหรือแผ่กระจายในทางทำการขนส่ง

ประเภทที่ 2 ก๊าซ (Gases) หมายถึง   สารที่อุณหภูมิ  50   องศาเซลเซียส   มีความดันไอมากกว่า  300   กิโลปาสกาล  ซึ่งได้แก่   ก๊าซอัด  ก๊าซพิษ   ก๊าซอยู่ในสภาพของเหลวอุณหภูมิต่ำและให้รวมถึงก๊าซที่ละลายในสารภายใต้ความดันด้วย   แยกเป็น  3  ประเภทย่อย  คือ
2.1 ก๊าซไวไฟ   (Flammabel  gases)  หมายถึง   ก๊าซที่อุณหภูมิ  20   องศาเซลเซียส  และมีความดัน   101.3  กิดลปาสกาล   สามารถติดไฟได้เมื่อสัมผสมกับอากาศ 13 เปอร์เซ็นต์หรือต่ำกว่าดดยปริมาตรหรรือมีช่วงกว้างที่สามารถติดไฟได้   12   เปอร์เซ็นต์ขึ้นไปเมื่อผสมกับอากาศ   โดยไม่คำนึงถึงความเข้มข้นต่ำสุดของการผสม
2.2 ก๊าซไวไฟและไม่เป็นพิษ  (Non-flammable ,   non-toxc  gases)  หมายถึง   กา๊ซที่ขณะขนส่งมีความดันไม่น้อยกว่า   280  กิโลปาสกาลที่อุณหภูมิ 20 องศาเซลเซียล หรืออยู่ในสภาพของเหลวอุณหภูมิต่ำ
2.3 ก๊าซพิษ  (Toxic   gases)  หมายถึง   ก๊าซที่มีคุณสมบัติเป็นที่ทราบทั่วกันไป   หรือได้มีการสรุปว่าเป็นพิษหรือกัดกร่อน   หรือเป็นอันตรายต่อสุขภาพ

ประเภทที่ 3 ของเหลวไวไฟ (Flammable  liquids)  หมายถึง  ของเหลว   หรือของเหลวผสม   หรือของเหลวที่มีสารแขวนลอยผสมซึ่งมีจุวาบไฟไม่เกิน   60.5  องศาเซลเซียส   กรณีทดสอบด้วยถ้วยปิด  (close-cup    test)  หรือไม่เกิน  65.6   องศาเซลเซียส   กรณีทดสอบด้วยถ้วยเปิด  (close-cup   test )   และให้รวมถึงของเหลวที่ขณะขนส่งถูกทำให้มีอุณหภูมิเท่ากับหรือมากกว่าจุดวาบไฟของเหลวนั้น   และสารหรือสิ่งของที่ทำให้อุณหภูมิจนเป็นของเหลวขณะทำการขนส่ง   ซึ่งเกิดไอระเหยไวไฟที่อุณหภูมิไม่มากกว่าอุณหภูมิสูงสุดที่ใช้ในการขนส่ง

ประเภทที่ 4 ของแข็งไวไฟ สารที่มีความเสี่ยงต่อการลุกไหม้ได้เอง   และสารที่สัมผัสกับน้ำแล้วทำให้เกิดก๊าซไวไฟ (Flammable  Solids,  Substances  Liable  to  spontaneous   combustion,  Substances  whice  in  contact  with   water  emit  flammable  gases) แยกเป็นประเภทย่อย คือ
4.1   ของแข็งไวไฟ  (Flammable  Solids)   หมายถึง   ของแข็งที่ระหว่างทำการขนส่งสามารถที่จจะติดไฟได้ง่าย   หรืออาจทำให้เกิดการลุกไหม้ขึ้นได้จากการเสียดสี   สารหรือสารที่เกี่ยวข้องที่มีนวโน้มที่จะเกิดปฏิกิริยาคายความร้อนที่รุนแรง   และให้รวมถึงวัตถุระเบิดที่ถูกลดความไวต่อการระเบิด   ซึ่งอาจระเบิดได้   ถ้าหากไม่ทำให้เจือจางเพียงพอ
4.2   สารที่สัมผัสกับน้ำแล้วทำให้เกิดก๊าซไวไฟ   (Substances  whice  in  contact  with  water  emit   flammable  gases)  หมายถึง   สารที่ทำปฎิกิริยากับน้ำแล้วมีแนวโน้มที่จะเกิดการติดไฟได้เอง   หรือทำให้เกิดก๊าซไวไฟในปริมาณที่เป็นอันตราย

ประเภทที่ 5 สารออกไดส์และสารอินทรีย์เปอร์ออกไซด์ (Oxidizing  substances  and  Organic peroxides) แยกเป็น 2 ประเภทย่อย คือ
5.1   สารออกซิไดส์ (Oxidizing  substances)   หมายถึง   สารที่ตัวเองของารเองอาจไม่ติดไฟ   โดยทั่วไปจะปล่อยออกซิเจนหรือเป็นเหตุหรือช่วยใ้วัตถุอื่นเกิดการลุกไหม้
5.2   สารอินทรีย์เปอร์ออกไซด์ (Organic peroxides)   สารอินทรีย์ที่มีโครงสร้างออกซิเจน   2  อะตอม  -O-O-   และอาจถือได้ว่าเป็นสารที่อนุพันธ์ของ   Hydrogen peroxide  ซึ่งอะตอมของ  Hydrogen 1   หรือทั้ง  2 อะตอม   ถูกแทนที่ด้วย  Oranic  radicals   สารนี้ไม่เสถียรความร้อนซึ่งอาจเกิดปฏิกิริยาคายความร้อนและเร่งการแตกตัวด้วยตนเอง   และอาจมีคุณสมบัติอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างดังต่อไปนี้
ก.   แนวโน้มที่จะระเบิดสลายตัว ข.   เผาไหม้อย่างรวดเร็ว
ค.   ไวต่อการกระแทกหรือการเสียดสี ง.   ทำปฏิกิริยากับสารอื่นก่อให้เกิดอันตรายได้
จ.    เป็นอันตรายต่อตา

ประเภทที่  6   สารพิษและสารติดเชื้อ (Toxic  and   Infections  sustances) แยกเป็น  2   ประเภทย่อย  คือ
6.1  สารพิษ    (Toxic  sustances)  หมายถึง   สารที่มีแนวโน้มจะทำให้เสียชีวิต   หรือบาดเจ็บรุนแรง   หรือเป็นอันตรายต่อสุขภาพ   หากกลืนหรือสูดดม   หรือสัมผัสทางผิวหนัง
6.2   สารติดเชื้อ  (Infections  sustances )   หมายถึงสารที่ทราบว่าหรือคาดว่ามีเชื้อดรคปนอยู่ด้วย   เชื้อโรค  คือ  จุลินทรีย์   (ซึ่งรวมถึง  แบคทีเรีย   ไวรัส  Rickettsia  พยาธิ  เชื้อรา)   หรือจุลินทรีย์ที่เกิดใหม่   หรือเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรม   ซึ่งรู้กันโดยทั่วไปหรือมีข้อสรุปที่เชื่อถือได้ว่าเป็นเหตุให้เกิดโรคต่อมนุษย์หรือสัตว์

ประเภทที่  7   วัสดุกัมมันตรังสี (Radioactive   material) หมายถึง    วัสดุที่สามารถแผ่รังสีที่มองไม่เห็น   ซึ่งเป็นอันตรายต่อร่างกาย    การพิจารณาความเป็นอันตรายให้เป็นไปตามมารตราฐานและข้อกำหนดต่าง ๆ   ด้านการขนส่งสารกัมตรังสีของทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างปรหะเทศ   (International  Atomic  Energy  Agency  หรือ  IAEA)

ประเภทที่   8  สารกัดกร่อน (Corrosive   substances) หมายถึง   สารซึ่งโดยปฏิกิริยาเคมีจะก่อให้เกิดความเสียหายต่อเนื้อเยื่อของสิ่งมีชีวิตอย่างรุนแรง   หรือกรณีของการรั่วจะเกิดความเสียหาย    หรือทำลายสิ่งของอื่นหรือยานพาหนะที่ใช้ในการขนส่ง   หรือเกิดอันตรายอื่นได้ด้วย

ประเภทที่   9  วัตถุอันตรายเบ็ดเตล็ด (Misellaneous dangerous   substances  and  articles) หมายถึง   สารและสิ่งของที่ในขณะขนส่งมีความเป็นอันตราย   ซึ่งไม่จัดอยู่ในประเภทที่ 1 ถึงประเภทที่ 8   และให้รวมถึงสารที่มีอุณหภูมิไม่ต่ำกว่า   100  องศาเซียส ในสภาพของเหลว หรือมีอุณหภูมิไม่ต่ำกว่า 240   องศาเซลเซียส ในสภาพของแข็ง

ลักษณะการบรรทุกวัตถุอันตรายดังกล่าว   ที่ผู้รถที่ใช้ในการขนส่งต้องได้รับใบอนุญาตขับรถชนิดที่ 4 มีดังนี้

1. รถบรรทุกวัตถุอันตราย  (รถตามกฎหมายว่าด้วยการขนส่ง   ลักษณะ  4  )   ที่ถังบรรทุกมีความจุเกินกว่า 1,000 ลิตร

2. รถพ่วงและรถกึ่งพ่วง  (รถตามกฎหมายว่าด้วยการขนส่ง   ลักษณะ  6  และลักษณะ  7)   ที่ถังที่ใช้ในการบรรทุกเฉพาะวัตถุอันตราย   มีความจุเกินกว่า 1,000 ลิตร
และรถตามกฎหมายว่าด้วยการขนส่ง   ลักษณะอื่น   ที่มีลักษณะการบรรทุกโดยนำไปไช้ในการบรรทุกวัตถุอันตราย   ดังนี้

1. วัตถุอันตรายประเภทที่  1   (วัตถุระเบิด)   ประเภทที่  6   (สารพิษและสารติดเชื้อ)   และประเภทที่  7 (วัตถุกัมมันตรังสี)

2. วัตถุอันตรายที่เป็นก๊าซหรือก๊าซเหลวบรรจุในภาชนะโดยมีปริมาณรวมกันเกินกว่า 1,000 ลิตร   หรือมีน้ำหนักรวมกันเกินกว่า 1,000  ลิตร

3. วัตถุอันตรายที่เป็นของเหลวที่บรรจุในภาชนะ   โดยมีปริมมาณรวมกันเกินกว่า 1,000 ลิตร   หรือเป็นขอิงแข็งที่มีน้ำหนักรวมกันเกินกว่า 1,000  กิโลกรัม   หรือทั้งสองอย่างรวมกันเกินกว่า   1,000 ลิตร หรือเกินกว่า 1,000   กิโลกรัม  อย่างใดอย่างหนึ่ง
ทั้งนั้   ประกาศนี้มิให้ใช้บังคับแก่

1. รถที่ใช้ในการบรรทุกเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอลล์    ที่มีภาชนะบรรจุเครื่องดื่มในแต่ภาชนะมีปริมาตรไม่เกิน   250  ลิตร

2. รถที่ใช้ลากจูงที่รถบรรทถุกวัตถุอันตรายตามประกาศนี้   ในกรณีที่รถบรรทุกวัตถุอันตรายนั้นไม่สามารถใช้งานได้ตามปกติหรือเกิดอุบัติเหตุ

3. รถที่ใช้ในการขนส่งวัตถุอันตรายอื่น   นอกจากที่กำหนดไว้ในข้อ 1   และข้อ 2   ที่ได้รับยกเว้นตามเอกสารคำแนะนำของสหประชาชาติ   ว่าด้วยการขนส่งสินค้าอันตราย   (UN  Recommemdations  on  the  Transport  of   Dangerous  Gooods)    ที่ได้รับความเห็นชอบจากรมการขนส่งทางบก

หากผู้ประกอบการขนส่งวัตถุอันตราย   มีข้อสังสัยสามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่   สำนักวิศวกรรมและความปลอดภัย   โทร  272-5312

error: Content is protected !!